วัน: 13 สิงหาคม 2025

ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทาง

จากกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับการยุติบทบาทของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ล่าสุดทาง ศบ.ทก. ได้ออกมาชี้แจงยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง และปัจจุบัน ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ

ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ทางเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์เฉพาะกิจชายแดนไทย-กัมพูชา Team-Thailand ของ ศบ.ทก. ได้โพสต์ข้อความเพื่อชี้แจงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ยังไม่มีการยุติบทบาทของศูนย์ฯ และยังคงปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้การพิจารณาและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ

การประเมินสถานการณ์ดังกล่าว จะพิจารณาจากข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์และข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อให้การตัดสินใจสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติและความปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะเป็นผู้พิจารณาและกำหนดทิศทางตามลำดับและตามกรอบอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

บทบาทหน้าที่ของ ศบ.ทก.

ศบ.ทก. มีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ ศบ.ทก. ยังมีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ในพื้นที่ชายแดน เช่น การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง หรือการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเดินทางข้ามแดน

การที่ ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีความไม่แน่นอนและความท้าทายต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การคงอยู่ของ ศบ.ทก. จะช่วยให้รัฐบาลสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติและความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น การที่ ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ จึงเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าว

อนาคตของ ศบ.ทก. จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สมช. ซึ่งจะพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนและความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าว

ถึงแม้ว่า ศบ.ทก. จะยังไม่ยุติบทบาท แต่การปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของ ศบ.ทก. ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อให้ ศบ.ทก. สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

โดยสรุปแล้ว ข่าวที่ว่า ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ นั้นเป็นความจริง และ ศบ.ทก. ยังคงปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาและกำหนดทิศทางในอนาคตของ ศบ.ทก. ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สมช. ซึ่งจะพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนและความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

ที่มา – ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ

“ลุงพล” ขึ้นรถไปเรือนจำ ชู 2 นิ้ว สีหน้าเรียบเฉย

ลุงพล” เปลี่ยนชุด ก่อนขึ้นรถไปเรือนจำมุกดาหาร ชู 2 นิ้วทักทาย แต่สีหน้าเรียบเฉย คาดใช้เวลา 1-3 วัน พิจารณาคำสั่งประกันตัว สถานการณ์ล่าสุดของ ลุงพล กำลังเป็นที่จับตามองของสังคม

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้โทษ นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล รวม 26 ปี จากเดิม 20 ปี ฐานเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผลจำคุก 15 ปี พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 10 ปี และอำพรางศพ กระทำการใดๆ เกี่ยวกับศพ จำคุก 1 ปี

โดยนายไชย์พลได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ศาลจังหวัดมุกดาหารพิจารณาแล้วเห็นควรส่งศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนายไชย์พล เมื่อถึงเวลาทำการ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวจำเลยไปคุมขังยังเรือนจำระหว่างรอคำพิพากษาศาลฎีกา

ต่อมาทางป้าแต๋นพร้อมด้วยบรรดาเอฟซี ได้นำเสื้อผ้าและรองเท้าของลุงพลไปให้เจ้าหน้าที่ เพื่อเปลี่ยนก่อนขึ้นรถไปที่เรือนจำมุกดาหาร

จากนั้นเวลาประมาณ 17.30 น. รถของเรือนจำมุกดาหาร ได้นำลุงพลส่งเรือนจำ ระหว่างที่ออกมาจากศาล ลุงพล ได้ชูสองนิ้ว เพื่อเป็นการทักทายผู้สื่อข่าว โดยสีหน้าลุงพล ค่อนข้างเรียบเฉย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามขั้นตอนปกติ ศาลฎีกาจะใช้ระยะเวลาพิจารณามีคำสั่งออกมาประมาณ 1-3 วัน

“ลุงพล” ขึ้นรถไปเรือนจำ ชู 2 นิ้วทักทาย สีหน้าเรียบเฉย

คดีของลุงพลยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้โทษ ทำให้สถานการณ์ของลุงพลมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ การยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการต่อสู้คดีต่อไป

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “ลุงพล”

หลังจากที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว ป้าแต๋นและกลุ่มแฟนคลับได้นำสิ่งของจำเป็นมาให้ลุงพลก่อนที่จะถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำ การชูสองนิ้วทักทายของลุงพลระหว่างออกมาจากศาล แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาความเข้มแข็ง แม้ว่าสีหน้าจะค่อนข้างเรียบเฉย

การพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของศาลฎีกา คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-3 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการตัดสินอนาคตของลุงพล

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ซับซ้อน และความสำคัญของการพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของศาลฎีกาจะเป็นตัวกำหนดทิศทางต่อไปของคดีนี้

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดีของลุงพล ควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

การที่สังคมให้ความสนใจกับคดีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและความต้องการที่จะเห็นความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น และหลีกเลี่ยงการตัดสินผู้อื่นก่อนที่กระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุดลง

คดีความของ ลุงพล ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด และหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ลุงพล” ขึ้นรถไปเรือนจำ ชู 2 นิ้วทักทาย สีหน้าเรียบเฉย

สเปอร์สมีโอกาสดวลเปแอสเชในซูเปอร์คัพ

สเปอร์สมีโอกาสดวลเปแอสเชในซูเปอร์คัพ

สเปอร์สมีโอกาสดวลเปแอสเชในซูเปอร์คัพ

เจมี่ บราวน์ ผู้สื่อข่าวของสเปอร์สกล่าวว่า ซูเปอร์คัพในวันพุธนี้ถือเป็น “โอกาสที่ดี” ที่ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ จะได้เล่นกับปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์เปี้ยนส์ลีก ซึ่งเพิ่งกลับมาฝึกซ้อมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เพิ่งกลับมาจากการพักร้อนหลังจบฤดูกาล ทำให้หลายฝ่ายมองว่า สเปอร์สมีโอกาสดวลเปแอสเชในซูเปอร์คัพ ค่อนข้างสูง หากทั้งสองทีมสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

สเปอร์สมีโอกาสดวลเปแอสเชในซูเปอร์คัพ

การแข่งขันซูเปอร์คัพถือเป็นรายการสำคัญที่นำแชมป์จากสองรายการใหญ่ของยุโรปมาพบกัน หากสเปอร์สสามารถคว้าแชมป์ยูโรปาลีกได้ พวกเขาจะได้สิทธิ์ในการแข่งขันรายการนี้ทันที และมีโอกาสสูงที่จะได้พบกับปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่คาดว่าจะคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

อย่างไรก็ตาม การที่ สเปอร์สมีโอกาสดวลเปแอสเชในซูเปอร์คัพ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับทีมแกร่งมากมายในยูโรปาลีก และต้องทำผลงานให้ดีอย่างสม่ำเสมอเพื่อที่จะไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์ได้

อะไรคือปัจจัยที่จะทำให้สเปอร์สคว้าแชมป์ยูโรปาลีก และมีโอกาสดวลเปแอสเชในซูเปอร์คัพ?

  • ฟอร์มการเล่นของนักเตะหลัก: นักเตะอย่างแฮร์รี่ เคน, ซน ฮึง-มิน และเดเล่ อัลลี่ จะต้องอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดเพื่อนำทีมไปสู่ชัยชนะ
  • การจัดการทีมของโค้ช: โค้ชจะต้องสามารถวางแผนการเล่นที่เหมาะสม และปรับเปลี่ยนแท็คติกได้ตามสถานการณ์
  • โชคช่วย: บางครั้งโชคก็เป็นสิ่งสำคัญในการแข่งขันฟุตบอล การจับสลากประกบคู่ที่ดี และการไม่เจอปัญหาอาการบาดเจ็บของนักเตะ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการคว้าแชมป์ได้

ถึงแม้ว่าการที่ สเปอร์สมีโอกาสดวลเปแอสเชในซูเปอร์คัพ จะเป็นเพียงโอกาส แต่ก็ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้นักเตะและทีมงานทุกคนมุ่งมั่นที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด การได้แข่งขันกับทีมระดับโลกอย่างปารีส แซงต์-แชร์กแมง ถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า และเป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ว่าสเปอร์สสามารถก้าวขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำของยุโรปได้

แน่นอนว่าการจะเป็นแชมป์รายการใหญ่ได้นั้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสามารถของนักเตะ, แผนการเล่นของโค้ช, ทีมเวิร์ค และที่สำคัญคือ “ใจ” ที่พร้อมจะสู้จนถึงที่สุด หากสเปอร์สสามารถรวมพลังทั้งหมดนี้ได้ พวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสรได้อย่างแน่นอน

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่แฟนบอลต้องการเห็นคือ สปิริตของนักเตะ ความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ และความสามัคคีในทีม หากสเปอร์สแสดงให้เห็นถึงสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร พวกเขาก็จะยังคงเป็นที่รักของแฟนบอลเสมอ

ที่มา – ‘Good chance’ for Spurs to play PSG in Super Cup

ทนายหมอบีแจง เงินบริจาคใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์

ทนายความ “หมอบี” มองว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ แม้จะเข้าคนละโครงการกับที่ผู้บริจาคต้องการ แต่ก็เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ส่วนเหตุผลที่ต้องมอบให้วัดเป็นเงินสด เพราะในสมัยนั้นไม่มีระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 13 ส.ค. 68 นายกสานติ์ ปัญญาชัยรักษา ทนายความของ นายเสกสันน์ หรือ หมอบี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดี โดยกล่าวว่า ตนมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงกับสังคมแทนลูกความ ขณะนี้ได้ดำเนินการส่งเอกสารหลักฐาน และชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุให้กับตำรวจกองบังคับการปราบปรามเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ และจนถึงขณะนี้ทางตำรวจก็ยังไม่ได้มีการประสานมาขอข้อมูลเพิ่มเติม

ส่วนกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า เงินของผู้บริจาคถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ผู้บริจาคต้องการนำเงินไปบริจาคในโครงการไทยชีวิตโคกระบือ แต่มีการออกใบอนุโมทนาบัตรเป็นโครงการรักษาผู้ป่วย HIV ทางนายกสานติ์ บอกว่า ให้มองว่าการกระทำดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความเสียหายหรือไม่ หรือส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่ผู้บริจาคตั้งใจนำไปทำบุญหรือไม่ เช่น ผู้บริจาคต้องการนำเงินไปช่วยเหลือผู้อื่น แต่มีการนำเงินไปใช้สร้างอาบอบนวด ซึ่งกรณีนี้มองว่าเป็นการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

แต่กรณีนี้ ทางหมอบีได้นำเงินไปช่วยเหลือผู้อื่น แม้จะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค แต่ก็เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งการนำเงินไปใช้หากไม่ส่งผลให้เกิดความเสียหาย หรือมีผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนตัวก็มองว่าไม่เข้าข่ายความผิด แต่หากมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายได้รับผลกระทบ ส่วนตัวก็มองว่าการจะเข้าข่ายความผิดต้องดูองค์ประกอบตามหลักการของกฎหมาย ซึ่งก็จะต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการนำเงินไปมอบให้วัด ว่าเหตุใดจึงไม่ใช้การโอนผ่านระบบโมบายแบงก์กิ้ง แต่ใช้การนำเงินสดไปให้แทน ทางทนายความ บอกว่าโครงการนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีระบบการโอนเงินผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามเพิ่มเติมเนื่องจากพบว่าโครงการนี้เกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งก็เป็นช่วงที่มีระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งแล้ว โดยทางทนายความระบุเพียงว่าไม่สามารถตอบในรายละเอียดได้

