13 วันไม่มีรายได้ ชาวบ้านแห่ออก 'ศูนย์พักพิง' แม้ยังไม่มีประกาศให้เข้าพื้นที่

13 วันไม่มีรายได้ ชาวบ้านแห่ออก ‘ศูนย์พักพิง’

หลังจากอพยพนาน 13 วันที่ปราศจากรายได้ ชาวบ้านจำนวนมากจึงตัดสินใจเดินทางออกจาก “ศูนย์พักพิง” แม้ว่าจะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการให้กลับเข้าพื้นที่ได้ก็ตาม พวกเขาแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินที่อาจเพิ่มพูน พร้อมทั้งส่งกำลังใจให้แก่ทหารไทยและชื่นชมในความสามารถของทุกนาย

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนทางหลวงหมายเลข 2171 เดชอุดม – น้ำยืน พบเห็นรถกระบะของชาวบ้านจากอำเภอน้ำยืนจำนวนมาก บรรทุกสัมภาระเดินทางออกจากศูนย์พักพิงเพื่อกลับไปยังภูมิลำเนาในช่วง 2 วันที่ผ่านมา สืบเนื่องจากข่าวการยึดคืนพื้นที่เนิน 677 และช่องอานม้าได้สำเร็จเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจที่จะกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

นายเผด็จ ทองพิเศษ อายุ 49 ปี ชาวบ้านที่กำลังเติมน้ำมัน ได้เปิดเผยว่า ครอบครัวของเขาต้องออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการปะทะกันรอบที่ 2 รวมเป็นเวลา 13 วันแล้ว เมื่อทราบข่าวว่าฝ่ายไทยสามารถยึดช่องอานม้าได้สำเร็จ และสถานการณ์ในพื้นที่เริ่มคลี่คลายไม่มีเสียงปืนใหญ่ เขาจึงตัดสินใจเก็บข้าวของเดินทางกลับบ้านเพื่อไปกรีดยางพาราหารายได้ เพราะตลอด 13 วันที่อยู่ใน “ศูนย์พักพิง” นั้น ครอบครัวไม่มีรายได้เลย หากไม่กลับไปกรีดยางก็จะไม่มีเงินจ่ายหนี้สินที่คั่งค้าง นอกจากนี้ เขายังฝากให้กำลังใจแก่ทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า และชื่นชมในความสามารถและความเสียสละของทหารไทย

ชาวบ้านแห่ออกจากศูนย์พักพิง หลัง 13 วันไม่มีรายได้

นางกชพร ธรรมโม ผู้ใหญ่บ้านบ้านน้ำยืน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ชรบ. ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดสกัดคัดกรองการเข้าออก และป้องกันไม่ให้ประชาชนกลับเข้าไปในพื้นที่โดยพลการ เนื่องจากสถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะสีแดง แม้ว่าจะไม่มีเสียงปืนในพื้นที่แล้วก็ตาม การกลับเข้าไปในพื้นที่ได้นั้นยังคงต้องรอคำสั่งจากฝ่ายความมั่นคงอย่างเป็นทางการ

ทำไมชาวบ้านถึงตัดสินใจออกจาก “ศูนย์พักพิง” ก่อนได้รับอนุญาต?

เหตุผลหลักที่ชาวบ้านตัดสินใจออกจาก “ศูนย์พักพิง” ก่อนได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ คือปัญหาเรื่องปากท้องและการขาดรายได้เป็นเวลานานถึง 13 วัน หลายครอบครัวมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระ และการอยู่ในศูนย์พักพิงไม่ได้ช่วยให้พวกเขามีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงชีพและชำระหนี้ได้ การกลับไปยังภูมิลำเนาเพื่อประกอบอาชีพเดิม เช่น กรีดยางพารา จึงเป็นทางเลือกที่พวกเขาพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนกว่า

นอกจากนี้ ข่าวการยึดคืนพื้นที่และการที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง แม้จะยังไม่ปลอดภัย 100% ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านตัดสินใจเสี่ยงที่จะกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ แม้จะยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยอยู่บ้าง แต่ความต้องการที่จะหารายได้เลี้ยงครอบครัวมีมากกว่า

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชน: การอพยพของชาวบ้านส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนในภาพรวม เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายอย่างหยุดชะงัก
  • ความช่วยเหลือจากภาครัฐ: หน่วยงานภาครัฐควรเร่งให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและอาชีพแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
  • การฟื้นฟูพื้นที่: การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในการกลับคืนสู่บ้านเกิด

การตัดสินใจของชาวบ้านที่ออกจาก “ศูนย์พักพิง” สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากและความเดือดร้อนที่พวกเขาต้องเผชิญ การแก้ไขปัญหาจึงต้องคำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา และให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมเพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – 13 วันไม่มีรายได้ ชาวบ้านแห่ออก “ศูนย์พักพิง” แม้ยังไม่มีประกาศให้เข้าพื้นที่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: