วัน: 11 สิงหาคม 2025

ทนายเกิดผลถอนตัว! คดีวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมเหตุผล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเมื่อ “ทนายเกิดผล” ประกาศถอนตัวจากการเป็นทนายความให้กับ “วัดพระบาทน้ำพุ” ท่ามกลางข่าวคราวเกี่ยวกับ “หมอบี” ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ โดยทนายเกิดผลได้ชี้แจงถึง 2 สาเหตุหลักที่ทำให้ตัดสินใจถอนตัวในครั้งนี้

ทนายเกิดผลถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุ เพราะอะไร?

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ความคืบหน้าในกรณีของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” หมอดูชื่อดังที่อุทิศตนทำงานจิตอาสาร่วมกับ “หลวงพ่ออลงกต” แห่งวัดพระบาทน้ำพุ ได้ออกมาอธิบายถึงกระแสข่าวที่ถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีในนามวัดและนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งหมอบียืนยันว่าไม่ได้ยักยอกเงินแต่อย่างใด หลวงพ่ออลงกตเองก็ได้ออกมาชี้แจงและโต้ตอบหมอบีเช่นกัน โดยเรื่องราวดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ทนายเกิดผล ทนายความของวัดพระบาทน้ำพุ ได้ประกาศผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ทนายเกิดผล แก้วเกิด ว่า “เรียนสื่อมวลชน เนื่องจากสภาทนายความ ได้มีการตั้งคณะทำงาน เพื่อคลี่คลายคดีวัดพระบาทน้ำพุอย่างเป็นทางการในวันสองวันนี้“

ทนายเกิดผลกล่าวต่อว่า “ดังนั้นเพื่อการทำงานของคณะทนายความ เป็นเอกภาพ ในการดำเนินการของคณะทำงาน และเนื่องจากสุขภาพผมไม่แข็งแรง อาจจะเป็นอุปสรรคในการเดินทางไปร่วมงานและร่วมประชุมกับคณะทำงาน ของสภาทนายความ ผมจึงได้ขออนุญาตและกราบเรียน หลวงพ่อว่า ขออนุญาตถอนตัวจากการเป็นทนายความของวัดในคดีวัดพระบาทน้ำพุนี้ หากสื่อมวลชน มีข้อสงสัยในการซักถามปัญหาเกี่ยวกับคดีของวัด โปรดสอบถาม ไปยังวัดหรือคณะทำงานของสภาทนายความชุดใหม่ ขอบคุณครับ”

ทั้งนี้ ทนายเกิดผลยังได้เน้นย้ำถึงเหตุผลในการถอนตัวในโพสต์ต่อมาว่า “เหตุที่ผมถอนทนายความของวัด มี 2 สาเหตุคือ ทางวัดได้แต่งตั้งทนายความคณะใหม่ โดยมรรยาท เราต้องถอนตัวออกมาและปัญหาสุขภาพ เท่านั้นครับ”

เหตุผลที่ ทนายเกิดผล ถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุ สรุป

  • ทางวัดได้แต่งตั้งคณะทนายความชุดใหม่
  • ปัญหาสุขภาพส่วนตัวของทนายเกิดผล

การตัดสินใจถอนตัวของทนายเกิดผลจากคดีวัดพระบาทน้ำพุนี้ สร้างความสงสัยและคำถามมากมายให้กับสังคม หลายคนอยากทราบถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงนี้ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคดีความที่เกี่ยวข้อง ทางวัดพระบาทน้ำพุและคณะทำงานชุดใหม่ของสภาทนายความจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินคดีวัดพระบาทน้ำพุอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าทนายเกิดผลจะถอนตัวไปแล้ว แต่เรื่องราวและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นที่สนใจและติดตามของประชาชนอย่างต่อเนื่อง หวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความกระจ่างในทุกประเด็นที่เกิดขึ้น