สำหรับอาการของ หมอบี ขณะนี้พบว่าเจ้าตัวเพิ่งหายจากอาการป่วย แต่ภาพรวมไม่ได้รู้สึกเครียดหรือกังวลอะไร มีเพียงอาการเหนื่อยและความรู้สึกเป็นห่วงหลวงพ่อเท่านั้น ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องถึงขณะนี้ ทั้งหมอบียังไม่ได้มีการติดต่อไปหาหลวงพ่อหรือเข้าไปที่วัดเพราะมองว่ายังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่หากทางวัดต้องการให้เข้าไปชี้แจงก็พร้อมที่จะเข้าไปทันที

ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์

จากกรณีที่เกิดขึ้น ทนายความของหมอบีได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ โดยเน้นย้ำว่าถึงแม้เงินบริจาคจะถูกนำไปใช้ในโครงการที่แตกต่างจากความตั้งใจเดิมของผู้บริจาค แต่ก็ยังคงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันในสังคมอย่างกว้างขวาง

ทำไมต้องเป็นเงินสด? ทนายหมอบีมีคำตอบ

ประเด็นเรื่องการมอบเงินบริจาคเป็นเงินสดแทนการโอนผ่านระบบออนไลน์ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัย ทนายความของหมอบีได้ชี้แจงว่า ในช่วงเวลาที่โครงการเริ่มต้น ระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งยังไม่แพร่หลายเท่าปัจจุบัน ทำให้การมอบเงินสดเป็นวิธีการที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งเป็นที่นิยมแล้ว แต่ทนายความของหมอบีไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนนี้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพิจารณาว่า ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์นี้ ทำให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบต่อใครหรือไม่ หากไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น การนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็อาจจะไม่ถือว่าเป็นความผิด

การตีความและการพิจารณาความผิดทางกฎหมายในกรณีนี้จึงต้องพิจารณาจากองค์ประกอบและหลักการของกฎหมายอย่างละเอียดรอบคอบ

เรื่องราวของ ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงและมุมมองต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ – แจงเหตุที่ต้องให้เป็นเงินสด

คดีอดีตไวยาวัจกร ปลอมเอกสารวัดเครือวัลย์ฯ ถึงอัยการ


ความคืบหน้าล่าสุดของคดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ ที่หลายคนติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะนี้เรื่องได้ถูกส่งต่อไปยังขั้นตอนการพิจารณาของอัยการแล้ว คดีนี้เกี่ยวข้องกับการที่อดีตไวยาวัจกรและผู้ช่วยไวยาวัจกรของวัดเครือวัลย์วรวิหารถูกกล่าวหาว่าใช้เอกสารปลอมเพื่อเบิกเงินของวัดเข้าบัญชีส่วนตัว

คดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 จากกรณีที่มีการปลอมลายมือชื่อเจ้าอาวาสเพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชีวัด ทางเจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์วรวิหารและตัวแทนธนาคารได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2558 ถึง 2567 โดยเงินในบัญชีธนาคารต่างๆ ของวัดเครือวัลย์มีจำนวนเหลือน้อยอย่างผิดสังเกต

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ของวัดจำนวน 7 บัญชี มีการถอนเงินออกไปถึง 240 รายการ รวมเป็นเงินจำนวนมหาศาลถึงประมาณ 320 ล้านบาท ทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ตรวจสอบไปยังสาขาต่างๆ รวม 6 แห่ง และพบว่ามีการนำใบถอนเงินทั้ง 240 รายการมาเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัด

ผลการสืบสวนชี้ให้เห็นว่า นายกฤษณ์ อุรัสยะนันท์ อดีตไวยาวัจกร และนายชัยณรงค์ นพรัตน์ อดีตผู้ช่วยไวยาวัจกร เป็นผู้ที่ทำการเบิกถอนเงินดังกล่าว ก่อนที่จะนำเงินไปฝากเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเอง

ต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ทางวัดเครือวัลย์ได้ส่งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจเข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ เพื่อดำเนินคดีกับนายชัยณรงค์ ในข้อหา “ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ปลอมและใช้เอกสารปลอม” พร้อมทั้งออกหมายเรียกตัวนายชัยณรงค์มารับทราบข้อกล่าวหา

