วัน: 11 สิงหาคม 2025

สัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Steps

สพป.นครราชสีมา จุดประกายไอเดีย จัดสัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ปลุกไฟการเรียนรู้แบบใหม่ ใช้ GPAS 5 Steps เปลี่ยนครูให้เก่งขึ้น และเปลี่ยนเด็กให้กล้าขึ้น

ที่โรงเรียนเสนานุเคราะห์ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา มีการจัดสัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Stepsเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล

โดยนายดำเนิน เพียรค้า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 มาเปิดเวที พร้อมขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ใหม่ของการศึกษา ปลุกพลังครูทั่วภาคอีสานให้เลิกยืนสอนเฉยๆ แล้วหันมาออกแบบห้องเรียนให้เด็ก กล้าคิด กล้าทำ กล้าสร้างสรรค์

ซึ่งเวทีนี้ เป็นเหมือนฐานปฏิบัติการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ Launch Pad ที่เปลี่ยนครูจากผู้สอน เป็นโค้ช เปลี่ยนเด็กจากผู้ฟัง เป็นนวัตกรตัวจิ๋ว ที่รู้จักคิด วิเคราะห์ สร้าง และสะท้อนกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งผู้เรียนจะได้เรียนรู้แบบถักทอ หลอมรวมจิตใจ เจตคติค่านิยม (Attitude & Value) กาย (ทักษะปฏิบัติ Skill & Performance) และสติปัญญา (ความรู้ความเข้าใจ Wisdom & Knowledge) ด้วยการค้นหา คัดเลือกข้อมูล (Gathering: G) มาวิเคราะห์ให้เกิดความหมาย สร้างความรู้และสรุปความเข้าใจได้ด้วยตนเอง (Processing: P) ประยุกต์ใช้ความรู้ผลิตผลงาน นวัตกรรม (Applying and Constructing the Knowledge: A1) นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Applying the Communication Skill: A2) ประเมินตนเอง ถอดบทเรียน พัฒนาต่อเนื่อง (Self-Regulating: S) ผสมผสานให้เข้ากับยุคสมัยของเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (Digital technology & AI) เพื่อสร้างคุณค่างานการดำรงชีวิต มีผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ GPAS 5 Steps ไม่ใช่เพียงแค่กระบวนการเรียนรู้ธรรมดา แต่คือเครื่องมือ เปลี่ยนครูให้เก่งขึ้น และเปลี่ยนเด็กให้กล้าขึ้นในยุคที่เด็กต้องโตไปใช้ชีวิตท่ามกลางข้อมูลมหาศาล

ดร.ปพนวัจน์ ลภัสภิญโญโชค วิทยากรสายลุย จาก มรภ.อุดรธานี ครูต้นแบบ เผยว่าถ้าครูไม่เปลี่ยน เด็กจะไม่ไปไหน พร้อมยกตัวอย่างโรงเรียนคุณภาพหลายแห่งที่ดึง Soft Power มาสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ โดยเน้นให้ครู ฟังเด็ก มากกว่า สอนเด็ก

ด้าน นางจารุณี แจ้งอิ่ม จาก รร.บ้านโคกสูง สพป.นครราชสีมา เขต 1 วางแผนการสอนให้นักเรียนเรียนรู้แบบสร้างความรู้ ผลิตผลงานตามแนวคิดและวิธีการนี้แบบชาญฉลาด ออกแบบกิจกรรมที่ดึงดูดใจเด็ก แถมยังชวนครูต่างชาติมาสอนภาษาอังกฤษแบบเอาจริงเอาจัง ผลลัพธ์ คือ เด็ก ๆ กล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ชัดเจนขึ้น และมั่นใจสุด ๆ

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ระบุว่า เมื่อ Active Learning แบบ GPAS 5 Steps เข้ามาในกระบวนการเรียนรู้ เด็กจะไม่ใช่แค่ผู้เรียน แต่เป็นผู้สร้าง ผู้เรียนกลายเป็น นักคิด นักสร้าง นักเปลี่ยนแปลง นั่นแหละคือหัวใจของการศึกษาไทยยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ให้รู้ แต่ต้องลงมือทำ และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงสอดคล้องกับแนวคิดสี่เสาหลักการศึกษา ของ UNESCO คือ การเรียนรู้เพื่อรู้ (Learning to Know) การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติ (Learning to Do) การเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกัน (Learning to Live Together) และการเรียนรู้ความถนัด สันทัดเพื่อสร้างอนาคต (Learning to Be) กิจกรรมในขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps จะช่วยให้ครูวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้แบบเรียลไทม์ ช่วยครูพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนเข้าใจ การเรียนรู้และเนื้อหาบทเรียนอย่างทะลุปรุโปร่ง

