วัน: 18 สิงหาคม 2025

รวบ”บัญชีม้า” หลอกโอน 30 ล้าน! ตามคืนได้

วงการอาชญากรรมออนไลน์สั่นสะเทือน! ตำรวจไซเบอร์รวบ “บัญชีม้า” ตัวแสบ หลอกนักธุรกิจหญิงโอนเงิน 30 ล้านบาทได้สำเร็จ แต่ยังดีที่ตามอายัดเงินคืนมาได้ 1 ล้านบาท! มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

รวบ “บัญชีม้า” หลอกเหยื่อโอนเงิน 30 ล้าน ตามอายัดทัน 1 ล้าน คืนผู้เสียหาย

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมด้วยทีมงาน แถลงข่าวการจับกุมบัญชีม้า ที่โรงแรมกระบี่รีสอร์ท จ.กระบี่ หลังปฏิบัติการทลายเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เผยว่า คดีนี้เริ่มจากนักธุรกิจหญิงวัย 57 ปี จาก อ.เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี สนใจลงทุนเทรดหุ้น แล้วไปเจอมิจฉาชีพในเพจหุ้นที่ดูน่าเชื่อถือ ทำให้เธอหลงเชื่อและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพชักชวนให้ร่วมลงทุน โดยอ้างผลตอบแทนสูง จนผู้เสียหายโอนเงินไป 5 ล้านบาท แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับผลตอบแทนและติดต่อไม่ได้ ทำให้รู้ตัวว่าโดนหลอก

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ผู้เสียหายไปเจอเพจเฟซบุ๊กตำรวจไซเบอร์ปลอม ที่อ้างว่าสามารถช่วยติดตามเงินคืนได้ ด้วยความหวังดี เธอจึงติดต่อไป แต่กลับกลายเป็นว่าโดนหลอกซ้ำสอง! มิจฉาชีพพูดจาเหมือนตำรวจจริง อ้างว่าจะดึงเงินคืนมาได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินเพิ่มไปอีก 25 ล้านบาท รวมเป็นเงินที่โดนหลอกทั้งหมด 30 ล้านบาท!

ตามรวบ “บัญชีม้า” ตัวการสำคัญ

พ.ต.อ.สุทธิชัย เทียนโพธิ์ ผกก.3 บก.สอท.5 พร้อมชุดสืบสวน ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายนิรันตร์ มณฑล อายุ 53 ปี ชาว จ.นครปฐม เป็นผู้ร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยทำหน้าที่เปิดบัญชีม้าเพื่อรับเงินจากเหยื่อ จึงออกหมายเรียกและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน

ข่าวดีคือ ชุดสืบสวนสามารถอายัดเงินจากบัญชีคนร้ายได้จำนวน 1 ล้านบาท! และจากการตรวจสอบ พบว่าเป็นเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหายรายนี้ ตำรวจไซเบอร์จึงดำเนินการประสานงานเพื่อคืนเงินให้ผู้เสียหายเป็นเช็คเงินสด 1 ล้านบาท

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า การลงทุนมีความเสี่ยง และเราต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดต่อกับบุคคลที่ไม่รู้จักผ่านช่องทางออนไลน์ หากมีข้อสงสัย หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อตำรวจไซเบอร์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

การจับกุมบัญชีม้ารายนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และเป็นสัญญาณเตือนให้มิจฉาชีพทราบว่า ตำรวจไซเบอร์พร้อมที่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องประชาชน

ที่มา – รวบ “บัญชีม้า” หลอกเหยื่อโอนเงิน 30 ล้าน ตามอายัดทัน 1 ล้าน คืนผู้เสียหาย

ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืน มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ โดยเจ้าของที่ดินที่มีชื่อถือครอง ได้นำหลักฐานพร้อมมอบฉันทะที่ดินคืนให้กับทางมูลนิธิฯ ซึ่งทั้งสองมูลนิธิเป็นผู้จัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมด เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ และการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์

ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ เกี่ยวกับการนำเงินบริจาคไปใช้ในโครงการต่างๆ โดยในเช้าวันดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี สรวีย์ เหมือนเพ็ชร นายอำเภอหนองม่วง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี ได้ลงพื้นที่โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิธรรมรักษ์

การตรวจสอบในครั้งนี้ มีเพียงผู้ดูแลโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ให้การต้อนรับ และนำเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิธรรมรักษ์นิเวศน์ให้คณะตรวจสอบ แต่ไม่มีคณะกรรมการของโครงการเข้าร่วมชี้แจง ซึ่งผลการตรวจสอบในวันแรกยังไม่พบความผิดปกติใดๆ

การดำเนินการโอนที่ดินคืนมูลนิธิ

นายวีระ จำลอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ บุญยกาญจนพล รองประธานมูลนิธิอาทรประชานาถ ได้นำหลักฐานเอกสารการถือครองที่ดินในพื้นที่ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองลพบุรี จำนวน 4 แปลง ที่ผู้ถือครองอยู่และมีการมอบฉันทะให้มาดำเนินการโอนที่ดินให้กับทางมูลนิธิอาทรประชานาถ รวมทั้งที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรี สาขาโคกสำโรง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ได้นำเอกสารหลักฐานโฉนดที่ดินไปดำเนินการโอนที่ดินของผู้ที่ถือครองในพื้นที่อำเภอโคกเจริญ เพื่อโอนให้กับทางมูลนิธิธรรมรักษ์ไปดำเนินการต่อ โดยมูลนิธิฯ ทั้งสองแห่งเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโอนคืนที่ดินทั้งหมด

นายเฉลิมพล พลมุข เปิดเผยว่า การดำเนินการเรื่องที่ดินเป็นไปเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอโคกเจริญ แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนไร่ได้ ต้องตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง ขณะนี้เจ้าของที่ดินได้มอบอำนาจให้ดำเนินการโอนคืน และต้องตรวจสอบจำนวนผู้มอบอำนาจให้ชัดเจน สำหรับโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ก็มีการโอนคืนมาแล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ 33 ซึ่งได้โอนให้กรมสามัญศึกษาก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จ คือที่ดินที่มีชื่ออดีตไวยาวัจกรที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นผู้ครอบครอง มีประมาณ 740 ไร่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของทายาท

การดำเนินการผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตาม เฝ้าดูความโปร่งใส และความเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าที่ดินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง การที่มูลนิธิต่างๆ ออกค่าใช้จ่ายในการโอนคืนที่ดิน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำให้ทุกอย่างถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบ และการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาค และประชาชนทั่วไป

ทำไมการโอนที่ดินคืนจึงสำคัญ?

การที่ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนและความโปร่งใสขององค์กร การคืนที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายช่วยให้มูลนิธิสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิ นั่นคือการช่วยเหลือผู้ยากไร้และส่งเสริมการศึกษา สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของมูลนิธิในสายตาของสาธารณชน แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการดำเนินงานในระยะยาวอีกด้วย

ที่มา – ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ

สส.แจ้งความ! สาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวต

สส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินคดีกับหญิงสาวที่ใช้เบอร์โทรศัพท์ปริศนาติดต่อมาเพื่อขอซื้อเสียงโหวตในร่างพระราชบัญญัติ 2 ฉบับ โดยนายชัชวาลได้มอบหลักฐานเป็นคลิปเสียงสนทนาทั้งหมด เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตปี 2561 มาตรา 176

นายชัชวาลให้สัมภาษณ์ว่า จุดประสงค์ของการแจ้งความครั้งนี้คือต้องการให้มีการดำเนินคดีกับบุคคลที่ปรากฏชื่อจริง นามสกุลจริง รวมถึงภูมิลำเนา ในคลิปเสียง เนื่องจากเป็นบุคคลเดียวกับที่ติดต่อ นายวีรนันท์ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น เขต 1 ของพรรค ซึ่งได้มีการพบปะพูดคุยกันแล้ว นายชัชวาลมองว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่การใช้นอมินีเพียงชั้นเดียว แต่อาจมีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่านั้น การตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวมีอำนาจมากน้อยเพียงใดอาจไม่สำคัญเท่ากับการสืบสวนว่าใครเป็นผู้สั่งการ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากกว่า

นายชัชวาลย้ำว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 เมื่อหญิงคนดังกล่าวได้ติดต่อกับ สส.วีรนันท์ก่อน โดยระหว่างการสนทนามีการพูดคุยกับบุคคลที่สามด้วย จากนั้นในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 หญิงคนนี้ได้โทรศัพท์มาหานายชัชวาลโดยตรง

ทั้งนี้ นายชัชวาลกล่าวว่า “ขอย้ำอีกครั้ง ผมไม่เคยกล่าวหาใคร เพราะอาจเป็นขบวนการสร้างเรื่องเพื่อต้องการดิสเครดิต สส. ของพรรคประชาชนก็ได้”

ตำรวจเร่งสอบสวน “สาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวต”

นายชัชวาลกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบชื่อจริง นามสกุลจริง รวมถึงภูมิลำเนาของผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็จะสามารถเรียกตัวมาสอบสวนได้อย่างไม่ยาก ทุกอย่างจะได้รับการตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงให้กระจ่าง

ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้คือการที่ สส.พรรคประชาชนออกมาเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะต่อต้านการทุจริตและการซื้อเสียงในวงการการเมือง การที่นายชัชวาลเน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ที่อาจมีขบวนการดิสเครดิตอยู่เบื้องหลัง ก็เป็นการเปิดประเด็นให้สังคมได้พิจารณาถึงแรงจูงใจและความซับซ้อนของเรื่องนี้

การดำเนินการของ สส. ชัชวาลในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มคนที่คิดจะใช้วิธีการที่ไม่สุจริตในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง การเปิดโปงขบวนการสส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ จะเป็นบทเรียนสำคัญและเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงผลเสียที่จะตามมา

การที่ สส. ชัชวาลเน้นย้ำว่า เขาไม่ได้กล่าวหาใคร แต่ต้องการให้มีการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง ถือเป็นท่าทีที่เหมาะสมและแสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการให้ข้อมูล การปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการคลี่คลายข้อสงสัยทั้งหมด

คดีนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมในการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการซื้อเสียง หากเจ้าหน้าที่สามารถสืบสวนจนพบผู้บงการเบื้องหลังได้ ก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเป็นก้าวสำคัญในการสร้างการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

การที่ สส. กล้าออกมาเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการทางกฎหมาย ถือเป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนกล้าที่จะออกมาปกป้องสิทธิของตนเองและร่วมกันต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะสามารถขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ได้หรือไม่ และจะมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างไร เพราะผลลัพธ์ของคดีนี้ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมและอนาคตของการเมืองไทย

การที่เรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกมา จะช่วยกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงปัญหาการซื้อเสียงและผลกระทบที่เกิดขึ้น การสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนไม่สนับสนุนการซื้อเสียง และเลือกนักการเมืองที่มีคุณธรรม จะเป็นหนทางที่ยั่งยืนในการแก้ไขปัญหานี้

สส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ถือเป็นความกล้าหาญที่น่ายกย่อง และหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้น

ที่มา – สส.พรรคประชาชนหอบชื่อนามสกุลสาวนกต่อล่อซื้อเสียงโหวตให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

หลวงพ่ออลงกต ยังไม่ลาออก วัดพระบาทน้ำพุ

คณะกรรมการวัดยืนยัน “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ขณะที่เจ้าคณะตำบลเขาสามยอดบอกหากลาออกจริง ต้องได้รับหนังสือแล้ว

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ พระอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ อ.เมืองลพบุรี เพื่อรับผิดชอบต่อสถานการณ์และเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินไปอย่างโปร่งใสนั้น ล่าสุดมีรายงานว่าคณะกรรมการวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมด้วยลูกศิษย์ออกมายืนยันว่า หลวงพ่ออลงกตยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส

หลวงพ่ออลงกต ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าอาวาสวัดสระมะเกลือ เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด เผยว่า ตอนนี้หนังสือในการยื่นลาออกยังไม่มาถึงตนเอง หากมีการลาออกจริง ตนต้องได้รับหนังสือแล้ว และจะต้องส่งต่อไปยังเจ้าคณะอำเภอ จากนั้นทางเจ้าคณะอำเภอจะต้องลงนามแล้วส่งขึ้นไปให้เจ้าคณะจังหวัดได้ลงนามเป็นองค์สุดท้าย จึงจะถือว่าการลาออกจากเจ้าอาวาสเสร็จสมบูรณ์ ตอนนี้ยังไม่ได้รับหนังสือก็ถือว่ายังคงดำรงตำแหน่งอยู่

เหตุผลที่ยังไม่ลาออกของ หลวงพ่ออลงกต

ส่วนการที่ท่านจะลาออกนั้น คงจะเป็นเหตุผลที่ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ที่พร้อมจะให้เจ้าหน้าที่มาสอบสวนได้ ซึ่งการที่มีตำแหน่งอยู่ก็จะถือว่าไม่ใช่พระสงฆ์ทั่วไป เหมือนยังรับราชการอยู่นั่นเอง ทำให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ดังกล่าว สร้างความสับสนให้กับประชาชนและผู้ที่ศรัทธาในวัดพระบาทน้ำพุเป็นอย่างมาก หลายคนแสดงความเป็นห่วงต่อสถานะและบทบาทของหลวงพ่ออลงกต ในการดูแลผู้ป่วยและเด็กกำพร้าที่อยู่ในความดูแลของวัด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวัดได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า การดำเนินงานของวัดจะยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ โดยมีทีมงานและผู้ช่วยที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของหลวงพ่ออย่างเต็มที่

ข่าวการลาออกที่ยังไม่เป็นความจริงนี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการทางสงฆ์ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะมีการเผยแพร่ข่าวสาร เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในสังคม การยืนยันจากคณะกรรมการวัดและเจ้าคณะตำบลเขาสามยอด ถือเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสร้างความกระจ่างให้กับประชาชนได้ในระดับหนึ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และการดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มีต่อวัดพระบาทน้ำพุและพระสงฆ์ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวัดแห่งนี้

การที่หลวงพ่ออลงกตยังคงอยู่ในตำแหน่ง ทำให้มั่นใจได้ว่าการดูแลผู้ป่วย HIV และเด็กกำพร้าจะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ร่วมกันสนับสนุนวัดพระบาทน้ำพุและเป็นกำลังใจให้หลวงพ่ออลงกตกันนะคะ!

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

รัฐบาลยัน! ไม่รื้อรั้วลวดหนาม มีแต่สร้างเพิ่ม

รัฐบาลยืนกราน! ข่าวลือเรื่องการรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาไม่เป็นความจริง มีแต่จะสร้างเพิ่มในเขตอธิปไตยของไทยเท่านั้น พร้อมเชื่อว่ามีผู้ไม่หวังดีพยายามปั่นกระแสสร้างความแตกแยก ขณะที่การประชุม RBC กับกัมพูชาถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาตอบโต้กระแสข่าวลือที่ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะสั่งให้มีการรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ว่า ข่าวดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” ที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด รัฐบาลไม่มีความคิดที่จะรื้อรั้วลวดหนาม มีแต่จะทยอยวางรั้วลวดหนามเพิ่มเติมในเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลยืนยัน! ไม่รื้อรั้วลวดหนาม มีแต่สร้างเพิ่มในเขตไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะรื้อรั้วลวดหนาม แต่กลับมีนโยบายที่จะสร้างรั้วเพิ่มเติม เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ

ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวถูกปล่อยโดยบางเพจที่จงใจปั่นกระแส เพื่อหวังเรียกยอดไลก์และยอดผู้ติดตาม โดยใช้วิธีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างเรื่องราวเท็จ อ้างว่ารัฐบาลจะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และมีการเสนอให้ยกเลิกรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนทั้งหมด ซึ่ง “ไม่เป็นความจริง” เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนยังคงยึดตามข้อตกลงหยุดยิงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ว่า “อยู่ตรงไหน ให้อยู่ตรงนั้น” และประเทศไทยยังคงต้องรักษาอธิปไตยของตนเอง การล้อมรั้วลวดหนามจึงเป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการยืนยันสิทธิ์ในเขตแดน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไทยจะไม่หวั่นไหวต่อการปลุกปั่นหรือการกดดันจากฝ่ายใด และขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลจะไม่มีการรื้อรั้วลวดหนามในทุกเขตแดนที่วางไว้ตลอด 7 จังหวัด แต่จะมีเเต่การเสริมสร้างให้เเข็งเเรงยิ่งขึ้น

กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC เป็น 27 สิงหาคม

นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ศบ.ทก. ได้รับแจ้งจากฝ่ายกัมพูชาว่า ขอเลื่อนการประชุม RBC สมัยวิสามัญในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 จากเดิมวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ออกไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เพื่อให้มีเวลาในการเตรียมการประชุมมากขึ้น ทั้งนี้ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำเรียน พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งท่านก็ไม่ได้ขัดข้องและเห็นชอบให้เลื่อนการประชุมตามที่กัมพูชาได้ร้องขอมา

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้กำหนดการหารือใหม่ดังนี้:

  • วันที่ 25–26 สิงหาคม 2568: ประชุมกองเลขาฯ
  • วันที่ 27 สิงหาคม 2568: ประชุม RBC สมัยวิสามัญ
  • สถานที่ประชุม: พื้นที่กึ่งกลางบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยยังคงยืนหยัดในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การเสริมสร้างรั้วลวดหนามเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเหล่านั้น และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ที่มา – รัฐบาลปฏิเสธข่าวลือรื้อรั้วลวดหนาม ลั่นไม่มีวันรื้อมีแต่จะสร้างเพิ่ม ในเขตอธิปไตยของไทย

คนไทยสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32% ดีลอยท์เผย

ดีลอยท์ เผยผลสำรวจ พบว่า คนไทยหันกลับมาสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยปัจจัยเรื่องค่าครองชีพ และความคุ้มค่ายังเป็นจุดสำคัญ ทำให้การเลือกรถไฟฟ้า BEV ปรับตัวลง

นายมงคล สมผล Automotive Sector Leader ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทยกว่า 1,000 คน พบว่าคนไทยหันกลับมาสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32% จากปี 2567 ซึ่งสอดคล้องกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สวนทางกับแนวโน้มทั่วโลก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายสูง ทำให้รถยนต์สันดาปเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า