จากนั้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ผู้รับมอบอำนาจจากวัดเครือวัลย์ยังได้เดินทางไปแจ้งความกับกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับนายกฤษณ์ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในข้อหาเดียวกัน ซึ่งนายกฤษณ์ได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

หลังจากนั้นในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้รับมอบอำนาจจากธนาคารได้เข้าแจ้งความกับกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับนายกฤษณ์ และนายชัยณรงค์ ในข้อหาฉ้อโกง ปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ทั้งคู่ และส่งสำนวนพร้อมสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 และขณะนี้คดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ

ขั้นตอนต่อไปของคดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ

เมื่อสำนวนถูกส่งไปยังอัยการ อัยการจะทำการพิจารณาสำนวนอย่างละเอียด หากเห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อ อัยการก็จะสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล จากนั้นกระบวนการยุติธรรมก็จะดำเนินต่อไป โดยมีการสืบพยานหลักฐาน และตัดสินคดีตามกฎหมาย

คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของประชาชนที่ตั้งใจนำมาทำนุบำรุงวัด ดังนั้นการดำเนินคดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

  • ตรวจสอบเอกสารทางการเงินของวัดอย่างละเอียดและสม่ำเสมอ
  • กำหนดผู้มีอำนาจในการเบิกถอนเงินอย่างชัดเจน
  • ตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการเงินของวัด
  • ให้ความรู้แก่คณะกรรมการวัดและผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการจัดการทางการเงินที่ถูกต้อง

คดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกวัดและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินบริจาค ควรมีการตรวจสอบและควบคุมภายในที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาศรัทธาของประชาชน

ที่มา – คดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ อยู่ขั้นตอนอัยการ

คุมตัวร้อยเอก BHQ เข้าเรือนจำบุรีรัมย์ ศาลไม่ให้ประกัน

ตำรวจ สภ.ลำดวน ควบคุมตัวร้อยเอก BHQ ทหารกัมพูชา ส่งเข้าเรือนจำบุรีรัมย์ทันที หลังศาลจังหวัดบุรีรัมย์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดี พ.ร.บ.อาวุธปืน และข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย เรื่องราวของร้อยเอก BHQ กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในขณะนี้

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจ สภ.ลำดวน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ได้ควบคุมตัวนายวิน ดา อายุ 36 ปี ชาวกัมพูชา ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับกัมพูชา นำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ในความผิดเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน และข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย ศาลพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องควบคุมตัวนายวินส่งเข้าเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ในทันที

การจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากตำรวจ สภ.ลำดวน ได้เข้าควบคุมตัวนายวินได้ที่บ้านโคกสูง หมู่ที่ 9 ต.ศรีภูมิ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 68 ซึ่งเป็นบ้านของ น.ส.จอย (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ภรรยาของนายวิน ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 1 คน อายุ 1 ปี 2 เดือน การตรวจสอบเกิดขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้พบว่าเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบตามคำสั่งของหน่วยความมั่นคง

จากการตรวจค้นภายในบ้านพัก พบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ (ลูกซองสั้น) จำนวน 1 กระบอก และชุดทหารกัมพูชายศร้อยเอก พร้อมติดตราสัญลักษณ์ BHQ องครักษ์พิทักษ์ฮุนเซน อีกหลายชุด ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่านายวินอาจเข้ามาแฝงตัวเป็นสายลับ

ร้อยเอก BHQ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ต้องหาน่าจะมาแฝงตัวเป็นสายลับ เพื่อแอบส่งความเคลื่อนไหวทางการทหารของไทยให้แก่ฝ่ายกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การสอบสวนเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งกองทัพภาค 2 หน่วยความมั่นคง และตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์

