เชน ชูเหยื่อเป็นศูนย์กลาง ในการเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อรับมือกับความรุนแรงในครอบครัว โดยเน้นให้ผู้ถูกกระทำได้รับการคุ้มครองอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากข้อกังวลว่ากฎหมายเดิมยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการประเมินความเสี่ยงที่ไม่ชัดเจน การคุ้มครองที่ล่าช้า และการให้ความสำคัญกับการประนีประนอมมากกว่าความปลอดภัยของเหยื่อ
ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่นำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จึงมุ่งปรับระบบให้ทันสมัยและตอบโจทย์สถานการณ์จริงมากขึ้น หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่มองความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว มาเป็นปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข
เชน ชูเหยื่อเป็นศูนย์กลาง
แนวทาง เชน ชูเหยื่อเป็นศูนย์กลาง หมายถึงการออกแบบกระบวนการช่วยเหลือโดยยึดความปลอดภัย ความต้องการ และศักดิ์ศรีของผู้ถูกกระทำเป็นหลัก ไม่ใช่บังคับให้เหยื่อต้องกลับไปเผชิญหน้ากับผู้ก่อเหตุ หรือเล่าเรื่องเดิมซ้ำหลายครั้งต่อเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน การคุ้มครองจึงควรเริ่มตั้งแต่ได้รับแจ้งเหตุ และต้องลดภาระของผู้เสียหายให้น้อยที่สุด
ข้อมูลจากรายงานของ OECD ระบุว่า ต้นทุนรวมจากอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 973,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ที่น่ากังวลคือภาระมากกว่าครึ่งหนึ่งตกอยู่กับเหยื่อและครอบครัว โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 279,000 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ปรากฏในรายงานอาจยังไม่สะท้อนสถานการณ์ทั้งหมด เพราะผู้ถูกกระทำจำนวนมากไม่กล้าแจ้งเหตุจากความอับอาย ความกลัว การถูกกดดันจากคนใกล้ชิด หรือความกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม การมีระบบที่ปลอดภัยและเป็นมิตรจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผู้เสียหายกล้าเข้าถึงความช่วยเหลือมากขึ้น
หลักการคุ้มครองตามแนวคิดเชน ชูเหยื่อเป็นศูนย์กลาง
สาระสำคัญของร่างกฎหมายมีหลายด้านที่น่าสนใจ โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแบบเร่งด่วนและการประเมินสถานการณ์อย่างเป็นระบบ รายละเอียดหลัก ๆ มีดังนี้
- ขยายนิยามความรุนแรง: ครอบคลุมทั้งความรุนแรงทางร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ และทางเพศ ไม่จำกัดเฉพาะการทำร้ายร่างกายเท่านั้น
- คุ้มครองภายใน 72 ชั่วโมง: กำหนดให้มีการแต่งตั้งผู้จัดการรายกรณี หรือ Case Manager เพื่อประเมินปัญหาและประสานความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
- จัดพื้นที่ปลอดภัย: เจ้าหน้าที่สามารถแยกผู้ถูกกระทำออกจากพื้นที่เสี่ยงได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการฟ้องร้องคดีเสร็จสิ้น
- จัดระดับความเสี่ยง: แบ่งเป็นระดับต่ำ ปานกลาง และสูง เพื่อให้คำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพเหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละราย
- ใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบาย: ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นแกนกลางในการจัดทำฐานข้อมูลระดับประเทศ
การมีผู้จัดการรายกรณีถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยลดความบอบช้ำของเหยื่อได้มาก ผู้เสียหายไม่ควรต้องเล่าเหตุการณ์สะเทือนใจซ้ำ ๆ กับเจ้าหน้าที่หลายคน เพราะทุกครั้งที่เล่าอาจทำให้เกิดความเครียดและความรู้สึกเจ็บปวดขึ้นอีก ผู้จัดการรายกรณีจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล ประเมินความเสี่ยง วางแผนความช่วยเหลือ และเชื่อมต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำงานร่วมกัน
ห้ามไกล่เกลี่ยคดีละเมิดทางเพศและเด็ก
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการกำหนดให้คดีความรุนแรงทางเพศและคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กไม่สามารถนำไปไกล่เกลี่ยได้โดยเด็ดขาด เพราะความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้ก่อเหตุกับเหยื่ออาจทำให้การเจรจาไม่เป็นธรรม ผู้เสียหายอาจถูกกดดัน ข่มขู่ หรือถูกทำให้รู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด
การไกล่เกลี่ยอาจเหมาะกับข้อพิพาทบางประเภทที่คู่กรณีมีอำนาจต่อรองใกล้เคียงกัน แต่ไม่ควรนำมาใช้กับคดีที่มีการละเมิดทางเพศหรือเกี่ยวข้องกับเด็ก เนื่องจากผลกระทบไม่ได้จบลงทันทีหลังเกิดเหตุ ผู้ถูกกระทำอาจต้องเผชิญผลกระทบด้านจิตใจ การเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ และความเชื่อมั่นในสังคมเป็นเวลานาน
การยกเลิกการไกล่เกลี่ยในคดีร้ายแรงจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า สังคมจะไม่ยอมรับการลดทอนความรุนแรงหรือผลักภาระให้เหยื่อเป็นผู้ตัดสินใจยอมความเพียงลำพัง โดยเฉพาะเด็กที่ยังไม่มีอำนาจและวุฒิภาวะมากพอในการปกป้องสิทธิของตนเอง
ทำไมกฎหมายใหม่จึงสำคัญต่อสังคมไทย
กฎหมายที่มีประสิทธิภาพไม่ควรทำหน้าที่เพียงลงโทษผู้กระทำผิดหลังเกิดเหตุ แต่ต้องป้องกันไม่ให้ความรุนแรงเกิดซ้ำ และช่วยให้ผู้ถูกกระทำกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย การประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบจะช่วยให้เจ้าหน้าที่มองเห็นสัญญาณอันตราย เช่น การข่มขู่ การควบคุมทางการเงิน การกักขัง การติดตามคุกคาม หรือการทำร้ายซ้ำ
การยอมรับว่าความรุนแรงทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ตัวอย่างเช่น การห้ามคู่ครองทำงาน การยึดเงินทั้งหมด การไม่จัดหาเงินเพื่อการดำรงชีพ หรือการสร้างหนี้โดยบังคับให้อีกฝ่ายรับผิดชอบ ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ทำให้เหยื่อสูญเสียอิสระและไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นอันตรายได้
ขณะเดียวกัน ความรุนแรงทางเพศไม่ควรถูกจำกัดเฉพาะการข่มขืน แต่ควรรวมถึงการคุกคาม การแตะต้องร่างกายโดยไม่ได้รับความยินยอม และพฤติกรรมที่ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกไม่ปลอดภัย การใช้คำว่า “ความยินยอม” เป็นหลักจะช่วยให้สังคมเข้าใจสิทธิในร่างกายของแต่ละคนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
การจัดทำฐานข้อมูลระดับประเทศยังช่วยให้หน่วยงานรัฐเห็นแนวโน้มของปัญหาในแต่ละพื้นที่ สามารถจัดสรรงบประมาณ วางแผนบุคลากร และออกมาตรการป้องกันได้ตรงจุดมากขึ้น ข้อมูลที่มีคุณภาพจะทำให้การแก้ปัญหาไม่ต้องอาศัยเพียงความรู้สึกหรือเหตุการณ์ที่เป็นข่าว แต่สามารถใช้หลักฐานจริงมาประกอบการตัดสินใจ
เสียงของเหยื่อควรเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
การผลักดันร่างกฎหมายนี้สะท้อนว่าการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวต้องเปลี่ยนจากการรอให้เกิดเหตุร้ายแรง มาเป็นการป้องกันและคุ้มครองตั้งแต่สัญญาณแรก หลัก เชน ชูเหยื่อเป็นศูนย์กลาง จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางการเมือง แต่ควรเป็นแนวทางปฏิบัติของตำรวจ เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ บุคลากรทางการแพทย์ ศาล และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในมุมมองของผู้เขียน การคุ้มครองเหยื่อจะเกิดผลจริงได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับการอบรม มีงบประมาณเพียงพอ และมีระบบส่งต่อที่ทำงานได้จริง นอกจากนี้ สังคมควรหยุดตั้งคำถามที่กล่าวโทษผู้เสียหาย เช่น ทำไมไม่ออกมา ทำไมไม่แจ้งความ หรือทำไมยังอยู่กับผู้ก่อเหตุ แล้วหันมาถามว่าระบบช่วยให้พวกเขาปลอดภัยได้มากพอหรือยัง
หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญความรุนแรง อย่าเก็บปัญหาไว้เพียงลำพัง ควรขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลที่ไว้ใจได้ เพราะความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำต้องมาก่อนเสมอ และทุกเสียงที่ลุกขึ้นพูดอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ปลอดภัยกว่าเดิม
ที่มา – “เชน” ชูหลักยึดเหยื่อเป็นศูนย์กลางสกัดความรุนแรงในครอบครัว ห้ามไกล่เกลี่ยคดีละเมิดเพศและเด็ก