อย่างไรก็ตาม ไทยก็เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีสัดส่วนความสนใจประเภทเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างสมดุลกัน โดย 36% ของผู้บริโภคไทยกล่าวว่า รถคันต่อไปที่จะซื้อเป็นรถสันดาป ตามมาด้วยปลั๊กอินไฮบริด หรือ PHEV ที่ 21% รถไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV ที่ 20% และไฮบริด หรือ HEV ที่ 17% ซึ่งถ้าเทียบกับภูมิภาค ยกเว้นสิงคโปร์ ผู้ทำแบบสอบถามจะสนใจรถยนต์สันดาปมากกว่า 50%

ขณะที่การขาดแคลนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ายังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยน่ากังวลหลัก แต่คนไทยกลับกังวลเรื่องนี้น้อยสุดในภูมิภาคและปรับตัวลงกว่า 43% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือเพียง 26% ในปีนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จของประเทศที่เพิ่มขึ้น

แต่สิ่งที่คนไทยกังวลมากที่สุด คือ เรื่องค่าใช้จ่าย ระยะทางการวิ่ง และระยะเวลาการชาร์จ โดยผลสำรวจระบุว่า คนไทยมีพฤติกรรมใจร้อนที่สุดในภูมิภาค และเกือบครึ่งคาดหวังว่าแบตเตอรี่รถ BEV ควรจะชาร์จจาก 0% ถึง 80% ภายในไม่เกิน 20 นาที

เมื่อเจาะจงก็พบว่า 40% คาดหวังว่าการชาร์จหนึ่งครั้งต้องเดินทางได้มากกว่า 400 กม.ขึ้นไป โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการชาร์จรถนอกบ้าน คือ เวลาในการชาร์จที่รวดเร็ว ความปลอดภัยส่วนบุคคล และจุดที่ตั้งหาง่ายเข้าถึงสะดวก

ส่วนปัจจัยหลักที่ผลักดันให้คนไทยสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นตามลำดับ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงถูกลง สิ่งแวดล้อม และประสบการณ์การขับขี่ เช่น เสียงเงียบ หรือการเร่งตัวดี และมากกว่า 2 ใน 3 ของทั้งภูมิภาคต่างตั้งใจว่าจะเปลี่ยนยี่ห้อรถยนต์คันต่อไป และให้ความสำคัญของภาพลักษณ์ของแบรนด์กับความคุ้นเคยรถยนต์น้อยลงไปอยู่เป็น อันดับที่ 5 และ 6 ในการตัดสินใจเลือกซื้อ

โดยคนในไทยให้ความสำคัญมากที่สุด คือ คุณภาพตัวรถ ราคา และออฟชั่น หรือฟีเจอร์ต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคในปัจจุบันตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์จากคุณค่าที่จับต้องได้ของตัวรถยนต์ มากกว่าการพิจารณาเรื่องแบรนด์

นายโชดก ปัญญาวรานันท์ ผู้จัดการอาวุโส แผนก Growth ดีลอยท์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในไทยมีแนวโน้มที่จะขับรถทางไกลต่อเดือนมากสุดในภูมิภาค (มากกว่า 100 กม.) และครึ่งหนึ่งใช้รถยนต์ทุกวัน เพราะฉะนั้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอาจจะเป็นสิ่งยังจำเป็นต้องทำต่อไป

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าคนไทยต้องการลดความจำเป็นในการไปเยี่ยมชมตัวแทนจำหน่ายด้วยตนเอง ในขณะที่ 93% ยังยืนยันว่าต้องการสัมผัสรถยนต์จริงก่อนซื้อ และ 90% ต้องการทดลองขับก่อน สะท้อนถึงความต้องการประสบการณ์ในการซื้อแบบผสมผสาน (Hybrid) ที่ระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์

เมื่อเทียบกับภูมิภาค คนไทยให้ความสำคัญมากที่สุดกับรถยนต์ประกอบในประเทศ ซึ่ง 71% มองเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อ สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพการประกอบรถยนต์ของไทย และอาจรวมถึงราคาที่ถูกลงตามมาด้วย

นอกจากนี้ ยังให้ความไว้วางใจตัวแทนจำหน่าย หรือ Dealer มากกว่าผู้ผลิตในการบริหารจัดการข้อมูลของรถ ตอกย้ำบทบาทที่สำคัญของเครือข่าย Dealer ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นในภูมิภาคที่เชื่อมั่นในผู้ผลิตรถยนต์เป็นหลัก

“ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงไวกว่าที่คิด การนำเสนอสินค้าและบริการที่ครอบคลุมและตอบทุกโจทย์ของผู้บริโภค อาจจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการมุ่งพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว”