แม้ว่านายวินจะปฏิเสธข้อกล่าวหา และยอมรับเพียงว่าเคยเป็นทหารมาก่อนหน้านี้ 9 เดือน แต่ทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากมีหลักฐานเชื่อมโยงหลายอย่าง เช่น การโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวที่แสดงความชื่นชมการทำงานของฮุนเซน นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือรวม 3 เครื่อง และพบว่ามีการใช้ชื่อถึง 4 ชื่อในประเทศไทย ได้แก่ ชื่อในบัตรประชาชน นายวิน ดา อายุ 36 ปี ชื่อในพาสปอร์ต MEAS SOMONCHANNAK (เมียะฮ์ โซมอนจันนะ) ชื่อทางทหาร ร้อยเอก ซน กิม ไอ กองบัญชา BHQ และชื่อในบัตรที่ทำงาน (ซึ่งยังไม่ทราบชื่อที่แน่ชัด)

จากหลักฐานที่พบมีความเป็นไปได้ว่าข้อมูลเหล่านี้มีการเชื่อมโยงกัน อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร และยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดได้ในขณะนี้ หากพบว่าเป็นความจริง ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายไทยต่อไป

ร้อยเอก BHQ ถูกคุมตัวเข้าเรือนจำ

การตัดสินใจของศาลที่ไม่ให้ประกันตัวร้อยเอก BHQ ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงความร้ายเเรงของคดีเเละความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

ความเชื่อมโยงของร้อยเอก BHQ กับการเป็นสายลับ

ถึงเเม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่หลักฐานที่พบก็บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่ร้อยเอก BHQ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเป็นสายลับ การดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นผลงานที่น่าชื่นชม

การดำเนินคดีกับร้อยเอก BHQ จะเป็นไปในทิศทางใด? สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายกำลังจับตามอง และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวร้อยเอก BHQ แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ และอาวุธปืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ในท้ายที่สุด หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำมาซึ่งความกระจ่าง และความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในคดี ร้อยเอก BHQ นี้

คดีของ ร้อยเอก BHQ ยังคงเป็นที่จับตามอง และต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร ร้อยเอก BHQ จะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่?

ที่มา – คุมตัวร้อยเอก BHQ ส่งเข้าเรือนจำบุรีรัมย์ทันที หลังศาลไม่ให้ประกันตัว

“อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถรับใต้ดิน หลังศาล รธน. นัด 29 ส.ค.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ เมื่อ “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค. สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติในคดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน”

“อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานความเคลื่อนไหวของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยในช่วงเช้าได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงวัฒนธรรม และในเวลา 12.25 น. ได้เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อติดตามการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 และ 3 ซึ่งเป็นการพิจารณาวันแรก โดยเธอได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องรับรอง

ต่อมาในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวเกี่ยวกับผลการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญได้นัดลงมติและฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธารได้ออกจากอาคารรัฐสภาโดยให้รถยนต์ส่วนตัวไปรับที่ชั้นใต้ดิน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสื่อมวลชน

ทำไม “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน?

การตัดสินใจของนางสาวแพทองธารที่ให้รถไปรับที่ชั้นใต้ดินนั้น สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ประกาศนัดลงมติในคดีสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้เธอต้องการหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในขณะนั้น

ทั้งนี้ มีรายงานว่าในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธารจะเดินทางไปยังรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อติดตามการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ 2569 ในวันที่สองของการพิจารณา

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีสำคัญที่มีผลกระทบต่อการบริหารประเทศ

การที่ “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค. เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์และพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

คดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

การที่นางสาวแพทองธาร เลือกที่จะหลีกเลี่ยงสื่อ อาจตีความได้หลายนัยยะ ไม่ว่าจะเป็นการต้องการลดแรงกดดันทางการเมือง หรือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในภายหลัง

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การตัดสินใจของเธอในครั้งนี้ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของนักการเมือง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

นิวคาสเซิลคว้าตัว เธียว เสริมแกร่งแนวรับ

นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เซ็นสัญญาคว้าตัว มาลิค เธียว กองหลังจาก เอซี มิลาน มาร่วมทีมอย่างเป็นทางการ