ที่มา – “ทนายเกิดผล” ประกาศถอนตัวจาก “คดีวัดพระบาทน้ำพุ” พร้อมชี้แจง 2 สาเหตุ

ยายวอน! ขอคืนผ้าไหม 56 ผืน หล่นหายเหตุปะทะ

ยายวอนทั้งน้ำตา ขอคืนผ้าไหม 56 ผืน ทำหล่นหายระหว่างอพยพเหตุปะทะ

คุณยายวัย 70 ปี ชาวอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เล่าทั้งน้ำตาว่า ผ้าไหม 56 ผืน มูลค่าเกือบหนึ่งแสนบาท ได้หล่นหายไประหว่างการอพยพหนีเหตุปะทะ เธอวอนขอให้ผู้ที่เก็บได้นำมาคืน เนื่องจากเป็นสมบัติที่มีค่าที่สะสมมาทั้งชีวิต คุณตาถึงกับเสียใจจนช็อกเมื่อทราบข่าว

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านศรีสวาย ตำบลจีกแดก อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ หลังทราบข่าวว่ามีคุณยายวัย 70 ปีทำผ้าไหมที่เก็บสะสมไว้ในกระสอบปุ๋ย หล่นหายจากท้ายรถกระบะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ระหว่างการอพยพไปยังศูนย์พักพิง ลูกสาวของคุณยายได้โพสต์ตามหา แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว ทำให้คุณยายเสียใจมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ คุณตา ซึ่งเป็นสามีของคุณยาย เสียใจจนช็อกต้องนอนโรงพยาบาล เพราะผ้าไหมที่หายไปมีมูลค่าเกือบหนึ่งแสนบาท และเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ทั้งคู่มีอยู่

เรื่องราวสุดเศร้าของคุณยายเสมอที่ทำผ้าไหม 56 ผืนหาย

คุณยายเสมอ วงศ์รัมย์ อายุ 70 ปี เจ้าของผ้าไหม 56 ผืน เล่าทั้งน้ำตาว่า ผ้าไหมทั้งหมดนั้น ยายเป็นคนเก็บใส่กระสอบเอง โดยเก็บเตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุปะทะกัน แต่วันที่เกิดเหตุ ยายตกใจมาก พอได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังสนั่น ลูกเขยกับลูกสาวก็รีบเก็บข้าวของที่เตรียมไว้ขึ้นรถกระบะ รวมทั้งกระสอบผ้าไหมด้วย

เนื่องจากความตกใจและความเร่งรีบ ทำให้ลูกเขยไม่ได้ปิดฝาท้ายรถกระบะ ทำให้ไม่รู้ว่ากระสอบผ้าไหมตกหายที่ไหน ซึ่งผ้าไหมทั้งหมดในกระสอบ 56 ผืน เป็นสิ่งมีค่าที่ยายเก็บสะสมมา มีทั้งผ้าไหมที่ทอเอง และผ้าไหมที่ได้มาจากการไปช่วยงานแต่งของญาติพี่น้องเพื่อนฝูง มันมีค่าที่สุดในชีวิต ตอนนี้ยายไม่เหลืออะไรแล้ว ยายจึงอยากจะฝากถึงคนที่เก็บไปได้ ให้เห็นใจยายด้วย มันเป็นสมบัติที่ยายเก็บสะสมมาทั้งชีวิต ขอให้ส่งคืนยายด้วยเถิด


คุณยายร้องไห้เสียใจ

ด้านนายเจริญ วงศ์รัมย์ อายุ 69 ปี สามีของคุณยาย เล่าว่า รู้สึกเสียใจและเสียดายมาก แม้ยายจะปลอบว่าอย่าเสียใจไปเลย มันหายไปแล้ว ทำใจเถอะ แต่ตาก็ทำใจไม่ได้ เสียใจจนช็อก ลูกหลานต้องหามส่งโรงพยาบาล ระหว่างอยู่ที่ศูนย์พักพิง ต้องไปนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึง 2 คืน ตาก็อยากจะฝากถึงคนที่เก็บได้ ก็ขอคืนเถอะ ทั้งตาทั้งยายเสียใจมาก หากนำมาคืน ตา มี น้ำใจให้แน่นอน ยังไงก็ขอคืนด้วย

