วัน: 24 สิงหาคม 2025

“มาริษ” ถึงสวีเดน ซื้อ Grippen แจงเหตุไทย-กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงสวีเดนเพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่าไทยเพียงแค่ป้องกันตนเอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อชี้แจงกรณีที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด

“มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ นางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบินรบ Grippen E/F ของกองทัพอากาศ กับบริษัท Saab ว่า จะใช้โอกาสนี้พูดคุยทำความเข้าใจสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย เพราะสวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก

ดังนั้น จะใช้โอกาสนี้ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ประเทศไทยใช้ในการแก้ปัญหากัมพูชาตั้งแต่แรกเริ่ม มุ่งเน้นการใช้การเจรจาสองฝ่ายหรือทวิภาคี หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และแสดงความต้องการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาโดยสันติและจริงใจ โดยเตรียมหลักฐานเพื่อนำมาชี้แจงให้รับฟังด้วย การที่เราถูกกัมพูชาละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ทำให้เราต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อให้เขาสบายใจว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราสอดคล้องกับนโยบายด้านการต่างประเทศ เราเป็นประเทศที่รักสันติ เราทำทุกอย่างตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

มาริษ เสงี่ยมพงษ์

ทั้งนี้ ตนมุ่งหน้าเดินสายเพื่อชี้แจงกับทุกประเทศว่า การใช้กำลังทางทหารของเราได้สัดส่วนกับความเป็นจริงและไม่มีเป้าหมายเพื่อทำลายล้าง หลักฐานทุกอย่างยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศ และกฎบัตรของสหประชาชาติ

ไทยย้ำ! ใช้ Grippen ป้องกันตนเอง แจงเหตุไทย-กัมพูชา

“อาวุธที่เราใช้ ยืนยันได้ว่าเราทำเพื่อป้องกันตัวเอง ขณะที่กัมพูชาใช้อาวุธเพื่อโจมตีระยะไกล ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการโจมตีเป้าหมายทางพลเรือน รวมถึงการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ใช้ความเห็นสาธารณะ ชวนเชื่อทัศนคติของสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศยอมรับไม่ได้” นายมาริษกล่าว

การเยือนสวิตเซอร์แลนด์

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังกล่าวด้วยว่า หลังการเยือนสวีเดนแล้วตนจะเดินทางไปเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยมีเป้าหมายหลักไปชี้แจงให้กับประเทศกลุ่มสัญญาอนุภาคีให้เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาใช้ยุทธศาสตร์ของการใช้วัตถุระเบิดสังหารบุคคล ที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวา อีกทั้งในโอกาสนี้จะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหาร การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ของกัมพูชา รวมทั้งการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ก็ได้ออกมาพูดชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยอย่างมาก และไม่สนับสนุนให้มีการใช้สงครามข่าวสาร ในการต่อสู้โดยใช้พลเรือนเป็นตัวกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน โดยในโอกาสนี้ตนจะได้พบปะกับประธาน ICRC จะได้อธิบาย ทั้ง 2 ประการเหล่านี้ เพราะ ICRC เป็นองค์กรหลักที่ดูกฎหมายระหว่างประเทศ

จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทำให้ประชาคมโลกได้เข้าใจในความตั้งใจของรัฐบาลไทยว่าเราเป็นประเทศที่รักสันติ จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติการทางทหารไม่ได้ถูกประเทศไหนตำหนิเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้เดินสายที่ทุกประเทศเข้าใจว่าการใช้มาตรการทางของเราเป็นการตอบโต้ตามสัดส่วนความเป็นจริง ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายล้างฝ่ายพลเรือน ดังนั้น สิ่งที่ตนเตรียมมาชี้แจงถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาคมโลกเข้าใจ ถึงแนวทางและท่าทีของประเทศไทย ซึ่งดำเนินการทุกอย่างสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศกฎหมายระหว่างประเทศ.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

อาจารย์เผย นักศึกษาชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” คือใคร?

อาจารย์เผย นักศึกษาชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” คือใคร?

เรื่องราวสุดฮือฮาจากวงการการศึกษา! อาจารย์คณะพืชศาสตร์ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของนักศึกษาเก่าชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” ที่หลายคนเชื่อว่าอาจเป็นพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุชื่อดังถึง 80% เรื่องราวจะเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

อาจารย์ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยในจังหวัดพิษณุโลก ได้ออกมาเล่าถึงความทรงจำเกี่ยวกับลูกศิษย์ชื่อนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว ซึ่งเคยศึกษาในระดับ ปวช. เมื่อปี 2523 อาจารย์เล่าว่า ตอนนั้นตนเองเพิ่งเริ่มเข้ารับราชการใหม่ๆ และได้เจอกับนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว ซึ่งเป็นนักศึกษาที่โดดเด่น เป็นที่รู้จักในหมู่เพื่อนฝูง

“เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” นักศึกษาดาวเด่น

อาจารย์เล่าว่า นายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว เป็นคนที่มีบุคลิกภาพดี เป็นนักกิจกรรมตัวยง ชอบเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้า และมีความเป็นผู้นำสูง มักจะได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของรุ่นในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญคือนายเกรียงไกรเคยเป็นประธานในการจัดทำหนังสือรุ่นและแหวนรุ่นให้กับเพื่อนๆ ในชั้น ปวช.ปี 3

