วัน: 22 สิงหาคม 2025

ซีพีเอฟช่วยฟื้นฟู รพ.ชายแดน กับ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้”

ซีพีเอฟ ย้ำจุดยืนการอยู่เคียงข้างสังคมไทย ตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ของเครือซีพี ล่าสุดจัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เพื่อร่วมสมทบทุนฟื้นฟูโรงพยาบาลใน 7 จังหวัด ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังมีการเจรจาตกลงหยุดยิงกันแล้วพบว่า หลายพื้นที่เกิดความเสียหายจากการปะทะกัน ทั้งบ้านเรือนประชาชน รวมไปถึงโรงพยาบาลที่ต้องให้บริการประชาชน จนกระทั่งหน่วยงานต่างๆ พร้อมระดมความช่วยเหลือเยียวยาประชาชนพื้นที่กันอย่างเต็มที่

ล่าสุดบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ (CPF) ย้ำแนวทางการเดินหน้าสานต่อพันธกิจเพื่อสังคม ได้จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายร่วมสมทบทุนซ่อมแซมอาคารโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาดังกล่าว

ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้

กิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ล่าสุดนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00–18.00 น. ณ โถงชั้น 1 และหน้าอาคาร ซี.พี.ทาวเวอร์ สีลม โดยภายในพื้นที่จัดกิจกรรม ได้เชิญชวนประชาชนมาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพมาตรฐานสากลที่กลุ่มซีพีเอฟได้นำมาให้เลือกสรรอย่างหลากหลาย

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวย้ำว่า ซีพีเอฟ ยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ตามหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ของเครือซีพี คือทำอะไรให้คิดถึงเรื่องของประเทศชาติมาลำดับแรก ตามมาด้วยประชาชน และสุดท้ายคือองค์กร

“เราขอร่วมเป็นพลังสนับสนุนการฟื้นฟูโรงพยาบาลชายแดน เชื่อมั่นว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้โรงพยาบาลกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มกำลังอีกครั้ง” นายประสิทธิ์ กล่าว

นอกจากซีพีเอฟ เดินหน้าจัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์เคียงข้างสังคมไทยแล้ว ยังพร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโดยตรง เพื่อเติมพลังใจและเสริมศักยภาพให้โรงพยาบาลกลับมาเปิดให้บริการได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด

ก่อนหน้านี้ ซีพีเอฟ ได้สานต่อกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ด้วยการมอบเงินสนับสนุนแก่โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อฟื้นฟูอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ และช่วยเหลือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว

ซีพีเอฟ ตอกย้ำความเชื่อมั่นที่ว่า ทุกการให้ คือพลังที่ยิ่งใหญ่ จึงขอเชิญชวนคนไทยทุกท่านร่วมแรงร่วมใจ ส่งต่อ “พลังแห่งการให้” เคียงข้างโรงพยาบาลชายแดน เพื่อก้าวผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

ซีพีเอฟและกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้”

ซีพีเอฟได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนในการนำปรัชญา 3 ประโยชน์มาปฏิบัติจริง การสนับสนุนโรงพยาบาลชายแดนไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกลอีกด้วย

การที่ซีพีเอฟเชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคโดยตรง ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น ความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านทุกวิกฤติไปด้วยกัน และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโรงพยาบาลชายแดนและกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ของซีพีเอฟ เพราะทุกการให้ของคุณมีความหมายและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง

ที่มา – ซีพีเอฟ อยู่เคียงข้างสังคมไทย จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ร่วมฟื้นฟูโรงพยาบาลชายแดน

“อดีตนายกฯ สมชาย” ขอรอฟังศาล ยัน “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบัน

“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ยืนยัน “ทักษิณ” จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันเป็นอย่างยิ่ง ส่วนคดีชั้น 14 ศาลพิจารณาอย่างไรเราก็เคารพ ย้ำคำเดิมคดี “แพทองธาร” ทำเพื่อบ้านเมือง-อธิปไตยประชาชน ไม่เกี่ยวเรื่องการเสียดินแดน

วันที่ 22 ส.ค. 2568 ที่ศาลอาญา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมรับฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1860/2567 ที่ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีเมื่อปี 2558 กรณีนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีประเทศเกาหลีใต้ พาดพิงดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ว่า ต้องรอฟังศาลว่าวินิจฉัยอย่างไร แต่ส่วนตัวเชื่อว่าท่านมีความจงรักภักดี “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบัน ส่วนศาลจะวินิจฉัยอย่างไรต้องรอฟังซึ่งเราเคารพในกระบวนการของศาล

เมื่อถามย้ำว่าคำตัดสินคดีนี้จะเป็นไปในเชิงบวกใช่หรือไม่ นายสมชาย ระบุว่า จากที่ตนใกล้ชิดนายทักษิณพอสมควร เห็นว่าท่านเป็นคนที่จงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันอย่างยิ่ง ส่วนศาลจะตัดสินอย่างไรต้องรอฟัง เราไม่สามารถไปก้าวล่วงได้

ส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับคดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจหรือไม่ นายสมชาย ระบุว่า เรื่องดังกล่าวนี้ท่านก็ทำตามขั้นตอน เมื่อผ่านกระบวนการของศาล ก็เข้าสู่กระบวนการรับโทษ ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่าจะดำเนินการอย่างไร และหากศาลจะพิจารณาอย่างไรเราก็เคารพ เพราะถือว่าเป็นกระบวนการยุติธรรม แต่ส่วนตัวไม่สามารถออกความเห็นได้

เมื่อถามว่ามีความเป็นห่วงในคดีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ ที่จะมีการนัดคำพิพากษาในวันที่ 29 สิงหาคม นายสมชาย ระบุว่า อย่างที่ตนเคยบอก นางสาวแพทองธาร ทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชน การรักษาอธิปไตยของคนไทยทุกคนรวมถึงตัวท่านด้วย ในฐานะผู้นำประเทศต้องรักษาเต็มที่อยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเสียดินแดน เพราะทหารดูแลอยู่ แต่เมื่อเกิดเรื่องมาแล้วก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายตราไว้ พร้อมย้ำว่าหากศาลว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตาม

“อดีตนายกฯ สมชาย” ขอรอฟังศาล ยัน “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบัน

จากกรณีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่นายสมชายเน้นย้ำถึงความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันของนายทักษิณ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ

ความเชื่อมั่นของนายสมชายต่อ “ทักษิณ” ที่เทิดทูนสถาบัน

นายสมชายได้แสดงความเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่านายทักษิณเป็นผู้ที่จงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงสถาบันเบื้องสูง แต่จากความใกล้ชิดที่นายสมชายมีต่อนายทักษิณ ทำให้เชื่อมั่นว่านายทักษิณมีความเคารพและเทิดทูนสถาบันอย่างแท้จริง

การพิจารณาคดีและความเคารพในกระบวนการยุติธรรม

นายสมชายได้กล่าวถึงการพิจารณาคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณและนางสาวแพทองธาร โดยย้ำว่าทุกอย่างควรเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และเคารพในการตัดสินของศาล ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร การแสดงความเห็นของนายสมชายสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

ประเด็นสำคัญที่นายสมชายได้เน้นย้ำคือ การกระทำของนางสาวแพทองธารมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การรักษาอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศต้องให้ความสำคัญ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียดินแดน การชี้แจงดังกล่าวเป็นการตอบโต้ข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินคดีของนางสาวแพทองธาร

สิ่งที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้กล่าวถึง “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบัน นั้น ถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในคดีความต่างๆ ควรเป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏต่อศาล เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

และสุดท้ายนี้ ไม่ว่าผลการพิจารณาคดีจะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญคือการเคารพในกระบวนการยุติธรรมและยอมรับในผลการตัดสินของศาล เพราะเป็นหลักการพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย

ที่มา – “อดีตนายกฯ สมชาย” ขอรอฟังศาล ยัน “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบันอย่างยิ่ง

“ทนายวิญญัติ” มั่นใจ คดี “ทักษิณ” สู้ถูกทาง!

“ทนายวิญญัติ” เชื่อคดี “ทักษิณ” ต่อสู้มาถูกทางแล้ว เจ้าตัวยืนยันคลิปถูกตัดต่อ ย้ำเป็นพสกนิกรความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ส.ค. 2568 “ศาลอาญา” นัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ.1860/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 กรณีเมื่อปี 2558 นายทักษิณได้ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีประเทศเกาหลีใต้ พาดพิงสถาบันกษัตริย์ นายทักษิณจำเลยให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัว

ก่อนอ่านคำพิพากษา ทางตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศาลได้นำแผงเหล็กมากั้นเป็นรั้วบริเวณทางขึ้นด้านหน้าอาคารศาลอาญา โดยจะมีการกำหนดพื้นที่ทางเข้า-ออก และมีตำรวจศาล ตำรวจสน.พหลโยธิน มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันศาลอาญาได้กำหนดจุดไว้เฉพาะสำหรับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวและถ่ายภาพ โดยสื่อที่เป็นช่างภาพต้องเขียนใบขออนุญาตและติดบัตรสื่อชั่วคราวของศาลอาญาและไม่อนุญาตให้ไปจุดอื่นที่ศาลกำหนดไว้ รวมทั้งไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังในห้องพิจารณาคดี

ทางด้าน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนฟังคำพิพากษาว่า นายทักษิณจะเข้ารับฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง เรื่องความมั่นใจด้านผลคดีนั้นขออนุญาตยังไม่ตอบ ขอให้รอคำวินิจฉัยของศาลก่อน หลังจากที่ตนรับทำคดีนี้และเห็นพยานหลักฐานตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนมีความชัดเจน และในการสืบพยานโจทก์สามนัดยิ่งชัดเจนว่าเรามาถูกทางแล้ว เพราะการต่อสู้คดีอาญาต้องดูพยานหลักฐานของโจทก์ และผู้กล่าวหาเป็นหลัก รวมถึงดูเจตนาของจำเลยด้วย และพยานหลักฐานที่ได้นำขึ้นพิสูจน์ต่อศาลตั้งแต่ต้นนายทักษิณยืนยันว่าไม่ได้เจตนา

ทั้งนี้ ท่านทักษิณพูดเสมอมาว่า ท่านเป็นอดีตนายกฯ เป็นผู้ที่มีความสำนึกต่อความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพสกนิกรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว ความจงรักภักดีของท่านมีอย่างชัดเจน และประจักษ์ชัด เหตุดังกล่าวนี้ท่านก็บอกแล้วว่า ไม่ได้มาจากคำพูดของท่านอย่างถูกต้อง และท่านเชื่อว่าเป็นการตัดต่อเราก็พยายามพิสูจน์ แต่เมื่อจำเลยปฏิเสธโจทก์ก็ต้องพิสูจน์ว่าไม่ใช่การตัดต่ออย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะทำได้หรือไม่ได้

สำหรับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เทียบกับกรณีของนายทักษิณที่ถูกนำคลิปมา เมื่อเสนอข่าวสารไปแล้วผิดถูกตอนแรกยังไม่มีใครพิสูจน์ความจริง ดังนั้นการขยายให้เกิดความเข้าใจผิดหรือการบิดเบือนเป็นเรื่องที่สังคมควรจะระมัดระวัง ไม่ได้พูดถึงเพียงสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ทุกคนควรที่จะระมัดระวังเพราะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก และพวกท่านอาจจะถูกดำเนินคดีด้วย

ทางด้าน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาให้กำลังใจ นายทักษิณกล่าวว่า ต้องรอฟังศาลว่าวินิจฉัยอย่างไร แต่ส่วนตัวเชื่อว่าท่านมีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบัน ส่วนศาลจะวินิจฉัยอย่างไรต้องรอฟังซึ่งเราเคารพในกระบวนการของศาล.

“ทนายวิญญัติ” เชื่อคดี “ทักษิณ” ต่อสู้มาถูกทางแล้ว เจ้าตัวยืนยันคลิปถูกตัดต่อ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กำลังได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ “ทนายวิญญัติ” ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าการต่อสู้คดี “ทักษิณ” มาถูกทางแล้ว การออกมาให้ความเห็นในครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการพิจารณาคดีสำคัญที่ศาลอาญา ซึ่งนายทักษิณได้ถูกฟ้องร้องในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการดูหมิ่นสถาบัน

ทนายวิญญัติมั่นใจ คดีทักษิณสู้ถูกทาง

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความคนสำคัญที่ดูแลคดีนี้ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาพยานหลักฐานและการสืบพยานที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ทีมทนายความมั่นใจในการต่อสู้คดีนี้มากยิ่งขึ้น เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า นายทักษิณเองก็ได้ยืนยันถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด พร้อมทั้งยืนยันว่าคลิปวิดีโอที่เป็นประเด็นนั้น อาจมีการตัดต่อหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง

ขณะที่บรรยากาศบริเวณศาลอาญาในวันนัดฟังคำพิพากษา เต็มไปด้วยความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย มีการจัดสรรพื้นที่สำหรับสื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานของศาลเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

การออกมาให้ความเห็นของ “ทนายวิญญัติ” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับลูกความของตนเอง การต่อสู้ในคดีนี้จึงเป็นที่จับตามองของสังคม ว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตอย่างไร

ผลการตัดสินคดีนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อตัวนายทักษิณเอง แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับสังคมไทย ในเรื่องของการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลสามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง การตรวจสอบข้อเท็จจริงและความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวสารจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

คดี “ทักษิณ” ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของกระบวนการยุติธรรมไทย และเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของความถูกต้องและความเป็นธรรมในการดำเนินชีวิต

ที่มา – “ทนายวิญญัติ” เชื่อคดี “ทักษิณ” ต่อสู้มาถูกทางแล้ว เจ้าตัวยืนยันคลิปถูกตัดต่อ

ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ศาลอาญากำหนดนัดอ่านคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เวลา 10.00 น. โดยศาลมีคำสั่งห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟังการพิจารณา และจำกัดการทำข่าวของสื่อมวลชนให้อยู่ในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อความเรียบร้อยและความปลอดภัย

ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร

สำหรับคดีนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากศาลมีคำพิพากษาว่า “มีความผิด” นายทักษิณอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีต่อหนึ่งข้อหา ขณะเดียวกันยังเป็นหนึ่งในหลายคดีสำคัญที่ตระกูลชินวัตรกำลังเผชิญอยู่ และอาจส่งแรงสะเทือนต่อสมการการเมืองไทยในห้วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ การที่ ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนและความสำคัญของคดีนี้

ทำไมศาลอาญาจึงคุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร?

การที่ศาลอาญาตัดสินใจคุมเข้มเป็นพิเศษในการพิจารณาคดีนี้ มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลัง:

  • ความปลอดภัยและความเรียบร้อย: คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนในวงกว้าง การจำกัดจำนวนผู้เข้าฟังและการทำข่าว ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความวุ่นวายหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันภายในบริเวณศาล
  • ความละเอียดอ่อนทางการเมือง: คดีนี้เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี และมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมือง การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลและภาพข่าว ช่วยป้องกันการบิดเบือนข้อมูลหรือการสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน
  • การรักษาความยุติธรรม: การคุมเข้มช่วยให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส โดยปราศจากอิทธิพลภายนอกที่อาจส่งผลต่อการตัดสินของศาล

คดีมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนในสังคมไทย การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

นอกจากนี้ การที่ ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร ยังอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของศาลในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่คำนึงถึงสถานะหรือตำแหน่งของผู้กระทำผิด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำพิพากษาคดีนี้มีหลายด้าน ทั้งในแง่การเมือง สังคม และกฎหมาย ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องเคารพการตัดสินของศาล และใช้กระบวนการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาหรือข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ที่ ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร ยังแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และการปกป้องสถาบันหลักของชาติ การหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความสามัคคี

อย่างไรก็ตาม การที่ศาลคุมเข้มขนาดนี้ก็อาจทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการพิจารณาคดี หากเป็นไปได้การเปิดเผยข้อมูลบางส่วนที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัย อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ศาลอาญา” คุมเข้ม คดี 112 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ห้ามคนนอก-จำกัดสื่อ

ทักษิณถึงศาลอาญา คดี 112 โบกมือทักทายสื่อ

วันนี้ (22 สิงหาคม 2568) ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ การปรากฏตัวของนายทักษิณในครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด

ทักษิณถึงศาลอาญา คดี 112

เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. บรรยากาศบริเวณศาลอาญาค่อนข้างคึกคัก ผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักต่างปักหลักรอทำข่าวการเดินทางมาของนายทักษิณ ซึ่งศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ 1860/2567 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดยกล่าวหาว่านายทักษิณได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อโทรทัศน์ในประเทศเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง ศาลได้กำหนดเวลาอ่านคำพิพากษาในเวลา 10.00 น.

ทันทีที่นายทักษิณเดินทางมาถึงศาลอาญา เขาได้ลงจากรถตู้และโบกมือทักทายผู้สื่อข่าวที่มารอทำข่าวอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่จะพบกับบุตรสาว คือ เอม พินทองทา ชินวัตร ที่เดินทางมาให้กำลังใจบิดาถึงศาล การปรากฏตัวของนายทักษิณในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองที่ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายที่ละเอียดอ่อนและความสนใจของสังคมในวงกว้าง การพิจารณาคดีและการตัดสินของศาลจึงเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

รายละเอียดคดี ทักษิณถึงศาลอาญา

สำหรับรายละเอียดของคดี ทักษิณถึงศาลอาญา นั้น สืบเนื่องมาจากการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณเมื่อปี 2558 ซึ่งถูกตีความว่ามีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทางอัยการจึงได้ยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

กระบวนการพิจารณาคดีได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการสืบพยานหลักฐานและให้โอกาสทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาล จนกระทั่งศาลได้กำหนดวันอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 สิงหาคม 2568

การที่นายทักษิณเดินทางกลับประเทศไทยและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากคดีนี้แล้ว นายทักษิณยังมีคดีความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอดีต ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

การพิจารณาคดีนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อตัวนายทักษิณเอง แต่ยังมีความสำคัญต่อหลักนิติธรรมและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ การตัดสินของศาลจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนอย่างต่อเนื่อง การกลับมาของนายทักษิณและการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาศาลอาญาเพื่อฟังคำพิพากษาทักษิณถึงศาลอาญาในคดี 112 แสดงให้เห็นถึงการเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม แม้ผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร ก็ย่อมส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของเขาและประเทศไทยอย่างแน่นอน

ไม่ว่าผลการพิจารณาคดีจะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพการตัดสินใจของศาลและยึดมั่นในหลักการของกฎหมาย เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่สำหรับทุกคน การเดินทางมาศาลอาญาของ ทักษิณถึงศาลอาญา ในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – “ทักษิณ” ถึงศาลอาญา ถนนรัชดาฯ ฟังคำพิพากษา คดี 112 โบกมือทักทายสื่อมวลชน

ชมสด! ศาลอาญาชี้ชะตา “ทักษิณ” คดี ม.112

วันนี้! ศาลอาญาชี้ชะตา “ทักษิณ” คดี ม.112 และ พ.ร.บ. คอมฯ จากปมการให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ ซึ่งพาดพิงและดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก และผลการตัดสินจะมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ชมสด! ศาลอาญาชี้ชะตา “ทักษิณ” คดี ม.112

ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เวลา 10:00 น. ศาลอาญาได้นัด นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ารับฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1860/2567 ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อปี 2558 ที่นายทักษิณได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อโทรทัศน์ในประเทศเกาหลีใต้ โดยมีเนื้อหาพาดพิงและอาจเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง นายทักษิณได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และได้รับการประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี

ติดตามการรายงานสดคดี “ทักษิณ” คดี ม.112 ได้ที่ไหน?

สำหรับท่านที่ต้องการติดตามข่าวสารและรายละเอียดของคดีนี้อย่างใกล้ชิด สามารถรับชมการรายงานสดจากศาลอาญาได้ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้:

ทีมข่าวไทยรัฐจะทำการรายงานสดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกท่านได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุดเกี่ยวกับ “ทักษิณ” คดี ม.112 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวได้เลย

คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญทางการเมืองที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ผลการตัดสินของศาลอาญาจะมีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคต การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

กระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม การตัดสินคดี “ทักษิณ” คดี ม.112 นี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความศักดิ์สิทธิ์และความยุติธรรมของกฎหมายไทย และจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต

การพิจารณาคดีเช่นนี้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน การนำเสนอข่าวสารจึงต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และเป็นกลาง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน ที่สำคัญคือการเคารพกระบวนการยุติธรรมและรอฟังผลการตัดสินของศาล

หลังจากฟังคำพิพากษา “ทักษิณ” คดี ม.112 แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเคารพการตัดสินใจของศาล ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร การแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม

ที่มา – ชมสด ศาลอาญาชี้ชะตา “ทักษิณ” คดี ม.112 – พ.ร.บ. คอมฯ ปมให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้

ปะทะเดือด! แฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี เจ็บกว่า 20

ศึกฟุตบอล โคปา ซูดาเมริกานา กลายเป็นสนามรบย่อมๆ เมื่อการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างแฟนบอลอาร์เจนตินาและชิลี ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ และตอกย้ำปัญหาความรุนแรงในสนามฟุตบอลที่ยังคงเป็นเรื่องท้าทาย

ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี บาดเจ็บอื้อ!

การแข่งขันฟุตบอล โคปา ซูดาเมริกานา ระหว่าง อินเดเพนเดียนเต้ ทีมดังจากอาร์เจนตินา และ ยูนิเวอร์ซิดาด เด ชิเล จากชิลี ณ สนามลิเบอร์ตาดอเรส เด อเมริกา ในเมืองอาเวยานีด้า ต้องยุติลงกลางคัน เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างกองเชียร์ทั้งสองฝ่าย

รายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอาร์เจนตินาระบุว่า มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 100 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 20 คน โดยหนึ่งในนั้นมีอาการสาหัส จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์อยู่ที่การทุบทำลายเก้าอี้และห้องน้ำของกองเชียร์ทีมเยือนบนอัฒจันทร์ชั้นบน และการขว้างปาสิ่งของลงมายังกองเชียร์เจ้าบ้านที่อยู่ด้านล่าง

เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่กลับถูกโจมตีไปด้วย ทำให้ผู้ตัดสินใจยุติการแข่งขันทันทีในช่วงพักครึ่งแรก ขณะที่ผลการแข่งขันยังคงเสมอกันอยู่ที่ 1-1

ความรุนแรงที่บานปลาย: ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี

สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกเมื่อกลุ่มบาร์ราบราวาส หรือกลุ่มฮูลิแกนของอินเดเพนเดียนเต้ ได้บุกฝ่าแนวกั้นของตำรวจเข้าไปยังโซนของกองเชียร์ทีมเยือน พร้อมอาวุธอย่างไม้และแท่งเหล็ก ภาพที่ปรากฏในสื่อท้องถิ่นแสดงให้เห็นภาพอันน่าสลดใจของแฟนบอลที่พยายามเอาชีวิตรอด บางคนกระโดดลงมาจากอัฒจันทร์ บางคนถูกตีที่ศีรษะจนล้มลง และบางคนถูกทำร้ายจนเลือดท่วมตัว

เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความตกตะลึงให้กับวงการฟุตบอลทั่วโลก

  • จานนี อินฟันติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ออกมาประณามเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องความปลอดภัยของผู้เล่น แฟนบอล และเจ้าหน้าที่
  • สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ (CONMEBOL) กำลังรวบรวมข้อมูลและส่งต่อให้คณะกรรมการด้านวินัยเพื่อพิจารณามาตรการลงโทษที่เหมาะสม

เหตุการณ์ ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังของกลุ่มแฟนบอลหัวรุนแรงในวงการฟุตบอลอาร์เจนตินาและอเมริกาใต้ ที่นำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมาแล้วหลายครั้ง นี่เป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่และสมาคมฟุตบอลในการควบคุมความปลอดภัยภายในสนาม

บทเรียนจากเหตุการณ์ ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจว่า ปัญหาความรุนแรงในสนามฟุตบอลยังคงเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และการให้การศึกษาแก่แฟนบอลเกี่ยวกับน้ำใจนักกีฬา เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างสโมสรฟุตบอล เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตรสำหรับทุกคนที่รักในกีฬาฟุตบอล

ที่มา – ปะทะเดือดแฟนบอลอาร์เจนตินา-ชิลี ศึกโคปา ซูดาเมริกานา บาดเจ็บกว่า 20 จับกุมเกินร้อย

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญที่จังหวัดสระแก้วได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 01.09 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม 2568 โดยที่ประชุมได้เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม และเตรียมดำเนินการต่อเนื่องในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่น่าจับตามอง

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

กองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) จัดการประชุม ณ สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ค่ายสุรสิงหนาท อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชาเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มี พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานฝ่ายไทย และ พลโทซอ กีมปะ (Sar Kimpak) รองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา เป็นประธานฝ่ายกัมพูชา โดยทั้งสองท่านได้ร่วมลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมร่วมกัน

เหตุผลของการเลื่อนเวลาการประชุม

ก่อนเริ่มการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาได้ขอเลื่อนเวลาเข้าร่วม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ทำให้การเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านด่านคลองลึกเกิดขึ้นในเวลา 23.56 น. และเดินทางถึงสโมสรนายทหาร มทบ.19 ในเวลาประมาณ 00.05 น.

เมื่อเดินทางถึง พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ ได้ให้การต้อนรับ พลโทซอ กีมปะ และนำเข้าสู่ห้องรับรองเพื่อหารือเบื้องต้น ขณะเดียวกัน คณะทำงานกองเลขานุการฯ ไทย–กัมพูชา ได้ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของร่างเอกสารการประชุม การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงเริ่มต้นขึ้นในเวลา 01.09 น. ตามที่กำหนดไว้

ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นสำคัญตามระเบียบวาระ และกล่าวปิดประชุมในเวลา 02.12 น. จากนั้นจึงมีพิธีลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) และแลกเปลี่ยนแฟ้มเอกสารระหว่างผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเสร็จสิ้นในเวลา 02.19 น.

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ คณะฝ่ายกัมพูชาได้เดินทางกลับประเทศ และมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมอีกครั้งในเวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อหารือในประเด็นที่เหลือตามกำหนดการ เนื้อหารายละเอียดของร่างบันทึกการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา อยู่ระหว่างการเรียบเรียง และจะมีการเผยแพร่ให้ทราบต่อไป

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความตั้งใจของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน การเห็นชอบร่างบันทึกการประชุมถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนการลงนาม แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ หากร่างบันทึกการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา มีผลบังคับใช้ จะส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว จะเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย การติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการตามร่างบันทึกการประชุมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – เริ่ม 01.09 น. ประชุม RBC ไทย-กัมพูชาที่สระแก้ว เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

ไม่ใช่ McGinn แต่ Mulligan สร้างชื่อที่ Hibs

ไม่ใช่ McGinn แต่ Mulligan สร้างชื่อที่ Hibs

การถูกเปรียบเทียบกับผู้เล่นที่ดีที่สุดคนหนึ่งของฮิเบอร์เนียนในศตวรรษนี้ แสดงให้เห็นว่า Josh Mulligan เริ่มต้นชีวิตที่ Easter Road ได้แข็งแกร่งเพียงใด

กองกลางรายนี้เพิ่งเข้าร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์จากดันดี โดยก่อนหน้านี้ก็มีข่าวเชื่อมโยงกับเรนเจอร์ส และสร้างผลกระทบต่อทีมของ David Gray ได้ทันที

ถึงขนาดที่บางคนพูดถึงเขาในลมหายใจเดียวกับ John McGinn นักเตะทีมชาติสกอตแลนด์และแอสตัน วิลล่า ผู้ซึ่งคว้าแชมป์สกอตติชคัพในช่วงปีแรกๆ กับฮิเบอร์เนียน

เห็นได้ชัดว่าการเปรียบเทียบเหล่านั้นเป็นเรื่องเพ้อฝันในตอนนี้ ซึ่ง Mulligan เองก็ยอมรับเช่นกัน แต่ประตูชัยช่วงท้ายเกมของดาวเตะวัย 22 ปีที่ยิง Legia Warsaw ที่ Easter Road ได้ทำให้แฟนบอลของเขามีกำลังใจอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับการแข่งขันเลกที่สอง

Mulligan เป็นผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดในเกมที่พบกับทีมจากโปแลนด์เมื่อวันพฤหัสบดี และเป็นไปได้ว่าเขาจะเข้าร่วมทีมชาติสกอตแลนด์ชุดต่อไปของ Steve Clarke ร่วมกับ McGinn และ Kieron Bowie ซึ่งจะมีการประกาศในวันจันทร์

ไม่ใช่ McGinn แต่ Mulligan เริ่มต้นได้ดีที่ Hibs

‘โดดเด่น’ เป็นคำที่ Gray อธิบายถึง Mulligan เมื่อเขามาถึงในช่วงซัมเมอร์ และดาวเตะวัย 22 ปีก็ยังคงเอาชนะใจแฟนๆ ด้วยผลงานของเขา