อย่างไรก็ตาม สพป.โคราช ยังตอกหมุดวิสัยทัศน์ใหม่ สร้างโรงเรียนสร้างนวัตกรทั่วภาคอีสาน เมื่อครูเริ่มเข้าใจเข้าถึงเทคโนโลยีกระบวนการเรียนรู้แบบผู้เรียนสร้างความรู้ ใช้ความรู้ผลิตผลงานนวัตกรรมแบบ GPAS 5 Steps เด็กจะได้พัฒนาการเรียนรู้ของตนด้วยตน เมื่อครูพร้อมจะเปลี่ยน ห้องเรียนจะพร้อมพัฒนา และนั่นแหละจุดเริ่มต้นของการสร้าง นักเรียนคุณภาพ ที่พร้อมรับมือกับโลกอนาคตจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในตำรา

สัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Steps

สัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Steps เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย เราหวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลดีต่อเด็กไทยทุกคน

ทำไมต้องสัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Steps

สัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Stepsมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาครูและนักเรียนในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ครูเป็นโค้ชและนักเรียนเป็นผู้สร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นและมีความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น

ที่มา – สัมมนา 1 โรงเรียน 1 อำเภอ ชู GPAS 5 Steps เปลี่ยนครูให้เก่ง เปลี่ยนเด็กให้กล้า

ศิริกัญญา ฉะงบฯ ปี 69 ไร้กระตุ้นเศรษฐกิจ

“ศิริกัญญา” ฉะงบฯ ปี 69 ไร้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ตัดได้แค่ 8.9 พันล้าน แต่เอาไปโปะงบปกติ เตือนรัฐบาลอยู่โหวตให้ครบ เพราะลงมติเป็นรายมาตรา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้แสดงความไม่พอใจต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในชั้นกรรมาธิการ โดยระบุว่า งบประมาณฉบับนี้ขาดความพร้อมในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว แม้จะมีการตัดลดงบประมาณส่วนเกิน หรือ “งบไขมัน” ได้เพียง 8,900 ล้านบาท แต่เงินส่วนใหญ่กลับถูกนำไปเพิ่มในงบปกติที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอ ไม่ได้ถูกนำไปใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบตามที่ตั้งใจไว้ เช่น งบประมาณสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ขาดไปกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท หรือแม้แต่งบจัดการประชุมธนาคารโลกและ IMF ก็ยังต้องขอเพิ่มในภายหลัง

นอกจากนี้นางสาวศิริกัญญายังได้แสดงความกังวลต่อการพิจารณาในวาระที่ 2-3 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 13-15 ส.ค.นี้ โดยเตือนรัฐบาลว่า ต้องเตรียมองค์ประชุมให้พร้อมตลอดเวลา เพราะต้องมีการลงมติเป็นรายมาตรา และรัฐบาลไม่ควรคาดหวังว่าฝ่ายค้านจะเข้ามาช่วยโหวต เนื่องจากเป็นกฎหมายของคณะรัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านไม่สามารถให้ความเห็น

ศิริกัญญา ฉะงบฯ ปี 69 ไร้กระตุ้นเศรษฐกิจ

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ของนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สร้างความสนใจและตั้งคำถามต่อสาธารณชนถึงความเหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ประเด็นสำคัญ: งบฯ ปี 69 ไร้การกระตุ้นเศรษฐกิจ

หนึ่งในประเด็นหลักที่นางสาวศิริกัญญาหยิบยกขึ้นมาคือ การที่งบประมาณปี 2569 ขาดการเน้นย้ำในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง แต่เงินส่วนใหญ่กลับถูกนำไปเสริมในงบประมาณปกติ ทำให้ขาดแรงขับเคลื่อนที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

  • การตัดลดงบประมาณที่ไม่ตรงจุด: แม้จะมีการตัดงบประมาณได้ 8.9 พันล้านบาท แต่กลับไม่ได้นำไปใช้ในโครงการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การใช้งบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์: งบประมาณที่จัดสรรไม่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
  • การของบประมาณเพิ่มเติมในภายหลัง: การที่ต้องของบประมาณเพิ่มเติมสำหรับโครงการสำคัญ แสดงให้เห็นถึงการวางแผนงบประมาณที่ไม่รัดกุม

สถานการณ์เช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว และทำให้ประชาชนไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที การพิจารณาและปรับปรุงงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ

การที่นางสาวศิริกัญญาออกมาเตือนเรื่ององค์ประชุมในการพิจารณางบประมาณวาระ 2-3 ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เพราะแสดงให้เห็นถึงความกังวลว่ารัฐบาลอาจไม่สามารถผลักดันงบประมาณให้ผ่านสภาไปได้ หากองค์ประชุมไม่ครบ การที่รัฐบาลต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากฝ่ายค้านจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

สรุป: การพิจารณางบประมาณปี 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพิจารณางบประมาณจะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากที่สุด ศิริกัญญา ฉะงบฯ ปี 69 ไร้กระตุ้นเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต้องร่วมกันจับตา

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก งบฯ ปี 69 ไร้การกระตุ้นเศรษฐกิจ

หากงบประมาณปี 2569 ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น อาจนำไปสู่ผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้า: การขาดงบประมาณที่มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง อาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปอย่างเชื่องช้า
  • ภาระหนี้สินของประชาชนที่เพิ่มขึ้น: หากเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ประชาชนอาจเผชิญกับปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้น
  • การลงทุนจากต่างประเทศที่ลดลง: นักลงทุนอาจขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจไทย หากภาครัฐไม่ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาปรับปรุงงบประมาณปี 2569 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน การวางแผนและบริหารจัดการงบประมาณอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลควรรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อจัดทำงบประมาณที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – “ศิริกัญญา” ฉะงบฯ ปี 69 ไร้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ตัดได้แค่ 8.9 พันล้าน แต่เอาไปโปะงบปกติ

ก.ท่องเที่ยวฯ ยันรักษาเยียวยา นักท่องเที่ยวมาเลเซีย

จากกรณีเหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่ชายคลั่งก่อเหตุจุดไฟเผานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย 2 ราย สร้างความเสียใจและความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ออกมายืนยันถึงการรักษาเยียวยา 2 นักท่องเที่ยวมาเลเซียดีที่สุด พร้อมให้ความช่วยเหลือญาติอย่างเต็มที่ และเน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ก.ท่องเที่ยวฯ ยันรักษาเยียวยา 2 นักท่องเที่ยวมาเลเซียดีที่สุด

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะดูแลรักษาและเยียวยานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียอย่างเต็มที่ รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับญาติของนักท่องเที่ยวทั้งสองราย เหตุการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจสำหรับทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย รัฐบาลไทยและทุกภาคส่วนต่างประณามการกระทำดังกล่าว และพร้อมให้การดูแลนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญของประเทศไทย

สถานการณ์ล่าสุดของนักท่องเที่ยวทั้งสองราย ปลัดกระทรวงฯ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวชายมีอาการ Burn 69% และยังไม่รู้สึกตัว ในขณะที่นักท่องเที่ยวหญิงมีอาการ Burn 36% รู้สึกตัวดี และสามารถสื่อสารโดยการเขียนได้ อาการโดยรวมของทั้งคู่คงที่ แต่ค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวชายได้รับบาดเจ็บสาหัสกว่า และมีการแจ้งเรื่องเงินเยียวยาไปแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบประกันกับสายการบิน ญาติของนักท่องเที่ยวต้องการนำตัวกลับไปรักษาที่มาเลเซียโดยเร็ว แต่แพทย์ยังไม่แนะนำให้เดินทาง เนื่องจากนักท่องเที่ยวชายจำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน ส่วนนักท่องเที่ยวหญิงควรพักรักษาตัวอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์

มาตรการเยียวยานักท่องเที่ยวมาเลเซีย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยว เพื่อดูแลรับส่งญาติของนักท่องเที่ยวไปยังโรงแรมที่พัก และให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ตามที่ญาติร้องขอ สำหรับมาตรการเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวมาเลเซีย รัฐบาลไทยได้กำหนดมาตรการเยียวยาเบื้องต้นดังนี้:

  • ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงตามใบเสร็จ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท (หักจากเงินประกันที่นักท่องเที่ยวได้รับ)
  • ค่าเยียวยาจิตใจ: 50,000 บาท

รวมค่าเยียวยาทั้งสิ้นไม่เกิน 550,000 บาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะพิจารณาความเหมาะสมในการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเพิ่มเติมต่อไป โดยจะพิจารณาจากดุลยพินิจของแพทย์ และตรวจสอบสาเหตุของการก่อเหตุ เพื่อประเมินสถานการณ์และวางมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