อย่างไรก็ตาม หลังจากจบการศึกษาในระดับ ปวช. ก็ไม่มีใครทราบว่านายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว ได้ศึกษาต่อในระดับ ปวส. หรือไม่ แต่ที่เป็นเรื่องน่าสนใจคือ เพื่อนร่วมรุ่นส่วนใหญ่กลับเชื่อว่า นายเกรียงไกรคือพระอลงกตถึง 80%

ความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เริ่มต้นจากการที่เพื่อนๆ ในรุ่นมีการจัดงานเลี้ยงรุ่นกันเป็นประจำทุกปี แต่กลับไม่เคยมีใครได้พบเจอนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว มาร่วมงานเลยสักครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ มีข่าวลือว่านายเกรียงไกรรับทำหนังสือรุ่นและแหวนรุ่น แต่ไม่ได้ดำเนินการตามที่ตกลงไว้ แถมยังนำเงินที่เก็บจากเพื่อนๆ ไปด้วย จำนวนหลักหมื่นบาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมากในสมัยนั้น อาจารย์เล่าว่า เงินเดือนของตนเองในสมัยนั้นอยู่ที่ 2,000 บาทต่อเดือน ลองคิดดูว่าเงินหมื่นบาทในสมัยนั้นจะมีมูลค่ามากขนาดไหน

พระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ และมักจะเดินทางมาบิณฑบาตเพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่จังหวัดพิษณุโลกเป็นประจำ โดยทางมหาวิทยาลัยมักจะนิมนต์ท่านมาเป็นประจำทุกปี ซึ่งในวันนั้นจะมีการงดการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาได้ร่วมกิจกรรมบิณฑบาต ฟังเทศนา และชมคอนเสิร์ตจากผู้ป่วยของวัดพระบาทน้ำพุ

ถึงแม้ว่าอาจารย์จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าพระอลงกตคือนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว จริงหรือไม่ แต่ก็ยอมรับว่ามีความเชื่อในเรื่องนี้ถึง 80% ตามความเชื่อของเพื่อนร่วมรุ่นของนายเกรียงไกร

อาจารย์ยังได้ฝากข้อความถึงพระอลงกตว่า หากท่านยังมีความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เคยเป็นศิษย์เก่าอยู่บ้าง ก็ขอให้ออกมายอมรับในสิ่งที่เคยทำผิดพลาด หรือหากมีเหตุผลใดๆ ก็ขอให้ออกมาพูด เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ นอกจากนี้ อาจารย์ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากพระอลงกตเคยไปรับราชการที่กระทรวงเกษตรจริง ท่านใช้วุฒิการศึกษาใดในการสมัคร เนื่องจากรุ่นของท่านมีเพื่อนที่จบการศึกษาด้านเกษตรศาสตร์และทำงานเป็นเกษตรจังหวัดอยู่หลายคน

เรื่องราวของนายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว และความเชื่อมโยงกับพระอลงกต ยังคงเป็นปริศนาที่รอการไข แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราควรให้ความสำคัญกับการกระทำและความดีที่พระอลงกตได้สร้างไว้มากกว่า

ที่มา – อาจารย์เผยมีนักศึกษาชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” เชื่อเป็นพระอลงกต 80%

รมว.เกษตรฯ สั่งเฝ้า 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ”

“อรรถกร” รมว.เกษตรฯ สั่งระดมกำลังเฝ้าน้ำ 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ” กำชับกรมชลฯ พร่องน้ำเขื่อน-ระบายน้ำให้เป็นระบบ แจ้งข่าวประชาชน ลดความเสียหายพื้นที่ท้ายน้ำและพื้นที่การเกษตร

เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์พายุโซนร้อนคาจิกิ (KAJIKI) จากอิทธิพลดังกล่าวจะทำให้ในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ว่า ตนได้กำชับให้กรมชลประทานเตรียมรับมือ “พายุคาจิกิ” สถานการณ์น้ำหลาก น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม รวมถึงน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงภัยเดิม ได้แก่ น่าน, พะเยา, แพร่, บึงกาฬ, หนองคาย, เลย และจังหวัดใกล้เคียงที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิ

นายอรรถกร กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ทางกรมชลประทานได้พร่องน้ำจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำล่วงหน้าไว้แล้ว เพื่อให้สามารถรองรับน้ำฝนที่คาดว่าจะตกลงมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารชลประทาน รวมถึงคันกั้นน้ำและประตูระบายน้ำให้พร้อมใช้งาน รวมถึงกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวก พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักรกล และเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยการบริหารจัดการน้ำได้บูรณาการเชื่อมโยงการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ท้ายน้ำ

รมว.เกษตรฯ สั่งเฝ้า 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ”

“ผมได้กำชับให้ทางกรมชลประทานเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง และปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าว

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวม 50,913 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 25,593 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเขื่อนหลัก 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 17,527 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 7,344 ล้าน ลบ.ม.

การเตรียมพร้อมรับมือ “พายุคาจิกิ” ของกรมชลประทาน

เพื่อให้การรับมือ “พายุคาจิกิ” เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมชลประทานได้ดำเนินการดังนี้:

  • พร่องน้ำจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำล่วงหน้า: เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำฝนที่คาดว่าจะตกลงมา
  • ตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารชลประทาน: เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานมีความแข็งแรงและพร้อมใช้งาน
  • กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ: เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว
  • จัดเตรียมเครื่องจักรกลและเจ้าหน้าที่: เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง: เพื่อติดตามสถานการณ์และปรับแผนการจัดการน้ำให้เหมาะสม
  • ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน: เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการรับมือ “พายุคาจิกิ”

เพื่อความปลอดภัยของตนเองและทรัพย์สิน ขอแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  • ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น จัดเตรียมสิ่งของจำเป็น และวางแผนอพยพ
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย
  • หากอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้เตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูง
  • หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่

การรับมือกับพายุคาจิกิ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้สามารถลดผลกระทบจากภัยพิบัติให้เหลือน้อยที่สุด การเตรียมพร้อมและการรับมืออย่างมีสติจะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – รมว.เกษตรฯ สั่งเฝ้า 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ” พร่องน้ำเขื่อน-อ่างเก็บน้ำแล้ว

“สิริพรรณ” เรียกร้อง กดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

“สิริพรรณ” แนะควรแยก “องค์กรอิสระ – ศาลรัฐธรรมนูญ” ออกจากรัฐธรรมนูญ แก้ปัญหามีอำนาจเกินขอบเขต จนทำให้นักการเมืองจ้องครอบงำแทรกแซง เชื่อหากทำสำเร็จช่วยปลดล็อกได้ระดับหนึ่ง

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 24 ส.ค. 2568 ภายหลังเสร็จสิ้นการเสวนาในหัวข้อ “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) องค์กรอิสระและศาลรธน.” ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะสำเร็จหรือไม่ โดย ศ.สิริพรรณ ระบุว่า วัตถุประสงค์ของการเสวนาวันนี้เป็นความพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (แก้เท่าที่จะแก้ได้โดยไม่กระทบมาตรา 265) ที่ระบุว่า หากจะแก้ไขที่มาจะต้องไปทำประชามติ ดังนั้นต้องดูว่าจะแก้ที่ประเด็นใด จึงจะดำเนินการเรื่องรวดเร็ว เช่น การรับรอง แทนที่จะให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้รับรอง เป็นไปได้หรือไม่ให้สมาชิกทั้งรัฐสภาเป็นผู้รับรอง

“สิริพรรณ” เรียกร้องประชาชนกดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

ศ.สิริพรรณ กล่าวด้วยว่า หากมองปัญหาดังกล่าวไปถึงรากเหง้า ที่ผ่านมาประเทศไทยเข้าใจบทบาทขององค์กรอิสระในฐานะที่เป็นอีกสถาบันหนึ่งเทียบเคียงกับฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และองค์กรอิสระ ซึ่งองค์กรอิสระมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ตัวองค์กรอิสระแทบจะไม่ได้รับการตรวจสอบใดๆ ดังนั้นการนำองค์กรอิสระใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เราจึงเรียกว่าเป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ ขณะที่ต่างประเทศ องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่กำกับตรวจสอบภายใต้การทำงานของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติรัฐสภา (องค์กรหนุน) เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าของระบบราชการ

แนวทาง “สิริพรรณ” เรียกร้อง กดดัน สว.

“ฉะนั้น จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือนำองค์กรอิสระออกจาก รธน. โดยให้มีร่างพระราชบัญญัติประกอบองค์กรอิสระแต่ละองค์กรรองรับ เช่น หากเกิดรัฐประหารและมีการฉีก รธน. เราก็จะไม่มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และไม่มีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากองค์กรเหล่านี้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ของตัวเอง แม้จะไม่มีรัฐธรรมนูญ องค์กรเหล่านี้ก็ยังสามารถทำงานต่อเนื่องไปได้” ศ.สิริพรรณ กล่าวและว่า ขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระมันรุนแรง และมีฤทธิ์เดชเยอะมาก ทั้งตัดสิทธิ์นักการเมือง ยุบพรรคการเมือง เป็นต้น คำถามคือใครจะเข้ามาตรวจสอบ ฉะนั้น ถ้าองค์กรอิสระมีอำนาจเยอะมาก และกระทบกับความเป็นความตายและการอยู่รอดของนักการเมือง แน่นอนว่าฝ่ายการเมืองก็อยากเข้ามาครอบงำและแทรกแซง จึงกลายเป็นโจทก์ที่พันกันเหมือนงูกินหาง

ขณะเดียวกัน หากมีโอกาสแก้รัฐธรรมนูญ ศ.สิริพรรณ ระบุว่า ต้องพิจารณาว่า ตำแหน่งขององค์กรอิสระควรอยู่ภายใต้ รธน. หรือไม่ หรือควรนำออกไป และคำนึงถึงอำนาจหน้าที่ว่ามีขอบเขตเท่าใด รวมทั้งจำนวนขององค์กรอิสระ อาทิ ในต่างประเทศ กกต. มี 3-5 คน ไม่จำเป็นต้องมีถึง 7 คน

เมื่อถามว่า ปัจจุบันองค์กรอิสระมีอำนาจมาก หากการแก้ไข รธน. ในอนาคตสามารถทำได้สำเร็จและได้รับความเห็นชอบอย่างพร้อมเพียงในสภา มองว่าอนาคตจะทำให้วัฒนธรรมการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ศ.สิริพรรณ กล่าวว่า หากไปถึงตรงนั้น จะสามารถปลดล็อกได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยต้องเห็นว่าทุกองค์กรจะมีความสมดุลและมีที่มาการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างกัน ส่วนจะเป็นการแก้ปัญหาทั้งหมดหรือไม่ คาดว่ายังไม่ใช่ แต่เป็นการปลดล็อกที่สำคัญ เพราะแง่วัฒนธรรมความคิดของไทย มีหลายเรื่องทางชื่นชมตัวบุคคล มากกว่าระบบและโครงสร้างมากพอสมควร จึงอยากชวนสังคมหารือไปด้วยกัน เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นองค์กรอิสระ ต้องใช้งบประมาณภาษีประชาชน ฉะนั้น เมื่อระบบการเมืองมีเสถียรภาพ เราจะได้รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน และจะทำให้การดำเนินนโยบายเข้มแข็งและเข้มข้นขึ้น รวมทั้งจะทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ซึ่งกระทบโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน

นอกจากนี้ ศ.สิริพรรณ ยังกล่าวอีกว่า การแก้ รธน. แม้แต่รายมาตราที่ไม่ต้องทำประชามติ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เป็นผู้เสียประโยชน์ในครั้งนี้ ดังนั้นประชาชนต้องช่วยกันส่งเสียงและกดดันว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแก้ไข โดยค่อยๆ แก้ไขกันไป ส่วน สว. แม้จะมีที่มาจากการเลือกกันเอง แต่ก็ยังเป็นตัวแทนของประชาชน ดังนั้นต้องฟังเสียงของประชาชนด้วย เพื่อให้ได้รัฐบาลมีเสถียรภาพและความเข้มแข็ง

การเรียกร้องของ ศ.สิริพรรณ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง การกดดัน สว. เพื่อปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระนั้น อาจเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความโปร่งใสให้กับการเมืองไทยในระยะยาว มาร่วมกันส่งเสียงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกันครับ

ที่มา – “สิริพรรณ” เรียกร้องประชาชนกดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

เชลซีโกยเงิน 270 ล้านปอนด์! สองดาวรุ่งบินซบดอร์ทมุนด์

เชลซีอนุมัติให้โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เดินทางไปเจรจาคว้าตัว คาร์นีย์ ชุคเวเมก้า และ อารอน อันเซลมิโน่ ร่วมทีมอย่างเป็นทางการ ซึ่งการย้ายทีมครั้งนี้จะทำให้ยอดขายนักเตะของสโมสรในซัมเมอร์นี้ทะลุ 270 ล้านปอนด์

ชุคเวเมก้า วัย 21 ปี ใช้เวลาช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลที่แล้วด้วยสัญญายืมตัวกับดอร์ทมุนด์ และเตรียมเซ็นสัญญาร่วมทีมแบบถาวรด้วยค่าตัวราว 24 ล้านปอนด์ พร้อมเงื่อนไขส่วนแบ่งค่าตัวในการขายครั้งต่อไป

ดาวเตะทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 20 ปีรายนี้ต้องการย้ายกลับไปค้าแข้งที่เวสต์ฟาเล่น สตาดิโอน แม้จะได้รับความสนใจจากอาร์บี ไลป์ซิก และกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการย้ายทีม

ดีลดังกล่าวจะทำให้รายได้จากการขายนักเตะของเชลซีในซัมเมอร์นี้พุ่งสูงถึง 273.4 ล้านปอนด์ ซึ่งเกือบจะสมดุลกับจำนวนเงิน 277 ล้านปอนด์ที่ใช้ไปกับการซื้อนักเตะใหม่

ยูฟ่าแจ้งกับเชลซีว่าพวกเขาจะต้องทำบัญชีรายได้จากการซื้อขายนักเตะให้เป็นบวกในตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้ เพื่อให้สามารถลงทะเบียนนักเตะใหม่สำหรับลงแข่งขันในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ได้

หลังจากที่พวกเขาถูกปรับเงิน 26.7 ล้านปอนด์ ฐานละเมิดกฎการเงินของยูฟ่า และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายของทีม (สัดส่วนของรายได้ที่จ่ายเป็นค่าจ้าง) สูงกว่า 80%

นอกจากนี้ อันเซลมิโน่ ตกลงที่จะย้ายร่วมทีมดอร์ทมุนด์ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล โดยไม่มีเงื่อนไขซื้อขาด

เอ็นโซ่ มาเรสก้า ผู้จัดการทีมเชลซี บอกกับกองหลังชาวอาร์เจนตินารายนี้ว่าเขาจำเป็นต้องย้ายทีมด้วยสัญญายืมตัวเพื่อโอกาสลงเล่นที่มากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันแย่งตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของเชลซี

แต่เขายังคงเป็นส่วนสำคัญของแผนการในอนาคตของสโมสร และย้ายไปดอร์ทมุนด์เพื่อทดแทนการบาดเจ็บของกองหลังอย่าง นิคลาส ซูเล่, เอ็มเร่ ชาน และ นิโค ชล็อทเทอร์เบ็ค

ชุคเวเมก้า ลงเล่นให้เชลซี 32 นัด นับตั้งแต่ย้ายมาจากแอสตัน วิลล่า ด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2022 ขณะที่อันเซลมิโน่ ลงสนามในฐานะตัวสำรองเพียงนัดเดียวในศึกชิงแชมป์สโมสรโลก หลังจากย้ายจากโบคา จูเนียร์ส มาร่วมทีมเมื่อเดือนมกราคม ด้วยค่าตัว 15.6 ล้านปอนด์

เชลซีหวังที่จะเซ็นสัญญากับนักเตะอีก 2 รายในช่วงเวลา 9 วันที่เหลืออยู่ในตลาดซื้อขายนักเตะ โดยมี อเลฮานโดร การ์นาโช่ ปีกของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ซาบี ซิมอนส์ กองกลางของอาร์บี ไลป์ซิก เป็นเป้าหมาย

คาดว่า นิโคลัส แจ็คสัน, คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู และ ไทริค จอร์จ จะย้ายออกจากทีม ขณะที่เชลซีอาจขายนักเตะออกไปมากถึง 9 ราย รวมถึงนักเตะในกลุ่ม ‘บอมบ์ สควอด’ โดยสโมสรกำลังพิจารณาทางเลือกสำหรับ ราฮีม สเตอร์ลิง, เบน ชิลเวลล์, อักเซล ดิซาซี่ และคนอื่น ๆ

เชลซีโกยเงิน 270 ล้านปอนด์! สองดาวรุ่งบินซบดอร์ทมุนด์

สถานการณ์ของเชลซีในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์นี้กลายเป็นที่จับตามองอย่างมาก หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นเข้าออกทีมอย่างคึกคัก การปล่อยตัวนักเตะหลายรายเพื่อสร้างสมดุลทางการเงินตามกฎของยูฟ่า แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงโครงสร้างทีมและวางแผนสำหรับอนาคต

ผลกระทบต่อทีม

การเสียผู้เล่นดาวรุ่งอย่าง ชุคเวเมก้า และ อันเซลมิโน่ อาจส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งของทีมในระยะสั้น แต่การได้เงินทุนจากการขายนักเตะจะช่วยให้สโมสรสามารถเสริมทัพในตำแหน่งที่จำเป็น และสร้างทีมที่แข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว นอกจากนี้ การปล่อยนักเตะดาวรุ่งไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับทีมอื่น อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาฝีเท้าของพวกเขา และกลับมาเป็นกำลังสำคัญของทีมในอนาคต

เชลซีโกยเงิน 270 ล้านปอนด์! สองดาวรุ่งบินซบดอร์ทมุนด์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของทีมสิงห์บลูส์ ซึ่งน่าติดตามว่าพวกเขาจะสามารถใช้เงินทุนที่ได้มาพัฒนาทีมให้แข็งแกร่งขึ้น และกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในเวทียุโรปได้หรือไม่

อนาคตของเชลซีจะเป็นอย่างไร? แฟนบอลคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเชลซีจะสามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จได้หรือไม่ หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้

ที่มา – Chelsea bank £270m in sales as duo fly to Dortmund

แอสตันวิลล่ากับ PSR: จะทำอย่างไรได้บ้าง


แอสตันวิลล่ากับ PSR: จะทำอย่างไรได้บ้าง

เคลลี่ เคทส์, ไมกาห์ ริชาร์ดส์ และอลัน เชียเรอร์ จาก Match of the Day มองสถานการณ์ที่ “ติดขัด” ของแอสตัน วิลล่า เนื่องจากขาด “ความสดใหม่” ภายใต้ข้อจำกัดทางการเงินของพรีเมียร์ลีก

อ่านเพิ่มเติม: PSR หรือการจัดการที่ผิดพลาด? วิลล่าเผชิญหน้ากับความจริงทางการเงินที่โหดร้าย

รับชมไฮไลท์พรีเมียร์ลีกได้ที่ BBC iPlayer

แอสตันวิลล่ากับ PSR: จะทำอย่างไรได้บ้าง

สถานการณ์ แอสตันวิลล่ากับ PSR กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดในวงการฟุตบอลอังกฤษ หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ภายใต้กฎระเบียบทางการเงินที่เข้มงวดของพรีเมียร์ลีก (PSR)

การที่แอสตัน วิลล่า ประสบปัญหาด้านการเงิน ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเสริมทัพผู้เล่นใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสดใหม่และความสามารถในการแข่งขันของทีมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ทีมไม่สามารถลงทุนได้อย่างเต็มที่ อาจทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้กับทีมอื่นๆ ที่มีทรัพยากรมากกว่า

อย่างไรก็ตาม แอสตัน วิลล่า ยังคงมีทางออกหลายทางในการจัดการกับสถานการณ์ แอสตันวิลล่ากับ PSR นี้ ทีมสามารถพิจารณาขายผู้เล่นบางรายเพื่อสร้างสมดุลทางการเงิน หรือมองหาข้อตกลงสปอนเซอร์เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาผู้เล่นดาวรุ่งจากทีมเยาวชน ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สามารถช่วยให้ทีมประหยัดค่าใช้จ่ายและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

แนวทางแก้ไขปัญหา แอสตันวิลล่ากับ PSR

  • ขายผู้เล่น: การขายผู้เล่นที่มีค่าตัวสูงสามารถช่วยสร้างรายได้และลดภาระค่าเหนื่อยของทีม
  • หาข้อตกลงสปอนเซอร์: การเพิ่มรายได้จากสปอนเซอร์จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของสโมสร
  • บริหารจัดการค่าใช้จ่าย: การควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจะช่วยให้ทีมมีงบประมาณสำหรับลงทุนในด้านที่สำคัญ
  • พัฒนาผู้เล่นเยาวชน: การสร้างผู้เล่นจากทีมเยาวชนจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อผู้เล่นใหม่

สถานการณ์ แอสตันวิลล่ากับ PSR ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับสโมสรในการปรับตัวและหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม เพื่อให้ทีมสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ การตัดสินใจที่ชาญฉลาดและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาแอสตัน วิลล่า ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเงินของแอสตัน วิลล่า จะดูไม่สดใสนัก แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถในการปรับตัว ทีมยังคงมีโอกาสที่จะกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง การสนับสนุนจากแฟนบอลและการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้แอสตัน วิลล่า ประสบความสำเร็จในอนาคต

ที่มา – ‘It’s not sitting right’ – What can Aston Villa do with PSR situation?

“บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 เพื่อชาติ

“พล.อ.ประวิตร” เห็นด้วยและสนับสนุน ทบทวน MOU 2543-2544 ยึดผลประโยชน์ชาติและประชาชน พร้อมฝากกำลังใจถึงทหารแนวหน้า ทำเพื่อเกียรติภูมิประเทศ อวยพรให้ปลอดภัย

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตอบคำถามในประเด็นว่าเห็นด้วยหรือไม่กับกรณีที่มีบางพรรคการเมืองออกมาแถลงให้ทบทวนและยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ว่า ตนเองเห็นด้วย อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ถ้าจะมีการทบทวน MOU 43-44 หรือแม้แต่ยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ที่มีมานานแล้ว เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์

“ผมในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมสนับสนุน และขอยืนหยัดเอาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด” 

ในตอนท้าย พล.อ.ประวิตร ยังได้ฝากกำลังใจให้น้องๆ ทหารในแนวหน้าทุกคนที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ในการรักษาอธิปไตยของชาติ จงปลอดภัย และขอให้น้องๆ ทำเพื่อเกียรติภูมิของกองทัพ ประเทศชาติเป็นสำคัญ

“บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติ

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเกี่ยวกับการทบทวน MOU 43-44 ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนการทบทวนข้อตกลงดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ท่าทีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน

ทำไมต้องทบทวน MOU 43-44?

MOU 2543 และ MOU 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจที่ทำขึ้นในอดีต ซึ่งสถานการณ์และบริบทต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การทบทวน MOU 43-44 จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงให้มีความเป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

การตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร ในการสนับสนุนการทบทวน MOU ได้รับการตอบรับจากหลายฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และเป็นการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นอันดับแรก การดำเนินการนี้อาจนำไปสู่การเจรจาต่อรองใหม่ หรือการปรับปรุงข้อตกลงเดิมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุลมากยิ่งขึ้น

การทบทวน MOU 43-44 ไม่ได้หมายความถึงการยกเลิกข้อตกลงในทันที แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างรอบด้าน และทำการปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ การดำเนินการนี้จะต้องอาศัยความรอบคอบ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

นอกจากประเด็นเรื่อง MOU แล้ว พล.อ.ประวิตร ยังได้ให้ความสำคัญกับกำลังพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยได้ฝากกำลังใจและอวยพรให้ทหารทุกนายปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ และขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและมุ่งมั่นเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ การให้กำลังใจทหารเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความขอบคุณต่อผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

การแสดงจุดยืนของ พล.อ.ประวิตร ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ และเป็นการยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันดับแรก การดำเนินการหลังจากนี้จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าการทบทวน MOU จะเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การสนับสนุนให้มีการทบทวน MOU 43-44 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – “บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติ ฝากกำลังใจถึงทหารแนวหน้า

วัดพระบาทน้ำพุ แจงดราม่าหลวงพ่ออลงกต ขอเวลาตรวจสอบ

จากกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุและหลวงพ่ออลงกต พูลมุข ล่าสุดทีมทนายความและตัวแทนมูลนิธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะเรื่องการสวมชื่อและเลขบัตรประชาชน รวมถึงประเด็นเรื่องเงินบริจาค

วัดพระบาทน้ำพุ แจงยิบดราม่า “หลวงพ่ออลงกต” สวมเลขคนตาย-เงินบริจาค ขอเวลาตรวจสอบเพิ่ม

นายศุภชัย สิงคาลวานิช หัวหน้าทีมทนายความ กล่าวว่า หลวงพ่ออลงกตมีเจตนาบริสุทธิ์ในการช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ด้อยโอกาส และเด็กกำพร้า ส่วนประเด็นการสวมชื่อและเลขบัตรประชาชนของข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้วนั้น ยืนยันว่าหลวงพ่ออลงกตมีบัตรประชาชนของตัวเอง และนามสกุล “พูลมุข” จริงตามหลักฐานของกระทรวงมหาดไทย ส่วนกรณีที่ใบสุทธิพระใช้นามสกุลพลมุขและเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิต อาจเกิดจากความสับสน

ทีมทนายความยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเลขบัตรประชาชนที่ถูกนำไปผูกกับพร้อมเพย์ของบัญชีกองทุนอาทรประชานาถ ซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น และยังไม่ได้ตรวจสอบเชิงลึกกับทางมูลนิธิอาทรประชานาถ อย่างไรก็ตาม ทีมทนายความจะนำประเด็นเหล่านี้ไปตรวจสอบและให้คำตอบในภายหลัง

นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ยืนยันว่า นายอลงกต พลมุข ข้าราชการที่เสียชีวิต เป็นญาติโดยตรงของตนเอง ส่วนความเกี่ยวข้องระหว่างหลวงพ่ออลงกตกับนามสกุลเดียวกันนั้น ไม่ได้มีการสอบถามโดยตรง แต่ทราบว่าทั้งสองคนมีเลขบัตรประชาชนคนละเลขกันตามที่กรมการปกครองได้ชี้แจง

ทีมทนายความของวัดพระบาทน้ำพุ ยังได้ชี้แจงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น จำนวนผู้ป่วย HIV ที่วัดรับดูแล ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 140 คน รวมถึงกลุ่มเด็กๆ ที่ต้องส่งเสียให้เรียนหนังสือ และผู้ด้อยโอกาสต่างๆ รวมแล้วมีคนที่หลวงพ่ออลงกตดูแลทั้งสิ้น 1,260 คน

ทีมทนายความยังได้อธิบายถึงบทบาทของมูลนิธิต่างๆ ที่ทำงานร่วมกับวัดพระบาทน้ำพุ โดยยืนยันว่าแต่ละมูลนิธิแยกออกจากวัดโดยสิ้นเชิง และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดโดยตรง กิจการต่างๆ ดำเนินการในนามมูลนิธิ ไม่เกี่ยวกับวัด และมูลนิธิไม่ใช่ของวัด

สำหรับประเด็นที่ว่าสิ่งที่หลวงพ่ออลงกตทำในทุกวันนี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ทีมทนายความยืนยันว่าสิ่งที่ท่านทำในพระบาทน้ำพุเป็นกิจของสงฆ์ เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ด้อยโอกาส และทำให้คนมีความสุข

เงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ

ส่วนเรื่องเงินบริจาค ทีมทนายความชี้แจงว่า เงินที่เข้ามูลนิธิกับเงินวัดไม่ได้เกี่ยวข้องกัน เงินที่หลวงพ่ออลงกตได้รับบริจาคมาและนำเข้ามูลนิธิ ก็เป็นเงินส่วนตัวของหลวงพ่ออลงกตที่ได้รับบริจาคมาให้ทำตามสาธารณประโยชน์

ประเด็นเรื่องที่ดินที่ใช้ชื่อบุคคลถือแทนวัดนั้น ทีมทนายความอธิบายว่า ไม่ใช่การถือที่ดินแทนวัด แต่เป็นการถือที่ดินแทนมูลนิธิ โดยที่ดินที่ซื้อ ไม่ได้ซื้อทั้งหมดรวดเดียว แต่ค่อยๆ ได้มาทีละแปลง จึงใช้เป็นชื่อบุคคลก่อนระหว่างรวบรวมที่ดิน เมื่อรวบรวมเรียบร้อยกรรมสิทธิ์ก็จะไปอยู่ที่มูลนิธิ

สำหรับโรงเรียนนาถะศาสตร์ สนามฟุตบอล และใจฟ้าฟาร์ม ที่ตั้งอยู่บนที่ดินของมูลนิธิธรรมรักษ์และมูลนิธิอาทรประชานาถ ทีมทนายความยืนยันว่าไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความฟุ่มเฟือยหรูหรา แต่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนที่มีทักษะทางกีฬาที่ดี เพื่อพัฒนาเด็กให้มุ่งสู่อนาคตที่ดี

และกรณีที่ดินในอำเภอดินหนองม่วง 2,000 ไร่นั้น ทีมทนายความชี้แจงว่า แท้จริงมีเนื้อที่เพียงประมาณ 800-900 ไร่เท่านั้น และในจำนวนนี้ได้บริจาคให้ราชการ คือโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 33 จังหวัดลพบุรี 236 ไร่ ส่วนที่เหลือที่ทายาทของไวยาวัจกรคนเก่ายังไม่ได้โอนคืน ก็กำลังเร่งโอนคืนให้กับมูลนิธิ

นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมให้ตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม เงินทุกบาททุกสตางค์ ใช้ในประโยชน์สาธารณะทั้งหมด และยอมรับว่าอาจมีข้อบกพร่องบ้าง

จากเหตุการณ์นี้ เราเห็นได้ถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อข้อมูลใดๆ ก็ตาม การรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายและพิจารณาหลักฐานอย่างเป็นกลาง จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นได้ สิ่งที่วัดพระบาทน้ำพุกำลังเผชิญอยู่เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินงานขององค์กรต่างๆ

ที่มา – วัดพระบาทน้ำพุ แจงยิบดราม่า “หลวงพ่ออลงกต” สวมเลขคนตาย-เงินบริจาค ขอเวลาตรวจสอบเพิ่ม

“พริษฐ์” มอง “อิ๊งค์” ลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด?

“พริษฐ์” ย้ำชัดจุดยืนพรรคประชาชนปมคลิปเสียง “แพทองธาร” คุย “ฮุน เซน” ควรรับผิดชอบตั้งแต่วันนั้น มอง หาก“อิ๊งค์” ลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด ชี้ ต้องทบทวนอำนาจองค์กรอิสระ

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ ที่รัฐสภา ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า ถ้าพูดถึงวันที่ 29 สิงหาคม จุดยืนของตนและพรรคประชาชนมองว่าจำเป็นต้องมีการทบทวนเรื่องขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระที่จะขยายขึ้นมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราสื่อสารชัดเจนมาโดยตลอด

ดังนั้น ถ้านายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองตามที่ควรจะเป็น เรื่องจะไม่ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแต่ต้น ตั้งแต่เกิดเรื่องคลิปเสียงทางตนและพรรคประชาชนเราสื่อสารมาโดยตลอดว่านายกรัฐมนตรีควรจะแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ว่าจะทางการยุบสภาหรือลาออกก็ได้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า แต่แน่นอนตนได้ฟังคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีที่พยายามจะบอกว่า เนื้อหาของคลิปนั้นเป็นเทคนิคการเจรจา แต่เข้าใจว่าอีกมุมประชาชนก็สามารถที่จะถามกลับได้ว่า สิ่งที่คุณอ้างว่าได้พูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน นั้นเป็นเทคนิคการเจรจา แต่จริงๆ แล้วคิดอีกแบบหนึ่ง แบบนี้จะไม่กังวลหรือว่าการสื่อสารกับประชาชนในทุกวันนี้ก็คือเทคนิคการเอาตัวรอด แต่ความคิดหนึ่งก็เป็นไปตามที่ได้คุยกับ สมเด็จฮุน เซน ฉะนั้นตนมองว่าพอคำพูดมีการกลับไปกลับมา และเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท นั่นก็ย่อมกระทบต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนายกรัฐมนตรี และคิดว่าความจริงที่นายกรัฐมนตรีควรจะทำแต่วันนั้นคือการยุบสภาหรือลาออก

สำหรับในวันที่ 25 สิงหาคม ที่เป็นวันยื่นแถลงปิดคดีนั้น นายพริษฐ์ ระบุว่า เราไม่ได้มองแค่คำชี้แจงต่อศาลแต่เรามองถึงคำอธิบายของนายกรัฐมนตรีในทุกบริบทที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ก็จะมี 2 แนวทาง คือ ศาลวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง และไม่ให้พ้นจากตำแหน่ง

ถ้าเป็นในกรณีไม่วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ตนมองว่าเรื่องก็จะกลับมาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าเราจะใช้กลไกสภาฯ อย่างไรในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ทั้งในบริบทของคลิปเสียง หรือบริบทอื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งกลไกไม่ว่าจะเป็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 หรือการอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา 152 เป็นกลไกและเครื่องมือที่ฝ่ายค้านสามารถทำได้ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีถูกวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ก็จะเข้าสู่กระบวนการในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งจุดยืนของพรรคประชาชน อะไรที่เราเคยพูดไปแล้วก็ยังคงยืนยันจุดยืนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

ส่วนคำถามต่อในกรณีที่นายกรัฐมนตรีลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคม นายพริษฐ์ ตอบว่า ตนคิดว่านายกรัฐมนตรี ณ วันนี้จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม หากตัดสินใจลาออก นั่นชัดเจนว่าเป็นการตัดสินใจลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด ความจริงสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นตั้งแต่ก่อนหน้านี้คือการลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อประชาชน ดังนั้นส่วนตัวมองว่า ถ้าวันนี้นายกรัฐมนตรีลาออก นั่นเป็นการลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด.

“อิ๊งค์” ลาออกก่อนศาล รธน. ตัดสิน 29 ส.ค. แค่เพื่อเอาตัวรอด

ทำไมนายพริษฐ์ถึงมองว่า “อิ๊งค์” ลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด?

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนระอุ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่คลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ซึ่งนำมาสู่คำถามถึงความเหมาะสมและจริยธรรมทางการเมือง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นย้ำว่าหากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจลาออกก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน นั่นเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบมากกว่าการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง

พรรคประชาชนยังคงยืนยันจุดยืนเดิมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นเช่นไร กลไกสภาผู้แทนราษฎรพร้อมที่จะถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การที่นายพริษฐ์ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ก็เพื่อกระตุ้นเตือนให้นักการเมืองตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อประชาชน และให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง การลาออกเพื่อหนีปัญหาไม่ใช่ทางออก แต่การเผชิญหน้ากับความจริงและแสดงความรับผิดชอบต่างหากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ที่มา – “พริษฐ์” มองหาก “อิ๊งค์” ลาออกก่อนศาล รธน. ตัดสิน 29 ส.ค. แค่เพื่อเอาตัวรอด