วัน: 24 สิงหาคม 2025

แผ่นดินไหว 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ สั่นสะเทือนหลายรัฐ

แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ

เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ประชาชนในหลายรัฐรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครคาดคิด

สำนักงานอุตุนิยมวิทยามาเลเซีย (MetMalaysia) รายงานผ่านเพจเฟซบุ๊ก ว่าเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06:13 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองเซกามัตไปทางทิศตะวันตก 5 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 10 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์ครั้งนี้สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐยะโฮร์, รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน, รัฐมะละกา และทางตอนใต้ของรัฐปะหัง ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียยืนยันว่าจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดสึนามิ

นายอนน์ ฮาฟิซ กาซี มุขมนตรีรัฐยะโฮร์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ยืนยันว่ายังไม่มีรายงานความเสียหายหรืออุบัติเหตุในเมืองเซกามัต พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นกำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคง รวมถึงให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

แม้ว่าประเทศมาเลเซียจะตั้งอยู่นอกเขตวงแหวนไฟแปซิฟิก แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าประเทศนี้ก็ไม่ได้ปลอดจากความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์โดยสมบูรณ์

นายอับดุล ราสิด จาอาปาร์ ประธานสถาบันธรณีวิทยามาเลเซีย (Institute of Geology Malaysia) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเบอร์นามาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า แม้มาเลเซียจะไม่ได้อยู่ในแนวการปะทะกันของแผ่นเปลือกโลกหลัก แต่ก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กเกิดขึ้นในบางพื้นที่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

“แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ทั้งในแง่ของตำแหน่งและขนาด เช่นเดียวกับที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.8 ที่เมืองบูกิตติงกี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันคาบสมุทรมาเลเซียยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง” นายจาอาปาร์กล่าว

เขายังเสริมว่า ความเสี่ยงแผ่นดินไหวในรัฐซาบาห์นั้นสูงกว่า เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับเขตที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยา

ทั้งนี้ มาเลเซียเคยเผชิญกับแผ่นดินไหวรุนแรงหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐซาบาห์ ซึ่งเคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 6.0 และ 6.3 ในช่วงปี 1923, 1958, 1976 และ 2015 ส่วนในรัฐซาราวักเคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในขนาด 5.3 เมื่อปี 1994

สำหรับคาบสมุทรมาเลเซียก็เคยมีรายงานแผ่นดินไหวขนาด 1.6 ถึง 4.6 เกิดขึ้นระหว่างปี 1984 ถึง 2013 โดยมีจุดศูนย์กลางในหลายพื้นที่ เช่น บูกิตติงกี รัฐปะหัง, เขื่อนเคนยีร์ รัฐตรังกานู, กัวลาปิละห์ รัฐเนอเกอรีเซ็มบีลัน และเมืองมันจุงกับเตเม็งกอร์ ในรัฐเปรัก.

สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับแผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์

เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ครั้งนี้ แม้จะไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรง แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงความไม่แน่นอนของภัยธรรมชาติ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญ เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตนเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และวางแผนการอพยพหากจำเป็น เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถเพิ่มความปลอดภัยให้กับตนเองและคนที่คุณรักได้

เหตุการณ์ แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์แสดงให้เห็นว่าภัยธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเสมอ

ที่มา – แผ่นดินไหวขนาด 4.1 เขย่ารัฐยะโฮร์ มาเลเซีย สั่นสะเทือนหลายรัฐ ไม่มีรายงานความเสียหาย

เปิดสาเหตุ! พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน

คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนรัฐแคลิฟอร์เนียตัดสินใจปฏิเสธคำร้องขอปล่อยตัวก่อนกำหนดของพี่น้องเมเนนเดซ ฆาตกรชื่อดังซึ่งก่อเหตุสังหารบิดาและมารดาของตัวเองเมื่อ 36 ปีก่อน เรื่องราวของ พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

เดิมทีพี่น้องคู่นี้ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต แต่มีการตัดสินโทษใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ลดโทษให้พวกเขาเหลือจำคุก 50 ปี และสามารถขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนดได้

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนบกเหตุผลหลายข้อระหว่างการพิจารณา ที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจปฏิเสธ รวมถึงพฤติกรรมการแหกกฎหลายครั้งของพี่น้องคู่นี้ขณะอยู่ในเรือนจำ

เอริก กับ ไลล์ เมเนนเดซ สองพี่น้องผู้ก่อเหตุสังหารพ่อแม่ของตัวเองด้วยการใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงพวกเขาหลายนัดในระยะประชิด ที่บ้านของพวกเขาในเมืองเบเวอร์ลี ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2532 ถูกปฏิเสธการขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนด หลังจากมีการตัดสินโทษใหม่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนมา

ระหว่างการพิจารณา 2 วันของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนรัฐแคลิฟอร์เนีย สองพี่น้องถูกซักหลายข้อ และเจ้าหน้าที่ขอให้พวกเขาพูดอย่างตรงๆ เรื่องการทารุณที่พวกเขาได้รับในตอนเป็นเด็ก, ความเชื่อของพวกเขาที่นำไปสู่การฆาตกรรม กับความคิดหลังจากนั้น และการกระทำผิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างถูกจองจำ

พี่น้องเมเนนเดซถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในปี 2539 จากการสังหารนายโฮเซ กับนางคิตตี เมเนนเดซ จนกลายเป็นคดีโด่งดังของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน กระทั่งพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากสังคมมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของพวกเขาถูกนำไปทำเป็นสารคดีบนเน็ตฟลิกซ์ นำไปสู่การตัดสินโทษใหม่ในเดือนพฤษภาคม

การพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนนี้คือโอกาสใกล้เคียงที่สุดที่พวกเขาจะได้ออกจากคุก และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาก็ช่วยอธิบายว่าเหตุใด คณะกรรมาธิการจึงปฏิเสธการให้ทัณฑ์บนแก่พี่น้องคู่นี้

เปิดสาเหตุ พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน

การแอบใช้โทรศัพท์มือถือขณะถูกคุมขังไม่ใช่เรื่องเล็ก นายโรเบิร์ต บาร์ตัน หนึ่งในกรรมาธิการทัณฑ์บนเน้นย้ำเรื่องนี้กับพี่น้องเมเนนเดซ ว่าการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างผิดกฎหมายของพวกเขา ทำลายภาพลักษณ์การเป็นนักโทษชั้นดีที่พวกเขาพยายามสร้างขึ้นมา

มือถือที่ว่าอาจถูกใช้เพื่อสั่งการโจมตี, เคลื่อนย้ายยาเสพติดจากในคุก และประสานการโจมตีเจ้าหน้าที่ และการที่มีมือถืออยู่ในคุกหมายความว่า เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานต้องมีลักลอบนำเข้าไป และกลุ่มแก๊งในเรือนจำก็อาจได้รับประโยชน์จากการเก็บค่าใช้โทรศัพท์

“สิ่งที่ผมได้จากการใช้โทรศัพท์และการเชื่อมต่อผมกับโลกภายนอกนั้น มีค่ามากกว่าผลที่ตามมาจากการถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์” นายเอริก เมเนนเดซกล่าว โดยเขาบอกกับคณะกรรมาธิการว่า เขาใช้มือถือเพื่อพูดคุยกับภรรยา, ดูยูทูป, ฟังเพลง และดูหนังโป๊

ในการตัดสินปฏิเสธการขอทำทัณฑ์บนของเอริก นายบาร์ตันอธิบายว่า พฤติกรรมของเอริกนั้นคือการ “เห็นแก่ตัว” และเป็นสัญญาณว่า เขาเชื่อว่ากฎไม่ได้บังคับใช้กับเขา และเชื่อว่าผลลัพธ์จะสร้างความชอบธรรมให้แก่วิธีการ

ส่วนไลล์ เมเนนเดซ เพิ่งถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์มือถือ 2 ครั้งเมื่อไม่นานมานี้ โดยครั้งล่าสุดคือในเดือนมีนาคม โดยไลล์อ้างว่า เขาให้ผู้คุมดูตลอดเวลาที่เขาคุยโทรศัพท์กับภรรยาและครอบครัว และขายเรื่องราวของพวกเขาแก่หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ เขาจึงมองว่าโทรศัพท์มือถือคืออุปกรณ์ส่วนตัว

ไลล์อ้างอีกว่า ในช่วงที่เขาถูกย้ายไปยังเรือนจำที่ซานดิเอโก ชีวิตแต่งงานของเขาอยู่ภาวะตึงเครียดมาก และเขาไม่อยากขาดการติดต่อกับภรรยา

“ผมกล่อมตัวเองให้เชื่อว่า การทำแบบนี้ไม่ได้ทำร้ายใคร มีแค่ตัวผมเองที่ละเมิดกฎ” ไลล์ เมเนนเดซกล่าว “ผมไม่คิดว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเรือนจำมากนัก”

ทำไม พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน?

ในบรรดาพี่น้องสองคน เอริก เมเนนเดซ ละเมิดกฎร้ายแรงมากกว่าไลล์ โดยคณะกรรมาธิการถามเอริกว่า เหตุใดเขาเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มแก๊งในเรือนจำที่ชื่อว่า “ทู ไฟเฟอส์” (Two Fivers) และช่วยพวกเขาในแผนการฉ้อโกงภาษีเมื่อช่วงประมาณปี 2556

เอริกอ้างว่า เขาเพียงพยายามเอาชีวิตรอดจากความรุนแรงอย่างยิ่งยวดในเรือนจำ ที่เพื่อนสนิทสามารถถูกแทงหรือถูกข่มขืนได้ “ผมตกอยู่ในความกลัวอย่างใหญ่หลวง ตอนที่ทูไฟเฟอส์มา และขอให้ผมช่วย ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะเข้ากับพวกเขาและเพื่อเอาชีวิตรอด”

เอริกบอกอีกว่า เขาให้ความสำคัญกับการปกป้องตัวเองมากกว่ารักษากฎ เพราะในตอนนั้น เขาไม่มีความหวังจะได้ออกมา อนึ่ง พี่น้องเมเนนเดซถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตตั้งแต่ปี 2539 และเพิ่งได้รับการตัดสินโทษใหม่เมื่อ 13 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ลดโทษเหลือจำคุก 50 ปี และได้สิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนเพื่อออกจากคุกก่อนกำหนด

เอริกบอกด้วยว่า เขาเสพยาและแอลกอฮอล์ตลอดในช่วงแรกๆ ของการถูกจองจำ แต่เริ่มบรรเทาลงในปี 2556 ในวันเกิดของผู้เป็นมารดา

ส่วนไลล์ละเมิดกฎน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการ จูเลีย มาร์แลนด์ ระบุว่า ไลล์ก็ยังแสดงให้เห็นบุคลิกภาพต่อต้านสังคมเช่น การหลอกลวง, การลดทอนความสำคัญของการกระทำผิด และการแหกกฎ ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูดีของเขา และนักโทษที่แหกกฎ ก็มีโอกาสมากที่จะทำแบบเดียวกันในสังคมเช่นกัน

กรรมาธิการทั้งสองคนแสดงความกังวลในประเด็นการฆาตกรรมนางคิตตี เมเนนเดซ ซึ่งนายบาร์ตันกล่าวว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ณ ตอนนั้น เอริก เมเนนเดซ ขาดความเห็นอกเห็นใจในฐานะมนุษย์

“ผมไม่สามารถเอาตัวเองไปแทนที่คุณได้ ผมไม่รู้ว่าผมเคยโกรธใครถึงขั้นนั้นหรือเปล่า” บาร์ตันกล่าว “แต่นั่นก็ยังเป็นเรื่องน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันดูเหมือนว่า ผู้เป็นมารดาก็เป็นเหยื่อในการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเช่นเดียวกัน”

นายบาร์ตันบอกอีกว่า ในตอนก่อเหตุพี่น้องเมเนนเดซไม่ได้กำลังตกอยู่ในอันตรายต่อชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน และสามารถขอความช่วยเหลือจากสมาชิกครอบครัวคนอื่นหรือไปหาตำรวจได้

ในส่วนของไลล์ น.ส.การ์แลนด์กล่าวว่า การยิงนางคิตตี เมเนนเดซ ปิดท้ายอีก 1 นัด คือความไร้หัวใจอย่างยิ่ง เธอยังเน้นย้ำพฤติกรรมของเขาที่พยายามปกปิดการกระทำผิด เช่น โกหกตำรวจและพยายามหลบเลี่ยงการดำเนินคดี ว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เคยออกคำสั่งให้คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนประเมินความเสี่ยงของพี่น้องเมเนนเดซ เพื่อประกอบการพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวก่อนกำหนด

ผลการประเมินไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้ แต่นายนาธาน ฮอชแมน อัยการเขตลอส แอนเจลิส เคาน์ตี บอกในเดือนพฤษภาคมว่า พี่น้องเมเนนเดซถูกประเมินว่า เป็นนักโทษ “ความเสี่ยงระดับกลาง”

องค์กรนโยบายเรือนจำ (Prison Policy Initiative) เปิดเผยผลการวิเคราะห์ในปี 2565 ซึ่งชี้ว่า นักโทษความเสี่ยงระดับกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น มีโอกาสได้รับทัณฑ์บนเพียง 22% ทำให้แคลิฟอร์เนียกลายเป็นหนึ่งในรัฐที่นักโทษได้ทัณฑ์บนยากที่สุด

ญาติของพี่น้องเมเนนเดซมากกว่า 10 คน พูดในการพิจารณาทัณฑ์บนเมื่อวันที่ 21-22 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า พวกเขาสนับสนุนให้ปล่อยตัวเอริกกับไลล์

นางเทเรซิตา บารอลต์ พี่สาวของโฮเซ เมเนนเดซ กล่าวว่า เธอกำลังจะตายจากมะเร็งระยะที่ 4 และอยากต้อนรับหลานๆ กลับบ้าน

“ฉันอยากพูดให้ชัดเจนว่า ถึงแม้ฉันจะรักน้องชายของฉัน แต่ฉันก็ให้อภัยเอริก” นางบารอลต์กล่าว “เอริกวางตัวด้วยความเมตตา, ซื่อสัตย์ และเข้มแข็ง ซึ่งมีจากความอดทนและความสุภาพ”

ด้านนาตาชา เลโอนาร์โด หลานของคิตตี เมเนนเดซ ให้คำมั่นกับคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนว่า เธอจะมอบบ้านที่มอบความรักและความมั่นคงอย่างไม่มีเงื่อนไขให้แก่เขาที่โคโลราโด ที่เขาจะได้ใช้เวลากับครอบครัวและธรรมชาติ

หลังจากคณะกรรมาธิการมีคำตัดสิน สมาชิกครอบครัวของเมเนนเดซก็ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวัง แต่ก็ยังไม่หมดกำลังใจ “เรารู้ว่าพวกเขาเป็นคนดีที่ได้พยายามฟื้นฟูตัวเองและสำนึกผิด เรารักพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และจะยืนหยัดเคียงข้างพวกเขาตลอดการเดินทางข้างหน้านี้”

ถึงแม้ว่า พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน ในครั้งนี้ แต่เรื่องราวของพวกเขายังคงเป็นที่สนใจของผู้คน และแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – เปิดสาเหตุ “พี่น้องเมเนนเดซ” ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน แม้ได้ตัดสินโทษใหม่

“กรมการปกครอง” แจง 3 ประเด็น ปมหลวงพ่ออลงกต

จากกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับเลขประจำตัวประชาชนของพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ที่มีชื่อเดิมซ้ำกับบุคคลอื่นที่เสียชีวิตไปแล้ว และประเด็นเรื่องบัญชีพร้อมเพย์ที่เชื่อมโยงกับกองทุนวัดพระบาทน้ำพุ ล่าสุด “กรมการปกครอง” ได้ออกมาชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อคลายข้อสงสัยในหลายประเด็น

“กรมการปกครอง” ชี้แจง 3 ประเด็น กรณีเลขประจำตัวประชาชน “หลวงพ่ออลงกต”

ก่อนหน้านี้ ได้มีการรายงานว่าชื่อเดิมของหลวงพ่ออลงกต คือ “นายอลงกต พูลมุข” ซึ่งไปตรงกับชื่อของข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับตัวบุคคลและเลขประจำตัวประชาชน ต่อมาเพจดังได้ทดลองโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิต กลับพบว่าปลายทางเป็นบัญชีกองทุนรับบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งนำไปสู่ข้อสงสัยต่างๆ

“กรมการปกครอง” ได้ตรวจสอบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและออกมาชี้แจง 3 ประเด็นหลักดังนี้:

  1. เดิมหลวงพ่ออลงกตฯ ชื่อ เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ต่อมาในปี 2552 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น อลงกต พูลมุข และพบหลักฐานการทำรายการบัตรประจำตัวประชาชน รูปถ่ายหลวงพ่อฯ ทุกรายการ โดยไม่มีการเปลี่ยนเลขประจำตัวประชาชน
  2. การออกใบสุทธิพระ ไม่ได้เป็นเอกสารราชการยืนยันตัวบุคคลที่ออกโดยกรมการปกครอง
  3. สำหรับ นายอลงกต พลมุข (ผู้เสียชีวิตแล้ว) พบหลักฐานการทำรายการบัตรประจำตัวประชาชน เป็นรูปถ่ายนายอลงกต พลมุข บุคคลเดียว ไม่มีภาพใบหน้าบุคคลอื่น

นอกจากนี้ “กรมการปกครอง” ยังได้กล่าวถึงประเด็นการเปิดพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ตาย ซึ่งตรงกับบัญชีกองทุนอาทรประชานาถ โดยระบุว่าเป็นการดำเนินการโดยธนาคาร ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

รายละเอียดเพิ่มเติมจากกรมการปกครองเกี่ยวกับกรณีเลขประจำตัวประชาชน “หลวงพ่ออลงกต”

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น กรมการปกครองได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทาง Facebook Fanpage โดยเน้นย้ำว่าเลขประจำตัวประชาชนของหลวงพ่ออลงกต เป็นเลขที่ถูกต้องและไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด การเปลี่ยนชื่อเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีหลักฐานยืนยันชัดเจน

ทางกรมฯ ยังได้ให้ข้อมูลติดต่อสำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนป้องกันและปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง หมายเลขโทรศัพท์ 0 2791 7983

ประเด็นเรื่องเลขประจำตัวประชาชนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล การชี้แจงจากกรมการปกครองในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ถึงแม้ว่า “กรมการปกครอง” จะได้ออกมาชี้แจงในหลายประเด็นแล้ว แต่ยังมีข้อสงสัยบางอย่างที่ยังต้องรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเชื่อมโยงบัญชีพร้อมเพย์กับกองทุนของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อความโปร่งใส