การที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี การดูแลเอาใจใส่นักท่องเที่ยวมาเลเซียในครั้งนี้ จะช่วยรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมต่อไปได้

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่การตอบสนองอย่างรวดเร็วและการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทย จะช่วยบรรเทาความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – ก.ท่องเที่ยวฯ ยันรักษาเยียวยา 2 นักท่องเที่ยวมาเลเซียดีที่สุด ถูกชายคลั่งจุดไฟเผา

กรมศิลป์ยัน! ไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาท


กรมศิลป์ยัน! ไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม

กรมศิลป์ยืนยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม และใช้วิจารณญาณก่อนแชร์ข้อมูล

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุด โดยเฉพาะเรื่อง “กรมศิลปากรอนุญาตให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหารได้เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้” ซึ่งรองลงมาคือข่าวลือเรื่องการจับสายลับกัมพูชา ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจผิดในสังคม

นายอนุกูลย้ำว่า กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าไม่เคยมีนโยบายหรืออนุญาตให้มีการทำลายโบราณสถานใดๆ เพื่อประโยชน์ทางทหาร การทำลายโบราณสถานเป็นการละเมิดหลักการอนุรักษ์ระดับสากลอย่างชัดเจน แม้จะมีความสามารถในการบูรณะให้ใกล้เคียงของเดิมได้ แต่ก็ไม่อาจทดแทนคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของสถานที่ดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างร้ายแรง

กรมศิลป์ยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร

ข่าวลือที่ว่ากรมศิลปากรมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหารนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด กรมศิลปากรยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการอนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าว การรักษาโบราณสถานเป็นหน้าที่สำคัญที่กรมศิลปากรให้ความสำคัญสูงสุดเสมอมา โบราณสถานเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสมบัติของชาติ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของโลก การทำลายโบราณสถานจึงเป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้ และขัดต่อหลักการอนุรักษ์สากล

ผลกระทบของการเผยแพร่ข่าวปลอมเรื่องนโยบายทำลายปราสาท

การเผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเข้าใจผิดของประชาชน ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความไม่ไว้วางใจต่อหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของนานาชาติ การบิดเบือนข้อมูลและความจริงเกี่ยวกับโบราณสถานสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

โบราณสถานแต่ละแห่งมีเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน การอนุรักษ์จึงไม่ใช่แค่การซ่อมแซม แต่เป็นการรักษาคุณค่าทางจิตใจและเรื่องราวที่สืบทอดกันมา การทำลายโบราณสถานไม่เพียงแต่เป็นการทำลายสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นการทำลายความทรงจำและเอกลักษณ์ของชาติ

การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของกรมศิลปากรในการอนุรักษ์โบราณสถานเป็นสิ่งสำคัญ ข่าวสารที่ถูกต้องจะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความร่วมมือในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อ
  • อย่าแชร์ข้อมูลที่ไม่แน่ใจว่าเป็นความจริง
  • ใช้สติและวิจารณญาณในการตัดสินใจ

ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นละเอียดอ่อนทางสังคมและวัฒนธรรม ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีความถูกต้อง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัย การใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลและการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์ต่อ คือหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมืองดิจิทัล

ที่มา – กรมศิลป์ยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม

MG ปรับราคา NEW MG S5 EV D+ เหลือ 699,900 บาท

เอ็มจีสร้างความฮือฮาด้วยการปรับราคารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นย่อย NEW MG S5 EV D+ เหลือเพียง 699,900 บาท! ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพดีในราคาที่คุ้มค่า

MG ปรับราคารถไฟฟ้ารุ่นย่อย NEW MG S5 EV D+ เหลือเพียง 699,900 บาท

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เอ็มจียุคใหม่ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนรุ่นย่อยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด โดยรับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภคที่ต้องการรถยนต์ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่ง NEW MG S5 EV D+ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของการปรับปรุงรุ่นย่อยเพื่อตอบโจทย์ด้านพลังขับเคลื่อนและความสะดวกสบาย

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ MG ในการยกระดับมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้สูงขึ้นไปอีกขั้น โดยยอดส่งมอบ NEW MG S5 EV ตั้งแต่เปิดตัวจนถึงปัจจุบันที่มากกว่า 1,500 คัน เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทุกมิติการใช้งานอย่างแท้จริง

MG ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง ควบคู่ไปกับการนำเสนอความคุ้มค่าที่เหนือกว่า เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่ครบครันในราคาที่สมเหตุสมผลและจับต้องได้ง่าย