แต่ปัจจัยกดดันตอนนี้สำหรับผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในไทย คือสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากไทยมีหนี้เสียที่มีอยู่ระบบมาก จนทำให้ธนาคารเคร่งครัดในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงตัวเลขยอดขายรถมือสองเพิ่มขึ้นเป็นอุปสรรคต่อรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อรถยนต์สันดาปที่มีวงจรอะไหล่ครบถ้วน เข้าถึงง่ายกว่า มูลค่าในการขายต่อที่ดี และเบี้ยประกันรถที่คาดเดาได้

ดีลอยท์ พบว่ากลุ่มผู้บริโภคที่อายุระหว่าง 18-34 ปีมีแนวโน้มชัดเจนว่าสนใจครอบครองรถยนต์ส่วนตัวน้อยลง แต่หันไปเลือกใช้บริการเดินทางรวมครบวงจร เช่น การประสานแพล็ตฟอร์ม Carsharing เข้ากับขนส่งมวลชน หรือ Mobility-as-a-Service (MaaS) มากขึ้น ทั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ของภูมิภาคที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ (55%) รองจากเวียดนาม (67%) และอินโดนีเซีย (58%)

รวมถึง สอดคล้องกับความสนใจในบริการรถยนต์แบบบอกรับสมาชิก (Subscription) ที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับ 2 ของภูมิภาค (49%) รองจากเวียดนาม (66%) ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในระบบนิเวศยานยนต์ในการปรับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อนขึ้น

“แม้ว่าบรรยากาศในอุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะในประเทศไทยขณะนี้อาจดูไม่คึกคัก แต่สิ่งที่สำคัญคือการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่เป็นความท้าทาย แต่ยังแฝงไปด้วยโอกาสใหม่ ๆ ที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตและความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้”

ทั้งนี้ ผู้บริโภคในภูมิภาคเปิดรับเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในรถยนต์อย่างกว้างขวาง โดยคนไทย (75%) มองว่าการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในระบบของยานยนต์เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดเป็นอันดับที่สามในภูมิภาคตามหลังเวียดนาม (84%) และอินโดนีเซีย (78%) เช่นเดียวกับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่ได้รับความนิยมในระดับสูงเช่นกัน ซึ่งผู้บริโภคในไทย 74% มองว่าเป็นสิ่งสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคในภูมิภาคกลับแสดงความกังวลหากอนาคตใช้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทควบคุมการขับขี่โดยตรง โดยผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคเกือบครึ่งหนึ่งแสดงความกังวลต่อการมีรถยนต์ไร้คนขับในพื้นที่ใกล้บ้าน และความกังวลนี้เพิ่มสูงขึ้นไปอีกเมื่อเป็นกรณีของรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติบนทางหลวง ถึงแม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีการให้บริการในภูมิภาคก็ตาม

นายซองจิน ลี Southeast Asia Automotive Sector Leader, ดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์มีขนาดใหญ่ ระบบนิเวศซับซ้อนและหยั่งรากลึก เมื่อเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจะเกิดผลกระทบขนาดใหญ่และระยะยาว ดังนั้น ต้องคำนึงถึงมุมมอง ความต้องการ และความพร้อมของผู้บริโภคเป็นพื้นฐานสำคัญ

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของผู้บริโภคการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา รวดเร็ว โดยผู้ซื้อเริ่มมองรถยนต์ไม่ใช่เป็นเพียงสินทรัพย์การลงทุนระยะยาว แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องตอบสนองความต้องการในปัจจุบันและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แนวโน้มนี้บ่งชี้ว่ารถยนต์อาจเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่เคลื่อนไหวเร็ว หรือ FMCG ที่ถูกจับจ่ายใช้สอยและหมุนเวียนรวดเร็วมากยิ่งขึ้นในอนาคต

คนไทยหันกลับมาสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32%

ทำไมคนไทยถึงหันกลับมาสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32%?

จากผลสำรวจของดีลอยท์นี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่พิจารณาถึงความคุ้มค่าและความเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง หากคุณกำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์ อย่าลืมพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ให้รอบด้าน

คนไทยหันกลับมาสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32% เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต้องปรับตัวและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – ดีลอยท์ เผยผลสำรวจ พบคนไทยหันกลับมาสนใจรถน้ำมันมากขึ้น 32%

แบนแฟนบอลเหยียดผิวเซเมนโย เข้าสนามไม่ได้!

เกิดเรื่องเศร้าในวงการฟุตบอลอีกครั้ง เมื่อมีแฟนบอลถูกแบนห้ามเข้าชมเกมในสนามแข่งขันทุกแห่งในสหราชอาณาจักร หลังถูกจับกุมในข้อหาต้องสงสัยว่าเหยียดผิว อ็องตวน เซเมนโย่ กองหน้าของทีมบอร์นมัธ ในเกมเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีกที่สนามแอนฟิลด์

เกมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ทีม “เดอะ เชอร์รีส์” บุกไปเยือนลิเวอร์พูล ต้องหยุดชะงักลงชั่วขณะในนาทีที่ 29 เมื่อเซเมนโย่แจ้งเรื่องดังกล่าวกับผู้ตัดสิน

ชายวัย 47 ปีจากเมืองลิเวอร์พูลถูกจับกุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในข้อหาต้องสงสัยว่ากระทำการอันเป็นการเหยียดผิว ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยตำรวจเมอร์ซีย์ไซด์ได้ทำการประกันตัวเขาไปแล้ว

เงื่อนไขในการประกันตัวมีข้อกำหนดสำคัญคือ ห้ามเข้าชมเกมฟุตบอลที่มีการควบคุมทุกรายการในสหราชอาณาจักร และห้ามเข้าใกล้สนามฟุตบอลที่กำหนดในระยะทางไม่เกินหนึ่งไมล์

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า การสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป และกำลังทำงานร่วมกับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลอย่างใกล้ชิด

เซเมนโย่ นักเตะทีมชาติกานาวัย 25 ปี ได้โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียว่า ค่ำคืนที่แอนฟิลด์จะอยู่ในความทรงจำของเขาตลอดไป “เพราะการที่ครอบครัวฟุตบอลทั้งหมดยืนหยัดร่วมกัน”

เขาขอบคุณเพื่อนร่วมทีม นักเตะและแฟนบอลลิเวอร์พูล รวมถึงเจ้าหน้าที่พรีเมียร์ลีก “ที่จัดการเรื่องนี้อย่างมืออาชีพ”

แบนแฟนบอลเหยียดผิวเซเมนโย เข้าสนามไม่ได้!

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงปัญหาการเหยียดผิวที่ยังคงมีอยู่ในวงการฟุตบอล และความสำคัญของการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อกำจัดปัญหาดังกล่าวให้หมดไป ซึ่งการแบนแฟนบอลที่กระทำผิด ถือเป็นมาตรการที่ถูกต้องและจำเป็น

การที่เซเมนโย่กล้าที่จะออกมาแจ้งเรื่องนี้กับผู้ตัดสิน แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความมุ่งมั่นที่จะต่อต้านการเหยียดผิวทุกรูปแบบ และการที่เพื่อนร่วมทีม แฟนบอล และเจ้าหน้าที่ให้การสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ ก็เป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นกำลังใจให้กับนักเตะ

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลเองก็แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการเหยียดผิว โดยให้ความร่วมมือกับการสอบสวนของตำรวจอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะดำเนินการทางวินัยกับผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการเหยียดผิวในวงการฟุตบอลไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนักเตะ แฟนบอล สโมสร และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่เคารพซึ่งกันและกัน และไม่ยอมรับการเหยียดผิวในทุกรูปแบบ

การศึกษาและการให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการเหยียดผิว และการส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอคติและความเข้าใจผิดที่นำไปสู่การเหยียดผิวได้

ผลกระทบของการแบนแฟนบอลเหยียดผิวเซเมนโย

การที่แฟนบอลถูกแบนห้ามเข้าสนาม แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่ร้ายแรงของการกระทำที่เหยียดผิว ไม่เพียงแต่จะถูกลงโทษทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังถูกตัดสิทธิ์จากการเข้าร่วมกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบอีกด้วย

หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้กับแฟนบอลคนอื่นๆ ว่าการเหยียดผิวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และจะนำไปสู่ผลเสียต่อตนเองและผู้อื่น

การสร้างสังคมที่ปราศจากการเหยียดผิวเป็นหน้าที่ของเราทุกคน และต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความคิดของตนเอง

  • ร่วมกันประณามการเหยียดผิวทุกรูปแบบ
  • สนับสนุนองค์กรและกิจกรรมที่ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม
  • ให้ความรู้แก่ตนเองและผู้อื่นเกี่ยวกับผลกระทบของการเหยียดผิว
  • สร้างวัฒนธรรมที่เคารพซึ่งกันและกัน

การแบนแฟนบอลเหยียดผิวเซเมนโย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการต่อต้านการเหยียดผิวในวงการฟุตบอล และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในอนาคต

ถึงเเเฟนบอลทุกคน: การกระทำที่แสดงถึงการเหยียดหยามนั้นไม่สมควรเกิดขึ้นอย่างยิ่งในวงการกีฬาที่เราชื่นชอบ ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมฟุตบอลให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและให้เกียรติซึ่งกันและกันนะคะ

ที่มา – Man gets stadium ban after Semenyo racist abuse

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน **ซื้อโหวต**

โฆษกรวมไทยสร้างชาติท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอ**ซื้อโหวต** ย้ำไม่เชื่อคนของรัฐบาล