นายสุรัตน์ โกสา อายุ 43 ปี ลูกเขยของคุณยาย ซึ่งเป็นคนขับรถ เล่าว่า วันนั้นเป็นวันที่เริ่มเหตุการณ์ปะทะกันวันแรก ทั้งเด็กทั้งคนแก่ต่างก็ตกใจกลัว ร้องกันระงม ทำให้ต้องรีบเร่งออกจากพื้นที่ ข้าวของก็เต็มรถ ทำให้ไม่ได้ปิดฝาท้ายรถ ตั้งใจว่าจะวิ่งออกไปสักพัก พอพ้นวิถีกระสุนก็จะจัดเรียงของใหม่แล้วค่อยปิดฝาท้ายรถ

พอวิ่งออกไปสักพักก็จอดรถ เก็บของแล้วก็ปิดฝาท้ายรถ ตอนนั้นยังไม่ได้สังเกตว่ามีอะไรตกหล่น แต่พอไปถึงศูนย์พักพิง เก็บของลงรถถึงได้รู้ว่ากระสอบผ้าไหมหายไป ทีแรกคิดว่าลืมเอาขึ้นรถ แต่พอวันหลังกลับมาดูที่บ้าน จึงได้รู้ว่ากระสอบผ้าไหมหายไปแล้วจริงๆ รู้สึกเสียดายและสงสารแม่ยายมาก

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ความรุนแรง พวกเขาต้องสูญเสียทรัพย์สินและเผชิญกับความทุกข์ทางจิตใจ การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ยายวอนทั้งน้ำตา ขอคืนผ้าไหม 56 ผืน ทำหล่นหายระหว่างอพยพเหตุปะทะ

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่: เจาะลึกประเด็น

รักษาการนายกฯ ส่งเรื่องให้กองทัพพิจารณาการต่ออายุราชการของ “พล.ท.บุญสิน” แม่ทัพภาคที่ 2 หรือไม่ พร้อมเผยเตรียมยุบ ศบ.ทก. หากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่?

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสเรียกร้องให้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับการต่ออายุราชการหลังจากที่จะเกษียณในอีก 50 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนม้ากลางศึก โดยนายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องการต่ออายุราชการนั้นต้องพิจารณาในรายละเอียดตามกฎเกณฑ์ของกองทัพ

“ถ้ากองทัพเห็นความจำเป็นก็คงจะเสนอมา แต่ถ้าโดยปกติไม่มี ทางเราเชื่อมั่นในความสามารถซึ่งจะต้องให้กองทัพพิจารณา เป็นเรื่องของกองทัพ ไม่ใช่ไม่เห็นคุณค่าแม่ทัพภาคที่ 2 เพราะท่านทำผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว คิดว่าถ้ามีช่องทางกองทัพจะเสนอเข้ามา” นายภูมิธรรมกล่าว

ประเด็นเรื่อง กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ นั้น จึงยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ากองทัพจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป

ท่าทีต่อกรณีปราสาทตาควายและการยุบ ศบ.ทก.

ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาค 2 กล่าวถึงการยึดปราสาทตาควายคืนเนื่องจากอยู่ในเขตไทย จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อตกลง และกองทัพซึ่งเป็นหน่วยงานหลักได้ยืนยันแล้วว่าเป็นไปตามนั้น

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนที่มีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าไทยและกัมพูชาจะเปิดฉากรบกันอีกครั้ง โดยระบุว่าเป็นข่าวปลอม และขอให้ติดตามการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 13-14 สิงหาคม ซึ่งคาดว่าจะทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จะยุติบทบาท

“ขอให้จับตาดูการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13-14 สิงหาคมนี้ ทุกอย่างจะเข้าสู่สภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ก็จะยุติบทบาทแล้ว ให้กลับไปสู่ภาวะปกติ ไม่มีอะไรที่เป็นเฟกนิวส์ เพราะทุกวันนี้สู้กันก็เพราะเฟกนิวส์สร้างความปั่นป่วน สร้างความรู้สึกทำให้งงกันไปหมดจนเป็นปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

สำหรับการยุบ ศบ.ทก. นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าจะเกิดขึ้นเมื่อกองทัพและฝ่ายข่าวประเมินสถานการณ์แล้วว่าทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะต้องมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ก่อน

การพิจารณา กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ควบคู่ไปกับการประเมินสถานการณ์ชายเเดนเเละการจัดการข่าวปลอมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปด้วยความรอบคอบ เพื่อความมั่นคงของชาติเเละความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการตัดสินใจของ กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารจัดการกองทัพในอนาคต รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่

การพิจารณาเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

ที่มา – โยนกองทัพพิจารณาต่ออายุราชการ มทภ.2 หรือไม่ เผยจ่อยุบ ศบ.ทก. หากเข้าภาวะปกติ

“ภูมิธรรม” โต้ข่าว “อิ๊งค์” ชิงลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569

“ภูมิธรรม” โต้ข่าว “อิ๊งค์” ชิงลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569 ลั่นไม่มีแผนสำรอง

“ภูมิธรรม” โต้ข่าว “แพทองธาร ชินวัตร” ชิงลาออกนายกฯ หลังสภาผ่านงบประมาณ 2569 วาระ 3 บอกไม่เคยได้ยินใครพูด ถามสื่อเอาข่าวมาจากไหน ลั่นไม่มีแผนสำรองแคนดิเดต “ชัยเกษม” ทุกอย่างว่าตามกระบวนการ

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าว นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะลาออกหลังสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 3 โดยนายภูมิธรรม ถามกลับผู้สื่อข่าวว่าเอาข่าวมาจากไหน ไม่เคยมีกระแสข่าวนี้ และไม่เคยมีคนพูด น.ส.แพทองธาร ก็ไม่ได้พูด และก็พิสูจน์ตัวเอง จะไปเอาอะไรที่คนพูดกันนิดหน่อยมาเป็นกระแสในสังคมเพราะจะเป็นปัญหา

นายภูมิธรรม ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดเรื่องนี้ และพรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นจะต้องเตรียมแผนอะไรรับมือเรื่องของศาล ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการ พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร อย่าไปทำให้มีประเด็นอะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

เมื่อถามย้ำว่าแผนสำรองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียังเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ อยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “ไม่มีแผนสำรอง ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ”

“ภูมิธรรม” ย้ำชัด ไม่มีแผนสำรอง กรณี “อิ๊งค์” ลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569

จากกรณีที่มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ภายหลังจากการที่สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 3 นั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้ข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงและไม่มีมูล

นายภูมิธรรม ได้กล่าวว่า เขาไม่เคยได้ยินข่าวลือนี้จากที่ใดมาก่อน และยังตั้งคำถามกลับไปยังผู้สื่อข่าวถึงแหล่งที่มาของข่าว พร้อมทั้งย้ำว่านางสาวแพทองธารเองก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการลาออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงการทำงานของนางสาวแพทองธารว่า ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารประเทศ ดังนั้นการนำเอาข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริงมากระพือในสังคมจึงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหามากกว่า

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมแผนการใดๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาล เนื่องจากทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใดๆ เป็นพิเศษ และขอให้ทุกฝ่ายอย่าสร้างประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความรู้สึกว่าจะมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น

เมื่อถูกถามย้ำถึงความเป็นไปได้ที่นายชัยเกษม นิติสิริ จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสำรอง นายภูมิธรรมได้ตอบอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีแผนสำรอง ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังคงให้ความไว้วางใจในตัวนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

การออกมาตอบโต้ข่าวลือของนายภูมิธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทยในการสนับสนุนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และเป็นการสยบข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความสับสนในสังคมได้เป็นอย่างดี การที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนได้เป็นอย่างมาก

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

ที่มา – “ภูมิธรรม” โต้ข่าว “อิ๊งค์” ชิงลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569 ลั่นไม่มีแผนสำรอง

โปรดเกล้าฯ พระราชินี เสด็จฯ 12 สิงหาฯ

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 12 สิงหาคม

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ หมายกำหนดการ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พุทธศักราช 2568 (ฉบับเปลี่ยนแปลง) มีเนื้อหาว่า

