วัน: 18 สิงหาคม 2025

เขตแดนถกไม่จบ? กัมพูชาขอเลื่อน RBC ไทยบันทึก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “ภูมิธรรม” ระบุ ปมคนกัมพูชาปลูกบ้านในแผ่นดินไทย รอ จนท.คุยกัน ชี้เรื่องเขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว ลั่น ไม่เป็นไรกัมพูชาขอเลื่อน RBC ไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ บ่ายนี้ประชุม สมช. ภาพรวมสถานการณ์

เขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว กัมพูชาขอเลื่อน RBC ไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชาชนกัมพูชาเข้ามาสร้างหมู่บ้านในเขตประเทศไทยและอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตนเองว่า ตามข้อตกลงปัจจุบันคือให้คงสถานะเดิมไว้ก่อน ใครอยู่ตรงไหนก็ให้อยู่ตรงนั้น และจะมีการพูดคุยกันอีกครั้งในเดือนกันยายน 2568 พร้อมยืนยันว่าการวางลวดหนามทำให้กัมพูชาไม่สามารถรุกล้ำเข้ามาได้

กรณีที่กัมพูชาพยายามใช้มวลชนกดดันทหารไทยนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าเป็นเรื่องที่กัมพูชาต้องดำเนินการเอง รวมถึงเรื่องการสร้างหมู่บ้านด้วย โดยรอให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ซึ่งการพูดคุยเรื่องเขตแดนนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในครั้งเดียว ไทยจะยืนยันในส่วนที่เป็นของตน และจะเจรจาในกรณีที่มีการบุกรุก

ทำไมกัมพูชาขอเลื่อน RBC และไทย “บันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ”?

เมื่อถามถึงสาเหตุที่กองทัพภาคที่ 2 เลื่อนการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) เนื่องจากกัมพูชาขอเลื่อน นายภูมิธรรมกล่าวว่าไม่เป็นไร ไทยก็บันทึกไว้ว่ากัมพูชาให้ความร่วมมือหรือไม่ การประชุมยังมีอีกหลายระดับ ทั้งคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ที่จะต้องหารือกันต่อไป

ส่วนกรณีการยุบศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า ต้องรอการประเมินสถานการณ์ก่อน หากสถานการณ์เป็นปกติก็ไม่จำเป็นต้องมี ศบ.ทก. แต่หากยังจำเป็นก็ต้องคงไว้ ซึ่งจะต้องรอการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด และกำหนดท่าทีของไทยในการประชุม GBC และ JBC ในอนาคต

ในการประชุม สมช. บ่ายวันนั้น จะมีการประเมินสถานการณ์ร่วมกันเพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนว่าจะกำหนดแนวทางต่อไปอย่างไร รวมถึงท่าทีในการประชุม GBC และ JBC ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับประเด็นที่ สมช. เสนอมา และอาจมีการหารือถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศด้วย

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่มีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคพลเมืองขอนแก่น แจ้งความดำเนินคดีกับตนเองในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยให้กัมพูชารุกรานประเทศไทยว่า ไม่เป็นไร เพราะผู้แจ้งความเคยเป็นนักการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย หากตำรวจรับทำคดีและส่งขึ้นศาล ตนก็พร้อมที่จะไปชี้แจง พร้อมทั้งกล่าวว่าสังคมไทยยังมีเรื่องที่ต้องทบทวนกฎหมายอีกหลายอย่าง และให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไป

ประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการเจรจาและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง การที่กัมพูชาขอเลื่อนการประชุม RBC และไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความจำเป็นในการรักษาสถานะเดิมไว้ก่อน เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาเขตแดนต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ และแสวงหาทางออกที่เป็นธรรมและยั่งยืน

อนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา: การแก้ไขปัญหาเขตแดน

การแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ท้าทายและต้องอาศัยความอดทนและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่ไทยบันทึกพฤติกรรมของกัมพูชาไปเรื่อยๆ ในขณะที่กัมพูชาขอเลื่อนการประชุม RBC นั้น แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความไว้วางใจและความโปร่งใสในกระบวนการเจรจา การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย และการแสวงหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ

ที่มา – เขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC ไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ

“ภูมิธรรม” สั่งสอบปมรับ “เดชอิศม์” ลงพื้นที่

“ภูมิธรรม” สั่งสอบปมรับ “เดชอิศม์” ลงพื้นที่

จากกรณีที่มีหนังสือเวียนให้จัดคนไปรับนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขณะลงพื้นที่จังหวัดสงขลา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้ว

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมือง และประชาชนทั่วไป โดยหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการออกหนังสือเวียนดังกล่าว และมองว่าอาจเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางและโปร่งใส

ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็น?