สำหรับ NEW MG S5 EV คือรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดที่ได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถันบนแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ทันสมัย ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง

โดยในรุ่น V จะมีกำลังสูงสุดถึง 245 แรงม้า (180 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ในขณะที่รุ่น D+ และ X ให้พละกำลังสูงสุดที่ 170 แรงม้า (125 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (Rear-Wheel Drive) ผสานกับช่วงล่างแบบ 5-Link Suspension ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างละเอียด เพื่อมอบการควบคุมที่แม่นยำ นุ่มนวล และมีเสถียรภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนทางตรงหรือในโค้งแคบ

นอกจากนี้ ยังมีระบบ One Pedal ที่ช่วยให้ควบคุมความเร็วได้ง่ายขึ้น และยังได้รับการรับรองความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ด้วยจุดเด่นอย่าง ขับสนุก วิ่งได้ระยะทางไกล ชาร์จไฟไว นั่งสบาย พร้อม Lifetime Warranty ทำให้ NEW MG S5 EV กลายเป็นรถ e-SUV ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ซึ่งตอบโจทย์ในทุกด้าน ทั้งสมรรถนะ การใช้งาน และความคุ้มค่า เสริมความมั่นใจด้วยการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนพร้อมชุดควบคุมตลอดอายุการใช้งาน

ทำไม NEW MG S5 EV D+ ถึงคุ้มค่า

  • ราคาที่เข้าถึงได้ง่าย: ด้วยราคาใหม่เพียง 699,900 บาท ทำให้ NEW MG S5 EV D+ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป
  • เทคโนโลยีที่ทันสมัย: มาพร้อมแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM และระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานระดับสากล
  • การรับประกันที่ครอบคลุม: มั่นใจได้ด้วยการรับประกันแบตเตอรี่และมอเตอร์ตลอดอายุการใช้งาน

NEW MG S5 EV D+ มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ:

  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังแท้ ปรับได้ 4 ทิศทาง
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ที่ปลายนิ้ว
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
  • ระบบเสียงรอบทิศทางจากลำโพง 4 จุด
  • กล้องมองหลัง (Rear View Camera)
  • ระบบเตือนการชนด้านหลัง (Rear Collision Warning)
  • ล้ออัลลอยด์สีดำขนาด 17 นิ้ว

สรุปแล้ว การปรับราคา NEW MG S5 EV D+ ในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่คุ้มค่าคุ้มราคา ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่าย เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการรับประกันที่ครอบคลุม ทำให้ NEW MG S5 EV D+ เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด

สำหรับผู้ที่สนใจ MG ปรับราคารถไฟฟ้ารุ่นย่อย NEW MG S5 EV D+ เหลือเพียง 699,900 บาท พร้อมส่งมอบภายในเดือนกันยายน 2568 เป็นต้นไป อย่ารอช้า รีบติดต่อตัวแทนจำหน่าย MG ใกล้บ้านท่านเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและทำการจองได้เลย!

ที่มา – เอ็มจีปรับราคารถไฟฟ้ารุ่นย่อย NEW MG S5 EV D+ เหลือเพียง 699,900 บาท

งวดนี้หวยออกวันเสาร์ สถิติย้อนหลังเลขเด็ด

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดนี้หวยออกวันเสาร์ ทำให้หลายคนต่างมองหา “สถิติหวยออกวันเสาร์” เพื่อนำไปวิเคราะห์หาเลขเด็ด เลขดัง เพื่อเสี่ยงโชคในงวดนี้ สถิติหวยที่ออกในวันเสาร์ที่ผ่านมามีเลขอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลย

งวดนี้หวยออกวันเสาร์ สถิติย้อนหลังพบ “เลขเด็ด” ออกซ้ำ 2 รอบ “เลขเบิ้ล” เพียบ

เปิด “สถิติหวยออกวันเสาร์” ย้อนหลัง 5 ปี พบ “เลขเด็ด” 38 เคยออกซ้ำมาแล้ว 2 งวด แถมมี “เลขเบิ้ล” ออกมาแล้วหลายงวด ซึ่งงวดนี้หวยออกวันเสาร์อีกครั้ง มาดูกันว่าจะมีเลขไหนที่กลับมาออกซ้ำอีกหรือไม่!

สถิติหวยออกวันเสาร์ย้อนหลัง 5 ปี มีเลขอะไรน่าสนใจบ้าง?