การออกมาให้ข้อมูลของ “กรมการปกครอง” ในครั้งนี้ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสาธารณชน ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด และรอผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา – “กรมการปกครอง” ชี้แจง 3 ประเด็น กรณีเลขประจำตัวประชาชน “หลวงพ่ออลงกต”

ลงสนามวัดสมรรถนะ: อะไรทำให้รถเราไปได้เร็ว (2)

ภาคต่อของการพยายามสร้างความเร็วของรถให้ได้ดีบนทางตรง หลายคนมักยึดติดกับแรงม้าบนโบรชัวร์ หรือขั้นพัฒนาหน่อยก็ยึดติดกับแรงม้าที่วัดกันสดๆบนแท่น แต่ต้องไม่ลืมว่าแรงม้าที่เห็น เกิดตอนไหน เกียร์ไหน ที่รอบเครื่องเท่าไหร่ และพอเป็นเกียร์อื่นรถอาจไม่ได้ปล่อยพลังเท่านั้น สัปดาห์ก่อนเราทำความเข้าใจเรื่องแรงม้ากับเกียร์ คราวนี้มาดูองค์ประกอบอื่นที่ส่งเสริมให้รถของเราไปได้ไวขึ้น

คอลัมน์จากสัปดาห์ก่อน แชร์ลงโซเชียลไปก็มีแฟนคลับทักมาบอกว่าในหัวข้อเกียร์ อาจจะลืมเขียนเรื่องคลัตช์ไป ขอบคุณมากครับ ในรถเกียร์ธรรมดานั้นคลัตช์มีความสำคัญในการจับแรงม้าจากเครื่องยนต์ส่งไปให้ถึงล้อให้ได้มากที่สุด อย่างคนที่เล่นรถกระบะแต่งเกียร์ธรรมดาเช่น Isuzu D-Max 1.9 หรือ 2.2 ลิตร คุณจะทราบว่าตัวเครื่องเขาทำม้าได้ง่าย แต่คลัตช์เดิมของรถออกแบบมาให้ขับง่ายใช้งานสบายเป็นหลัก พอเริ่มเห็นแรงม้าแรงบิดสูงกว่าสเป็คโรงงานมากๆเข้า คลัตช์เดิมไม่มีแรงกดและความฝืดมากพอที่จะจับพลังจากเครื่องนั้นส่งต่อให้ชุดเกียร์ คลัตช์จึงเป็นส่วนสำคัญอีกอย่างที่จะทำให้รถสามารถสร้างความเร็ว ลงสนามกับการวัดสมรรถนะ ทำเวลาในสนามได้ดี

แต่ตอนทำคลัตช์ อย่าซวยแบบพวกเพื่อนผม คือเรานึกว่าทำคลัตช์อย่างเดียวแล้วจบ บางทีก็กลายเป็นจบเห่ รถขับหลังอาจไม่ค่อยเจอ แต่พวกเพื่อนๆผมที่ใช้รถขับหน้าเครื่องเทอร์โบแรงๆเจอกันก็คือ พอเครื่องแรง คลัตช์ลื่น ไอน์สไตน์ก็ดีดนิ้วแล้วบอกว่า งั้นทำคลัตช์สิวะ จัดคลัตช์ทองแดงสปริงกดแรงๆไปเลย คลัตช์จับส่งกำลังดี ไปถึงสนาม ออกตัว 3-2-1 เอี๊ยดลั่น หันหลังฟังโอ้โหรถเพื่อนตูแรงมาก หันหน้ามาดู เอ้า รถแทร็ค B เขาผ่าน 200 ฟุตแล้วรถเพื่อนตูยังล้อฟรีทิ้งอยู่ คลัตช์ดี ส่งกำลังดี แต่ยางไม่สู้ ฟรีทิ้งขว้าง ไอนสไตน์ก็บอกว่า งั้นพวกเอ็งต้องเปลี่ยนยางให้เกาะหนึบ นี่เลย ยางซอฟท์หนึบๆ เบิร์นทีเศษยางกระเด็นเหมือนใครเอาขี้ไคลช้างมาทิ้งบนแทร็ค คลัตช์มีแล้ว ยางมีแล้ว 3-2-1 อ๊าดด..ปุ หันไปมอง อ้าว รถเพื่อนเพลาหน้าขาด คลัตช์ส่งพลังเต็ม ยางเกาะหนึบสุดขั้ว ม้าวิ่งจากเกียร์มาจะหมุนล้อ หมุนไม่ได้เพราะยางกว้างและหนึบมาก ม้าบอก หมุนล้อไม่ได้ งั้นตูเอาความแค้นไปลงกับเพลาแล้วกัน เจ้าของรถหงอยกว่าไก่หน้าโรงเชือด

นี่คือการทำรถแหละครับ คุณคิดว่าเปลี่ยนยางเดียวหรือสองอย่างแล้วมันจะดี ที่จริงหลายอย่างในรถ เปรียบเสมือนวงออเครสตร้า ที่ทุกอย่างมันต้องไปด้วยกัน บางจังหวะเครื่องดนตรีบางชิ้นอาจจะเด่นได้ แต่ท้ายสุดต้องเล่น “เพลง” เดียวกัน ที่เขียนมาทั้งหมดอาจจะยาว แต่บอกไว้ก่อนผมตายว่าการโมดิฟายรถ มันต้องคิดเรื่องนี้ เรามาเข้าหัวข้อหลักกันต่อครับ

 การไล่เบา การลดน้ำหนัก

140 แรงม้าในรถหนัก 1.4 ตัน คุณได้รถที่อัตราเร่งแบบกดเต็มเท้าแม่ยายยังหลับ อย่างไรก็ตาม 140 แรงม้าในรถหนัก 800 กิโลกรัม คุณสามารถเร่งจาก 0 แล้วถึง 100 ได้ภายในราว 5 วินาทีเศษซึ่งนั่นก็พอจะทำให้แม่ยายฟ้องให้เมียคุณโทรมาด่าภายหลัง เมื่อรถเบาลง ภาระที่เป็นแรงต้านการเคลื่อนไหวของรถก็น้อยลง บางคนไม่เคยคิดเรื่องนี้ แต่รุ่นหลานผมที่ขับรถคอกส่งของรู้ได้ วันไหนของข้างหลังเยอะรถก็วิ่งอืดเป็นธรรมดา การจะทำรถให้ไปได้ไวนอกจากเรื่องแรง เราก็ต้องเอาน้ำหนักที่ไม่จำเป็นออก ออกได้ 10 กิโลกรัม…คุณอาจไม่ได้รู้สึกอะไรมาก..ออกได้ 40 กิโลกรัม..เริ่มรู้สึกได้ เราจะเห็นได้ว่ารถที่ใช้แข่งจริงๆ เบาะหลัง เบาะคนนั่ง เครื่องเสียง เครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนตกแต่งที่ไม่จำเป็นเช่นแผงประตู คอนโซลตอนล่าง ผ้าหลังคา พวกนี้จะโดนดีดออกจากรถหมด

ในกรณีรถใช้งาน ที่นำมาแข่งในระดับรถบ้านโมดิฟายหรือแม้กระทั่งการวิ่งเล่นกับเพื่อนในสนามวันหยุด (หรือไม่ได้หยุด แต่โดดงานไปเล่นกับเพื่อน) เราถอดแค่เบาะที่ไม่จำเป็น คอนโซล แผงประตู เอายางอะไหล่ออก ตรงนี้ก็เอาน้ำหนักดีดออกจากรถไปได้เกือบ 30 กิโลกรัมแล้ว ของเบสิคอย่างพรม ผ้ายางปูพื้น ปูท้าย และสิ่งที่ง่ายที่สุดแต่หลายคนมักลืมคือ น้ำมันเชื้อเพลิง แหม่ มาถึงสนามถอดจนรถแทบจะเหลือแต่ก้างเป็นปลาทูแมว สรุป..พี่แกเติมน้ำมันมาเต็มถัง เบนซ์ 124 ถังน้ำมัน 72 ลิตร วิ่งรอบสนามด้วยเครื่อง 8 สูบก็เถอะ 1 รอบสนามก็ใช้น้ำมัน 1 ลิตรโดยประมาณ การแข่งระดับบ้านหรือซ้อมขับส่วนมากวิ่งกันไม่ถึง 20 รอบยกเว้นขยันซ้อม คุณเอาน้ำมันเติมไว้เท่าที่จำเป็น และหาถังน้ำมันแยก 20 ลิตรแบบมีฝาปิด เอาไว้เติมตอนจะกลับบ้านเผื่อหาปั๊มยากๆก็ได้ วิธีนี้ ลดน้ำหนักส่วนเกินลงได้ 30-35 กก.แล้วในกรณีรถถังน้ำมันใหญ่ ส่วนรถบ้านตัวเบาถังเล็ก 40-45 ลิตร ก็ลองคิดง่ายๆว่าน้ำมันเบนซิน 1 ลิตร หนักราว 0.7-0.75 กก. ครับ

แต่อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับความปลอดภัย อย่าไปถอดเลยนะครับ หรือง่ายๆอย่างรถบางรุ่น เราถอดแผงประตูถอดคอนโซลกลางแล้วมันจะมีน็อตมีมุมเหล็กที่คมๆเหลืออยู่ คุณก็ต้องใส่กางเกงหรือชุดแข่งที่สามารถกันการขูดกับพวกนี้ได้ ต่อให้บทความนี้เราเล่นแรงกันในเรื่องทางตรง แต่ในสนามบางทีเราเกิตอุบัติเหตุ หรือถ้าเล่นเซอร์กิตแล้วรถหมุนหรือเข้าโค้งแรงๆ บางส่วนของรถสามารถทำให้คุณเกิดแผลเลือดอาบได้ ไม่ใช่การ์ตูนนะครับเรื่องจริง

การนำน้ำหนักเบา ถ้าไปเล่นระดับมืออาชีพ จะเริ่มแพงครับ อย่างการเปลี่ยนฝากระโปรงเป็นคาร์บอนไฟเบอร์หรืออะลูมิเนียม การใช้กระจกอะครีลิคใสแทนกระจกจริง อย่างที่ผมเคยบอก เราไปทำของที่ลดน้ำหนักได้ง่ายและไม่เสียเงินให้หมดก่อนค่อยมาไล่เบี้ยเก็บกับของแพง เราบางคนก็เป็นคนธรรมดาที่ชอบขับสนาม..ไม่ใช่ทีมแข่งร้อยล้าน

นอกจากเรื่องน้ำหนักเบาแล้ว น้ำหนักนั้นจะไป “หนัก” ตรงไหน ก็มีส่วนสำคัญ สำหรับสายแดร็ก 0-402 เมตรแล้วเป็นรถขับหน้ากับสายทางเซอร์กิตจิตหงุดเงี้ยวเลี้ยวเต็มสปีด จุดที่ควรวางน้ำหนักหรือลดน้ำหนักก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และแปรผันตามรูปแบบของรถ และในบางครั้งก็แปรผันตามทักษะของคนขับด้วย อย่างเช่น ถ้าผมมี Honda Civic สักคัน มันเป็นรถขับหน้า ถ้าวิ่งแดร็กทางตรง น้ำหนักก็ควรกระจายมาสร้างแรงกดให้ล้อขับเคลื่อนเอาไว้ เวลาออกตัวกระชากหน้าจะได้นิ่ง ในขณะที่หากเป็นสายเลี้ยวเซอร์กิต การกระจายน้ำหนักมาไว้ข้างหน้ามากๆจะทำให้เลี้ยวยาก หน้าหนักและดื้อโค้ง คุณนำไปพิจารณาใช้เอาครับ

น้ำหนักที่เบากว่า จะให้ผลชัดสุดตั้งแต่ช่วงออกตัว แต่ถ้าลอยลำแล้ว ผลของมันจะน้อยลง (ยกเว้นตอนเลี้ยวที่ยิ่งมาเร็ว น้ำหนักเบายิ่งให้ผลต่างตอนอยู่ในโค้ง) อีกส่วนหนึ่งที่เวลาเบาลงแล้วมีผลต่อสมรรถนะก็คือขนาดกับน้ำหนักล้อที่ใช้และเบรกครับ ยิ่งน้ำหนักล้อเบาเท่าไหร่ รถยิ่งมีแรงต้านการเคลื่อนที่น้อยลง ล้ออย่าง Desmond Regamaster EVO หรือของไทยก็ Lenso Light S2 จึงเป็นที่นิยมเมื่อนานมาแล้วเพราะมันเบา จานเบรก ถ้ามีขนาดใหญ่และหนักมากก็กินแรงขับเคลื่อนโดยใช่เหตุเช่นกัน

นี่ก็เป็นอีกจุดที่รถที่แข่งทางตรง กับรถเซอร์กิตจะต่างกัน ในรถแดร็กทางตรง ผมจะใช้ล้อที่เบาที่สุด ใช้เบรกที่เบาที่สุดเท่าที่จะสามารถกระทืบจาก 200 ลงมาเหลือ 60 ได้ 1 ครั้งโดยไม่เฟด ในขณะที่รถเซอร์กิตต้องวิ่งไปแตะ 160-200 แล้วเบรกเหลือ 80-100 หลายต่อหลายครั้ง จึงจำเป็นต้องใช้เบรกที่ทนการทรมานได้นาน ซึ่งมักมีขนาดจานเบรกที่โต และทำให้ต้องใส่ล้ออัลลอยที่มีขนาดโตตามไปด้วย นี่ล่ะครับ ถึงบอกว่าการเซ็ตรถต้องดูด้วยว่าเราจะเอารถไปแข่งแบบไหน

>>อากาศพลศาสตร์

รถของเรายิ่งลู่ลมมากขึ้นก็ยิ่งทำให้มันไปได้ไว แนวคิดพื้นฐานที่เราดูได้จากพวกรถไฟความเร็วสูงที่ส่วนหัวจะต้องมนให้แหวกอากาศได้ดี แต่เรื่องหนึ่งที่หลายคนที่ทราบเรื่องรถพอประมาณจะรู้ ก็คือค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน หรือค่า Cd ที่พวกสื่อฯรถกับค่ายรถมักพูดกัน บางคนจะคิดว่าค่านี้ยิ่งน้อยแปลว่ารถยิ่งลู่ลม ก็อาจจะถูกส่วนหนึ่ง แต่การที่รถจะลู่ลมได้มากหรือน้อยก็ยังขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่หน้าตัดของตัวรถอีกด้วย ถ้า Cd น้อยแปลว่าลู่ลม รถแข่ง F1 ก็ต้านลมมากกว่ารถบัสแหละครับ

ทีนี้ในระดับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีแล็บและอุโมงค์ลมหลังบ้าน เราอาจจะไม่สามารถออกแบบรถเองได้ แต่สามารถเข้าใจแนวคิดเบื้องต้นได้ว่า ความลื่นลมหรือฝืดลม สามารถใช้เป็นคุณหรือโทษก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าในการแข่งรายการนั้น ประเภทนั้น อะไรคือสิ่งที่จำเป็น แม้ว่าคอลัมน์นี้จะพูดถึงการสร้างความเร็วทางตรงแต่ก็ต้องพูดเผื่อไว้ด้วยว่าทางตรงที่ว่านั้นอยู่ในการแข่งแบบไหน แต่ไอเดียหลักก็คือ รถที่ลื่นลมที่สุดมักจะสร้างความเร็วได้ดีที่สุดจนถึงจุดที่มันลื่นจนรถไม่สามารถวิ่งอยู่บนถนนได้ มันถึงจะเลิกเร็ว (และอาจจะเปลี่ยนเป็นบินแข่งกับนกเขาแทน)

พวกบรรดาลิ้นหน้า สเกิร์ท สปอยเลอร์ต่างๆ ถ้าทำขึ้นมาโดยไม่ได้ใช้อุโมงค์ลมหรือ Aero Simulator ว่าใส่แล้วลมถูกพัดไปทิศทางไหน พาร์ทเหล่านั้นอาจได้เรื่องความสวยงามแต่ประสิทธิผลจริงอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คิด และต่อให้เป็นพาร์ทที่ออกแบบมาโดยวิศวกรบริษัทรถยนต์ก็มีทั้งจุดได้จุดเสีย รายการ Best Motoring ของญี่ปุ่นเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเคยทดสอบ Mazda RX-7 โดยทำความเร็วมาทางตรงเต็มพิกัด แล้วหลังจากนั้นก็ลองถอดสปอยเลอร์หลัง (ซึ่งขนาดไม่ได้โตมากนัก) แล้วลองไปวิ่งใหม่ พบว่า ณ จุดเดิมที่ตั้งเรดาร์จับความเร็ว RX-7 ที่ไม่ใส่สปอยเลอร์ทำความเร็วได้มากกว่ากันอยู่ 7 กม./ชม. แต่ตอนเบรกตัวโก่งที่ท้ายสนาม รถที่ถอดสปอยเลอร์นั้นท้ายรถยกและส่ายอย่างน่ากลัว

เช่นเดียวกันกับที่นิตยสารอเมริกันก็เคยทดสอบ Ford Mustang V8 ปี 1998 ระหว่างถอดกับใส่สปอยเลอร์หลัง รถที่ถอดวิ่งทำความเร็วสูงสุดได้มากขึ้นอีก 3 ไมล์/ชม.นั่นคือยุค 90s นะครับ แต่ในปัจจุบันคุณลอง Google ภาพ Ferrari 288GTO, F40, F50, Enzo, La Ferrari มาวางเรียงกัน คุณจะเข้าใจว่าการออกแบบรถให้วิ่งติดถนนด้วยแล้วเร็วด้วย ต้องใช้เงินระดับไหนและต้องการมันสมองของวิศวกรและฮาร์ดแวร์ในระดับที่คนธรรมดาอย่างพวกเราไม่มีวันไปถึง ดังนั้นเรื่องความลู่ลม ก็ให้พิจารณาตามหลักความจำเป็น ถ้าในการแข่งสนามนั้นหรือคลาสนั้น รถแทบไม่วิ่งเกิน 160 กม./ชม. รถคุณมีแอโร่พาร์ทเยอะไปก็หนักรถเปล่าๆ ในขณะที่ถ้ามีการวิ่งเกิน 200 กม./ชม.เยอะๆ บางทีมันคุ้มที่จะไม่เสี่ยงรถบินแล้วยอมเสียสปีดทางตรงไปหน่อยดีกว่า

สำหรับคนที่ใช้รถกระบะ นักเลงกระบะรุ่นเก่าและรุ่นผมอาจจะมีบางคนบอกว่า เปิดท้ายกระบะวิ่ง หรือถอดกระบะท้ายออกเปลี่ยนเป็นตาข่าย ทำให้รถไปได้ไวขึ้น ในแง่สมรรถนะผมเองยังไม่เคยลองกับรถตัวเองเหมือนกันครับ แต่นานมาแล้วรายการ Mythbuster ช่อง Discovery Channel เคยลองวิ่งความเร็วคงที่แล้วใช้คอมพิวเตอร์จับอัตราการใช้น้ำมันของเครื่อง และวิ่งเทียบระหว่างเปิดกับปิดฝาท้ายกระบะ กลายเป็นว่าเปิดท้ายวิ่ง เปลืองน้ำมันกว่า เพราะเราคิดกันว่าการเอาฝาท้ายลง ก็ย่อมต้านลมน้อยกว่า แต่เราลืมคิดไปว่าก่อนที่ลมจะมาเจอฝาท้าย มันโดนหลังคากับกระจกหน้ารถแหวกมาก่อนแล้ว  เวลาปิดท้ายวิ่ง กระแสลมที่ผ่านหลังคามา จะโดนฝากระบะบังคับให้เกิดเป็นลมวนเป็นวงรีอยู่ในฝาท้ายนั้น แต่พอเปิดฝาท้ายปุ๊บ เลยมีทั้งลมที่วนกลับและลมที่ตีออกไปข้างท้ายและทำให้ลมท้ายรถแปรปรวนมากกว่า ส่วนการปิดฝาท้ายด้วยวัสดุแข็ง ก็ไม่ได้ช่วยให้กินน้ำมันน้อยลง เราอาจจะสรุปไม่ได้ว่าทำให้รถเร็วขึ้นแต่การกินน้ำมันก็บ่งบอกถึงแรงต้านอากาศได้ระดับหนึ่งครับ

ผมเคยลองสมัยยังได้ใบขับขี่มาใหม่ๆ เอารถตัวเองวัดกับกระบะวางเจของเพื่อน แล้วลองซิ่งกันไปตรงๆโดยปิดฝากระบะไว้ก่อน ลองวิ่งดู จากนั้นเปิดฝากระบะแล้ววิ่งอีกรอบ ตอนนั้นเราซัดกันไปประมาณเกือบ 200 และจากการลองทั้งสองครั้งรถผมก็ตามท้ายเพื่อนได้ด้วยความชิดเท่าๆเดิม รถเพื่อนตอนเอาฝากระบะลงไม่ได้ไปเร็วขึ้น

>>การเซ็ตช่วงล่าง

แม้จะไม่ใช่เรื่องของพลัง หรือการลดภาระในการลากตัวรถโดยตรง แต่ช่วงล่างที่ดีช่วยให้รถมีเสถียรภาพในแง่ของการจับพลังจากล้อถ่ายทอดลงสู่พื้น มีความคล้ายคลึงกับหัวข้อระบบขับเคลื่อน ขับหน้า ขับหลัง ขับสี่ที่เราเคยคุยกันไป แต่เป็นไปในเรื่องของการตั้งศูนย์ล้อมากกว่า มันไม่มีสูตรตายตัวสำหรับรถทุกรุ่นหรอกครับ เพราะลำพังเปลี่ยนโช้คอัพหรือสปริง ศูนย์รถก็ต้องปรับใหม่กันแล้ว แต่ไอเดียหลักของการเซ็ตช่วงล่างเพื่อการสร้างสปีดทางตรง คือทำยังไงก็ได้ ให้ตอนกดคันเร่งเต็ม หน้ายางของล้อที่ใช้ขับเคลื่อนนั้น สัมผัสถนนได้ใกล้เคียง 100% มากที่สุด 

เวลารถเราจอดนิ่งๆ ถ้าเป็นรถขับหน้าเครื่องวางหน้าแล้วดูเหมือนล้อแบะออกหน่อยๆ เวลาเราไปกระชากออกตัวแรงๆ หน้ารถยกขึ้น ปีกนกขยับเสมือนช่วงล่างยืดตัวออก เราดูว่ามุมล้อเปลี่ยนจากแบะออกหน่อยๆกลายเป็นตั้งตรงมุมฉากตอนออกตัวแรงๆ นั่นล่ะครับคือจุดที่ยางเอาหน้าสัมผัสแตะพื้นได้เต็มที่สุด ในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง แล้วคุณเซ็ตให้ตอนจอดนิ่งๆล้อแบะออก ทายสิว่าตอนออกตัวเต็มๆล้อมันจะตั้งตรงหรือจะยิ่งแบะขึ้น..ถ้ายิ่งแบะออกแล้วยางมันจะไปเพิ่มเนื้อที่หน้าสัมผัสได้อย่างไรกัน

แต่ศูนย์ล้อที่เหมาะกับการกดเต็มเหยียดบนทางตรง บางทีมันกลายเป็นศูนย์ล้อวิปลาสเวลาเจอโค้งครับ ถ้าผมทำศูนย์ล้อรถขับหลังให้มีแคมเบอร์เหมาะสำหรับการแดร็ก เวลาไปเข้าโค้งความเร็วสูงมันจะกลายเป็นรถที่อันตรายมาก คาดเดาไม่ได้ว่าเมื่อไหร่จะพินาศ ในขณะที่รถขับหน้าเวลาเจอทางโค้งในเซอร์กิตก็ต้องคำนวณให้มุมล้อเอียงรับการเทโค้งของรถได้และเวลาเบรกหนักๆล้อก็จะยิ่งแบะกว่าปกติ หน้าสัมผัสยางยิ่งน้อยลง เรื่องพวกนี้คือส่วนที่นักแข่งจะเข้ามาบอกว่าตัวเขาเองถนัดแบบไหนแล้วให้คนปรับเช็ตช่วงล่างปรับตาม บางครั้งนักแข่งก็ต้องคุยกับคนวางแผนหรือกุนซือในทีม เพราะรูปแบบของสนามก็มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการเซ็ตรถ บางครั้งเราก็ต้องยอมสละความได้เปรียบช่วงทางตรง เพื่อให้รอดในโค้ง

นี่ล่ะครับ เรื่องของการคิด ว่าจะทำให้รถเร็วในทางตรง ใช้อะไรบ้าง ที่เขียนยาว เพราะบางเรื่องต้องเผื่อไว้ใช้ในสนามจริง และต้องชี้แจงผลกระทบจากการเซ็ตด้วย ผมเขียนไว้ก่อนแก่จนเขียนอะไรไม่ได้ เพื่อให้พวกคุณนำไปประยุกต์ใช้หรือเวลาเจอเด็กเกรียนคีย์บอร์ดเถียงกันจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ที่แน่ๆ ขอยืนยันตามเดิมว่า ไม่สนับสนุนให้นำความรู้ไปใช้เพื่อการซิ่งก่อกวนสาธารณชนและเบียดเบียนการใช้ชีวิตของคนอื่นครับ

Pan Paitoonpong

ลงสนามกับการวัดสมรรถนะ: ทำความเข้าใจองค์ประกอบที่ทำให้รถของคุณไปได้เร็วยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลัตช์ ยาง เพลา หรือการเซ็ตช่วงล่าง หลายปัจจัยมีผลต่อความเร็วของรถคุณ

ลงสนามกับการวัดสมรรถนะ อะไรทำให้รถเราไปได้เร็ว (2)

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงสนามกับการวัดสมรรถนะ

การปรับแต่งรถเพื่อการแข่งขันนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด การทำความเข้าใจองค์ประกอบต่างๆ ที่ส่งผลต่อความเร็วและสมรรถนะของรถเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้คุณสามารถปรับแต่งรถของคุณให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการ ลงสนามกับการวัดสมรรถนะ

ที่มา – ลงสนามกับการวัดสมรรถนะ อะไรทำให้รถเราไปได้เร็ว (2)

สะเทือน! โอนเงิน “นายอลงกต” เข้ากองทุนวัดพระบาทน้ำพุ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อเพจดังออกมาตั้งข้อสงสัยหลังทดลองโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนของ “นายอลงกต พลมุข” กลับพบว่าบัญชีปลายทางที่รับเงินคือบัญชีกองทุนรับบริจาคของ “วัดพระบาทน้ำพุ” งานนี้ทำเอาชาวเน็ตแห่คอมเมนต์สนั่น เกิดเป็นคำถามมากมายถึงความเชื่อมโยงและความถูกต้องของเรื่องนี้

เรื่องราวเริ่มต้นจากกรณีที่ชื่อของพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเดิมชื่อ “นายอลงกต พูลมุข” ดันไปซ้ำกับชื่อของ “นายอลงกต พลมุข” ข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้ว แถมวันเดือนปีเกิดยังตรงกันอีกด้วย ต่างกันเพียงปีเกิดเท่านั้น ซึ่งทางกรมการปกครองก็ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าทั้งสองท่านเป็นคนละคนกัน เลขประจำตัวประชาชนก็ไม่ซ้ำกัน (“กรมการปกครอง” ชี้แจงปม “เลขประจำตัวประชาชน” ของ “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต”)

แต่ประเด็นที่ทำให้หลายคนกลับมาตั้งคำถามอีกครั้งก็คือ โพสต์จากเพจดังอย่าง “Drama-addict” ที่ได้โพสต์ภาพสลิปการโอนเงิน พร้อมระบุข้อความว่า พวกเขาได้ทดลองโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนของ “นายอลงกต พลมุข” ปรากฏว่าสามารถโอนเงินเข้าได้จริง!

และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ เงินที่โอนเข้าไป กลับไปเข้าบัญชีที่มีชื่อว่า “กองทุนอาทรประชานาถ” ซึ่งเป็นบัญชีสำหรับรับบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี งานนี้ทำเอาชาวเน็ตงงเป็นไก่ตาแตก เพราะหลายคนมองว่า “นายอลงกต พลมุข” ได้เสียชีวิตไปแล้ว ทำไมถึงยังมีบัญชีพร้อมเพย์ที่ยังใช้งานได้ แถมยังผูกกับกองทุนของวัดอีกด้วย

ทำไมโอนเงินเข้าเลขพร้อมเพย์ “นายอลงกต” ถึงไปเข้าวัดพระบาทน้ำพุ?

หลังจากที่เรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความถูกต้อง และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ความเชื่อมโยงระหว่าง “นายอลงกต” กับวัดพระบาทน้ำพุ

คำถามสำคัญที่หลายคนอยากรู้ก็คือ มีความเชื่อมโยงอะไรกันระหว่าง “นายอลงกต พลมุข” กับวัดพระบาทน้ำพุ? ทำไมบัญชีพร้อมเพย์ของคนที่เสียชีวิตไปแล้วถึงยังใช้งานได้ และทำไมถึงผูกอยู่กับกองทุนของวัด? เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาที่รอการคลี่คลาย

  • ความเป็นไปได้ที่ 1: อาจเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิคของระบบธนาคาร
  • ความเป็นไปได้ที่ 2: อาจมีการสวมรอย หรือการใช้ข้อมูลส่วนตัวของ “นายอลงกต พลมุข” โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ความเป็นไปได้ที่ 3: อาจมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ หรือการทุจริต

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน และต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ทางเราจะรีบนำมารายงานให้ทราบโดยเร็ว

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนว่า การตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง หรือการทุจริต

ความโปร่งใสและความถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในสังคม การตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงในกรณีนี้ จะช่วยสร้างความกระจ่างและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – เพจดังทดลอง โอนเงินเข้าเลขพร้อมเพย์ “นายอลงกต” พบผูกบัญชีกองทุนวัดพระบาทน้ำพุ

ประกาศพายุ “คาจิกิ”: จังหวัดไหนต้องรับมือ!

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนฉบับที่ 7 เรื่อง “คาจิกิ” พายุโซนร้อนที่กำลังแรงขึ้น ทำให้หลายจังหวัดในประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 24–27 สิงหาคมนี้ มาเช็กกันเลยว่ามีจังหวัดไหนบ้างที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

พายุโซนร้อนกำลังแรง “คาจิกิ” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นและเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามและลาวตอนบนในช่วงวันที่ 25–26 สิงหาคมนี้ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้สถานการณ์น่ากังวลยิ่งขึ้นไปอีก

จากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” และมรสุม ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 24–27 สิงหาคม 2568 หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับฝนตกหนักถึงหนักมากและลมกระโชกแรง กรมอุตุนิยมวิทยาจึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ

ประกาศพายุ “คาจิกิ” ฉบับ 7 เตือนจังหวัดเตรียมรับมือฝนตกหนักมาก 24–27 ส.ค.

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก ประกาศพายุ “คาจิกิ”

วันที่ 24 สิงหาคม 2568

  • ภาคเหนือ: ลำปาง, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, ตาก, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร
  • ภาคกลาง: ลพบุรี, สุพรรณบุรี, กาญจนบุรี, ราชบุรี
  • ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: เพชรบุรี, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต

วันที่ 25 สิงหาคม 2568

  • ภาคเหนือ: เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, มุกดาหาร, นครราชสีมา, อุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: กาญจนบุรี, ราชบุรี, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, นครปฐม, กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่

วันที่ 26 – 27 สิงหาคม 2568

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, ตาก, กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร, ยโสธร, อำนาจเจริญ, อุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, กาญจนบุรี, ราชบุรี, กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต

นอกจากฝนตกหนักแล้ว คลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยก็มีกำลังแรงขึ้น ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงนี้เพื่อความปลอดภัย

ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจาก ประกาศพายุ “คาจิกิ” เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว

สถานการณ์พายุ “คาจิกิ” เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การวางแผนรับมือ และการปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติได้

ที่มา – ประกาศพายุ “คาจิกิ” ฉบับ 7 เตือนจังหวัดเตรียมรับมือฝนตกหนักมาก 24–27 ส.ค.

รวบแล้ว! ชายอ้างข่มขืนฆ่าในเมืองวัด

ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัดแห่งหนึ่งในรัฐกรณาฏกะ หลังเขาอ้างว่า ตนเองถูกบังคับให้ฝังศพผู้หญิงที่ถูกข่มขืนและฆาตกรรมจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในประเทศอินเดียจับกุมตัวชายคนหนึ่ง ผู้ออกมาอ้างว่าเขาถูกบังคับให้ฝังร่างผู้หญิงที่ถูกข่มขืนและฆาตกรรมจำนวนหลายร้อยคนแล้ว หลังจากคำพูดของเขาทำให้เกิดความวุ่นวายในเมืองธรรมศาลา (Dharmasthala) เมืองศาสนาเล็กๆ ในรัฐกรณาฏกะ

เมืองธรรมศาลาเป็นที่ตั้งของวัดมัญชุนาถ สวามี (Manjunatha Swamy) ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ดึงดูดผู้แสวงบุญให้เดินทางมาสักการะวันละหลายพันคน และเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของชาวเมือง

ความขัดแย้งทางการเมืองในรัฐกรณาฏกะทำให้มีการจัดตั้งทีมสืบสวนพิเศษ (SIT) ขึ้นมา เพื่อยืนยันคำกล่าวอ้างของชายคนนี้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ SIT บอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า ชายคนนี้ถูกจับกุมตัวแล้ว ในข้อหาให้การเท็จ

เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ชายปริศนาผู้นี้ยื่นคำร้องกับตำรวจ และปรากฏตัวต่อหน้าผู้พิพากษาเพื่อบันทึกคำให้การ โดยตัวตนของเขาถูกปิดเป็นความลับ และจนถึงตอนนี้ เขาปรากฏตัวต่อสาธารณะในสภาพแต่งกายสีดำทั้งตัว รวมถึงสวมฮูดและหน้ากากปิดบังใบหน้าด้วย

ในคำร้องดังกล่าว ชายผู้นี้อ้างว่า เขาทำงานเป็นภารโรงที่วัดมัญชุนาถ สวามี ตั้งแต่ปี 2538-2557 และอ้างว่าเขาถูกบังคับให้ฝังร่างเด็กหญิงกับหญิงสาวผู้ถูกข่มขืนและฆาตกรรมอย่างโหดร้ายจำนวนหลายร้อย

ชายคนนี้อ้างว่า เขาซ่อนตัวมาตั้งแต่ปี 2557 และออกมาเปิดเผยเรื่องนี้เพราะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่คอยกระตุ้นเขาอยู่ตลอดเวลา โดยเขากล่าวหาผู้บริหารกับเจ้าหน้าที่วัดซึ่งไม่มีการเปิดเผยนามว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่ทางวัดปฏิเสธว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

ในตอนที่เขาถูกนำตัวขึ้นศาล เขาดึงกะโหลกศีรษะออกมาจากกระเป๋าแล้วบอกว่าเป็นของหนึ่งในศพที่เขาฝัง และเขาเพิ่งขุดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้เพื่อใช้เป็นหลักฐาน

คำพูดของชายนิรนามผู้นี้ได้รับความสนใจจากสื่อท้องถิ่นอย่างมาก จนข่าวแพร่กระจายไปทั่วรัฐกรณาฏกะและรัฐอื่นๆ ทำให้คณะกรรมการสตรีของรัฐกรณาฏกะออกมาแสดงความกังวล จนสุดท้าย รัฐบาลก็ต้องตั้งทีมสืบสวนพิเศษ หรือ SIT ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัด

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมเจ้าหน้าที่ดำเนินการขุดพื้นที่หลายจุด ทั้งในและนอกเมืองธรรมศาลา เพื่อยืนยันคำกล่าวอ้างของชายคนนี้ ซึ่งชี้จุดที่เขาอ้างว่าฝังศพไว้ทั้งหมด 13 จุด โดยมีบางจุดที่ยากต่อการเข้าถึง และถูกปกคลุมด้วยต้นไม้หนาทึบและเต็มไปด้วยงูพิษ

แหล่งข่าวใน SIT บอกกับบีบีซีว่า เจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนศพมนุษย์ รวมถึงกะโหลกศีรษะและชิ้นส่วนกระดูกอื่นๆ จำนวนเกือบ 100 ชิ้น ในสถานที่ 2 แห่ง และส่งชิ้นส่วนกระดูกไปตรวจสอบแล้ว เพื่อหาว่ากระดูกที่พบเป็นของใคร

อย่างไรก็ตาม นายวีเรนทรา เฮกเกด สว.อินเดียและหัวหน้าฝ่ายบริหารเมืองธรรมศาลากล่าวว่า พวกเขากำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการสืบสวน แต่เขาเชื่อว่าคำกล่าวอ้างของอดีตภารโรงผู้นี้นั้น “เป็นไปไม่ได้” และเมื่อการสืบสวนเสร็จสิ้น ความจริงก็จะถูกเปิดเผยออกมา

ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัด

ชายอินเดียอ้างข่มขืนฆ่าในเมืองวัด: ข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณา

คดีตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัดนี้ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และการสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป ความจริงเบื้องหลังคำกล่าวอ้างของชายผู้นี้จะเป็นเช่นไร คงต้องรอติดตามผลการสืบสวนต่อไป

สิ่งที่สำคัญคือสังคมควรให้ความสนใจกับความรุนแรงทางเพศ และร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต หากพบเห็นหรือทราบเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความรุนแรง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย

การที่ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัดสร้างความตระหนกและความสลดใจให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำความจริงมาเปิดเผยและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้

ที่มา – ตำรวจอินเดียรวบแล้ว ชายอ้างเกิดเหตุข่มขืนฆ่าผู้หญิงนับร้อยในเมืองวัด

เชียร์เรอร์วิเคราะห์ สเปอร์สครองแชมป์แดนกลาง

เชียร์เรอร์วิเคราะห์ สเปอร์สครองแชมป์แดนกลาง

อลัน เชียร์เรอร์ วิเคราะห์เจาะลึกถึงวิธีการที่ 3 ประสานแดนกลางของท็อตแนม ฮอตสเปอร์ อย่าง Joao Palhinha, Pape Matar Sarr และ Rodrigo Bentancur สามารถครองเกมในแดนกลางเหนือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้อย่างเด็ดขาดในเกมวันเสาร์ที่ผ่านมา

สเปอร์สสร้างความประหลาดใจให้กับแมนฯ ซิตี้ คว้าชัยชนะต่อเนื่องภายใต้การคุมทีมของแฟรงค์

รับชม Match of the Day ทาง iPlayer

สำหรับผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

  • Subsection

    Tottenham
  • Published


การที่อลัน เชียร์เรอร์ออกมาวิเคราะห์เกมที่สเปอร์สเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของแผงกองกลางที่สามารถควบคุมเกมได้อยู่หมัด การมีนักเตะที่แข็งแกร่งและมีความสามารถเฉพาะตัวสูงในแดนกลาง ทำให้ทีมมีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างมาก และนี่คือสิ่งที่สเปอร์สแสดงให้เห็นในเกมล่าสุด

เชียร์เรอร์วิเคราะห์ สเปอร์สครองแชมป์แดนกลาง

จากคำวิเคราะห์ของเชียร์เรอร์ เราได้เห็นว่าการทำงานร่วมกันของ Joao Palhinha, Pape Matar Sarr และ Rodrigo Bentancur เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สเปอร์สสามารถเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้ พวกเขาไม่เพียงแต่มีความสามารถในการตัดเกมและแย่งบอล แต่ยังสามารถสร้างสรรค์เกมและขับเคลื่อนทีมไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่สเปอร์สมีแผงกองกลางที่แข็งแกร่ง ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมจังหวะของเกมและป้องกันไม่ให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้สร้างโอกาสในการทำประตูได้มากนัก นอกจากนี้ การมีกองกลางที่สามารถจ่ายบอลได้อย่างแม่นยำยังช่วยให้สเปอร์สสามารถโจมตีได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

อะไรทำให้สเปอร์สครองแชมป์แดนกลางในเกมนี้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สเปอร์ส เชียร์เรอร์วิเคราะห์ สเปอร์สครองแชมป์แดนกลางได้อย่างอยู่หมัด คือการที่ผู้เล่นแต่ละคนเข้าใจบทบาทของตัวเองและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว Joao Palhinha เป็นผู้เล่นที่คอยทำลายเกมของคู่ต่อสู้และแย่งบอลกลับมาให้ทีม Pape Matar Sarr เป็นผู้เล่นที่คอยเชื่อมเกมระหว่างกองหลังและกองหน้า และ Rodrigo Bentancur เป็นผู้เล่นที่คอยสร้างสรรค์เกมและจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีม

นอกจากนี้ การที่สเปอร์สมีโค้ชที่สามารถวางแผนและปรับแท็คติกได้อย่างเหมาะสมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้ โค้ชของสเปอร์สสามารถอ่านเกมได้อย่างเฉียบคมและรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถหยุดเกมรุกของแมนเชสเตอร์ ซิตี้และสร้างโอกาสในการทำประตูให้กับทีมของตนเองได้

สำหรับแฟนบอลสเปอร์ส นี่เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และเป็นสัญญาณที่ดีว่าทีมกำลังมาถูกทาง การมีแผงกองกลางที่แข็งแกร่งและการมีโค้ชที่สามารถวางแผนได้อย่างเหมาะสม ทำให้สเปอร์สมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันต่างๆ ในฤดูกาลนี้

การที่ เชียร์เรอร์วิเคราะห์ สเปอร์สครองแชมป์แดนกลางทำให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของแผงกองกลางในการแข่งขันฟุตบอลสมัยใหม่ การมีกองกลางที่แข็งแกร่งและมีความสามารถรอบด้านเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทีมที่ต้องการประสบความสำเร็จ และสเปอร์สก็เป็นตัวอย่างที่ดีของทีมที่มีแผงกองกลางที่ยอดเยี่ยม

โดยรวมแล้ว ชัยชนะของสเปอร์สเหนือแมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นผลมาจากการทำงานหนักและความมุ่งมั่นของผู้เล่นทุกคนในทีม การมีแผงกองกลางที่ เชียร์เรอร์วิเคราะห์ สเปอร์สครองแชมป์แดนกลางได้อย่างอยู่หมัดและการมีโค้ชที่สามารถวางแผนได้อย่างเหมาะสม ทำให้สเปอร์สกลายเป็นทีมที่น่ากลัวและพร้อมที่จะต่อสู้กับทุกทีมในลีก

จากชัยชนะครั้งนี้ สเปอร์สแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในทีมชั้นนำของลีก และหากพวกเขาสามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็มีโอกาสที่จะคว้าแชมป์ต่างๆ ในฤดูกาลนี้ได้

ที่มา – Shearer breaks down Spurs ‘midfield masterclass’

PSR หรือการจัดการผิดพลาด? วิลล่าเผชิญความจริง

ผู้สนับสนุนแอสตัน วิลล่าและนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ร่วมกันส่งเสียงที่วิลล่าพาร์คในสุดสัปดาห์เปิดฤดูกาล พวกเขาต้องการแสดงความรู้สึกที่มีร่วมกันเกี่ยวกับข้อจำกัดทางการเงินของพรีเมียร์ลีก

ผู้สนับสนุนเหล่านั้น รู้สึกว่าพวกเขาตกเป็นเหยื่อของกฎผลกำไรและความยั่งยืนของการแข่งขัน ซึ่งพวกเขากล่าวว่าปกป้อง ‘หกทีมใหญ่’ – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, อาร์เซนอล, เชลซี, ท็อตแนม และลิเวอร์พูล

แฟนบอลทีมเยือนของวิลล่าแสดงความไม่พอใจอีกครั้ง เนื่องจากทีมเริ่มต้นฤดูกาลอย่างไม่มั่นคงต่อเนื่องด้วยความพ่ายแพ้ต่อเบรนท์ฟอร์ด 1-0 เมื่อวันเสาร์

ด้วยเอแวนน์ เกวสซานด์ กองหน้าชาวไอวอรี่โคสต์ราคา 30 ล้านปอนด์ เป็นผู้เล่นใหม่รายใหญ่เพียงรายเดียวของวิลล่าในช่วงซัมเมอร์นี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทีมของอูไน เอเมรี่ถูกขัดขวางโดยกฎทางการเงิน

แต่สโมสรมีส่วนทำให้เกิดปัญหาทางการเงินของตัวเองมากน้อยแค่ไหน?

How does PSR affect Villa?

วิลล่า เช่นเดียวกับสโมสรอื่น ๆ ในลีก ต้องปฏิบัติตามกฎผลกำไรและความยั่งยืน (PSR) มิฉะนั้นอาจเผชิญกับการถูกตัดแต้ม

กฎระบุว่าสโมสรไม่สามารถขาดทุนเกิน 105 ล้านปอนด์ในช่วงสามปีของการรายงานผลประกอบการ

หลังจากการตัดแต้มสำหรับเอฟเวอร์ตันและน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ในฤดูกาล 2023-24 ทุกสโมสรในพรีเมียร์ลีกปฏิบัติตามกฎในฤดูกาลถัดมา ซึ่งรวมถึงวิลล่าด้วย

อย่างไรก็ตาม ทีมของเอเมรี่ต้องปล่อยผู้เล่นชื่อดังหลายคนในช่วงหลัง ๆ นี้ เช่น ดักลาส ลุยซ์, จอน ดูรัน และลีออน ไบลีย์ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎ

ทั้ง ๆ ที่สโมเจริญรุ่งเรืองภายใต้การคุมทีมของเอเมรี่ โดยโค้ชชาวสเปนนำทีมจบอันดับที่ 7 ในฤดูกาล 2022-23 หลังจากเข้ารับตำแหน่งในช่วงกลางฤดูกาลแทนที่สตีเวน เจอร์ราร์ด ก่อนที่จะคว้าสิทธิ์ไปเล่นในแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลถัดมา

เมื่อฤดูกาลที่แล้ว วิลล่าพลาดการคว้าสิทธิ์ไปเล่นในแชมเปียนส์ลีกติดต่อกันอย่างหวุดหวิด โดยจบอันดับที่ 6 ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ด้อยกว่านิวคาสเซิล ยูไนเต็ดที่อยู่อันดับ 5

หลังจากเซ็นสัญญายืมตัวมาร์คัส แรชฟอร์ดและมาร์โค อเซนซิโอด้วยค่าจ้างจำนวนมากในเดือนมกราคม สโมสรกำลังมองหาการจบในตำแหน่งแชมเปียนส์ลีกเพื่อรักษาระดับการใช้จ่าย

แต่ความล้มเหลวในการทำเช่นนั้นทำให้การเงินของสโมสรตึงตัว ทำให้พวกเขามีพื้นที่น้อยมากในการลงทุนในทีม

ไมกาห์ ริชาร์ดส์ อดีตกองหลังของแอสตัน วิลล่า กล่าวในรายการ Match of the Day ของ BBC ว่า: “พวกเขาต้องการความสดใหม่เล็กน้อย

“ด้วยความพยายามอย่างหนักทั้งหมดที่พวกเขาได้ทุ่มเทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมเคยอยู่ในทีมที่ตกชั้น ดังนั้นการได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจนถึงตอนนี้ การได้เข้าไปเล่นในแชมเปียนส์ลีก แต่พวกเขาไม่สามารถซื้อผู้เล่นใด ๆ ได้ มันไร้สาระและต้องขายผู้เล่นจากอะคาเดมี่ด้วย มันไม่ถูกต้องเลย”

‘PSR rules killing the game’

กฎทางการเงินของพรีเมียร์ลีกได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางการเงินโดยการป้องกันการใช้จ่ายเกินตัว โดยหวังว่าจะหยุดยั้งไม่ให้สโมสรล่มสลาย

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบหนึ่งของกฎที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คือ ‘กำไรสุทธิ’ ที่สามารถได้รับจากการขายผู้เล่นที่มาจากอะคาเดมี่ของสโมสร

มีการระดมทุนมากกว่า 1.9 พันล้านปอนด์ผ่านการขายผู้เล่นจากอะคาเดมี่ทั่วยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีกตั้งแต่ปี 2020 โดยแอสตัน วิลล่าทำได้มากเป็นอันดับสอง (246 ล้านปอนด์) รองจากเชลซี (365 ล้านปอนด์)

ในความเป็นจริง มีผลประโยชน์มากกว่าในการขายผู้เล่นที่สโมสรผลิตขึ้นเองมากกว่าในการซื้อขายผู้เล่นที่พวกเขาซื้อมา

“คุณกำลังฆ่าเกมสำหรับผู้เล่นท้องถิ่นรุ่นเยาว์ที่ต้องการเล่นให้กับทีมของตัวเอง มันไม่ยุติธรรมเลยที่พวกเขาเป็นผู้ช่วยเหลือ” สตีเฟน วอร์น็อค อดีตกองหลังของวิลล่า กล่าวกับ BBC Radio 5 Live

“หนทางเดียวที่วิลล่าจะสามารถก้าวหน้าได้ในตอนนี้คือการทำให้สนามกีฬามีขนาดใหญ่ขึ้น ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาในสนามมากขึ้น และหวังว่าในเชิงพาณิชย์จะนำเงินพิเศษมาให้

“แอสตัน วิลล่าสามารถพัฒนาได้หรือไม่? พวกเขาสามารถไปที่ไหนได้บ้างภายใต้ข้อจำกัด PSR ที่มีอยู่ นั่นเป็นปัญหาที่แท้จริง”

อลัน เชียร์เรอร์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ กล่าวในรายการ Match of the Day ของ BBC ว่าวิลล่ากำลังถูก “ขัดขวาง” จากกฎ

“PSR ไม่ค่อยดีกับผมเท่าไหร่ ในแง่ของสิ่งที่พวกเขาสามารถและไม่สามารถใช้จ่ายได้ เอเมรี่มีหน้าต่างซื้อขายนักเตะหกครั้ง และพวกเขาทำกำไรได้ 10 ล้านปอนด์” เชียร์เรอร์กล่าว

“PSR ไม่ได้ถูกนำมาใช้สำหรับสถานการณ์นี้เมื่อพวกเขามีเจ้าของที่มีเงิน เช่นเดียวกับนิวคาสเซิล”

จาค็อบ แรมซีย์ กลายเป็นผลผลิตจากอะคาเดมี่ของวิลล่ารายล่าสุดที่ถูกขาย เมื่อเขาย้ายไปนิวคาสเซิลด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม

จอห์น แม็กกินน์ กัปตันทีมวิลล่าวิพากษ์วิจารณ์กฎทางการเงินของลีกหลังจากการจากไปของแรมซีย์ โดยกล่าวว่า: “เป็นวันที่น่าเศร้าที่ต้องเสียผู้เล่นและคนเก่ง และหนึ่งในพวกเรา แต่ดูเหมือนว่าฟุตบอลถูกสร้างขึ้นมาในทุกวันนี้!”

A problem of Villa’s making?

ในขณะที่วิลล่าต้องตัดสินใจที่ยากลำบากเพื่อให้สอดคล้องกับกฎ แต่พวกเขาไม่ใช่สโมสรเดียวที่ทำเช่นนั้น

อาร์เซนอลแยกทางกับผลิตภัณฑ์จากอะคาเดมี่อย่างเอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ และเอมิล สมิธ โรว์; แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขายสกอตต์ แม็คโทมิเนย์, แอนโธนี่ อีลังก้า และดีน เฮนเดอร์สัน; ในขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อนุญาตให้โคล พาลเมอร์ เข้าร่วมทีมเชลซี สำหรับเชลซี พวกเขาขายเมสัน เมาท์, คอเนอร์ กัลลาเกอร์ และติโน ลิฟราเมนโต้

นับตั้งแต่เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกในปี 2019 วิลล่าใช้จ่ายไปมากกว่า 700 ล้านปอนด์

แต่ข้อจำกัดหลักในการใช้จ่ายของวิลล่าคืออัตราส่วนค่าจ้างต่อรายได้ ซึ่งอยู่ที่ 91% ในปี 2024

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ท็อตแนมใช้จ่ายน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง (46%) ของรายได้ไปกับค่าจ้าง ในขณะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและอาร์เซนอลอยู่ที่มากกว่าครึ่งหนึ่งเล็กน้อย (51%)

ในตำแหน่งของวิลล่า สโมสรต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก

พวกเขาจะจ่ายค่าจ้างต่อไปเพื่อดึงดูดผู้เล่นที่ถูกกล่าวหาว่าดีกว่าซึ่งสามารถช่วยให้สโมสรประสบความสำเร็จในการเล่นแชมเปียนส์ลีก หรือพวกเขาจะลดค่าจ้างและทำให้ทีมอ่อนแอลงตามทฤษฎี?

Villa walking a financial tightrope

วิลล่าถูกยูฟ่าปรับ 9.5 ล้านปอนด์ในเดือนกรกฎาคม ฐานละเมิดกฎทางการเงินขององค์กรปกครองฟุตบอลยุโรปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงการใช้จ่ายมากกว่า 80% ของรายได้ที่ได้รับอนุญาตไปกับค่าจ้างของผู้เล่น

รายงานอ้างว่าพวกเขายังตกลงที่จะขายทีมหญิงให้กับบริษัทแม่ V Sports เพื่อให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของ PSR

“มีกฎที่ค่อนข้างไม่ยุติธรรม ถ้าคุณถามผม” แม็กกินน์ กัปตันทีมวิลล่ากล่าวเมื่อถูกถามเกี่ยวกับ PSR เมื่อต้นเดือนนี้ “เรามีเจ้าของที่ต้องการลงทุนในทีมและต้องการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นสโมสร แต่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้น”

นับตั้งแต่เอเมรี่เข้ามารับตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2022 เขาได้ดูแลหน้าต่างการซื้อขายนักเตะหกครั้ง

ในช่วงเวลานั้น การใช้จ่ายของวิลล่าเป็นลบ โดยสโมสรทำเงินได้มากกว่าที่ใช้จ่าย 10.7 ล้านปอนด์

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การใช้จ่ายสุทธิของเชลซีรวมแล้วมากกว่าครึ่งพันล้านปอนด์ในช่วงเวลานั้น

แต่กฎของยูฟ่าแตกต่างจากกฎของพรีเมียร์ลีก และวิลล่าต้องปฏิบัติตามกฎในอีกสามปีข้างหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรับเพิ่มเติมอีก 12.9 ล้านปอนด์

เอเมรี่กล่าวหลังความพ่ายแพ้ต่อเบรนท์ฟอร์ดว่า สโมสรอาจต้องขายผู้เล่นเพิ่มก่อนที่จะนำผู้เล่นคนอื่นเข้ามา

“เราต้องชี้แจงสถานการณ์บางอย่างที่เรามีในหน้าต่างการซื้อขายนักเตะ” โค้ชชาวสเปนกล่าว

“เรามีผู้เล่นเพียงพอ แต่เราต้องชี้แจงกับผู้เล่นบางคนว่าพวกเขาจะอยู่ต่อหรือไม่ และความเป็นไปได้ที่เราจะสามารถเพิ่มผู้เล่นบางคนเข้ามาเพื่อช่วยเราได้”

วิลล่าเผชิญความท้าทายจากกฎ PSR หรือการจัดการผิดพลาด?

การปฏิบัติตามกฎ **PSR หรือการจัดการผิดพลาด?** นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับหลายสโมสร รวมถึงแอสตันวิลล่า การพิจารณาว่าปัญหาเกิดจากกฎ **PSR หรือการจัดการผิดพลาด?** เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ วิลล่ากำลังเผชิญกับความจริงที่ว่าต้องรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนในทีมกับการปฏิบัติตามกฎการเงิน และการแก้ไขปัญหา **PSR หรือการจัดการผิดพลาด?** จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับอนาคตของสโมสร

ที่มา – PSR or mismanagement? Villa face harsh financial reality