ตามหมายกำหนดการสำนักพระราชวัง ฉบับที่ 18/2568 ลงวันที่ 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เรื่อง พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พุทธศักราช 2568 ดังรายละเอียดแจ้งอยู่แล้ว นั้น

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในงานพระราชพิธีดังกล่าว ส่วนวันและเวลาให้คงเดิม

สำนักพระราชวัง
วันที่ 8 สิงหาคม พุทธศักราช 2568

(อ่านหมายกำหนดการฉบับเดิม)

โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันที่ 12 สิงหาคมที่จะถึงนี้ พสกนิกรชาวไทยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด

ความสำคัญของพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ

พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญของชาติไทย เป็นวันที่พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร ทรงเป็นแบบอย่างของสตรีไทยในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทย และทรงส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยพสกนิกร และทรงให้ความสำคัญกับวันสำคัญของชาติไทย การเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเป็นสิริมงคลแก่ปวงชนชาวไทย และเป็นขวัญกำลังใจในการที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป

ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคล โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ โดยการประดับธงชาติไทยตามอาคารบ้านเรือน จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ และร่วมกันทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การที่ โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ ในครั้งนี้ เป็นภาพที่งดงามและแสดงให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี ของคนในชาติที่ร่วมกันเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 แน่นอน!

พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 อย่างแน่นอน! นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กำชับ สส. เข้าร่วมประชุมพร้อมเพรียง ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงติงเรื่องงบประมาณฯ พร้อมรับมือภาษีทรัมป์ มั่นใจรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุว่าจากการที่สภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 นั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เน้นย้ำให้ สส.ของพรรคทุกคนเข้าร่วมการพิจารณางบประมาณโดยพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนในภาวะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังชะลอตัว

รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

สำหรับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ในวาระที่ 2 และ 3 นั้น สส. พรรครวมไทยสร้างชาติได้มีการแปรญัตติปรับลดงบประมาณในหลายกระทรวง โดยเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ที่ได้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อให้งบประมาณของภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้มากที่สุดในหลากหลายกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม รวมถึงในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ส่วนข้อกังวลของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่แสดงความเห็นว่า การแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีในครั้งนี้อาจจะไม่สามารถตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากภาษีตอบโต้ (Tariff) ของสหรัฐอเมริกานั้น พรรครวมไทยสร้างชาติมีความเห็นสอดคล้องกับรัฐบาลว่า ผลกระทบที่เคยคาดการณ์ว่าจะรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของไทยนั้น มีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ กำหนดต่อประเทศไทยนั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนแล้ว ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันคือประมาณ 19-20% ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากนัก ดังเช่นที่ได้มีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีชุดข้อมูลที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านและครบถ้วน

ทำไม รทสช. ถึงมั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการแปรญัตติงบประมาณไปยังภาคส่วนที่มีความจำเป็นมากกว่า หรือหากเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจขึ้นจริง รัฐบาลยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น งบกลาง ซึ่งสามารถใช้ได้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรืออาจจะพิจารณาเสนองบกลางปีเพิ่มเติม ซึ่งการแปรญัตติในวงเงินงบประมาณ 8.92 พันล้านบาทนี้ รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เพื่อที่จะได้จัดสรรงบประมาณไปแก้ไขปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนของชาติและประชาชน

“พรรครวมไทยสร้างชาติมั่นใจว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 จะสามารถผ่านการพิจารณาได้อย่างราบรื่น และจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง” เราเชื่อว่าการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและ สส. จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนทุกคน

งบประมาณปี 2569 นี้จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคม

ที่มา – รทสช. มั่นใจสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ไม่หวั่นฝ่ายค้านท้วงไม่แปรงบฯ รับมือภาษีทรัมป์