กองหลังทีมชาติเยอรมนี วัย 24 ปี ย้ายมาร่วมทีมของ เอ็ดดี้ ฮาว ด้วยค่าตัวราว 34.6 ล้านปอนด์ ซึ่งรวมถึงส่วนเสริมต่างๆ

เขาเป็นการเซ็นสัญญาคนที่สามของทีมสาลิกาดงในช่วงซัมเมอร์นี้ ต่อจาก แอนโธนี่ อีลังก้า ปีกจาก น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และ อารอน แรมส์เดล ผู้รักษาประตูที่ยืมตัวมาจาก เซาแธมป์ตัน

“ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ย้ายมาร่วมทีมใหญ่ ผมแทบรอไม่ไหวที่จะเริ่มฝึกซ้อมและทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมทีมใหม่และทีมงานทุกคน” เธียวกล่าว

“ผู้จัดการทีมแสดงให้ผมเห็นถึงวิสัยทัศน์ของเขา และสิ่งที่เขาต้องการที่จะทำกับผมในฐานะผู้เล่นคนหนึ่ง รวมถึงสโมสรแห่งนี้ ซึ่งมันน่าตื่นเต้นมาก”

“ผมคิดว่า นิวคาสเซิล พูดด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว มันเป็นสโมสรที่ยอดเยี่ยม สโมสรใหญ่ที่มีแฟนบอลที่คลั่งไคล้ ซึ่งผมแทบรอไม่ไหวที่จะได้เจอพวกเขาที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค”

นิวคาสเซิลคว้าตัว เธียว เสริมแกร่งแนวรับ

การเสริมทัพในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กเป็นเป้าหมายหลักของ นิวคาสเซิล ในช่วงซัมเมอร์นี้ เนื่องจากผู้จัดการทีม ฮาว ต้องการเพิ่มการแข่งขันภายในทีมและลดอายุเฉลี่ยของทีมที่มีประสบการณ์

แต่การบรรลุข้อตกลงนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากทีมสาลิกาดงพลาดเป้าหมายหลายรายในทุกตำแหน่ง รวมไปถึง เบนจามิน เซสโก้, อูโก้ เอกิติเก้, เจา เปโดร และ เจมส์ แทรฟฟอร์ด

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับอนาคตของ อเล็กซานเดอร์ อิซัค กองหน้าตัวเก่งที่ต้องการย้ายออกจากสโมสรและไปร่วมทีม ลิเวอร์พูล

ฮาว กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มี มาลิค มาร่วมทีม เขาเป็นผู้เล่นที่ผมชื่นชมมานาน และเป็นคนที่เพิ่มคุณภาพให้กับตัวเลือกในแนวรับของเรา”

“มาลิค ยังอายุน้อย แต่มีประสบการณ์อันมีค่าจากการเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงการเล่นใน บุนเดสลีกา และ เซเรีย อา ซึ่งเป็นข้อดีอย่างมากสำหรับเรา ในขณะที่เรากลับไปเล่นในยุโรปในฤดูกาลนี้”

เธียว ซึ่งติดทีมชาติเยอรมนี 3 นัด ย้ายจาก ชาลเก้ มาร่วมทีม เอซี มิลาน ในปี 2022

เขาลงเล่น 31 นัดในทุกรายการให้กับทีมยักษ์ใหญ่แห่ง เซเรีย อา เมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยทำประตูได้เพียงประตูเดียวในเกมที่พบกับ เรอัล มาดริด ใน แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อเดือนพฤศจิกายน

นิวคาสเซิล จะเริ่มต้นฤดูกาล พรีเมียร์ลีก ด้วยการไปเยือน แอสตัน วิลล่า ในวันเสาร์นี้

ทำไมนิวคาสเซิลคว้าตัว เธียว จึงเป็นการเสริมทัพที่สำคัญ?

การได้ตัว มาลิค เธียว มาร่วมทีมถือเป็นการเสริมทัพที่สำคัญของนิวคาสเซิล ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • คุณภาพในแนวรับ: เธียวเป็นกองหลังที่แข็งแกร่ง มีความเร็ว และอ่านเกมได้ดี จะเข้ามาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแนวรับของทีม
  • ประสบการณ์: เธียวมีประสบการณ์ในการเล่นในระดับสูง ทั้งใน บุนเดสลีกา, เซเรีย อา และ แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับทีม
  • อายุยังน้อย: เธียวยังมีอายุเพียง 24 ปี ซึ่งหมายความว่าเขายังมีศักยภาพที่จะพัฒนาฝีเท้าต่อไปได้อีก และสามารถเป็นกำลังหลักของทีมได้ในระยะยาว

การที่ นิวคาสเซิลคว้าตัว เธียว มาร่วมทีม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสโมสรในการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและสามารถแข่งขันในระดับสูงได้ การเสริมทัพในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จของทีมในฤดูกาลที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน

การคว้านักเตะอย่าง นิวคาสเซิลคว้าตัว เธียว มาได้แสดงให้เห็นว่า นิวคาสเซิลกำลังจะเป็นทีมชั้นนำของยุโรป และพร้อมที่จะท้าทายความสำเร็จในทุกรายการอย่างเต็มที่ แน่นอนว่าแฟนบอลของพวกเขาต่างก็ตั้งตารอที่จะได้เห็นเขาลงสนามอย่างใจจดใจจ่อ

ที่มา – Newcastle sign ‘modern defensive hybrid’ Thiaw

ศาล รธน. สั่งแจงเพิ่ม คดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งเลือก สว.

ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พยานบุคคลชี้แจงเพิ่มเติมภายใน 15 วัน พร้อมเรียกเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ว่าจะต้องสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ จากประเด็นความขัดแย้งในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.). เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมาก และประชาชนต่างจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งมา เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ ผู้ถูกร้องทั้งสองมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ

ฝ่ายที่ยื่นคำร้องมองว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ศาล รธน. สั่งแจงเพิ่ม คดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งเลือก สว.

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างรอบคอบและถูกต้อง จึงให้เรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา โดยกำหนดให้พยานบุคคลที่เกี่ยวข้องเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งข้อมูลพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับรองความถูกต้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในคดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งเลือก สว.

คดี ศาล รธน. สั่งแจงเพิ่ม คดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งเลือก สว. นี้ มีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดหลายประการดังนี้:

  • ความเป็นไปได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของทั้งสองท่านสิ้นสุดลง
  • ผลกระทบทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นหากทั้งสองท่านต้องพ้นจากตำแหน่ง
  • ความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในอนาคต
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ศาล รธน. สั่งแจงเพิ่ม คดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งเลือก สว. ถือเป็นคดีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองไทย และมีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย

การที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้มีการชี้แจงเพิ่มเติมและเรียกพยานเอกสารนั้น แสดงให้เห็นว่าศาลต้องการพิจารณาคดีนี้อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องที่สุดก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยออกมา

ประชาชนและนักวิเคราะห์ทางการเมืองต่างก็กำลังจับตามองความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด และคาดการณ์ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทยอย่างแน่นอน

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญของระบบยุติธรรมของไทย และเป็นโอกาสที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากฎหมายสามารถบังคับใช้ได้อย่างเท่าเทียมกัน และกระบวนการยุติธรรมมีความโปร่งใสและเป็นธรรม

ท้ายที่สุดแล้ว ผลการตัดสินของ ศาล รธน. สั่งแจงเพิ่ม คดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งเลือก สว. จะเป็นอย่างไรนั้น ต้องรอติดตามอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่แน่นอนคือคดีนี้จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้ที่มีอำนาจในการปกครองประเทศ

ที่มา – ศาล รธน. สั่งแจงเพิ่มใน 15 วัน คดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งฮั้วเลือก สว.