การที่นายภูมิธรรม สั่งปลัดกระทรวงมหาดไทยสอบหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” ลงพื้นที่ นั้น แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และต้องการที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

หนังสือเวียนดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการสร้างภาระให้กับข้าราชการในพื้นที่ และอาจเป็นการเลือกปฏิบัติต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังขัดต่อนโยบายของนายภูมิธรรมเองที่ต้องการให้ข้าราชการทำงานอย่างอิสระ และไม่ต้องเดินตามใครเป็นขบวน

นายภูมิธรรมกล่าวว่า นโยบายของตนชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ใครมาเดินตามเป็นขบวนเหมือนในอดีต เพราะทำให้ดูไม่ดี อย่างไรก็ตาม ได้สอบถามปลัดกระทรวงฯ แล้ว และได้รับคำชี้แจงว่ามีคนจัดทำหนังสือดังกล่าวขึ้นมา แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาไม่ได้เป็นผู้ลงนาม จึงได้กำชับให้ปลัดกระทรวงไปตามหาผู้ที่ทำหนังสือฉบับนี้และชี้แจงกลับมาให้ทราบ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากผลการสอบสวนพบว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจต้องถูกลงโทษทางวินัย หรืออาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทย และรัฐบาลโดยรวม

อย่างไรก็ตาม การที่นายภูมิธรรมออกมาแสดงความรับผิดชอบ และสั่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหา และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ ผลการสอบสวนของปลัดกระทรวงมหาดไทยจะเป็นอย่างไร และรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นจริง การดำเนินการอย่างเด็ดขาดและโปร่งใส จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเรียกคืนความเชื่อมั่นของประชาชน และสร้างบรรทัดฐานที่ดีในการทำงานของข้าราชการ

การสอบสวนกรณีหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” ลงพื้นที่ครั้งนี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับรัฐบาลในการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

โดยสรุปแล้ว ประเด็น “ภูมิธรรม” สั่งสอบปมรับ “เดชอิศม์” ลงพื้นที่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวพันกับนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน และความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ รวมถึงการมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบของข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

ที่มา – “ภูมิธรรม” สั่งปลัด มท. สอบหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” ลงพื้นทีี่

ทบ.แจง! พื้นที่บ้านหนองจานอยู่ในเขตไทย

กองทัพบก (ทบ.) ออกมาชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ “บ้านหนองจาน” ยืนยันว่าเป็นเขตแดนของประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้เคยอนุญาตให้ชาวกัมพูชาเข้ามาลี้ภัยอาศัยอยู่ชั่วคราว แต่กลับพบว่ามีการขยายชุมชน ซึ่งเป็นการละเมิด MOU43 ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะประท้วง แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเพิกเฉย กองทัพบกกล่าวว่า การแสดงน้ำใจต่อเพื่อนบ้านในอดีตไม่ควรถูกนำมาบิดเบือนเพื่อทำลายความน่าเชื่อถืออย่างไม่เป็นธรรม ย้ำว่าการติดตั้งรั้วลวดหนามไม่ใช่การกำหนดแนวเขตแดน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่กำลังพล

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 13.19 น. กองทัพบกได้ชี้แจงกรณีที่ชาวกัมพูชาออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับการวางรั้วลวดหนามของทหารไทยบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเอง พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย บริเวณบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นรอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46 และ 47 โดยมีประเด็นปัญหาหลักๆ 2 ส่วนคือ:

  1. พื้นที่อ้างสิทธิ์ที่ทั้งไทยและกัมพูชายังตกลงเรื่องที่ตั้งหลักเขตแดนไม่ได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าตำแหน่งหลักเขตในปัจจุบันมีการเคลื่อนย้ายเข้าไปในฝั่งของตนเอง จึงต้องใช้กลไกทวิภาคี เช่น JBC เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว
  2. ในอดีต ช่วงสงครามภายในกัมพูชาปี 2520 รัฐบาลไทยได้ให้ชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยชั่วคราว ด้วยหลักมนุษยธรรม แต่เมื่อสถานการณ์ปกติ พบว่ามีชาวกัมพูชาบางส่วนไม่กลับประเทศ และยังอาศัยอยู่ในประเทศไทย

ทั้งนี้ การติดตั้งรั้วลวดหนามในบริเวณต่างๆ ไม่ใช่การวางแนวเขตแดน แต่เป็นการวางเครื่องกีดขวางเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กำลังพล โดยเฉพาะการป้องกันการลักลอบใช้อาวุธทุ่นระเบิดทำร้ายฝ่ายไทย และเสริมความมั่นคงให้แก่ที่ตั้งกำลังของหน่วยทหารเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงในพื้นที่อ้างสิทธิ์ โดยสนับสนุนให้ประชาชนสร้างถิ่นฐานถาวร ทั้งในและนอกพื้นที่อ้างสิทธิ์ในฝั่งไทย ซึ่งกองทัพบก โดยกองกำลังบูรพา ได้ประท้วงร้องเรียนฝ่ายกัมพูชาในเวทีต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน แต่ฝ่ายกัมพูชากลับนิ่งเฉย ไม่มีการชี้แจงหรือแก้ไขใดๆ ยืนยันว่าไทยแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีมาตลอด

ทบ. แจงปมพื้นที่บ้านหนองจาน ยันอยู่ในเขตไทย

โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ พยายามใช้ประชาชนรุกล้ำอธิปไตยไทยในบริเวณดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับทหารโดยตรง ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการวางแผนอย่างเป็นระบบ และคอยดูว่าหากไทยดำเนินการใดๆ ก็จะนำไปบิดเบือนทำลายความน่าเชื่อถือ เพื่อขอความเห็นใจจากสังคมโลก

ทำไมต้องชี้แจงเรื่องพื้นที่บ้านหนองจาน

การชี้แจงนี้มีความสำคัญเพื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจข้อเท็จจริงว่า การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของไทยและการแสดงน้ำใจต่อเพื่อนบ้านในอดีต ไม่ควรถูกนำไปบิดเบือนเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของไทยอย่างไม่เป็นธรรม ทางกองทัพบกจึงขอความร่วมมือในการสื่อสารข้อเท็จจริงนี้ต่อไปยังสาธารณชน

ประเด็นบ้านหนองจาน เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองจาน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการปัญหาชายแดนและความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

แม้ว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนจะมีความซับซ้อน แต่ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – ทบ. แจงปมพื้นที่บ้านหนองจาน ยันอยู่ในเขตไทย ชาวกัมพูชามาขยายชุมชน ละเมิด MOU 43

เนย์มาร์ร่ำไห้! ซานโตสพ่ายยับคาบ้าน

เนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลถึงกับปล่อยโฮหลังจบเกมที่ซานโตสพ่ายคาบ้านต่อวาสโก ดา กามา ไปอย่างยับเยิน 0-6

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ที่ย่อยยับที่สุดในอาชีพค้าแข้งของเนย์มาร์ และเป็นครั้งแรกที่ซานโตสเสียถึง 6 ประตูในบ้านตัวเองในเกมบราซิล เซเรีย อา

ทีมแชมป์ 8 สมัย อยู่เหนือโซนตกชั้นเพียง 2 คะแนน ทำให้ Cleber Xavier โค้ชของทีมถูกปลดออกจากตำแหน่งหลังจากเกมวันอาทิตย์ไม่กี่ชั่วโมง

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ อดีตกองหน้าลิเวอร์พูลและแอสตัน วิลล่า ทำไป 2 ประตูช่วยให้วาสโกคว้าชัยชนะครั้งแรกในรอบ 6 เกมลีก และเป็นชัยชนะในลีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 17 ปี

“ผมรู้สึกละอายใจ” เนย์มาร์กล่าว “ผมผิดหวังกับการเล่นของเรามาก แฟนบอลมีสิทธิที่จะประท้วง แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง”

“แต่ถ้าพวกเขาอยากจะด่าหรือสบประมาท พวกเขาก็มีสิทธิทำได้ สรุปได้เลยว่าทัศนคติของเราในสนามแย่มาก”

“ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต น้ำตาที่ไหลออกมามาจากความโกรธ จากทุกสิ่งทุกอย่าง น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถช่วยอะไรได้ทุกอย่าง”

“ผมคิดว่าวันนี้ทุกคนต้องกลับไปคิดทบทวนว่าพวกเขาต้องการจะทำอะไร”

เนย์มาร์ยังคงเป็นนักฟุตบอลที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก โดยย้ายจากบาร์เซโลน่าไปปารีส แซงต์-แชร์กแมงด้วยค่าตัว 200 ล้านปอนด์ในปี 2017 และย้ายกลับมาร่วมทีมซานโตส ซึ่งเป็นสโมสรบ้านเกิดของเขาในเดือนมกราคมหลังจากยกเลิกสัญญากับอัล-ฮิลาล ทีมในซาอุดี โปร ลีก

ดาวเตะวัย 33 ปีเซ็นสัญญาอีก 6 เดือนในเดือนมิถุนายน และนับตั้งแต่กลับมาร่วมทีมซานโตส เขาทำไป 6 ประตูและ 3 แอสซิสต์จากการลงเล่น 21 นัดในทุกรายการ

ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของบราซิลออกจากสนามทั้งน้ำตาหลังจากได้รับบาดเจ็บในนาทีที่ 34 ในการออกสตาร์ทเซเรีย อา นัดแรกของฤดูกาล ก่อนที่จะพลาดเกมลีก 5 นัดถัดไปด้วยปัญหาที่เอ็นร้อยหวาย

Xavier วัย 61 ปี เข้ามารับตำแหน่งเมื่อปลายเดือนเมษายนหลังจากทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมให้กับหลายสโมสรในบราซิล รวมถึงทีมชาติ

ซานโตสชนะ 5 จาก 15 เกมที่เขาคุมทีม และตอนนี้อยู่เหนือโซนตกชั้นเพียง 2 อันดับ เหนือกว่าวาสโกเพียงอันดับเดียวซึ่งหลุดพ้นจากสี่อันดับสุดท้ายหลังจากชัยชนะในวันอาทิตย์

ซานโตสได้รับการเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดของบราซิลเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว หลังจากใช้เวลาหนึ่งปีในเซเรีย บี หลังจากตกชั้นเป็นครั้งแรก

เกมต่อไปของพวกเขาคือการไปเยือนบาเฮีย ทีมอันดับ 4 ในวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม

เนย์มาร์ร่ำไห้! ซานโตสพ่ายยับคาบ้าน

เกมที่ซานโตสพ่ายแพ้อย่างยับเยินทำให้เห็นถึงปัญหาภายในทีมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ฟอร์มการเล่นที่น่าผิดหวังและความกดดันจากแฟนบอลส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของนักเตะอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนย์มาร์ ที่ถึงกับร่ำไห้หลังจบเกม

อนาคตของเนย์มาร์กับซานโตส

การกลับมาของ เนย์มาร์ สู่ซานโตสถูกคาดหวังว่าจะช่วยยกระดับทีมและสร้างความหวังให้กับแฟนบอล แต่จากผลงานที่ผ่านมาดูเหมือนว่าทีมยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องแก้ไข การที่ เนย์มาร์ ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ที่ย่อยยับที่สุดในอาชีพค้าแข้งและเห็นทีมรักอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการที่ทีมต้องกลับมารวมใจกันอีกครั้ง แก้ไขข้อผิดพลาด และทำงานหนักเพื่อกอบกู้สถานการณ์ การสนับสนุนจากแฟนบอล การเปลี่ยนแปลงในทีมบริหาร และการเสริมทัพนักเตะใหม่ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ซานโตสกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง

แม้ว่าสถานการณ์ของซานโตสในตอนนี้จะดูไม่สู้ดีนัก แต่ด้วยศักยภาพของทีมและกำลังใจจากแฟนบอล พวกเขายังมีโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์และกลับมาประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาภายในและปรับปรุงฟอร์มการเล่นได้ การตกชั้นอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่ เนย์มาร์ร่ำไห้! ซานโตสพ่ายยับคาบ้าน แสดงให้เห็นถึงความผิดหวังและความกดดันที่นักเตะกำลังเผชิญอยู่ การจัดการกับความคาดหวังและการสร้างทีมที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของสโมสรแห่งนี้

ที่มา – Neymar leaves field in tears as Santos humbled

4 ทีมดังรุมทึ้ง! ราสกินแข้งเรนเจอร์สเนื้อหอม

ตลาดซื้อขายนักเตะยังคงคึกคัก! มีข่าวลือหนาหูว่าหลายสโมสรชั้นนำกำลังให้ความสนใจในตัว นิโค ราสกิน กองกลางของ เรนเจอร์ส เรามาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดของ ราสกิน และนักเตะคนอื่นๆ ในลีกสกอตแลนด์กัน

4 ทีมดังรุมทึ้ง! ราสกินแข้งเรนเจอร์สเนื้อหอม

วูล์ฟแฮมป์ตัน, แอสตัน วิลล่า, ไบรท์ตัน และ ฟิออเรนติน่า ต่างแสดงความสนใจที่จะคว้าตัว นิโค ราสกิน กองกลางของ เรนเจอร์ส แต่ทีมดังแห่งไอบรอกซ์ต้องการค่าตัว 25 ล้านปอนด์สำหรับดาวเตะทีมชาติเบลเยียมรายนี้

นอกจากนี้ ลีลล์ อาจกลับมาให้ความสนใจ ฮัมซา อิgammaเน กองหน้าของ เรนเจอร์ส อีกครั้ง หลังจากที่ บรูโน่ เจเนซิโอ กุนซือของทีมแสดงความไม่พอใจที่ทีมยังไม่ได้เสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้

ในส่วนของฝั่ง เซลติก, จูเซ็ปเป้ อัมโบรซิโน่ กองหน้าที่เคยมีข่าวเชื่อมโยงกับทีม จะยังคงอยู่กับ นาโปลี ต่อไป จนกว่าจะทราบความรุนแรงของอาการบาดเจ็บของ โรเมลู ลูกากู

อเบอร์ดีนเตรียมคว้าตัวลาเซติช

อเบอร์ดีน ใกล้ที่จะเซ็นสัญญากับ มาร์โก ลาเซติช กองหน้าของ เอซี มิลาน ในขณะที่ สโลโบดาน รูเบซิช กองหลังของทีมมีแนวโน้มที่จะย้ายออกจากพิตโตดรี หลังจากเดินทางไปที่โปแลนด์เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกายกับ โคโรน่า คีลเช่

อูดิเนเซ่ กำลังให้ความสนใจในตัว รอสส์ แม็คครอรี่ กองหลังทีมชาติสกอตแลนด์ของ บริสตอล ซิตี้ ซึ่ง อเบอร์ดีน จะได้รับส่วนแบ่ง 20% จากค่าตัวในการย้ายทีมครั้งนี้

เซนต์ จอห์นสโตน ปฏิเสธข้อเสนอจาก ดันเฟิร์มลิน คู่แข่งร่วมลีกแชมเปี้ยนชิพ สำหรับ มาเคนซี เคิร์ก ในขณะที่ ลูตัน ทาวน์ ก็เป็นอีกทีมที่ชื่นชอบอดีตกองหน้าของ ฮาร์ทส์ รายนี้เช่นกัน

ข่าวลือต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในตลาดซื้อขายนักเตะของลีกสกอตแลนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสนใจในตัว ราสกินแข้งเรนเจอร์สเนื้อหอม ที่กำลังเป็นที่ต้องการของหลายสโมสรใหญ่ การย้ายทีมของเขาอาจส่งผลกระทบต่อ เรนเจอร์ส อย่างมาก และน่าติดตามว่าเขาจะตัดสินใจเลือกเล่นให้กับทีมใดต่อไป

และแน่นอนว่า อเบอร์ดีน ก็กำลังพยายามเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในฤดูกาลใหม่ ในขณะที่ เซนต์ จอห์นสโตน ก็ต้องพยายามรั้งตัวผู้เล่นสำคัญของทีมเอาไว้ให้ได้

โดยรวมแล้ว ตลาดซื้อขายนักเตะของลีกสกอตแลนด์ในซัมเมอร์นี้เต็มไปด้วยความน่าสนใจ และเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในทีมต่างๆ ก่อนที่ฤดูกาลใหม่จะเริ่มต้นขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – Four clubs keen on Rangers midfielder Raskin – gossip

ภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์”

“ภูมิธรรม” สั่งปลัดมหาดไทย สอบข้อเท็จจริง-สรุปรายงาน ปมหนังสือเวียนสั่ง นอภ. รับ “เดชอิศม์” รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่ หลังผู้ว่าฯ สงขลา ยืนยันไม่ได้เซ็น ชี้ ยุคนี้ไม่ต้องเดินตามเหมือนก่อน

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทำหนังสือเวียนถึงนายอำเภอในจังหวัดให้จัดคิวมารับ-ส่ง นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เวลาลงพื้นที่ จ.สงขลา ว่า ตนได้สอบถามไปแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะนโยบายของตนพูดชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องมาเดินตาม ที่ผ่านมาจะเห็นว่าตนไม่มีใครมาเดินเหมือนสมัยก่อนที่เดินตามกันเป็นขบวน อธิบดีทุกคนต้องมาเดินตาม ของตนไม่มี เฉพาะตนที่มีปัญหาหรือคนที่มีงานจะต้องคุยกันก็มาแค่นั้น ตรงนี้ทำให้ดูแล้ว

ภูมิธรรม

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า ได้สอบถามไปที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับการชี้แจงว่า มีคนทำหนังสือขึ้นมาถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา แต่ผู้ว่าฯ ไม่ได้เซ็นลงนาม เสร็จแล้วมีการสแกนขึ้นมา ซึ่งทางปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งไปแล้วว่าให้ไปตามหาให้ได้และชี้แจงกลับมา โดยให้ไปดำเนินการตามกระบวนการ เป็นเรื่องที่ทางปลัดกระทรวงมหาดไทยจะต้องไปดูแล

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าได้มีการสอบถาม นายเดชอิศม์ หรือไม่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายภูมิธรรม ระบุว่า ยังเลย ตนยังไม่ได้เจอ เมื่อถามย้ำจะต้องมีคำสั่งลงไปหรือไม่ว่าจะต้องไม่มีเหตุการณ์แบบนี้อีก นายภูมิธรรม กล่าวว่า เดี๋ยวตนจะไปสอบถามปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะเรื่องนี้ทางปลัดเขารับที่จะไปดำเนินการ หาข้อสรุปมา และรายงานให้ตนทราบ.

ภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์”

จากกรณีที่มีหนังสือเวียนสั่งนายอำเภอ (นอภ.) ให้รับ “เดชอิศม์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มหาดไทย) ในระหว่างลงพื้นที่ ล่าสุด “ภูมิธรรม” ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

ความคืบหน้าล่าสุด: ภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์”

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาได้ออกมายืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้ลงนามในหนังสือเวียนดังกล่าว ทำให้เกิดข้อสงสัยและการตั้งคำถามถึงที่มาและความถูกต้องของหนังสือฉบับนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความชัดเจนว่านโยบายของตนคือการไม่ต้องการให้เกิดการเดินตามหรือการต้อนรับแบบเป็นขบวนเหมือนในอดีต

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือการทำงานที่เน้นความเรียบง่ายและตรงไปตรงมา หากมีประเด็นปัญหาหรือเรื่องที่ต้องหารือก็จะมีการพูดคุยกันเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากภาพในอดีตที่มักจะมีการต้อนรับอย่างเอิกเกริก

ทางด้านปลัดกระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรณีภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” อย่างละเอียด โดยจะต้องค้นหาต้นตอของผู้ที่ทำหนังสือดังกล่าวขึ้นมาและรายงานผลการตรวจสอบให้ทราบโดยเร็วที่สุด ขั้นตอนการดำเนินการจะเป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้

ขณะนี้ยังไม่มีการสอบถามไปยังนายเดชอิศม์โดยตรงถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่คาดว่าจะมีการดำเนินการในส่วนนี้ต่อไปหลังจากที่ได้รับรายงานผลการตรวจสอบจากปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญในการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ ที่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานให้มีความกระชับและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการและความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ

การตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความกระจ่างและความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การที่หนังสือเวียนดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาโดยที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลายืนยันว่าไม่ได้ลงนาม ทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการภายในของกระทรวงมหาดไทย และความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการสื่อสารและการสั่งการให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ที่จะป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและการกระทำที่ไม่เป็นไปตามนโยบายที่วางไว้

การแก้ไขปัญหาในระยะยาวอาจรวมถึงการทบทวนระเบียบปฏิบัติและคู่มือการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในทุกระดับชั้น

ท้ายที่สุดแล้ว การจัดการกับกรณีภูมิธรรมสั่งสอบปมหนังสือเวียนรับ “เดชอิศม์” นี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงและความสามารถในการนำพากระทรวงมหาดไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบริหารงานของภาครัฐ

ที่มา – “ภูมิธรรม” สั่งปลัดมหาดไทยสอบข้อเท็จจริงปมหนังสือเวียนสั่ง นอภ. รับ “เดชอิศม์”

ควอนตัสโดนปรับ 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด

สายการบินควอนตัสของออสเตรเลียต้องเจอกับบทลงโทษครั้งใหญ่! ศาลสั่งปรับอ่วม 1,900 ล้านบาท ฐานปลดพนักงาน 1,800 คนในช่วงโควิดระบาด ถือเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการการบินและแรงงานสัมพันธ์

ควอนตัสโดนปรับ 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด

ศาลออสเตรเลียตัดสินให้สายการบินควอนตัส (Qantas) จ่ายค่าปรับสูงถึง 90 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,900 ล้านบาทไทย จากกรณีการเลิกจ้างพนักงานภาคพื้นดินกว่า 1,800 คนอย่างไม่เป็นธรรมในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 การตัดสินครั้งนี้ถือเป็นค่าปรับที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศสำหรับการละเมิดกฎหมายแรงงาน

สหภาพแรงงานขนส่งแห่งออสเตรเลีย (Transport Workers’ Union – TWU) ออกมาแสดงความยินดีกับการตัดสินของศาล โดยระบุว่าเป็นการลงโทษที่เหมาะสมและรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับการละเมิดกฎหมายแรงงาน

รายละเอียดคำตัดสินปรับควอนตัส 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด

ผู้พิพากษาศาลสหพันธ์ ไมเคิล ลี กล่าวว่า เขาต้องการให้ค่าปรับนี้เป็นตัวอย่างและเป็น “การป้องปรามอย่างแท้จริง” สำหรับนายจ้างรายอื่น ๆ เพื่อไม่ให้กระทำการในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต ควอนตัสเองก็ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับผิดและยินดีที่จะจ่ายค่าปรับ โดยยอมรับว่าการกระทำของบริษัทได้สร้าง “ความเสียหายอย่างแท้จริง” ให้กับพนักงานของตน

วาเนสซา ฮัดสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของควอนตัส กรุ๊ป ได้กล่าวขอโทษอย่างจริงใจต่อพนักงาน 1,820 คนที่ได้รับผลกระทบและครอบครัวของพวกเขา พร้อมทั้งเสริมว่าการตัดสินใจจ้างบริษัทภายนอกเมื่อห้าปีที่แล้ว เป็นการตัดสินใจที่สร้างความยากลำบากให้กับอดีตพนักงานและครอบครัวของพวกเขาอย่างมาก

การต่อสู้ทางกฎหมายในครั้งนี้กินเวลายาวนานหลายปี นับตั้งแต่ควอนตัสตัดสินใจจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาดูแลการปฏิบัติการภาคพื้นดินในปี 2020 โดยอ้างว่าเป็นมาตรการทางการเงินที่จำเป็นเนื่องจากอุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม TWU ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ กล่าวว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นการสิ้นสุดการต่อสู้ที่ยาวนานและเป็นชัยชนะของพนักงานที่รักงานของพวกเขา

นอกจากค่าปรับจำนวน 90 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียแล้ว ควอนตัสยังถูกศาลสั่งให้จ่ายค่าชดเชยให้กับ TWU ซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้องสายการบินในเรื่องการเลิกจ้างโดยตรงอีก 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ผู้พิพากษาลีได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรของควอนตัสและความสำนึกผิดที่แท้จริงของบริษัท โดยชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์ทางกฎหมายที่แข็งกร้าวของบริษัท ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยให้กับพนักงาน

ค่าปรับนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมจากค่าชดเชยจำนวน 120 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียที่ควอนตัสได้ตกลงที่จะจ่ายให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างไปแล้วในปี 2024

การปลดพนักงานอย่างไม่เป็นธรรมครั้งนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายเรื่องอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับควอนตัสในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ควอนตัสยังถูกสั่งให้จ่ายค่าปรับ 100 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ฐานขายตั๋วสำหรับเที่ยวบินที่บริษัทได้ตัดสินใจยกเลิกไปแล้ว

ควอนตัสโดนปรับ 1,900 ล้าน ฐานปลดคนช่วงโควิด เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับบริษัทต่างๆ ในการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในช่วงวิกฤต การตัดสินใจที่ขาดความรอบคอบและไม่เป็นธรรมอาจนำไปสู่ผลกระทบทางกฎหมายและชื่อเสียงที่ร้ายแรง

ที่มา – ปรับอ่วม “ควอนตัส” 1,900 ล้าน ฐานปลดพนักงาน 1,800 คนในช่วงโควิดระบาด

ด่วน! หลวงพ่ออลงกต ลาออกจากเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุแล้ว

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการสงฆ์! พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม “หลวงพ่ออลงกต” ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” อย่างเป็นทางการแล้ว ท่ามกลางความตกตะลึงของศิษยานุศิษย์และผู้ที่ให้ความเคารพเลื่อมใสทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่าหลวงพ่อจะแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ แต่แล้วก็ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากทนายความชุดใหม่ของวัดยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบข้อมูลของวัด ทำให้ต้องรอความชัดเจนก่อนที่จะให้ข้อมูลใดๆ ได้

หลวงพ่ออลงกต ลาออกจากเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

ล่าสุด ได้มีข่าวออกมาว่า “หลวงพ่ออลงกต” ได้ตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบต่างๆ ดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ทีมข่าวไทยรัฐได้สอบถามไปยังผู้ดูแลของ“หลวงพ่ออลงกต” และได้รับการยืนยันว่าหลวงพ่อได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุแล้วจริง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะมีการแจ้งให้ทราบต่อไปในภายหลัง

ทำไมหลวงพ่ออลงกตถึงลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ?

ถึงแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์กันว่าการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งของ“หลวงพ่ออลงกต” ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ และต้องการเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อกังขาใดๆ

วัดพระบาทน้ำพุ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสถานที่ดูแลผู้ป่วย HIV/AIDS และเด็กกำพร้าจำนวนมาก ซึ่งดำเนินการโดยหลวงพ่ออลงกตมาเป็นเวลานานหลายปี หลวงพ่อเป็นที่เคารพรักของคนทั่วไป ด้วยความเมตตา และความเสียสละที่ท่านมีต่อสังคม

การลาออกจากตำแหน่งของหลวงพ่อในครั้งนี้ ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวัดพระบาทน้ำพุ และวงการสงฆ์ของไทย หลายคนต่างรู้สึกเสียใจและเป็นห่วงสถานการณ์ของวัดหลังจากนี้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความหวังว่ากระบวนการต่างๆ จะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และวัดพระบาทน้ำพุจะยังคงสามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการต่อไปได้

ผลกระทบต่อวัดพระบาทน้ำพุ: ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงผู้นำย่อมนำมาซึ่งความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการภายใน การระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและเด็กกำพร้า รวมไปถึงการรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

  • การสรรหาเจ้าอาวาสรูปใหม่: การหาผู้ที่เหมาะสมมารับตำแหน่งต่อจากหลวงพ่ออลงกต เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความเสียสละ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
  • การบริหารจัดการการเงิน: วัดพระบาทน้ำพุพึ่งพาเงินบริจาคจากประชาชนเป็นหลัก การบริหารจัดการการเงินอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
  • การสร้างความเชื่อมั่น: การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาคและผู้ที่ให้การสนับสนุนวัด เป็นสิ่งที่จะช่วยให้วัดสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างราบรื่น

ท้ายที่สุดนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับวัดพระบาทน้ำพุ และขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้วัดยังคงเป็นที่พึ่งของผู้ที่ด้อยโอกาสต่อไปได้

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” ประกาศลาออกจากตำแหน่ง “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” แล้ว

ดิว อริสรา: กองปราบจ่อสอบคดียักยอกทรัพย์

ตำรวจกองปราบเตรียมเชิญตัว “ดิว อริสรา” ให้ปากคำในคดียักยอกทรัพย์ “ไฮโซเมย์” ขณะที่ทนายความชี้แจงว่าหากมีหมายเรียกก็พร้อมให้ความร่วมมือ และขณะนี้กำลังเจรจากับเจ้าทุกข์ เชื่อว่าจะผ่านพ้นไปด้วยดี

พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป. เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีที่ “ดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์” ถูกกล่าวหายักยอกทรัพย์ไฮโซเมย์ วาสนา อินทะแสง มูลค่า 62 ล้านบาท หลังจากมีกระแสข่าวว่าดิว อริสรา จะเดินทางกลับประเทศไทย ว่าหากพบว่าดิว อริสรา เดินทางกลับเข้าประเทศจริง ก็จำเป็นต้องเชิญตัวมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีดังกล่าว เนื่องจากเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานว่าจะเดินทางมาถึงวันไหน

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายนิติศักดิ์ มีขวด หรือ ทนายเอี้ยง ทนายความของดิว อริสรา ซึ่งยืนยันว่า ดิว อริสรา ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยตั้งแต่ช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา และได้มีการไลฟ์สดเมื่อวานนี้ ส่วนเรื่องการเข้าพบตำรวจกองปราบนั้น ทนายเอี้ยงกล่าวว่าขณะนี้ยังไม่มีหมายเรียกใดๆ แต่การกลับมาของดิว อริสรา ในครั้งนี้ก็เพื่อเจรจาเรื่องหนี้สินกับคุณเมย์ วาสนา และบริษัทแบรนด์เนมมันนี่ โดยที่ผ่านมาได้มีการเจรจากันมาโดยตลอดทางโทรศัพท์ และยังมีทรัพย์สินที่ยังไม่ได้คืนอีก 3 ชิ้น ได้แก่ สร้อยคอบูการี่ ซึ่งอยู่ที่บริษัทแบรนด์เนมมันนี่ และกระเป๋าอีก 2 ใบ ทนายเอี้ยงเชื่อว่าการเจรจาจะจบลงด้วยดีก่อนที่เรื่องจะถึงชั้นศาลอย่างแน่นอน แต่หากทางตำรวจจะเชิญตัวไปชี้แจงข้อเท็จจริง ดิว อริสรา ก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ

ในส่วนของคดีที่บริษัทแบรนด์เนมมันนี่ฟ้องร้องดิว อริสรา ในข้อหาฉ้อโกงนั้น นายนิติศักดิ์กล่าวว่า จะมีการนัดเจรจาอีกครั้งที่ศาลแขวงปทุมวันในวันพรุ่งนี้ โดยดิว อริสรา ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปด้วย แต่ทนายเอี้ยงเชื่อว่าการเจรจาจะจบลงด้วยดี และคาดว่าจะมีการถอนฟ้องและทำบันทึกข้อตกลงทางแพ่ง อย่างไรก็ตาม ผลการเจรจาจะเป็นอย่างไรนั้นต้องรอติดตามผลในวันพรุ่งนี้อีกครั้ง

ดิว อริสรา กับคดียักยอกทรัพย์: ความคืบหน้าล่าสุด

สถานการณ์ของ “ดิว อริสรา” ในขณะนี้ค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทั้งคดียักยอกทรัพย์และการถูกฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกง การกลับมาประเทศไทยของเธอจึงเป็นจุดสนใจของหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดียักยอกทรัพย์

ทำไมตำรวจต้องเชิญ ดิว อริสรา ให้ปากคำคดียักยอกทรัพย์?

การเชิญตัว “ดิว อริสรา” มาให้ปากคำเป็นกระบวนการปกติในทางกฎหมาย เนื่องจากเธอเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดียักยอกทรัพย์ การสอบปากคำจะช่วยให้ตำรวจได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาคดีต่อไป แม้ว่าทนายความจะยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือ แต่การสอบปากคำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม:

  • การเจรจาหนี้สินระหว่าง “ดิว อริสรา” กับเจ้าทุกข์จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่?
  • ตำรวจจะดำเนินการสอบสวนคดียักยอกทรัพย์อย่างไรต่อไป?
  • ผลการเจรจาคดีฉ้อโกงที่ศาลแขวงปทุมวันจะเป็นอย่างไร?

คดีของ “ดิว อริสรา” เป็นกรณีที่ได้รับความสนใจจากสังคม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อน การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หลายคนอาจมองว่าคดีนี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ในความเป็นจริงแล้วคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์สุจริต และการเคารพกฎหมาย การกระทำใดๆ ที่เป็นการละเมิดกฎหมายย่อมต้องได้รับการลงโทษ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม

ที่มา – กองปราบจ่อเชิญ “ดิว อริสรา” ให้ปากคำคดียักยอกทรัพย์ ทนายชี้ยังไม่มีหมายเรียก