บพค. ชวนสัมผัสโลกอนาคต ผ่านนิทรรศการ TECH-TOPIA ในงาน อว.แฟร์

บพค. ชวนสัมผัสโลกอนาคต ผ่านนิทรรศการ TECH-TOPIA ในงาน อว.แฟร์

เตรียมตัวพบกับประสบการณ์สุดล้ำที่ บพค. ชวนสัมผัสโลกอนาคต ผ่านนิทรรศการ TECH-TOPIA ในงาน อว.แฟร์! พบกับ AI–VR และกิจกรรม 3D Ultra Motion ที่จะพาคุณทะยานสู่จักรวาลแห่งเทคโนโลยี พร้อมอัปเดตเทรนด์ระดับโลกในด้าน Semiconductor, EV, และ AI ทั้งหมดนี้รอคุณอยู่ในงาน อว.แฟร์ ระหว่างวันที่ 9–17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. จับมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดมหกรรม “อว.แฟร์ Creators of Tomorrow 2025: SCI POWER FOR FUTURE THAILAND” ตั้งแต่วันที่ 9–17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เพื่อแสดงศักยภาพของวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ชวนคุณเปิดโลกอนาคตไปกับนิทรรศการ TECH-TOPIA ภายใต้แนวคิด “โลกวิทย์ในฝัน เปิดโลกแห่งจินตนาการ” พบกับเทคโนโลยีสุดล้ำ อาทิ AI, VR, 3D Ultra Motion และชมผลงานจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมาแรงอย่าง Semiconductor, EV และ AI ได้ที่บูธ บพค. A1 โซน INSPIRED ARENA

ไฮไลท์เด็ดในงาน: บพค. ชวนสัมผัสโลกอนาคต ผ่านนิทรรศการ TECH-TOPIA

ภายในงาน อว.แฟร์ Creators of Tomorrow 2025: บพค. จัดเต็มกิจกรรมที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ในยุคดิจิทัล นำเสนอ TECH-TOPIA โลกวิทย์ในฝันที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ปลดปล่อยจินตนาการ สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้แนวใหม่ผ่านเทคโนโลยีทันสมัย กิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟ VR Photo Booth สุดล้ำ และนิทรรศการที่เชื่อมโยงโอกาสในการลงทุนกับอนาคตของประเทศไทย รวมถึงอุตสาหกรรม Semiconductor, EV และ AI ทั้งหมดนี้เพื่อจุดประกายความคิด เสริมสร้างศักยภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกเพศทุกวัย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมน่าสนใจอย่าง PMU-B Forums x Future Trends หัวข้อเสวนา ดาวเทียม TSC-1 กับโอกาสการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีดาวเทียมของประเทศไทย เปิดเวที “ไขรหัสอวกาศ” กับการขับเคลื่อนเทคโนโลยีดาวเทียมไทยสู่อนาคต และการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “สมรรถนะด้านเทคโนโลยีดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยกับโอกาสและความท้าทายในสถานการณ์โลก” นำทีมโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิภู รุโจปการ หัวหน้าโครงการสร้างและพัฒนาดาวเทียม TSC-1 และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่จะมาร่วมแบ่งปันเบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมไทย และแสดงศักยภาพของประเทศไทยในเวทีอวกาศโลก

การเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน PMU-B Forums x Future Trends: 5 เรื่อง 5 รส ที่รวมพลังนักวิจัย นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการ ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และขับเคลื่อนนวัตกรรมล้ำหน้าสู่อนาคต

ภายในโซน Exhibition เตรียมพบกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทั้ง AI – VR – 3D สุดตระการตา ไม่ว่าจะเป็น DriveX VR – Adventure Car รถซิ่งข้ามโลกแฟนตาซี ผ่านแว่น VR ที่จะพาคุณทะยานสู่มิติใหม่แห่งความมันส์, VR ZONE – VR EGG ที่จะพาคุณหลุดเข้าไปในโลกเสมือนจริงสุดระทึก และ Dream Frame – Photo Booth ที่จะเก็บภาพความประทับใจ พร้อมพิมพ์รูปสีเป็นของที่ระลึกสุดพิเศษ