เขาเป็นผู้นำในชาร์ตเมื่อพูดถึงการเลี้ยงบอลที่ประสบความสำเร็จ และอยู่ในอันดับต้นๆ ในด้านการสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษของคู่ต่อสู้และการดวลที่ชนะ

สิ่งนั้นสรุปได้ว่าเป็นกองกลาง Box-to-Box ที่ไม่ใช่แค่เข้าไปปะทะ แต่ยังขับเคลื่อนไปข้างหน้าและพาฮิเบอร์เนียนไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมของสนาม

“ดูเหมือนเป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยม” David แฟนบอลฮิเบอร์เนียนกล่าวเมื่อ BBC Sport Scotland ขอความคิดเห็นเกี่ยวกับการมาถึงของ Mulligan “ผู้เล่นสารพัดประโยชน์ที่สามารถเล่นได้ในหลายตำแหน่ง ดังนั้นมันจึงน่าสนใจมากที่จะได้เห็นว่าเขาปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างไร”

“เป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยม” Alex กล่าวเสริม “นักเตะสกอตแลนด์ดาวรุ่งที่มีประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่ยังเด็ก เขาจะเติบโตที่ฮิเบอร์เนียน”

เติบโตคือคำที่เหมาะสม แม้ว่าเขาจะถูกพักจากทีมชุดแรกที่พบกับ Livingston ในช่วงสุดสัปดาห์ แต่เขาก็ถูกส่งลงสนามในนาทีที่ 82 เพื่อทำประตูที่สอง ซึ่งเป็นการยิงที่ยอดเยี่ยมจากนอกกรอบเขตโทษที่ชนเสาเข้าไป

หลังจากที่เขาถูกโยกย้ายไปมาระหว่างกองกลางและวิงแบ็กขวาในช่วงที่เขาอยู่กับดันดี จึงไม่น่าแปลกใจที่ประตูจะไม่เด่นชัดในสถิติเดิมของเขา

แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเพิ่มมิติใหม่ให้กับเกมของเขา โดย Gray อนุญาตให้เขาเดินหน้าในแนวรุก ซึ่งยังคงเก่งกาจในช่วงเริ่มต้นที่ Easter Road

Mulligan ‘คิดถึงจังหวะพลาดตลอดทั้งเกม’

ประตูช่วงท้ายเกมของเขาที่พบกับ Legia ซึ่งเป็นการซ้ำลูกยิงที่ถูกบล็อกในระยะใกล้ ทำให้ฮิเบอร์เนียนมีโอกาสในโปแลนด์ในวันพฤหัสบดีหน้า

ในขณะที่ Gray หัวหน้าโค้ชรีบชี้ให้เห็นว่า พวกเขาได้สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมในการไปเยือน Midtjylland ในเดนมาร์กและ Partizan ในเซอร์เบีย

แต่ Mulligan รีบยอมรับว่าเขารู้สึกโล่งใจที่ทำประตูได้ หลังจากพลาดโอกาสทองในช่วงต้นเกมที่พบกับทีมจากโปแลนด์ ซึ่งเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศของการแข่งขันนี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

“ผมพลาดไปหนึ่งครั้งในสองสามนาทีแรก และพูดตามตรง ผมคิดถึงมันตลอดทั้งเกม” Mulligan กล่าวกับ BBC Scotland

“เราอยู่ในเกมได้ และประตูนั้นอาจพิสูจน์ได้ว่ามีความสำคัญ ดังนั้นผมจึงตั้งตารอเลกต่อไป มันยังคงเป็นครึ่งเวลาในการแข่งขัน”

“พวกเขาเป็นทีมที่ดี และจะต้องมีการแสดงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ เด็กๆ จะต้องทุ่มเททุกอย่าง”

ไม่ใช่ McGinn แต่ Mulligan กำลังพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีศักยภาพมากมาย และการมาของเขาช่วยยกระดับทีมฮิเบอร์เนียนได้อย่างชัดเจน การที่เขาสามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้อย่างรวดเร็วและสร้างผลงานที่โดดเด่น ทำให้แฟนบอลคาดหวังถึงอนาคตที่สดใสของเขาในถิ่น Easter Road

ที่มา – Not quite McGinn but Mulligan making name at Hibs