  • วันเสาร์ที่ 1 มี.ค. 2568

รางวัลที่ 1 คือ 818894

เลขท้าย 2 ตัว 54

เลขหน้า 3 ตัว 139, 530

เลขท้าย 3 ตัว 656, 781

  • วันเสาร์ที่ 1 ก.พ. 2568

รางวัลที่ 1 คือ 558700

เลขท้าย 2 ตัว 51

เลขหน้า 3 ตัว 285, 418

เลขท้าย 3 ตัว 824, 685

  • วันเสาร์ที่ 1 พ.ย. 2567

รางวัลที่ 1 คือ 187221

เลขท้าย 2 ตัว 38

เลขหน้า 3 ตัว 036, 923

เลขท้าย 3 ตัว 980, 547

  • วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย. 2567

รางวัลที่ 1 คือ 530593

เลขท้าย 2 ตัว 42

เลขหน้า 3 ตัว 194, 364

เลขท้าย 3 ตัว 734, 421

  • วันเสาร์ที่ 16 มี.ค. 2567

รางวัลที่ 1 คือ 997626

เลขท้าย 2 ตัว 78

เลขหน้า 3 ตัว 509, 571

เลขท้าย 3 ตัว 794, 329

  • วันเสาร์ที่ 30 ธ.ค. 2566

รางวัลที่ 1 คือ 625544

เลขท้าย 2 ตัว 89

เลขหน้า 3 ตัว 600, 648

เลขท้าย 3 ตัว 882, 456

  • วันเสาร์ที่ 16 ธ.ค. 2566

รางวัลที่ 1 คือ 356757

เลขท้าย 2 ตัว 85

เลขหน้า 3 ตัว 058, 410

เลขท้าย 3 ตัว 584, 964

  • วันเสาร์ที่ 16 ก.ย. 2566

รางวัลที่ 1 คือ 320812

เลขท้าย 2 ตัว 46

เลขหน้า 3 ตัว 037, 699

เลขท้าย 3 ตัว 344, 057

  • วันเสาร์ที่ 1 ก.ค. 2566

รางวัลที่ 1 คือ 922605

เลขท้าย 2 ตัว 16

เลขหน้า 3 ตัว 281, 867

เลขท้าย 3 ตัว 491, 947

  • วันเสาร์ที่ 1 เม.ย. 2566

รางวัลที่ 1 คือ 087907

เลขท้าย 2 ตัว 99

เลขหน้า 3 ตัว 111, 914

เลขท้าย 3 ตัว 290, 698

  • วันเสาร์ที่ 1 ต.ค. 2565

รางวัลที่ 1 คือ 484669

เลขท้าย 2 ตัว 50

เลขหน้า 3 ตัว 206, 996

เลขท้าย 3 ตัว 194, 278

  • วันเสาร์ 16 ก.ค. 2565

รางวัลที่ 1 คือ 620405

เลขท้าย 2 ตัว 53

เลขหน้า 3 ตัว 834, 159

เลขท้าย 3 ตัว 061, 279

  • วันเสาร์ 16 เม.ย. 2565

รางวัลที่ 1 คือ 395919

เลขท้าย 2 ตัว 58

เลขหน้า 3 ตัว 859, 289

เลขท้าย 3 ตัว 413, 508

  • วันเสาร์ 16 ต.ค. 2564

รางวัลที่ 1 คือ 386372

เลขท้าย 2 ตัว 38

เลขหน้า 3 ตัว 602, 964

เลขท้าย 3 ตัว 295, 798.

จากสถิติหวยออกวันเสาร์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีเลขที่ออกซ้ำ และเลขเบิ้ลปรากฏอยู่หลายครั้ง การนำสถิติเหล่านี้ไปวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกรางวัลได้ อย่างไรก็ตาม การเล่นหวยเป็นการเสี่ยงโชค ควรเล่นอย่างมีสติ และอยู่ในขอบเขตที่ตนเองรับได้ ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการเสี่ยงโชคงวดนี้นะครับ!

ที่มา – งวดนี้หวยออกวันเสาร์ สถิติย้อนหลังพบ “เลขเด็ด” ออกซ้ำ 2 รอบ “เลขเบิ้ล” เพียบ

เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู! เรื่องจริงที่ต้องรู้

เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู: เรื่องที่ต้องพิจารณา

จากกรณีสะเทือนใจที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เกี่ยวกับ เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู เนื่องจากไม่พอใจเรื่องคะแนนสอบ ได้สร้างความตกใจและความกังวลให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทะเลาะวิวาทธรรมดา แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น

เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู: เกิดอะไรขึ้น?