และในวันที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00–15.00 น. ที่บูธ บพค. A1 โซน INSPIRED ARENA พบกับ อาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักคิด นักพูดผู้สร้างแรงบันดาลใจ ที่จะมาชวนคุณมองอนาคตผ่านมุมมองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมกิจกรรมพิเศษ Talk วิจัยเข้าใจง่าย แชร์ไอเดียวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแบบเข้าใจง่าย ได้สาระแบบไม่เครียด และ Mini Talk “นวัตกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว” – 10 นาทีที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณไปตลอดกาล

บพค. ชวนสัมผัสโลกอนาคต ผ่านนิทรรศการ TECH-TOPIA ในงาน อว.แฟร์ เป็นโอกาสดีที่คุณจะได้เปิดโลกแห่งอนาคต สัมผัสนวัตกรรมล้ำยุค และร่วมสนุกกับกิจกรรมที่จะจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ อย่าพลาดงาน อว.แฟร์ Creators of Tomorrow 2025 : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND ระหว่างวันที่ 9–17 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูธ A1 โซน A – INSPIRED ARENA เข้าร่วมกิจกรรมฟรี พร้อมรับของที่ระลึกและของรางวัลอีกมากมาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.mhesifair.com เฟซบุ๊ก www.facebook.com/MHESIThailand และเพจ PMU-B บพค.

งานนี้ไม่ได้เป็นแค่การจัดแสดงเทคโนโลยี แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าเดิม มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่สดใสด้วยกัน!

ที่มา – บพค. ชวนสัมผัสโลกอนาคต ผ่านนิทรรศการ TECH-TOPIA ในงาน อว.แฟร์

วัดพระบาทน้ำพุ ประชุมเข้ม! อุบรายละเอียด

“วัดพระบาทน้ำพุ” ประชุมเข้ม เตรียมแถลงทุกประเด็น! ด้านเจ้าอาวาสยังอุบตอบรายละเอียดต่างๆ ในขณะที่ “เลขาปู” ยืนยันว่าไม่มีเรื่องหลานเกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องที่ดินที่เป็นประเด็นร้อนนั้น ให้ไปถามต้นเรื่องเองจะดีกว่า

วัดพระบาทน้ำพุ ประชุมเข้ม ยังอุบแจงรายละเอียด “หลวงพ่อ” ไม่มีกิจนิมนต์

เมื่อเวลา 10.30 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดพระบาทน้ำพุ ตั้งอยู่ที่ ต.เขาสามยอด อ.เมืองลพบุรี แม้ว่าจะเป็นวันหยุด แต่บรรยากาศภายในวัดนั้นค่อนข้างเงียบเหงา ห้องประชุม 1 ของวัดพระบาทน้ำพุ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัด ได้เชิญคณะกรรมการวัดและกรรมการมูลนิธิเข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมอบีที่รับบริจาคเงินในชื่อวัด และเรื่องที่ดินจำนวน 2,000 ไร่ โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปฟังการประชุม

นายบำรุงสิทธิ์ พนักงานเอกชนรายหนึ่ง ได้ให้ข้อมูลว่า วันนี้นำกล่องบริจาคที่ทำขึ้นเองที่บริษัทมาถวายหลวงพ่อ ด้วยจิตศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อ ในส่วนของเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ตนไม่ได้ให้ความสนใจ และยังคงเคารพและศรัทธาในตัวหลวงพ่อเช่นเดิม

หลังจากการประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง เจ้าอาวาสได้เดินออกมาจากห้องประชุม ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงเรื่องที่ดิน เจ้าอาวาสตอบว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา และจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกครั้ง ส่วนเรื่องเงินจำนวน 2.7 ล้านบาทของอดีตไวยาวัจกรที่ลูกหลานนำมาคืนนั้น ทางวัดได้คืนครบแล้วหรือไม่ เจ้าอาวาสตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ก็ตามนั้น”

เมื่อสอบถามไปยัง นายบรรเจต เทพพำนัก หรือ เลขาปู เลขาของหลวงพ่ออลงกต ทราบว่า ในเรื่องที่ทนายเกิดผลถอนตัวนั้น จะมีการแต่งตั้งทนายความใหม่ แต่ยังไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด โดยโฆษกที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้ชี้แจงให้สื่อมวลชนทราบต่อไป ส่วนเรื่องที่เจ้าอาวาสต้องนำเงินสดไปฝากไว้กับบุคคลอื่น รวมถึงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ดิน หรือความสัมพันธ์ในฐานะญาติพี่น้องกับเจ้าอาวาสนั้น ตนไม่ทราบ

Regarding the personal acquaintance with นางสาววรสุดา, เลขาปู replied that he knows her, but he confirms that there’s no issue with grandchildren. As for the land issue, he said to ask the source, and whether it’s seen as a frame-up or not, he also said to ask the source.

