วัน: 18 สิงหาคม 2025

“บิ๊กเล็ก” ลั่น! ไม่รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ยืนยันหนักแน่นว่า “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน พร้อมเผยถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา (RBC) ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

“หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน

จากการสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2568 ณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถึงประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ประเด็นหลักของการสัมภาษณ์อยู่ที่การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-กัมพูชา (RBC) ของกองกำลังชายแดนจันทบุรี-ตราด ที่มีกระแสข่าวว่าการประชุมไม่ได้ข้อสรุปใดๆ เนื่องจากทางกัมพูชาไม่ตอบรับข้อเสนอต่างๆ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า สถานการณ์เป็นไปตามผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา ที่ยังไม่มีความคืบหน้าในหลายประเด็น เช่น เรื่องทุ่นระเบิดและปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ความคืบหน้ากรณีรั้วลวดหนามชายแดน

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่การประชุมต่างๆ ที่ถูกเลื่อนออกไปนั้น อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น พล.อ.ณัฐพล ตอบว่า “ไม่มีอะไร” และวิเคราะห์ว่าทางกัมพูชามักใช้ทีมงานชุดเดียวกันในการประชุมต่างๆ ทำให้การเจรจาอาจล่าช้า แต่ยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ เพราะมีการแบ่งทีมงานที่ชัดเจน

อีกประเด็นสำคัญคือสถานการณ์บริเวณบ้านหนองจาน ซึ่งมีการกดดันจากมวลชนชาวกัมพูชาต่อทหารไทย หลังจากการติดตั้งรั้วลวดหนาม พล.อ.ณัฐพล อธิบายว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย – กัมพูชา (JBC) ซึ่งจะต้องมีการชี้เขตแดนให้ชัดเจนต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงความเป็นไปได้ที่การประชุม สมช. ในวันนั้น จะมีมติให้ถอนรั้วลวดหนามออก เพื่อรักษาสันติภาพตามที่มีการแชร์ข้อมูลในโซเชียลมีเดีย พล.อ.ณัฐพล ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ไม่จริงๆ รับรอง ถ้าผมนั่งอยู่ในที่ประชุมไม่มีหรอก” ซึ่งเป็นการยืนยันว่า “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจใดๆ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ความชัดเจนของ พล.อ.ณัฐพล ในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่ “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน นั้น เป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม การเจรจาและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลั่น “หากผมยังอยู่ตรงนี้” จะไม่มีมติให้รื้อรั้วลวดหนามชายแดนไทย-กัมพูชาแน่นอน

กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม

กองทัพบกออกมาโต้ตอบข่าวปลอมที่เผยแพร่คลิปวิดีโอการรื้อถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือนจากความเป็นจริง หลักเขตแดนที่ถูกต้องจะต้องมีข้อความสลักไว้ 3 ภาษาอย่างชัดเจน

กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 พันโทหญิง ญดา โชติชูตระกูล ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นภาพการรื้อถอนหลักคอนกรีตบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยพันโทหญิง ญดา ยืนยันว่าภาพที่ปรากฏในคลิปนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกบิดเบือน และไม่ใช่หลักเขตแดนที่แท้จริงอย่างแน่นอน

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกองทัพบก พบว่าหลักคอนกรีตที่ปรากฏในคลิปวิดีโอดังกล่าวมีขนาดและรูปร่างที่แตกต่างไปจากหลักเขตแดนที่ได้มีการสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2462-2463 อย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญคือหลักเขตแดนที่ถูกต้องตามสนธิสัญญานั้น จะต้องมีข้อความที่สลักไว้เป็น 3 ภาษาอย่างชัดเจน ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาฝรั่งเศส และภาษาเขมร เพื่อเป็นการยืนยันถึงความถูกต้องและเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์

กองทัพบกเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

กองทัพบกขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของกองทัพบกเท่านั้น เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่ความตื่นตระหนกและความสับสนในสังคมได้ กองทัพบกตระหนักถึงความสำคัญของการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีวิจารณญาณ

นอกจากนี้ กองทัพบกยังขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ทุกท่าน ในการตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องของข่าวสารก่อนที่จะทำการเผยแพร่หรือส่งต่อ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข้อมูลที่เป็นเท็จ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง จึงอาจส่งผลกระทบต่อความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศได้ กองทัพบกจึงขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความรับผิดชอบในการเผยแพร่ข้อมูล และร่วมมือกันในการสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

การตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์เป็นสิ่งสำคัญมากในยุคดิจิทัลนี้ อย่าให้ข่าวปลอมอย่างกรณี กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม มาทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความแตกแยกในสังคม พวกเราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่น่าอยู่และน่าเชื่อถือได้ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ออกไป

กองทัพบกยังคงมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของชาติและปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้รับความปลอดภัยและความสงบสุขภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

การที่กองทัพบกออกมา กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยของกองทัพที่มีต่อความรู้สึกของประชาชน และเป็นการยืนยันว่ากองทัพพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มกำลัง

ที่สำคัญ อย่าลืมว่า กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม และขอให้ทุกคนตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ก่อนแชร์ เพื่อสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

เราทุกคนมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านข่าวปลอมและการบิดเบือนข้อมูล ร่วมกันตรวจสอบข่าวสารและส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันต่อข่าวลวง

ที่มา – กองทัพโต้คลิปถอนหลักเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นคลิปปลอม

เลขาฯ สมช. แจงศาล รธน. 21 ส.ค. จริงหรือ?

เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. จริงหรือ?

“ฉัตรชัย บางชวด” เลขาธิการ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ นัดไต่สวนพยาน 21 ส.ค. นี้ “หมอพรหมินทร์” บอกรอ “นายกฯ แพทองธาร” ไปเองหรือไม่… เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปไต่สวนในฐานะพยาน คดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ว่า ตนจะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญเองในวันที่ 21 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่าเตรียมคำชี้แจงอย่างไรไว้บ้าง นายฉัตรชัย กล่าวว่า ต้องรอฟังในวันนั้น

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ จะมีผลต่อรูปคดีอย่างไร และจะมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก

ทางด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร จะไปให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ ว่า “ให้รอถามนายกฯ เอง”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ค่อนข้างตึงเครียด การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าการให้ข้อมูลของเลขาธิการ สมช. จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่

  • ความสำคัญของพยานหลักฐาน: คลิปเสียงสนทนาที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถนำมาใช้ในการพิจารณาคดีได้อย่างไร
  • บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ: การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อย่างไร
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: คดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้หรือไม่

การที่ “หมอพรหมินทร์” โยนให้ไปถาม “อิ๊งค์” เองว่าจะไปหรือไม่ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่ามีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือไม่ หรือว่ามีเหตุผลอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ในขณะนี้

การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้ ทุกฝ่ายจึงควรติดตามข่าวสารอย่างรอบคอบและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้

การที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกเลขาธิการ สมช. ไปให้ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ได้รับ และต้องการพิจารณาคดีอย่างรอบด้านเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การที่เลขาธิการ สมช. เตรียมตัวเดินทางไปให้ข้อมูลด้วยตนเองก็แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

คดีนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญของกระบวนการยุติธรรมของไทยว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ การที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและติดตามการดำเนินคดีได้อย่างใกล้ชิดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและส่งเสริมให้เกิดสังคมที่มีความยุติธรรมและเสมอภาค

ที่มา – เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. “หมอมิ้ง” โยนถาม “อิ๊งค์” ไปเองหรือไม่

“เท้ง” เผยชาวบ้านอัดอั้นผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

“เท้ง” เผยชาวบ้านอัดอั้นผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” พร้อมรอคอยมาตรการเยียวยาจากรัฐบาลที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ย้ำรัฐบาลไทยต้องใช้ทุกกลไกกดดันให้ “กัมพูชา” ร่วมเจรจาทวิภาคีเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้ได้

วันที่ 18 ส.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชน 4 จังหวัด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เกี่ยวกับผลกระทบสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ประชาชนส่วนหนึ่งกลับเข้าไปยังที่พักอาศัยแล้ว แต่ยังพบปัญหาอุปสรรคในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะมาตรการชดเชยเยียวยาที่ต้องถึงมือประชาชนอย่างเร็วที่สุด แต่จากการติดตามจนขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาออกมา ทั้งเงินชดเชยการขาดรายได้ การลดหย่อนภาษี ค่าซ่อมบ้าน ค่าซ่อมรถ รัฐบาลควรแบบเยียวยาทั่วหน้าได้ในบางพื้นที่ทุกครัวเรือน ที่เหลือบางส่วนแบ่งเพิ่มเติมให้กับกลุ่มเกษตรกร ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจะผลักดันผ่านทุกกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งตั้งกระทู้ถาม และเวทีกรรมาธิการคณะต่างๆ ส่วนกรณีเด็กเยาวชนและกลุ่มเปราะบางผู้ป่วยติดเตียง จะต้องได้รับการดูแลอย่างดีเพียงพอ ซึ่งหลังจากได้รับฟังเสียงสะท้อนประชาชนในวันนี้ (18 ส.ค. 2568) พบว่าต่างมีความอัดอั้น และมีความเครียดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ปะทะอีกเมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่พบคือประชาชนยังมีปัญหาอุปสรรคในการได้รับเงินเยียวยา

“เท้ง” รับชาวบ้านอัดอั้น เครียดจากผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ขอรัฐลดขั้นตอนยุ่งยากจ่ายเยียวยา

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพาผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน 8 ประเทศลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า จะได้ทำให้นานาประเทศได้เห็นข้อเท็จจริงว่ากัมพูชาปฏิบัติอะไรที่ไม่ถูกต้อง ส่วนการประชุม RBC ที่มีการขอเลื่อนประชุมออกไปจากทางฝั่งกัมพูชา นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สะท้อนถึงสิ่งที่กัมพูชาได้แสดงออกมาโดยตลอด ที่พยายามหลีกเลี่ยงการเจรจาในกลไกทวิภาคี แต่ไทยต้องใช้ทุกวิธีกดดันให้กัมพูชากลับเข้าสู่การเจรจากับไทยให้ได้ ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่แก้ไขได้ คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหาร ที่ประเทศมหาอำนาจให้เงินสนับสนุนกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย

มหาอำนาจควรเพิ่มแรงกดดันแก้ไขปัญหาชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

“เราเรียกคณะผู้แทนมาร่วมสังเกตการณ์และได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ว่าทางกัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา หรือกฎหมายต่างประเทศอะไรบ้าง อาจจะเพิ่มแรงกดดัน ที่จะให้ประเทศต่างๆ ที่เคยให้การสนับสนุนกัมพูชาใช้วิธีตัดการสนับสนุน หรือกดดันให้ใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดได้ด้วย” นายณัฐพงษ์กล่าว

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น, การที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” นั้นเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง การที่พวกเขารู้สึกอัดอั้นและเครียดจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และความล่าช้าในการเยียวยาจากภาครัฐยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์ยกขึ้นมาคือ ความจำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องใช้ทุกวิถีทางในการกดดันให้กัมพูชากลับมาเจรจาในกลไกทวิภาคี การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข นอกจากนี้การเรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจที่เคยให้การสนับสนุนกัมพูชา พิจารณาตัดการสนับสนุนหรือใช้แรงกดดันเพื่อให้กัมพูชาหันมาแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกทวิภาคี เป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ

การที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนออกมานั้น เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งในเรื่องของเงินชดเชย การลดหย่อนภาษี และการดูแลกลุ่มเปราะบาง การดำเนินการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจากภาครัฐเท่านั้นที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีความมั่นคงในชีวิต

การแก้ไขปัญหาชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ให้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รัฐบาล, ภาคประชาสังคม, และประเทศมหาอำนาจที่เกี่ยวข้องควรเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืน และลดผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับจากสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

ที่มา – “เท้ง” รับชาวบ้านอัดอั้น เครียดจากผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ขอรัฐลดขั้นตอนยุ่งยากจ่ายเยียวยา

แก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ ขนยาลงใต้!

เรื่องราวเหลือเชื่อ! หนุ่มนักขับรถขนส่งสังเกตความผิดปกติของกล่องพัสดุ แจ้งตำรวจ ตรวจสอบเจอยาไอซ์และกัญชามูลค่ากว่า 81 ล้านบาท! พบเป็นขบวนการแก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ ขนไอซ์-กัญชา มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ลงใต้ โดยว่าจ้างในราคา 10,000 บาท

แก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ ขนไอซ์-กัญชา มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ลงใต้

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ณ สภ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ได้มีการแถลงข่าวการจับกุม นายทรงพล อนุรักษ์พนาวัน อายุ 31 ปี และ น.ส.พนิดา นกดี อายุ 23 ปี พร้อมของกลางยาไอซ์ 210 กิโลกรัม และกัญชาอัดแท่ง 390 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 81 ล้านบาท พร้อมรถกระบะอีก 1 คัน โดยมี พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 และผู้เกี่ยวข้องร่วมแถลง

พล.ต.ท.นัยวัฒน์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากการสืบสวนและได้รับเบาะแสจากพนักงานขนส่งว่าพบยาเสพติดจำนวนมาก ซุกซ่อนในพูลวิลล่าแห่งหนึ่งใน อ.อัมพวา จากการตรวจสอบพบยาไอซ์จำนวนมากในกล่องพัสดุที่บรรจุเงาะ แต่ผู้เช่าได้หลบหนีไปก่อน

ต่อมา ศาลจังหวัดสมุทรสงครามได้ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสอง และสามารถจับกุมได้ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการและยึดทรัพย์สินตามกฎหมาย

ยาเสพติด

นายไกรเลิศ ดาวเรือง ผอ.ปปส. ภ.7 คาดว่ายาเสพติดเหล่านี้มาจากฝั่งลาว ผ่านภาคเหนือ พักยาในสมุทรสงคราม แล้วว่าจ้างขนส่งเอกชนไปยังภาคใต้ เพื่อส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ผู้ต้องหารับสารภาพว่าจ้างขนส่งจริง เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย และกระทำเพื่อการค้า และร่วมจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (กัญชา) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย และกระทำเพื่อการค้า” และจะขยายผลต่อไป

นายเอ (นามสมมติ) พนักงานส่งของเล่าว่า ได้รับงานผ่านแอปฯ โดยผู้ว่าจ้างอ้างว่าเป็นมังคุดอบแห้ง แต่เมื่อไปรับสินค้ากลับพบว่าเป็นเงาะ 21 ลัง และสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเปิดกล่องดูและพบว่าเป็นยาไอซ์ จึงแจ้งตำรวจ

พนักงานขับรถรายนี้ยังกล่าวว่า การกระทำดังกล่าวไม่เหมาะสม และฝากเตือนเพื่อนร่วมอาชีพให้ระมัดระวัง หากพบสิ่งผิดสังเกตให้แจ้งตำรวจ

พนักงานขนส่งกับการจับกุมแก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ

เรื่องราวของพนักงานขนส่งที่ไหวพริบดีในการสังเกตความผิดปกติ กลายเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การจับกุมแก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ ขนไอซ์-กัญชา มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ลงใต้ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตื่นตัวและความร่วมมือของประชาชนในการต่อต้านยาเสพติด

  • การสังเกตสิ่งผิดปกติเป็นสิ่งสำคัญ
  • ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสิ่งที่ดี
  • การตระหนักถึงผลกระทบของยาเสพติดต่อสังคม

แก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ ขนไอซ์-กัญชา มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ลงใต้ เป็นภัยร้ายที่สังคมต้องร่วมมือกันกำจัด พนักงานขนส่งท่านนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำหน้าที่พลเมืองที่ดี การแจ้งเบาะแสเมื่อพบสิ่งผิดปกติ ช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากยาเสพติดได้

การใช้แอปพลิเคชันเรียกรถขนส่งเพื่อกระทำผิด เป็นรูปแบบใหม่ที่อาชญากรนำมาใช้ เจ้าหน้าที่จึงต้องปรับตัวและเพิ่มมาตรการป้องกันให้ทันต่อสถานการณ์

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ประกอบอาชีพขนส่งต้องเพิ่มความระมัดระวังในการรับงาน และตรวจสอบสินค้าให้ถี่ถ้วน เพื่อป้องกันตัวเองจากการตกเป็นเครื่องมือของอาชญากร นอกจากนี้ ผู้บริโภคควรเลือกใช้บริการขนส่งที่มีความน่าเชื่อถือ และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี

ที่มา – แก๊งค้ายาเรียกรถผ่านแอปฯ ขนไอซ์-กัญชา มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท ลงใต้

เพื่อไทยไม่หวั่น! คดี “แพทองธาร” มั่นใจนายกฯ ไปต่อ

พรรคเพื่อไทยย้ำ ไม่กังวลคดี “แพทองธาร” ชินวัตร ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย 29 ส.ค. นี้ มั่นใจในเจตนาดีของนายกฯ แม้ผลออกมาไม่เป็นคุณ ก็ยังมี “ชัยเกษม” เป็นตัวสำรอง ปิดทางพรรคร่วมรัฐบาลที่จะเข้ามาเปลี่ยนตัวนายกฯ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดี “แพทองธาร” ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า สส.เพื่อไทยทุกคนกำลังใจดี ไม่มีใครกังวลหรือหวั่นไหวต่อเรื่องนี้

“เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้พูดไปนั้น เป็นการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง และเป็นการประวิงเวลาเพื่อรักษาชีวิตคนไทยในกัมพูชาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เราเชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม และไม่จำเป็นต้องมีแผนสำรอง เพราะเรามั่นใจในเจตนาดีของนายกรัฐมนตรี” นายวิสุทธิ์ กล่าว

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวอีกว่า หากเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีก็ยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทย โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยรออยู่ ไม่ต้องกังวล คนอื่นต้องรอก่อน และไม่กลัวว่าจะมีการเปลี่ยนขั้ว เพราะทุกวันนี้ก็ยังอยู่กันได้ แม้ว่าเสียงในสภาฯ จะปริ่มน้ำก็ตาม

เมื่อถามถึงโอกาสที่อาจจะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเป็นคนจากพรรคร่วมรัฐบาล นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ไม่มี วันนี้ พรุ่งนี้ ก็ยังยืนยัน” สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ไม่ได้กังวลเรื่องตัวนายกรัฐมนตรี และหากมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จะดึงพรรคภูมิใจไทยกลับมาร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะวันนี้ไม่ได้คิดถึงเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงประเด็นเรื่องคลิปสนทนาที่อาจจะทำให้ความเชื่อมั่นของนายกรัฐมนตรีลดลง จากผลสำรวจโพลที่ออกมา นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ถึงจะมีโพลก็จริง แต่ประเทศไม่ได้เสียดินแดน ไม่ได้อ่อนแอ ความสามัคคีของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่น และนานาชาติเชื่อมั่นประเทศไทย” เขาไม่อยากให้ไปฟังคนที่ปลุกกระแส หรือไม่ใช่สื่อจริงๆ เพราะจะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเสียหาย

ส่วนการวิเคราะห์ที่ว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะรอดหรือไม่รอดคดี “แพทองธาร” ก็อยู่ต่อไปได้ยากนั้น นายวิสุทธิ์ยืนยันว่า “ไม่ยาก ทำไมต้องยาก ถ้าไม่ผิดจะกลัวอะไร อย่าไปสร้างกระแสให้วุ่นวาย ประเทศจะเดินหน้าได้ด้วยความรักความสามัคคี”

คดี “แพทองธาร”

เพื่อไทยมั่นใจ คดี “แพทองธาร” ไม่กระทบ

สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้อาจดูเหมือนมีความไม่แน่นอน แต่พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดและให้ความมั่นใจอย่างเต็มที่ต่อนายกรัฐมนตรี การที่พรรคกล้ายืนยันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การมี “ชัยเกษม” เป็นตัวเลือกสำรอง ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นของพรรคเพื่อไทยในการสนับสนุนนายกรัฐมนตรี แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับคดี “แพทองธาร” แต่พรรคก็ยังคงเชื่อมั่นในเจตนาดีและความสามารถในการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี

ที่มา – คดี “แพทองธาร” พื่อไทยไม่หวั่นไหว เชื่อนายกฯ ได้ไปต่อ แม้ผลเป็นลบยังมี “ชัยเกษม”

ผู้ว่าฯ สงขลา ยัน! คำสั่งปลอม นายอำเภอจัดเลี้ยง มท.3

กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อมีการเผยแพร่หนังสือคำสั่งที่อ้างว่า “ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา” สั่งการให้ “นายอำเภอเมือง” จัดเตรียมอาหารว่างและเจ้าหน้าที่ต้อนรับ “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย” ล่าสุด ผู้ว่าฯ สงขลา ออกมายืนยันแล้วว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของปลอม! มาเจาะลึกรายละเอียดของข่าวนี้กัน

ผู้ว่าฯ สงขลา ยืนยันคำสั่งให้ “นายอำเภอเมือง” จัดอาหารว่างรับ มท.3 เป็นหนังสือปลอม

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่มีการแชร์หนังสือคำสั่งราชการ เรื่องขอความอนุเคราะห์อำนวยความสะดวก นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยในหนังสือดังกล่าว สั่งการให้นายอำเภอเมืองสงขลาร่วมส่ง นายเดชอิศม์ ที่เดินทางมาตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 18 สิงหาคม เวลา 8.25 น. พร้อมทั้งให้เตรียมอาหารว่างเครื่องดื่มและเจ้าหน้าที่ ณ ห้องรับรอง ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ โดยอ้างอิงวันที่ในหนังสือคือวันที่ 17 สิงหาคม 2568

ผู้ว่าฯ โชตินรินทร์ ยืนยันหนักแน่นว่า หนังสือฉบับดังกล่าวไม่ใช่ของจริง “เมื่อวานนี้ผมมีภารกิจถึง 3 งาน ไม่ได้มีการลงนามในหนังสือคำสั่งลักษณะนี้อย่างแน่นอน” เขากล่าว

ข้อสังเกตเกี่ยวกับหนังสือคำสั่งปลอม

ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า โดยปกติแล้ว การออกหนังสือคำสั่งถึงนายอำเภอจะต้องออกจากที่ทำการปกครองจังหวัด ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ถูกต้องตามขั้นตอน และข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือไม่ได้มีส่วนช่วยในการพัฒนาจังหวัดแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ยังกล่าวอีกว่า จะต้องมีการตรวจสอบว่าหน่วยงานใดเป็นผู้ออกหนังสือดังกล่าว และมีการปลอมแปลงหนังสือคำสั่งหรือไม่ รวมถึงใครเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำนี้ ส่วนเรื่องลายเซ็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าคล้ายกับลายเซ็นของตนเองนั้น ผู้ว่าฯ ยืนยันว่าเมื่อตนไม่ได้เป็นผู้ลงนาม ลายเซ็นนั้นก็ถือเป็นโมฆะ และจะถือว่าสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อตนรับรองว่าได้สั่งการให้ดำเนินการจริง

สำหรับกระบวนการในการดำเนินคดีนั้น จะต้องเป็นไปตามระบบราชการ โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับผิดชอบหน่วยงานไปตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ เสริมว่า แม้ว่าผู้ที่เคยปฏิบัติงานอาจจะนำวิธีการที่เคยทำมาเขียนเป็นหนังสือได้ แต่วิธีการดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ตนปฏิบัติ และขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หนังสือที่ถูกเผยแพร่และอาจมีการปลอมแปลงลายเซ็นนั้น อาจเป็นผลมาจากความขัดแย้งภายในฝ่ายบริหารในศาลากลางจังหวัดสงขลา หรืออาจมีผู้ที่ต้องการหวังผลประโยชน์ในตำแหน่ง หรือหวังผลทางการเมืองหรือไม่? นายโชตินรินทร์ ยืนยันว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะตนเองไม่เคยปฏิบัติงานที่จังหวัดสงขลามาก่อน ไม่มีลูกน้องคนใกล้ชิด หรือมีความขัดแย้งกับผู้ใด และไม่ใช่การหวังผลตำแหน่งทางการบริหารงานหรือการเมือง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้อย่างแน่นอน

ถึงแม้ว่าจะมีประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้น ผู้ว่าฯ โชตินรินทร์ ยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกหนักใจแต่อย่างใด เพราะยังมีเรื่องสำคัญอื่นๆ ที่ต้องขับเคลื่อนอีกมากมาย และเรื่องนี้ก็ต้องไปตรวจสอบเจตนาของผู้ที่ทำหนังสือฉบับนี้ต่อไป

สรุปแล้ว ประเด็นสำคัญคือ ผู้ว่าฯ สงขลา ยืนยันคำสั่งให้ “นายอำเภอเมือง” จัดอาหารว่างรับ มท.3 เป็นหนังสือปลอม ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเบื้องหลังและความตั้งใจของผู้ที่สร้างเอกสารเท็จนี้ขึ้นมา เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปถึงบทสรุปและผู้ที่เกี่ยวข้อง

การออกมาปฏิเสธอย่างรวดเร็วของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยงานราชการ การตื่นตัวของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจผิดในสังคม

ที่มา – ผู้ว่าฯ สงขลา ยืนยันคำสั่งให้ “นายอำเภอเมือง” จัดอาหารว่างรับ มท.3 เป็นหนังสือปลอม

สลด! พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในกัมพูชา

ความคืบหน้าล่าสุดคดีสะเทือนขวัญ พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในประเทศกัมพูชา! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งปฏิบัติการของแก๊งสแกมเมอร์ สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลใจให้กับทั้งชาวเกาหลีใต้และชาวกัมพูชาเป็นอย่างมาก

พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในแหล่งปฏิบัติการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา

รายงานข่าวระบุว่า ศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะถูกห่อด้วยผ้าห่มและถุงพลาสติก ทิ้งอยู่ในถังขยะขนาดใหญ่ สภาพศพมีร่องรอยการถูกทำร้ายอย่างรุนแรง บ่งชี้ถึงการก่ออาชญากรรมที่โหดร้าย ซึ่งทางการเกาหลีใต้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการสอบสวนอย่างเร่งด่วน เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่าพื้นที่ที่พบศพนั้น เป็นบริเวณที่เชื่อว่าเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในจังหวัดกำปอต ประเทศกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้ยืนยันว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือชาวเกาหลีใต้จริง พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การยืนยันรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับคดีนี้ยังคงเป็นไปได้ยาก

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะ

เจ้าหน้าที่สอบสวนท้องถิ่นได้รายงานว่า ศพของชายชาวเกาหลีใต้รายนี้เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล ฟกช้ำ และคราบเลือด ซึ่งบ่งชี้ว่าเขาถูกทำร้ายอย่างต่อเนื่องและทารุณ สอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตจากคอมพาวด์ลักษณะเดียวกัน ที่เล่าถึงการถูกทำร้ายร่างกาย ช็อตไฟฟ้า และทรมานด้วยน้ำ

แหล่งข่าวระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์หลายสิบแห่งในกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยเครือข่ายอาชญากรรมชาวจีน จุดเหล่านี้ขึ้นชื่อในด้านการทำคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง ฟิชชิ่ง และการลงทุนปลอม โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและแทบไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น

องค์กรสิทธิมนุษยชน Amnesty International ประเมินว่ามีฐานปฏิบัติการลักษณะนี้มากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศกัมพูชา โดยทำงานในลักษณะ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่เจ้าหน้าที่แทบไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า จำนวนชาวเกาหลีใต้ที่ถูกรายงานว่าถูกลักพาตัวหรือกักขังในกัมพูชาเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

รายงานท้องถิ่นยังชี้ว่า ยังมีชาวเกาหลีใต้อีกจำนวนมากที่อาจยังติดอยู่ภายในคอมพาวด์เหล่านี้ โดยส่วนใหญ่ถูกล่อลวงด้วยโฆษณางานต่างประเทศรายได้สูง ก่อนที่จะถูกบังคับใช้แรงงานผิดกฎหมายเมื่อเดินทางถึงกัมพูชา

แม้ว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้น แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ก็ยอมรับว่าการเข้าไปจัดการกับคอมพาวด์เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐกัมพูชา และเกาหลีใต้เองก็ไม่มีอำนาจสอบสวนในพื้นที่โดยตรง ปัจจุบัน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้ประจำอยู่ที่สถานทูตในกรุงพนมเปญเพียง 1 นายเท่านั้น โดยผู้เสียหายที่ติดต่อสถานทูตจะได้รับคำแนะนำให้แจ้งตำรวจท้องถิ่น เนื่องจากสถานทูตไม่สามารถปฏิบัติการช่วยเหลือหรือสอบสวนได้เอง

เหตุการณ์พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในกัมพูชาครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของการหลอกลวงข้ามชาติ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – พบศพชาวเกาหลีใต้ หมกถังขยะในแหล่งปฏิบัติการแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา

คณะรวมพลังฯ จี้! ยกเลิก MOU 43-44 หน้ารัฐสภา

คณะรวมพลังแผ่นดินฯ ปักหมุด 21 ส.ค. 68 นัดชุมนุมหน้ารัฐสภา เรียกร้องรัฐบาลและทุกพรรคการเมือง ยกเลิก MOU 43–44 ต้นตอข้อพิพาทเขตแดนไทย–กัมพูชา ขณะที่ “อดีต สว.สมชาย” จี้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดถ่ายทอดสดการไต่สวนคดีแพทองธาร

วันที่ 18 ส.ค. 68 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ คณะแกนนำคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายแก้วสรร อติโพธิ, นายสมชาย แสวงการ, นายพิชิต ไชยมงคล และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แถลงข่าวประกาศจัดกิจกรรม “แสดงพลังปกป้องอธิปไตยไทย” บริเวณด้านหน้ารัฐสภา ในวันพุธที่ 21 ส.ค. ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป เพื่อจับตาญัตติด่วนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นต้นตอของปัญหาข้อพิพาทเขตแดนไทย–กัมพูชา ทั้งในพื้นที่ทางบกบริเวณปราสาทพระวิหาร และในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่มีทรัพยากรพลังงานมหาศาล

คณะรวมพลังแผ่นดินฯ นัดจัดชุมนุมหน้ารัฐสภา 21 ส.ค. จี้ยกเลิก MOU 43-44

นายจตุพร กล่าวว่า กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ส.ค. ไม่ใช่เพื่อป่วนหรือเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่เป็นการแสดงออกอย่างสันติ เพื่อเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและทุกพรรคการเมืองในรัฐสภา แสดงความจริงใจในการทำหน้าที่ ด้วยการตระหนักว่า MOU 43–44 มีผลกระทบต่อประเทศอย่างแท้จริง และจนถึงวันนี้ยังไม่มีการอภิปรายทั่วไปในสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ทั้งที่เกิดเหตุการณ์ปะทะชายแดนหลายครั้ง นี่คือจุดเริ่มต้นของการแสดงพลังจากภาคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU 43–44 และให้รัฐบาลกล้าเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับรู้โดยตรง

ทำไมต้อง ยกเลิก MOU 43-44?

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กล่าวว่า ญัตติที่ยื่นเข้าสภาในประเด็น MOU 43–44 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนควรติดตาม เพราะทั้งสองฉบับเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจรจาเรื่องพลังงานและอธิปไตยของประเทศ หากรัฐสภาปล่อยให้มีข้อตกลงระหว่างประเทศโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน เท่ากับละเลยหน้าที่ที่แท้จริงในการปกป้องชาติ 

MOU 43-44 คืออะไร ทำไมถึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง? บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและทรัพยากรของชาติ การชุมนุมของคณะรวมพลังแผ่นดินฯ จึงเป็นการแสดงออกถึงความกังวลของประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การยกเลิก MOU 43-44 ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่การเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ กล่าวว่า คดีของ น.ส.แพทองธาร มีความร้ายแรงกว่าคดีถอดถอนของอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคน เพราะมีความเชื่อมโยงกับการต่างประเทศ และข้อกล่าวหาว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการใช้สถานที่ทางการทูตของกัมพูชาในการจัดตั้งรัฐบาล เรื่องนี้ต้องมีการไต่สวนอย่างเปิดเผย และศาลรัฐธรรมนูญต้องไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันทางการเมือง หากปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหาย จะเป็นอันตรายต่อระบบประชาธิปไตยในระยะยาว

การชุมนุมครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงพลังของประชาชนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – คณะรวมพลังแผ่นดินฯ นัดจัดชุมนุมหน้ารัฐสภา 21 ส.ค. จี้ยกเลิก MOU 43-44