เรื่องราวเริ่มต้นจากนักเรียนชายชั้น ม.5 ของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี ไม่พอใจที่ตนเองไม่ได้รับคะแนนเต็มในการสอบ จึงบันดาลโทสะทำร้ายครูผู้สอนอย่างรุนแรงในห้องเรียน ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมห้อง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ครูได้รับบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงอักเสบ และกระทบกระเทือนจิตใจอย่างมาก

หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวน สภ.หนองฉาง ได้เรียกตัวผู้เสียหายมาสอบปากคำเพิ่มเติมหลังจากออกจากโรงพยาบาล เนื่องจากสภาพจิตใจยังไม่พร้อมให้การในทันที ส่วนนักเรียนที่ก่อเหตุนั้น ยังไม่ได้มีการสอบสวน เนื่องจากต้องรอการนัดหมายและสอบสวนต่อหน้าทีมสหวิชาชีพตามกระบวนการทางกฎหมาย

เบื้องลึกเบื้องหลัง: พฤติกรรมที่น่ากังวล

นอกเหนือจากเหตุการณ์ทำร้ายครูแล้ว ยังมีรายงานว่า เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู คนดังกล่าวมีพฤติกรรมรุนแรงในอดีตอีกด้วย มีข้อมูลว่าเมื่อเทอมที่แล้วเขาเคยตบหน้านักเรียนหญิงจนหน้าบวม และในสมัยเรียนชั้น ม.4 ก็เคยทำร้ายร่างกายพ่อของตนเอง ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าตกใจและบ่งชี้ถึงปัญหาที่อาจฝังรากลึกกว่าที่คิด

คุณครูผู้เสียหาย ซึ่งสอนที่โรงเรียนแห่งนี้มานานถึง 11 ปี ตอนนี้มีความประสงค์ที่จะลาออก เนื่องจากยังคงรู้สึกหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และในวันที่ถูกทำร้าย ยังต้องโกหกลูกของตนเองว่าที่หน้าบวมเพราะโดนผึ้งต่อย เนื่องจากไม่อยากให้ลูกยังเล็กต้องรับรู้เรื่องราวรุนแรงเช่นนี้

ผลกระทบและความรับผิดชอบ

เหตุการณ์นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวครูผู้เสียหายและนักเรียนที่ก่อเหตุเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อระบบการศึกษาและความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของครูและบุคลากรทางการศึกษา

  • ผลกระทบต่อครู: ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการทำงาน ความสูญเสียขวัญและกำลังใจ และความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเอง
  • ผลกระทบต่อนักเรียน: การสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบ การเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี และความหวาดกลัวต่อความรุนแรง
  • ผลกระทบต่อสังคม: ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสังคม ความเสื่อมถอยของคุณธรรมจริยธรรม และความจำเป็นในการทบทวนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง

ดังนั้น การแก้ไขปัญหา เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ต้องเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา โดยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม การปลูกฝังความเคารพซึ่งกันและกัน การส่งเสริมการใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการให้การปรึกษาทางจิตวิทยา การสนับสนุนด้านการเงิน และการให้กำลังใจ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมายืนหยัดและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง

แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ควรมีการดำเนินการดังต่อไปนี้:

  • เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม: ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมและความเคารพซึ่งกันและกันตั้งแต่ในวัยเด็ก ผ่านการอบรมสั่งสอนทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน
  • ส่งเสริมการใช้เหตุผล: สอนให้เด็กและเยาวชนรู้จักใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา แทนการใช้ความรุนแรง
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย: สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ในโรงเรียน โดยการป้องกันการกลั่นแกล้ง การใช้ความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติ
  • ให้ความช่วยเหลือและเยียวยา: ให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
  • บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง: บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงอย่างจริงจัง เพื่อป้องปรามและลงโทษผู้กระทำผิด

เหตุการณ์ เด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและไม่ควรเกิดขึ้น แต่เราสามารถเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้และร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้น โดยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม การส่งเสริมการใช้เหตุผล และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ปัญหาสังคมมีความซับซ้อนและต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไข การเพิกเฉยหรือไม่ใส่ใจ จะยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้ฝังรากลึกและยากที่จะแก้ไขในอนาคต

ที่มา – อ้างเด็ก ม.5 รัวหมัดใส่ครู เคยทำร้ายเพื่อนผู้หญิง-พ่อตัวเอง

อัปเดต! พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” มุ่งหน้าไต้หวัน

“กรมอุตุนิยมวิทยา” ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” ที่กำลังเคลื่อนตัวไปทางเกาะไต้หวัน โดยยืนยันว่าพายุจะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบจากพายุลูกนี้โดยตรง แต่ถึงกระนั้นก็ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

อัปเดตสถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล”

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ทางเฟซบุ๊กกรมอุตุนิยมวิทยา ได้โพสต์ข้อความอัปเดตสถานการณ์พายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก โดยระบุว่า พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” (PODUL) กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่เกาะไต้หวัน

“โพดุล” ซึ่งมีความหมายว่าต้นหลิว เป็นชื่อที่ตั้งโดยประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) และเป็นพายุลูกที่ 11 ตามการนับจำนวนพายุของ RSMC โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ถึงแม้ว่าพายุนี้จะไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้เตือนผู้ที่จะเดินทางไปยังเกาะไต้หวัน หรือประเทศจีนทางด้านตะวันออก ในช่วงวันที่ 12 – 14 สิงหาคม 2568 ให้ตรวจสอบสภาพอากาศและข่าวสารอย่างละเอียดก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัย

ทำความเข้าใจผลกระทบของ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล”

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ฝนที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากอิทธิพลของมรสุมและร่องมรสุมเป็นหลัก ไม่ได้มีสาเหตุโดยตรงมาจากอิทธิพลของพายุ “โพดุล” อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งจำเป็น

สำหรับผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปยังพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุ ควรเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง การเตรียมอุปกรณ์จำเป็น และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากพายุ “โพดุล” แต่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเช่นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การมีความรู้ความเข้าใจ การติดตามข่าวสาร และการวางแผนรับมืออย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

  • ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง
  • ติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอ
  • เตรียมอุปกรณ์จำเป็นในกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • วางแผนการเดินทางสำรองในกรณีที่เส้นทางหลักถูกปิด

การติดตามสถานการณ์พายุและการเตรียมพร้อมรับมือเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าพายุลูกนี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย แต่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เสมอ

ที่มา – อัปเดตสถานการณ์ พายุไต้ฝุ่น “โพดุล” กำลังเคลื่อนตัวไปทางเกาะไต้หวัน

กรมอุทยานฯ แจง: จนท.พิทักษ์ป่า ไม่ใช่ทหาร

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่ใส่ชุดลายพรางกำลังยิงหนังสติ๊ก ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าบุคคลในภาพเป็นทหาร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วว่า บุคคลดังกล่าวคือ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ไม่ใช่ทหารอย่างที่เข้าใจกัน และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 11.52 น. เพจเฟซบุ๊ก “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า บุคคลที่ปรากฏในภาพคือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า สังกัดอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งแต่งกายด้วยชุดลายพรางในเครื่องแบบปกติขณะปฏิบัติงาน ไม่ใช่ทหารที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนแต่อย่างใด

อุทยานฯ แจงภาพคนใส่ชุดลายพรางยิงหนังสติ๊ก ไม่ใช่ “ทหาร” แต่เป็น จนท.พิทักษ์ป่า

ทางกรมอุทยานฯ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากลุ่มนี้ได้เข้าร่วมกิจกรรม “เทศกาลปลูกป่าลอยฟ้า ครั้งที่ 4” เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ณ ผาเก็บตะวัน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีหลายหน่วยงานเข้าร่วม และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจทางทหารใด ๆ ทั้งสิ้น

ทำความเข้าใจบทบาทของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง จริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พวกเขาเหล่านี้เป็นด่านหน้าที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ ในการปกป้องป่าไม้ สัตว์ป่า และทรัพยากรอื่น ๆ จากการถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบตัดไม้ การล่าสัตว์ หรือการบุกรุกพื้นที่ป่า

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังมีหน้าที่ในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และร่วมมือกันปกป้องผืนป่าของเราให้คงอยู่ต่อไป

ดังนั้น การที่กรมอุทยานฯ ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง สามารถสร้างความสับสนและความเข้าใจผิดในสังคมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลใด ๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

กรมอุทยานฯ ขอความร่วมมือประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา และอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม

เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สอนให้เรารู้ว่า การเสพข่าวสารในยุคดิจิทัลต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวให้แน่ชัดก่อนที่จะเชื่อและทำการเผยแพร่ต่อ เพราะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันสื่อ และร่วมกันปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเราให้คงอยู่สืบไป โดยการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – อุทยานฯ แจงภาพคนใส่ชุดลายพรางยิงหนังสติ๊ก ไม่ใช่ “ทหาร” แต่เป็น จนท.พิทักษ์ป่า