จากการสอบถาม นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดิน 2,000 ไร่ของวัด และตอนนี้หลวงพ่อไม่ได้มีกิจนิมนต์ที่ไหน ถือว่าเป็นการให้ท่านได้พักผ่อน หลังจากที่เคยออกบิณฑบาตทุกวัน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุ

สถานการณ์ของวัดพระบาทน้ำพุ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องที่ดินและการจัดการเงินบริจาค การที่ทางวัดยังคงอุบเงียบรายละเอียดต่างๆ ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในวงกว้าง การแถลงข่าวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการคลี่คลายข้อสงสัยและสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้น

การที่หลวงพ่ออลงกตไม่ได้มีกิจนิมนต์ในช่วงนี้ อาจเป็นสัญญาณของการพักผ่อนและทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวต่อไปของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้และผู้ป่วย HIV/AIDS มาอย่างยาวนาน

ที่มา – “วัดพระบาทน้ำพุ” ประชุมเข้ม ยังอุบแจงรายละเอียด “หลวงพ่อ” ไม่มีกิจนิมนต์

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยอุบลฯ

“ภูมิธรรม” มอบ “ทวี-ธีรรัตน์” ลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี มอบบ้านน็อกดาวน์เพื่อคนไทย ช่วยผู้ประสบภัยหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อดำเนินการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยจากความขัดแย้งและการปะทะกันรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุยิงระเบิด จำนวน 4 ครอบครัว และเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด โดยมีการมอบบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปจำนวน 11 หลัง

สำหรับวันที่ 12 สิงหาคม ในเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.ทวี พร้อม น.ส.ธีรรัตน์ และคณะ จะลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก ในโอกาสนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้มอบหมายให้กรมราชทัณฑ์นำผู้ต้องขังชั้นดีจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี ออกช่วยเหลือซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสทำประโยชน์เพื่อสังคม

ทางด้าน น.ส.ธีรรัตน์ จะติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์ให้แก่ประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยในระยะแรกมีการดำเนินการก่อสร้างบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปพร้อมประกอบ จำนวน 11 หลัง เพื่อส่งมอบให้ประชาชนที่บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิด โดยวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ส่งมอบจำนวน 4 ครอบครัว

  • หลังที่ 1 ของนายณัฐกิตติ์ ตาดี มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 4 คน
  • หลังที่ 2 ของนายอาทิตย์ พันธ์โชติ มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 5 คน
  • หลังที่ 3 ของนางออม อบชา มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 2 คน
  • หลังที่ 4 ของนายพัชราพร อบชา ในที่ดินมีบ้าน 2 หลัง มีผู้อยู่อาศัยรวมจำนวน 4 คน

จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนในพื้นที่ อ.น้ำยืน ได้รับความเสียหายจำนวน 82 หลังคาเรือน แบ่งเป็นความเสียหายเล็กน้อย ปานกลาง และเสียหายทั้งหลัง รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมร่วมมือกันเร่งรัดดำเนินงานซ่อมแซมบ้านพักที่ชำรุดเสียหายหรือก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์แบบสำเร็จรูปให้กับประชาชนที่บ้านเสียหายทั้งหลัง เพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ในระหว่างการลงพื้นที่ โดย พ.ต.อ.ทวี และ น.ส.ธีรรัตน์ จะพบปะประชาชนในพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ในการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน.

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

ความสำคัญของการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจึงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

โครงการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างบ้านเท่านั้น แต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย ให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และยังมีความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – 2 รมต. ไปอุบลฯ 12 ส.ค. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา