ศาลนัด 9 ต.ค. ตัดสินคดี รถเบนซ์ขับย้อนศรถนนวิภาวดี
กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากมีการแชร์คลิปเหตุการณ์สุดระทึกบนโลกออนไลน์ เมื่อมีรถเบนซ์สีขาวคันหนึ่งตัดสินใจขับย้อนศรบนถนนวิภาวดีรังสิตนานถึง 1 กิโลเมตร จนสร้างความหวาดเสียวให้กับผู้ร่วมทางเป็นอย่างมาก ล่าสุดความคืบหน้าล่าสุดคือ ศาลนัด 9 ต.ค. ตัดสินคดี รถเบนซ์ขับย้อนศรถนนวิภาวดี ตำรวจยึดรถไว้เป็นของกลาง เพื่อรอคำพิพากษาต่อไป
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 13.49 น. บริเวณช่องทางหลักถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า ก่อนถึงห้าแยกลาดพร้าว ภาพจากกล้องหน้ารถเผยให้เห็นว่ารถเบนซ์คันดังกล่าวขับย้อนสวนเลนมาท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่น ทำให้รถคันอื่นต้องรีบเบี่ยงหลบเพื่อความปลอดภัย ถือเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงอย่างยิ่ง
สรุปเหตุการณ์ ศาลนัด 9 ต.ค. ตัดสินคดี รถเบนซ์ขับย้อนศรถนนวิภาวดี
หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดและพยานหลักฐาน จนสามารถติดตามตัวผู้ขับขี่มาดำเนินคดีได้สำเร็จ โดยผู้ต้องหาได้เข้าพบพนักงานสอบสวนและให้การรับสารภาพในข้อหาฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร ขับรถย้อนศร และขับรถโดยประมาทหวาดเสียว ซึ่งในส่วนนี้ได้มีการเปรียบเทียบปรับไปตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้อหาขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น พนักงานสอบสวนได้รวบรวมสำนวนส่งฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้สืบเสาะพินิจก่อนมีคำพิพากษาในวันที่ 9 ตุลาคม 2569 นี้
สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากเหตุการณ์นี้คือความสำคัญของวินัยจราจร:
- การขับรถย้อนศรนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงถึงชีวิต
- การใช้ถนนร่วมกันควรมีความเกรงใจและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง
- เทคโนโลยีกล้องหน้ารถและกล้องวงจรปิดในปัจจุบัน ช่วยให้เจ้าหน้าที่ติดตามผู้กระทำความผิดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับรถยนต์คันที่ใช้ก่อเหตุนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง เพื่อรอคำสั่งศาลในการพิจารณาต่อไป นี่ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผู้ที่คิดจะฝ่าฝืนกฎจราจรโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของสังคมครับ
หวังว่ากรณีนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ขับขี่ทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ท้องถนนของเราปลอดภัยสำหรับทุกคนครับ
ที่มา – ศาลนัด 9 ต.ค. ตัดสินคดี รถเบนซ์ขับย้อนศรถนนวิภาวดี ตำรวจยึดรถไว้เป็นของกลาง