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการ**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้านในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่า ตนทั้งในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติและหนึ่งในวิปรัฐบาล เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง เนื่องจากเสียงของ สส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นเพียงพอในการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเสียงจะปริ่มน้ำก็ตาม แต่พวกเราในฐานะวิปรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยราบรื่น ดังนั้นเสียงในคลิปไม่น่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น

นายอัครเดชยังกล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาวิปรัฐบาลได้กำชับให้ สส. ทุกคนเข้าร่วมการประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้การลงมติในญัตติต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น และแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้อง**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้าน

“ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด และ สส. ที่กล่าวอ้างเรื่องนี้ ควรนำหลักฐานมาแสดงให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎร และยังอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน” นายอัครเดชกล่าว

สำหรับที่มีการสะท้อนมาว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า นั่นก็เป็นสิ่งที่ สส. คนดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงด้วยตนเองผ่านการแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาว่า สส. คนดังกล่าวสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคนอาจมองว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองที่ สส. เปิดประเด็นนี้สังกัดอีกด้วย

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน ซื้อโหวต

นายอัครเดชยังกล่าวอีกว่า หาก สส. ท่านนั้นมีหลักฐานจริง ก็ควรนำไปมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ไม่ควรนำมาเปิดเผยผ่านสื่อ เพราะอาจจะทำให้กระบวนการยุติธรรมเกิดความล่าช้า และอาจจะทำให้ผู้ที่กระทำความผิดหลบหนีไปได้

ทั้งนี้ นายอัครเดชได้แสดงความมั่นใจว่า รัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ด้วยความโปร่งใส และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ความโปร่งใสในการเมือง และการตรวจสอบเรื่อง ซื้อโหวต

เรื่องของการซื้อเสียงหรือการใช้เงินแลกคะแนนเสียงนั้น เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานาน การที่พรรครวมไทยสร้างชาติออกมาท้าให้เปิดหลักฐานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และต้องการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่แค่การออกมาเรียกร้องให้เปิดหลักฐาน แต่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และต้องมีการสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกตั้งสุจริต

การเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เท่านั้น ที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง และการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นธรรม

การออกมาท้าทายให้เปิดเผยหลักฐานการ**ซื้อโหวต**ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย

ที่มา – โฆษกรวมไทยสร้างชาติ ท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอซื้อโหวต ไม่เชื่อเป็นคนของรัฐบาล

รัฐบาลจัดงาน “รัชกาลที่ 8” ครบ 100 ปี

รัฐบาลเตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่เนื่องในโอกาส“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ในวันที่ 20 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดการจัดงานในครั้งนี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ในนามรัฐบาลแล้ว

รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับวัดสุทัศนเทพวราราม และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ อย่างสมพระเกียรติ โดยมีกำหนดการดังนี้:

  • พิธีบวงสรวงและแถลงข่าว: วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00 น. ณ วัดสุทัศนเทพวราราม โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี
  • กิจกรรมระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2568: จัดขึ้น ณ วัดสุทัศนเทพวราราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

กิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจ

  • พิธีทางศาสนา: พิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ในวันเสาร์ที่ 20 กันยายน เวลา 07.30 น. ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในต่างประเทศ
  • พิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ: วันเสาร์ที่ 20 กันยายน ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในต่างประเทศ
  • การจัดสร้างเหรียญที่ระลึกและดวงตราไปรษณียากร: โดยกรมธนารักษ์ และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
  • การจัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระบรมรูป: ระหว่างวันที่ 1-30 กันยายน 2568
  • กิจกรรมจิตอาสาถวายพระราชกุศล: ระหว่างวันที่ 1-30 กันยายน 2568
  • นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ: ถ่ายทอดพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ
  • การแสดงเฉลิมพระเกียรติ และการสาธิตมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม
  • การจัดร้านค้าจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์
  • นิทรรศการสวนแสงอันเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา
  • กิจกรรม Night Museum พิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ดิสสเทวมหาเถร)
  • กิจกรรมนพปูชนีย์ และการประกวดโต๊ะหมู่บูชา “หมู่ ๙”
  • การประดับไฟโดยรอบบริเวณวัดสุทัศนเทพวราราม

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำหนังสือที่ระลึกเรื่อง “เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงช่วงเวลาที่เสด็จขึ้นครองราชย์ของ“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

การจัดงานเฉลิมพระเกียรติ“รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่พสกนิกรชาวไทยจะได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เตรียมตัวพบกับกิจกรรมอันหลากหลายและยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ณ วัดสุทัศนเทพวราราม และทั่วประเทศ!

ที่มา – รัฐบาลเตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ “รัชกาลที่ 8” วันพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี