วัน: 22 สิงหาคม 2025

ทนายยัน! “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน

ทนายวิญญัติยืนยันหนักแน่น! วันที่ 9 กันยายนนี้ ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปฟังคำสั่งศาลฎีกาฯ ในคดีชั้น 14 ด้วยตัวเองอย่างแน่นอน พร้อมลั่นไม่ให้ค่าข่าวลือที่ว่า “ทักษิณ” เตรียมหลบหนีออกนอกประเทศหลังฟังคำสั่ง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีดูหมิ่นสถาบัน (อ.1860/2567) ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 จากกรณีที่นายทักษิณเคยให้สัมภาษณ์สื่อทีวีเกาหลีใต้ในปี 2558 ซึ่งพาดพิงสถาบันกษัตริย์ โดยนายทักษิณได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในครั้งนั้น

ผลการพิจารณาคดีในครั้งนั้น ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง “นายทักษิณ ชินวัตร” ในคดี ม.112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

ทนายยืนยัน “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน

ล่าสุด นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมากล่าวถึงความคืบหน้าในคดี “ชั้น 14” ที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 9 กันยายน 2568 โดยยืนยันว่านาย “ทักษิณ” จะเดินทางไปฟังคำสั่งด้วยตนเองอย่างแน่นอน

ทำไมต้อง “คดีชั้น 14”?

คำว่า “คดีชั้น 14” นี้ เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคม ซึ่งหมายถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ทำให้เกิดข้อสงสัยและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ตามมา

ทนายวิญญัติยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เขาไม่ให้ความสำคัญกับข่าวลือที่ว่านายทักษิณอาจจะหลบหนีออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงคดี “ชั้น 14” นี้ โดยเน้นย้ำว่านายทักษิณพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกลับมาของนายทักษิณและการดำเนินคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ความสำคัญของวันที่ 9 กันยายน: วันที่ 9 กันยายนนี้จึงเป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นวันที่ศาลฎีกาฯ จะมีคำสั่งในคดี “ชั้น 14” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายและการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือท่าทีของกลุ่มต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายต่อต้านนายทักษิณ ซึ่งต่างก็จับจ้องไปยังผลการตัดสินในคดีนี้อย่างใจจดใจจ่อ

  • การตัดสินใจของศาลฎีกาฯ จะเป็นไปในทิศทางใด?
  • นายทักษิณจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่?
  • ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศจะเป็นอย่างไร?

คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องรอคำตอบในวันที่ 9 กันยายนที่จะถึงนี้

การเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน: คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย และสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในยุคเปลี่ยนผ่าน

ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพกฎหมายและรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสงบสุขและมั่นคง การเดินทางกลับประเทศไทยของทักษิณ ชินวัตร และการดำเนินการทางกฎหมายที่ตามมา จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรติดตามอย่างใกล้ชิดและพิจารณาด้วยความรอบคอบ

ดังนั้นการที่ทนายออกมาย้ำว่า “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน จึงเป็นการดับกระแสข่าวลือต่างๆ และยืนยันความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ทนายยัน “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง ลั่นไม่ให้ค่าข่าวลือเตรียมเผ่นออกนอก

รูนีย์เผย: เฟอร์กูสันไม่ให้สัมภาษณ์พักครึ่ง

เวย์น รูนีย์ อดีตกองหน้าชื่อดังออกมาเปิดเผยว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีมของเขา จะไม่มีทางอนุญาตให้นักเตะให้สัมภาษณ์ในช่วงพักครึ่งการแข่งขันอย่างแน่นอน

รูนีย์กล่าวในพอดแคสต์ใหม่ของเขาทาง BBC ที่ชื่อว่า The Wayne Rooney Show ว่าเขาไม่เห็นว่านักฟุตบอลจะได้รับประโยชน์อะไรจากการให้สัมภาษณ์ “ที่บ้าคลั่ง” ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเกม

มาร์ติน โอเดการ์ด กองกลางของอาร์เซนอล ให้สัมภาษณ์กับ Sky Sports ในช่วงพักครึ่งของการแข่งขันที่ทีมของเขาเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

รูนีย์เชื่อว่า เฟอร์กูสัน ซึ่งเป็นเจ้านายของเขาเป็นเวลาเก้าปีที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต่อต้านแนวคิดนี้อย่างหนักแน่น หากมีการหยิบยกขึ้นมาในช่วงที่เขาคุมทีม

“ผมรู้ว่าเขาจะตอบสนองอย่างไร และมันจะไม่ใช่วิธีที่ดีแน่นอน!” รูนีย์กล่าว “ดังนั้นไม่มีทางที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน”

“ตอนที่ผมเซ็นสัญญากับดีซี ยูไนเต็ด พวกเขาพยายามให้ผมให้สัมภาษณ์ในช่วงพักครึ่งในฐานะนักเตะ ซึ่งผมปฏิเสธ ผมคิดว่าสมาธิของคุณ ความคิดของคุณ ควรจะอยู่ที่เกมและสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นใน 45 นาทีข้างหน้า คุณจะทำได้ดีขึ้นหรือทำได้ดีต่อไปในครึ่งหลังได้อย่างไร”

พอดแคสต์ใหม่ของอดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกอากาศสัปดาห์ละสองครั้งทาง BBC Sounds, YouTube และ iPlayer

ในตอนล่าสุดของพอดแคสต์ รูนีย์ยังกล่าวอีกว่า การที่ลาลีกาอนุมัติแผนการให้เกมระหว่างบาร์เซโลนากับบียาร์เรอัลไปplayedในไมอามี่ เป็นสิ่งที่ “ผิด” และ “ไม่ควรเกิดขึ้น”

การแข่งขันแบบนัดเดียวอื่นๆ เช่น อิตาเลียน ซูเปอร์ คัพ และ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ ได้จัดขึ้นในต่างประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่รูนีย์คิดว่ามัน “ไม่ถูกต้อง” ที่จะเล่นเกมในต่างประเทศเมื่อคุณมีฐานแฟนบอลที่ภักดีอยู่ที่บ้าน

“ทีวีและผู้แพร่ภาพจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเงินที่พวกเขาจ่าย” เขากล่าว

“แต่คุณมีแฟนบอลที่ภักดีที่เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อดูคุณทั้งในบ้านและนอกบ้าน แล้วพวกเขาพลาดเกม หรือถ้าพวกเขาต้องการไปดูเกมในต่างประเทศ พวกเขาต้องจ่ายเงินที่จะต้องจ่ายไป เช่น ไปสหรัฐอเมริกา สำหรับโรงแรม การเดินทาง”

“ผมแค่คิดว่ามันผิดที่คุณกำลังเอาเกมไปจากแฟนๆ เพียงเพราะเหตุผลด้านเงิน ผมคิดว่ามันผิดและไม่ควรเกิดขึ้น”

รูนีย์เผย: เฟอร์กูสันไม่ให้สัมภาษณ์พักครึ่ง

การที่เวย์น รูนีย์ ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ ทำให้เห็นถึงความแตกต่างของยุคสมัยและความเข้มงวดของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่มองว่าการสัมภาษณ์พักครึ่งอาจลดสมาธิของนักเตะได้ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้น

ทำไมเฟอร์กูสันถึงไม่ชอบการสัมภาษณ์พักครึ่ง?

จากคำพูดของรูนีย์ เราพอจะเห็นภาพได้ว่า เฟอร์กูสันให้ความสำคัญกับสมาธิของนักเตะเป็นอย่างมาก เขาเชื่อว่าช่วงพักครึ่งเป็นเวลาที่สำคัญสำหรับการปรับกลยุทธ์และเตรียมพร้อมสำหรับครึ่งหลัง ดังนั้นการที่นักเตะต้องมาเสียสมาธิกับการให้สัมภาษณ์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น

นอกจากนี้ เฟอร์กูสันยังเป็นคนที่ควบคุมทุกอย่างในทีมอย่างเข้มงวด การให้สัมภาษณ์โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากเขา อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ เขาต้องการให้นักเตะทุกคนมีสมาธิกับเกมและปฏิบัติตามคำสั่งของเขาเท่านั้น

ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน การสัมภาษณ์พักครึ่งจะกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ก็มีหลายคนที่ยังคงเห็นด้วยกับความคิดของเฟอร์กูสันว่า มันอาจส่งผลเสียต่อสมาธิของนักเตะได้ การรักษาสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการของสื่อและการรักษาสมาธิของนักเตะจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับผู้จัดการทีมในยุคปัจจุบัน

ความคิดเห็นของรูนีย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเคารพที่เขามีต่อเฟอร์กูสัน และความเชื่อมั่นในวิธีการของอดีตผู้จัดการทีมของเขา

โดยรวมแล้ว เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในวงการฟุตบอล และความแตกต่างของทัศนคติระหว่างผู้จัดการทีมในแต่ละยุคสมัย

ชม Wayne Rooney Show ทาง BBC Sport YouTube, external และ iPlayer รับฟังทาง BBC Sounds.

ที่มา – Ferguson wouldn’t have allowed half-time player interviews – Rooney

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ


“ภูมิธรรม” เผย “ทักษิณ” รอดคดี 112 ศาลอาญายกฟ้อง ถือเป็นข้อยุติ ย้ำ ไม่มีสัญญาณทางการเมือง มั่นใจสิ่งที่ทำไม่มีผิดกฎหมาย บอก ยังไม่ได้คุย “นายกฯ อิ๊งค์” หลังไปแจงศาลรัฐธรรมนูญปมคลิปเสียง

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่ศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีความผิดมาตรา 112 จะเป็นผลบวกต่อรัฐบาลหรือไม่ ว่า ตนเพิ่งทราบว่าพ้นเรื่องมาตรา 112 ไปแล้ว และศาลได้ยกฟ้องเพราะไม่มีข้อมูลที่เป็นจริงในการพิจารณา ดังนั้นถือเป็นข้อยุติ ศาลก็พิจารณาเป็นเรื่องๆ อย่าไปผูกโยงกัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ หมายความว่าอย่าเอาคำพิพากษาของศาลมาผูกกับสัญญาณการเมืองใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า ไม่มีสัญญาณทางการเมืองหรอก แต่คือความเป็นจริง ที่ศาลพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนจะทำให้ขวัญกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยดีขึ้นหรือไม่ นายภูมิธรรมระบุว่า ขวัญและกำลังใจสมาชิกพรรคดีมาตลอด เพราะเรามั่นใจในสิ่งที่ทำว่าไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย

สำหรับคดีความต่างๆ ที่ผ่านมา รัฐบาลมั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะอยู่จนครบวาระ นายภูมิธรรม ระบุ มั่นใจว่าเราบริสุทธิ์ใจ และตั้งใจบริหารและทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อเรารับอาสามาแล้ว เราจะทำให้ดีที่สุด อะไรที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาคดีความก็ขอให้ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ได้มีผลอะไรต่อเรา เพราะเรารู้ว่าศาลใช้ดุลยพินิจพิจารณาตามความยุติธรรมอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้นหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุย เพราะเมื่อวาน (21 สิงหาคม 2568) ทำงานจนดึก วันนี้ก็ตื่นสายหน่อย เพราะตื่นเช้ามาหลายสัปดาห์แล้ว.

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

จากกรณีที่ศาลอาญายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในคดีความผิดมาตรา 112 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าเรื่องนี้ถือเป็นข้อยุติแล้ว และไม่ควรนำไปเชื่อมโยงกับสัญญาณทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

ท่าทีของภูมิธรรมต่อคดี 112 ของทักษิณ

นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่า ขวัญและกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยยังดีอยู่เสมอ เพราะมั่นใจในการกระทำที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และกระบวนการทางกฎหมายควรดำเนินไปตามความยุติธรรม

การที่ศาลยกฟ้องในคดี 112 ของนายทักษิณ ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย หลายคนอาจมองว่านี่เป็นสัญญาณทางการเมืองบางอย่าง แต่ทางนายภูมิธรรมได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นเช่นนั้น

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ และไม่ต้องการให้มีการนำเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับการเมือง

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน โดยระบุว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากการชี้แจง

โดยสรุปแล้ว ภูมิธรรมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกระบวนการทางกฎหมาย และการที่ศาลได้พิจารณาคดี 112 ของนายทักษิณแล้วถือเป็นข้อยุติ และไม่ควรมีการนำเรื่องนี้ไปผูกโยงกับประเด็นทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และการตัดสินใจของศาลในคดีสำคัญต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความรู้สึกของประชาชน การที่นักการเมืองออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ความเห็นอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณา เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างรอบด้าน ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ถือเป็นข้อยุติ ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 อย่าผูกโยงสัญญาณการเมือง

ทนายยื่นขอศาลเพิกถอนห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ก่อนหน้านี้ศาลได้มีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ล่าสุด ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ เตรียมดำเนินการทางกฎหมายเพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยอ้างอิงจากผลของคดีล่าสุด

ทนายวิญญัติ ยันเตรียมยื่นเรื่องขอศาลเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

จากกรณีที่ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน (มาตรา 112) ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนายทักษิณได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าว

ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันถึงความตั้งใจที่จะยื่นเรื่องต่อศาลอาญา เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่งห้าม **“ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** หลังจากที่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องคดีมาตรา 112 ไปก่อนหน้านี้

เหตุผลสำคัญที่ทนายวิญญัติเตรียมยื่นเรื่องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งห้ามนาย **“ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** นั้น มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ศาลอาญายกฟ้องคดีมาตรา 112 เนื่องจากหลักฐานไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้นำเข้าข้อมูล และไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงถึงนั้นคือพระมหากษัตริย์ ทำให้ไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ทำไมต้องขอเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

การที่ศาลยกฟ้องคดีมาตรา 112 ทำให้นายทักษิณไม่มีข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าวอีกต่อไป ดังนั้น การที่ยังมีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศอยู่ จึงอาจเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเดินทางของนายทักษิณโดยไม่จำเป็น ทนายวิญญัติจึงเห็นสมควรที่จะยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อให้พิจารณาทบทวนคำสั่งดังกล่าว

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จะส่งผลต่อการเดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณหรือไม่ เนื่องจากยังมีคดีความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณที่ยังไม่สิ้นสุด

การดำเนินการของทนายวิญญัติในครั้งนี้ ถือเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของลูกความ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนายความพึงกระทำ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าจะเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร และจะมีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างไรบ้าง การขอ**เพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ต้องจับตา

ที่มา – ทนายวิญญัติ ยันเตรียมยื่นเรื่องขอศาลเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

สะพานจีนสายเคเบิลขาด ดับ 7 สูญหาย 9

เกิดเหตุสลด สะพานจีนกำลังก่อสร้างสายเคเบิลขาด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และสูญหายอีก 9 ราย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สะพานซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างบนเส้นทางรถไฟเสฉวน-ชิงไห่ ในช่วงมณฑลชิงไห่ เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันศุกร์ที่ผ่านมา

สะพานจีนกำลังก่อสร้างสายเคเบิลขาด เสียชีวิต 7 สูญหาย 9 ราย

สำนักข่าว People’s Daily รายงานว่า ขณะเกิดเหตุการณ์ สะพานจีนกำลังก่อสร้างสายเคเบิลขาด มีคนงานก่อสร้าง 15 คน และผู้จัดการโครงการวิศวกรรมประจำพื้นที่ 1 คน กำลังปฏิบัติงาน ปัจจุบัน ทีมกู้ภัยยังคงดำเนินการค้นหาและช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินได้ส่งคณะทำงานเฉพาะกิจลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกและประสานงานการช่วยเหลือ โดยเน้นการค้นหาผู้ที่อาจพลัดตกลงไปในแม่น้ำ นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังให้คำมั่นว่าจะเร่งตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ สะพานจีนกำลังก่อสร้างสายเคเบิลขาด ซ้ำรอยในอนาคต

ภาพที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ People’s Daily แสดงให้เห็นภาพสะพานที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยส่วนกลางยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง พร้อมทั้งมีหอคอยนั่งร้านขนาดใหญ่ 2 แห่ง และเครนหลายตัวตั้งอยู่ใกล้เคียง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสะพานที่เกิดเหตุ

สะพานดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างอำเภอเจี้ยนจ้า ในเขตปกครองตนเองทิเบตหวงหนาน และอำเภอปกครองตนเองหัวหลงฮุย ในเขตไห่ตง มณฑลชิงไห่ สะพานนี้ถือเป็นสะพานรถไฟโครงถักเหล็กแห่งแรกของจีนที่ทอดข้ามแม่น้ำเหลือง เสาสายเคเบิลของสะพานสร้างเสร็จเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา และมีกำหนดการที่จะเชื่อมต่อกันให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศจีน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากกฎระเบียบที่ไม่เข้มงวดและมาตรฐานความปลอดภัยที่หย่อนยาน เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว มีผู้สูญหายถึง 13 คน หลังเกิดเหตุการณ์ดินถล่มที่ไซต์ก่อสร้างทางรถไฟสายหลักในเมืองเซินเจิ้น ทางตอนใต้ของประเทศจีน และไม่มีรายงานผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุการณ์ สะพานจีนกำลังก่อสร้างสายเคเบิลขาด ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการบังคับใช้มาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอนของการก่อสร้าง เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น

อุบัติเหตุเช่นนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าคนงานทุกคนจะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัยและกลับบ้านหาครอบครัวได้อย่างสวัสดิภาพ

ที่มา – สะพานจีนกำลังก่อสร้างสายเคเบิลขาด เสียชีวิต 7 สูญหาย 9 ราย

ไทยคู่ฟ้ารายงาน สถานการณ์ปกติ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด

“ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ สถานการณ์ปกติ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและเตรียมความพร้อมในการตอบโต้สถานการณ์

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าได้โพสต์ข้อความว่า รัฐบาลไทยเดินหน้าเพื่อรักษาอธิปไตยและความถูกต้องในสังคมโลก โดยวันนี้กองบัญชาการกองทัพไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่สังเกตการณ์ในพื้นที่ บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพื่อสังเกตการณ์และรับทราบข้อเท็จจริงของปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทยในพื้นที่

สำหรับการสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด ตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ถึงเวลา 06.00 น. วันนี้ (วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568) เหตุการณ์ปกติ วันนี้ (ศุกร์ 22 สิงหาคม 2568) เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพไทยคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด เพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและป้องกันไม่ให้ใครล่วงล้ำ

“ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด สถานการณ์ปกติ

สรุปข่าวสารจาก “ไทยคู่ฟ้า” ในเช้าวันนี้ (22 สิงหาคม 2568) สถานการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชาใน 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ โดยกองทัพไทยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังตามแนวที่มั่นสำคัญ 11 จุดทั่วพื้นที่

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของกองบัญชาการกองทัพไทย ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาอธิปไตยและดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่มีปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย โดยมีการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาใน 7 จังหวัดยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ กองทัพไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงถึงสถานการณ์ล่าสุดและยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

  • การตรึงกำลังของกองทัพไทย: ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องใน 11 จุดสำคัญ
  • การตรวจสอบพื้นที่รุกล้ำ: คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • การแถลงการณ์ของรัฐบาล: ยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด การรายงานสถานการณ์ที่ถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจถึงความพยายามของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงของชาติ “ไทยคู่ฟ้า” รายงานข้อมูลที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

การที่สถานการณ์ใน 11 พื้นที่ 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติเป็นสัญญาณที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันยังคงเป็นสิ่งจำเป็น กองทัพไทยและรัฐบาลยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อให้ประเทศชาติปลอดภัยและมั่นคง

การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน ข่าวสารที่มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่าง “ไทยคู่ฟ้า” ช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง สถานการณ์ “ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด สถานการณ์ปกติ จึงเป็นข่าวดีที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ที่มา – “ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด สถานการณ์ปกติ ตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เริ่มแล้วที่สระแก้ว

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ระดับภูมิภาคได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่จังหวัดสระแก้ว โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดน บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นมิตร ภายใต้ความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะลดความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และผลักดันให้ความร่วมมือพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากสโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 (ค่ายสุรสิงหนาท) อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างไทย–กัมพูชา อย่างเป็นทางการ การประชุม ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ฝ่ายไทยนำโดย พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานฝ่ายไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอก แอก ซ็อมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ในฐานะประธานฝ่ายกัมพูชา เข้าร่วมหารือถึงแนวทางการประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงและการปฏิบัติร่วมกันตามแนวชายแดน

สาระสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการลักลอบเข้า–ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย ปัญหาการค้ามนุษย์ การลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการค้าชายแดน เพื่อให้การอยู่ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย การ ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงครอบคลุมหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นมิตร สองฝ่ายต่างแสดงความตั้งใจที่จะลดความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และผลักดันให้ความร่วมมือพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปอย่างเปิดอก และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 จะเป็นผู้แถลงผลการประชุมและสรุปสาระสำคัญต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายของวันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงและความร่วมมือต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการประชุม

ความคืบหน้าล่าสุดจากการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ โดยฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ฝ่ายไทยนำโดย พลโทอมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอกแอก ซอมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง ในช่วงต้นได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ ก่อนเชิญออกเพื่อเข้าสู่วาระการประชุม

ทั้งนี้ มีรายงานยืนยันว่า ในวงประชุมวันนี้ จะมีการหารือในประเด็น 13 + 3 ข้อตกลง คือ 13 ข้อจากเดิม GBC เพื่อนำสู่การปฏิบัติ และข้อเสนอใหม่ของฝ่ายไทย 3 ข้อ ซึ่ง 2 ข้อแรก เป็นจุดยืนที่ไทยเสนอต่อ GBC มาแล้ว คือ

  • ให้ 2 ฝ่ายเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน
  • ร่วมปราบสแกมเมอร์

และข้อ 3 เป็นข้อเสนอใหม่จากปัญหาชุมชนที่รุกล้ำพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จึงเสนอจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้องร่วมกัน

การ ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝั่ง การหารือที่เป็นไปในบรรยากาศฉันมิตรและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงในภูมิภาค

การให้ความสำคัญกับปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และยาเสพติด สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของทั้งสองประเทศต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน การร่วมมือกันปราบปรามสแกมเมอร์ และการจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศในอนาคต

ที่มา – เริ่มแล้ว ประชุม RBC ไทย–กัมพูชา ระดับภูมิภาค บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“ภราดร” เร่งถก ยกเลิก MOU 43-44 ในสภา

“ภราดร” กระตุกสภาฯ เร่งผลักดันถก ยกเลิก MOU 43-44 สัปดาห์หน้าต้องเห็นผล อย่ารีบปิดประชุม วอนคิดถึงชาติบ้านเมืองก่อน

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการผลักดันให้มีการยกเลิก MOU 43-44 ระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นความจำเป็นที่จะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามผลักดันหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ไปไหน เพราะสภาฯ มีการปิดประชุมก่อน

นายภราดร กล่าวว่า “สัปดาห์หน้าเราจะเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากที่ได้ยื่นญัตติด่วนไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ สิ่งสำคัญคืออยากให้สภาฯ เปิดพื้นที่ เปิดใจกว้าง รับฟังเสียงของผู้แทนราษฎรที่นำเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมืองเข้าสู่การถกเถียง ยิ่งทำได้เร็วก็ยิ่งดี เพราะนี่คือเรื่องของประเทศ ไม่ใช่การเล่นการเมือง”

“ภราดร” เร่งถก ยกเลิก MOU 43-44 ในสภา

นายภราดร ยังได้ย้ำถึงพฤติการณ์ของกัมพูชาที่ไม่เคารพต่อข้อตกลงที่เคยให้ไว้กับฝ่ายไทยตลอดช่วงที่ผ่านมา จนส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ และผลประโยชน์ของประเทศ พร้อมระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องหยิบยกขึ้นมาหารือใหม่ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ และควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรรอช้า

อย่างไรก็ตาม นายภราดร ยังฝากถึงเพื่อนสมาชิกในสภาฯ ว่า อย่าเพิ่งเร่งปิดประชุมหรือเลี่ยงประเด็นสำคัญ แต่ควรแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คืออนาคตของประเทศไทยทั้งประเทศ

ทำไมต้องเร่ง ยกเลิก MOU 43-44

การผลักดันให้มีการยกเลิก MOU 43-44 จึงไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างเร่งด่วน สถานการณ์ชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ ต้องรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว การที่นายภราดรออกมาเร่งถก ยกเลิก MOU 43-44 ในสภาฯ จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องทบทวนท่าทีและปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างจริงจัง

ความเคลื่อนไหวของนายภราดรในครั้งนี้ได้รับการจับตามองจากหลายฝ่าย ทั้งในแง่ของการเมืองภายในประเทศ และในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในสภาฯ จะนำไปสู่การพิจารณาอย่างรอบด้าน และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญของประเทศไทยในอนาคต

การที่สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดอภิปรายเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะเป็นโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองได้แสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

นอกจากนี้ การที่เรื่องนี้ถูกนำเสนอต่อสาธารณชน จะช่วยสร้างความตระหนักและความเข้าใจในประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น และกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน หาทางออกร่วมกัน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ การยกเลิก MOU 43-44 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยในระยะยาว

การตัดสินใจครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสนใจและร่วมกันผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา – “ภราดร” กระตุกสภาฯ เร่งถกยกเลิก MOU 43-44 วอนคิดถึงชาติบ้านเมือง อย่ารีบปิดประชุม

สหรัฐฯ แฉ! เกาหลีเหนือซ่อนฐานขีปนาวุธลับ

สหรัฐฯ เผยเกาหลีเหนือซ่อนฐานขีปนาวุธลับ เก็บสะสมขีปนาวุธข้ามทวีปเพียบ หวั่นเป็นภัยคุกคาม

รายงานล่าสุดจากสหรัฐอเมริกาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า สหรัฐฯ เผยเกาหลีเหนือซ่อนฐานขีปนาวุธลับ ใกล้ชายแดนจีน โดยมีการสะสมขีปนาวุธข้ามทวีปจำนวนมาก พร้อมแท่นยิงเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ และภูมิภาคเอเชียตะวันออก

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 สถาบันศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้เผยแพร่รายงานสำคัญที่ระบุว่า เกาหลีเหนือมีฐานขีปนาวุธลับที่ไม่เคยได้รับการเปิดเผยมาก่อน โดยตั้งอยู่ที่ซินพุงดง ซึ่งอยู่ห่างจากพรมแดนจีนเพียง 27 กิโลเมตรเท่านั้น รายงานระบุว่าฐานทัพแห่งนี้มีการสะสมขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ถึง 9 ลูก พร้อมด้วยแท่นยิงเคลื่อนที่ ทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับศักยภาพในการโจมตี

รายงานยังชี้ให้เห็นว่า ฐานซินพุงดงเป็นเพียงหนึ่งใน 15-20 ฐานขีปนาวุธและคลังหัวรบนิวเคลียร์ลับที่รัฐบาลเกาหลีเหนือปกปิดไว้ ข้อมูลนี้ได้มาจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม การสัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยและเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือ รวมถึงเอกสารลับและฐานข้อมูลสาธารณะต่างๆ

ฐานทัพแห่งนี้มีขนาดใหญ่ถึง 22 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าสนามบินเจเอฟเคในนิวยอร์กเสียอีก และตั้งอยู่ในหุบเขาแคบๆ ที่มีลำธารไหลผ่าน ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การตั้งฐานทัพใกล้กับพรมแดนจีนอาจเป็นกลยุทธ์ในการใช้ประโยชน์จากภูมิรัฐศาสตร์ เพราะหากสหรัฐฯ หรือเกาหลีใต้ตัดสินใจโจมตี ก็อาจส่งผลกระทบต่อจีนได้

ศาสตราจารย์เลฟ-อีริก อีสลีย์ จากมหาวิทยาลัยอีฮวาในกรุงโซลให้ความเห็นว่า เกาหลีเหนืออาจใช้การตั้งฐานทัพใกล้จีนเพื่อสร้างความเสี่ยงทางการเมือง และกดดันไม่ให้ถูกโจมตี

สหรัฐฯ เผยเกาหลีเหนือซ่อนฐานขีปนาวุธลับ แห่งนี้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2547 และเริ่มใช้งานจริงตั้งแต่ปี 2557 และยังคงมีการบำรุงรักษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะมีการเก็บขีปนาวุธรุ่นฮวาซอง-15 หรือฮวาซอง-18 รวมถึงขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน โดยมีการติดตั้งแท่นยิงเคลื่อนที่ซึ่งสามารถยิงและเคลื่อนย้ายไปยังจุดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

ทำไมการเปิดเผยฐานขีปนาวุธลับจึงสำคัญ?

การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับฐานขีปนาวุธลับของเกาหลีเหนือมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเน้นย้ำถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเกาหลีเหนือในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ แม้จะมีการคว่ำบาตรจากนานาชาติก็ตาม ข้อมูลนี้ช่วยให้ประชาคมโลกตระหนักถึงภัยคุกคามที่แท้จริง และกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในการหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

รายงานฉบับนี้ยังเตือนว่า ขีปนาวุธเหล่านี้เป็นภัยคุกคามนิวเคลียร์ต่อเอเชียตะวันออกและสหรัฐอเมริกา เกาหลีเหนือภายใต้การนำของ คิม จอง อึน เร่งพัฒนาอาวุธที่ทันสมัยและทดสอบ ICBM หลายครั้ง ซึ่งเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติอย่างชัดเจน การที่ สหรัฐฯ เผยเกาหลีเหนือซ่อนฐานขีปนาวุธลับ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

การเปิดเผยข้อมูลนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง และประชาคมโลกต้องร่วมมือกันเพื่อกดดันให้เกาหลีเหนือยุติโครงการเหล่านี้อย่างถาวร การเจรจาและการคว่ำบาตรยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้

ที่มา – สหรัฐฯ เผยเกาหลีเหนือซ่อนฐานขีปนาวุธลับ เก็บสะสมขีปนาวุธข้ามทวีปเพียบ หวั่นเป็นภัยคุกคาม