วัน: 26 สิงหาคม 2025

เผย “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่สึก เครียดจนฉันเช้าไม่ลง

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีของ “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชน โดยมีรายงานว่า “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ได้ลาสิกขา และมีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัดเจนจนถึงขั้นฉันอาหารเช้าไม่ลง

จากกรณีการเข้าตรวจค้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่ 17 จุดในกรุงเทพฯ และลพบุรี เพื่อควบคุมตัว “หลวงพ่ออลงกต” และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี ตามหมายจับในข้อหา ม.147, 157 และฟอกเงิน ซึ่งเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง

เผย “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่สึก มีอาการเครียดจนฉันมื้อเช้าไม่ลง

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัว “หลวงพ่ออลงกต” ไปสอบปากคำที่กองปราบปราม โดยยังคงอยู่ในสถานะพระสงฆ์ และมีรายงานว่าในช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ได้ถวายภัตตาหารเช้าเป็นข้าวสวย น้ำพริกอ่อง และไข่ดาว แต่ท่านฉันได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อาการเครียดของ “หลวงพ่ออลงกต”

แหล่งข่าวรายงานว่า “หลวงพ่ออลงกต” มีรูปร่างผอมลงกว่าเมื่อครั้งที่ยังจำวัดอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุอย่างเห็นได้ชัดเจน และมีอาการเครียดให้เห็น ทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วงถึงสุขภาพของท่าน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้

  • การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น
  • เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประกอบสำนวน
  • ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการลาสิกขาเมื่อใด

ประเด็นที่น่าสนใจคือ อาการเครียดของ “หลวงพ่ออลงกต” ที่ส่งผลกระทบต่อการฉันภัตตาหาร ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความกังวลใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม การสอบสวนยังคงต้องดำเนินต่อไปเพื่อให้ความจริงปรากฏ และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

เรื่องราวของหลวงพ่ออลงกต เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีสติ และการกระทำทุกอย่างย่อมมีผลตามมาเสมอ การบริจาคเงินเพื่อการกุศลควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนเสมอ

ที่มา – เผย “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่สึก มีอาการเครียดจนฉันมื้อเช้าไม่ลง

ศาลรับฟ้อง “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9

ศาลรับฟ้อง “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 นัดสอบ 3 พ.ย.

ศาลอาญาได้รับฟ้องคดีที่ “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 โดยชี้ว่าการวิพากษ์วิจารณ์ต้องมีขอบเขต นัดสอบคำให้การในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ฟ้องร้องนางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี จากพรรคประชาชน เช่นกัน โดยเรียกค่าเสียหายรายละ 50 ล้านบาทในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่ทั้งสองคนได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการซื้อตึก SKYY9 โดยมีการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา

รักชนก-สหัสวัต

ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยได้ส่งทนายความเป็นตัวแทนในการเข้ารับฟังคำสั่ง ซึ่งใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 30 นาที นายเฉลิมชัย ศรียุภักดิ์ ทนายความของนายสุชาติ เปิดเผยว่า ศาลได้มีคำสั่งว่าคดีดังกล่าวมีมูลความผิดครบองค์ประกอบตามที่โจทก์ได้นำเสนอพยานหลักฐานต่อศาล โดยเหตุผลที่ศาลพิจารณาคือ แม้นายสุชาติจะเป็นบุคคลสาธารณะก็จริง แต่การวิพากษ์วิจารณ์ก็ต้องมีขอบเขต และในกรณีนี้ศาลมองว่าเป็นการใส่ความที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อย่างไรก็ตาม จำเลยยังไม่ได้ถูกตัดสินว่าเป็นผู้กระทำความผิด แต่เมื่อคดีมีมูลก็จะต้องมีการต่อสู้คดีกันต่อไป

ศาลนัดสอบคำให้การ “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9

ทั้งนี้ ศาลได้นัดหมายให้มีการสอบคำให้การในครั้งต่อไป โดยทางจำเลยจะต้องดำเนินการประกันตัวในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 09.00 น. เกี่ยวกับกรณี “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการไกล่เกลี่ย นายเฉลิมชัยระบุว่า ยังไม่ทราบเรื่องนี้และให้สอบถามจากนายสุชาติโดยตรง พร้อมทั้งกล่าวว่า นายสุชาติได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว และมีท่าทีที่เป็นปกติในการปกป้องสิทธิของตนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งในวันนี้ นายสุชาติไม่ได้เดินทางมาด้วยตนเองเนื่องจากมีภารกิจในการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

สุชาติ ชมกลิ่น

คดี “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของขอบเขตในการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ แม้ว่าจะเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงมี แต่การแสดงความคิดเห็นก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงหลักการและขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทย

ที่มา – ศาลรับฟ้อง “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 นัดสอบคำให้การ 3 พ.ย.

“เลขาปู” ยัน “หลวงพ่ออลงกต” ไม่ได้หนีไปไหน จริงหรือ?

จากกรณีข่าวการเข้าตรวจค้นวัดพระบาทน้ำพุ และการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับ “หลวงพ่ออลงกต” ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ล่าสุด “เลขาปู” คนสนิทของหลวงพ่ออลงกต ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อ

“หลวงพ่ออลงกต” ไม่ได้หนีไปไหน จริงหรือ?

นายบรรเจษ เทพพำนัก หรือ เลขาปู เลขานุการและคณะกรรมการวัดพระบาทน้ำพุ ได้เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า หลวงพ่ออลงกตไม่ได้มีเจตนาที่จะหลบหนีไปไหน แต่เป็นเพียงการเดินทางกลับมายังวัดในเวลา 01.00 น. ตามปกติ พร้อมทั้งปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นเรื่องเงินสดจำนวนมากที่พบในรถ

เลขาปูยังกล่าวอีกว่า ตนเองก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา:

  • การยืนยันของเลขาปูว่า “หลวงพ่ออลงกต” ไม่ได้มีเจตนาหลบหนี
  • การปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องเงินสด
  • การให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการให้ข้อมูล

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้เข้าทำการตรวจค้นพื้นที่ 17 จุดในกรุงเทพฯ และลพบุรี เพื่อควบคุมตัว “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี ตามหมายจับในข้อหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ม.147, 157 และการฟอกเงิน

เลขาปูได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ตนเองเพิ่งทราบเรื่องและกำลังเตรียมตัวที่จะเดินทางไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเพื่อเข้าพบหลวงพ่อ แต่ได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่วัดพระบาทน้ำพุแทน

เมื่อถูกถามถึงกรณีการพบเงินสดจำนวนหลักแสนบาทในรถ เลขาปูตอบว่าไม่ทราบถึงเหตุผล แต่ยืนยันว่า “หลวงพ่ออลงกต” ไม่ได้มีเจตนาที่จะหลบหนีอย่างแน่นอน และตนเองก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่อย่างใด

ในส่วนของประเด็นเรื่องการใช้เงินสดเป็นหลักทรัพย์ในการประกันตัวชั่วคราว เลขาปูระบุว่ายังไม่ทราบรายละเอียดในส่วนนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “หลวงพ่ออลงกต” ได้สร้างความกังวลและความสงสัยให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การออกมาให้สัมภาษณ์ของเลขาปูในครั้งนี้ ถือเป็นการพยายามที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและยืนยันความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องเงินสดที่พบในรถ และข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ “หลวงพ่ออลงกต” กำลังเผชิญ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามและรอการพิสูจน์ความจริงต่อไป

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างโปร่งใส เพื่อให้ความจริงปรากฏและสามารถคลี่คลายข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

“เลขาปู” ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน และแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า “หลวงพ่ออลงกต” ไม่ได้หนีไปไหน แต่จะกลับมาจำวัดตามปกติ

ที่มา – “เลขาปู” ยัน “หลวงพ่ออลงกต” ไม่ได้หนีไปไหน ปัดตอบเรื่องเงินสดหลักแสนท้ายรถ

ฤทธิ์พายุคาจิกิ ‘เลยอ่วม’ ฝนถล่มต่อเนื่องจนน้ำเหืองล้นตลิ่ง

จากการที่พายุโซนร้อนคาจิกิ ได้ขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนาม ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (25 ส.ค.) ก่อนที่กรมอุตุนิยมวิทยาจะรายงานเมื่อช่วงเวลา 04.00 น. ของวันที่ 26 ส.ค. ระบุว่า พายุได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน ส่งผลให้พื้นที่ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักระหว่างวันที่ 25-27 ส.ค. 2568 นั้น

ล่าสุดบรรยากาศที่จังหวัดเลยมีฝนตกต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางดึกวันที่ 25 ส.ค. ทำให้แม่น้ำเหือง ซึ่งเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่างไทยกับลาว ที่บ้านเหมืองแพร่ อ.นาแห้ว จ.เลย ได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมในหมู่บ้านแล้ว เจ้าหน้าที่ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 ได้เข้าไปแบกกระสอบข้าวช่วยชาวบ้านขนขึ้นไปบนที่สูง ขณะเดียวกัน สะพานไม้ไผ่ข้ามแม่น้ำเหืองที่บ้านนาข่า ต.ปากหมัน อ.ด่านซ้าย ก็ถูกกระแสน้ำพัดขาด ประชาชนทั่งสองฝั่งไม่สามารถข้ามไปมาได้ ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำเลย ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัด เริ่มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งแม่น้ำ ลำห้วย แหล่งน้ำสาธารณะ ก็มีระดับเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/5053096/

ค้น 5 จุดวัดพระบาทน้ำพุ หาหลักฐานการเงิน

เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” เน้นจุดสำคัญคือกุฏิของ “หลวงพ่ออลงกต” เพื่อหาหลักฐานทางการเงิน หลังจากการบุกจับ “พระอลงกต” รักษาการเจ้าอาวาสยอมรับว่ากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ เพราะยังมีผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของวัด

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), ตำรวจกองบังคับการปราบปราม, เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ภายหลังการเข้าควบคุมตัวหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัด ในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ภายในสนามกีฬาฟุตบอลใจฟ้าอคาเดมี่

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการอ่านหมายค้นจำนวน 5 จุดภายในวัด ซึ่งพระครูสุวัฒน์กิตติสาร รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นผู้รับหมายค้น เพื่อทำการตรวจค้นเอกสารบัญชีรายรับรายจ่าย และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินของวัด รวมถึงการตรวจสอบและค้นหาข้อมูลในเครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของวัด เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน

ตรวจค้น 5 จุด วัดพระบาทน้ำพุ หาหลักฐานการเงิน

อุปสรรคในการตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” คือเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปภายในกุฏิของหลวงพ่ออลงกตได้ เนื่องจากประตูทางเข้าออกต้องใช้รหัสผ่าน ซึ่งทั้งผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ภายในวัดไม่มีใครทราบรหัสผ่านดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ภายหลังเจ้าหน้าที่วัดได้แสดงตัวและนำกุญแจมาเปิดให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปตรวจค้นภายในได้

พระครูสุวัฒน์กิตติสารกล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ แต่จากการตรวจสอบภายในไม่พบความผิดปกติเกี่ยวกับการเปิดรับบริจาคและการใช้จ่ายเงินของวัด แต่เมื่อศาลได้ออกหมายจับ และตำรวจมีหมายค้น แสดงว่าต้องมีหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการดำเนินการต่อไป

พระครูสุวัฒน์กิตติสารกล่าวเพิ่มเติมว่า เพิ่งเข้ารับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสได้ไม่นาน ทำให้ยังไม่ทราบข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ภายในวัดมากนัก แต่ยอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ภายในวัด เนื่องจากเงินของวัดเหลือน้อยลง และผู้คนไม่บริจาคเงินให้กับวัดเหมือนในอดีต ซึ่งจากงบประมาณที่มี คาดว่าจะสามารถดูแลผู้ป่วยไปได้อีกระยะหนึ่ง พร้อมทั้งกล่าวว่า ทางวัดไม่สามารถปฏิเสธการช่วยเหลือผู้ป่วยในอนาคตได้ เพราะวัดเป็นที่พึ่ง หากมีใครมาขอความช่วยเหลือก็ต้องให้การดูแล ส่วนเรื่องมูลนิธิของวัดนั้น จะมีการหารือร่วมกับคณะกรรมการชุดใหม่อีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

สำหรับการตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” ในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • กุฏิเจ้าอาวาส
  • จุดรับบริจาค
  • มูลนิธิธรรมรักษ์
  • สำนักงานโครงการเมตตาธรรม
  • บริษัทใจฟ้า

ทำไมต้องตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ”?

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่า เมื่อคืนนี้ เวลา 02.00 น. ชุดสืบสวนได้เข้าจับกุมหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ภายในอาคารสนามกีฬาฟุตบอลใจฟ้าฯ เดิมชุดสืบสวนจะเข้าจับกุม 08.00 น.วันนี้ แต่หลวงพ่ออลงกตมีพฤติการณ์พยายามจะหลบหนี ชุดสืบสวนจึงเข้าแสดงตัวจับกุม ซึ่งจากการตรวจค้นภายในรถก็พบเงินสดหลักแสนที่กระจายอยู่ตามกระเป๋าต่างๆ ซึ่งในขณะนี้กำลังสอบปากคำและขยายผลต่อไปว่า เงินสดที่พวกนั้นกำลังจะนำไปทำอะไร เบื้องต้นยังให้การปฏิเสธ ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนได้คุมตัวหลวงพ่ออลงกตไปสอบสวนเพิ่มเติมที่สอบสวนกลาง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า คดีนี้นอกจากหลวงพ่อแล้ว ยังมีหลักฐานอีกหลายประเด็นที่ต้องดำเนินการต่อ โดยเฉพาะบุคคลใกล้ชิด ที่อาจเข้าข่ายในการกระทำความผิดกฎหมายด้วย

สถานการณ์ที่วัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของวัด การตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” ครั้งนี้ หวังว่าจะนำไปสู่ความกระจ่างและความโปร่งใสในการบริหารจัดการวัดต่อไป

ที่มา – ตรวจค้น 5 จุด “วัดพระบาทน้ำพุ” หาหลักฐานการเงิน หลังบุกจับ “พระอลงกต”

“จอนนี่มือปราบ” แจงที่มาเงินรีสอร์ท

“จอนนี่มือปราบ” พร้อมภรรยา แจงที่มาเงินทุนทำรีสอร์ท

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ด.ต.ยุทธพล ศรีสมพงษ์ หรือที่รู้จักกันในนาม “จอนนี่มือปราบ” พร้อมด้วย น.ส.จิราพร สีบุระ ภรรยา ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปปป. เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีที่ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นในการจัดทำเอกสารรับรองเท็จ เพื่อสร้างรีสอร์ทบนที่ดินป่าไม้นิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย ประเด็นสำคัญในการให้ปากคำครั้งนี้คือการชี้แจงที่มาของเงินทุนที่ทั้งสองนำมาใช้ในการลงทุนประกอบธุรกิจรีสอร์ทดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

รายละเอียดการให้ปากคำของ “จอนนี่มือปราบ”

ในการเข้าให้ปากคำครั้งนี้ “จอนนี่มือปราบ” และภรรยาได้เตรียมเอกสารและหลักฐานต่างๆ เพื่อยืนยันถึงแหล่งที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการก่อสร้างและดำเนินธุรกิจรีสอร์ท โดยเน้นย้ำถึงความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายในการได้มาซึ่งเงินทุนดังกล่าว ทางพนักงานสอบสวนได้ซักถามในรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและชัดเจนที่สุด

ภายหลังจากการสอบปากคำเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปปป. จะนำตัว ด.ต.ยุทธพล และ น.ส.จิราพร พร้อมสำนวนคดีและพยานหลักฐานทั้งหมด ส่งไปยัง ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและยืนยันความบริสุทธิ์ของ “จอนนี่มือปราบ” และภรรยา

ความสำคัญของคดี “จอนนี่มือปราบ”

คดีของ “จอนนี่มือปราบ” ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม การดำเนินคดีอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตำรวจ

แน่นอนว่าคดีนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตำรวจในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็นโอกาสให้มีการตรวจสอบและปรับปรุงระบบการทำงานของตำรวจให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม

  • การตรวจสอบที่มาของเงินทุน
  • ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม

คดีนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในอนาคต

การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดี “จอนนี่มือปราบ” จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน และสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่เป็นเรื่องของสังคมโดยรวมที่เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “จอนนี่มือปราบ” พร้อมภรรยา เข้าให้ปากคำกับตำรวจ ปปป. แจงที่มาเงินทุนทำรีสอร์ท

ค้นบ้าน “หมอบี” พบเงินสด 3 ล้าน อ้างเงินปรึกษาญาติ

ตำรวจกองปราบฯ บุกค้นบ้านพักของ “หมอบี” พบเงินสดจำนวนมากถึง 3 ล้านบาท! งานนี้เจ้าตัวรีบออกมาชี้แจงว่าเงินทั้งหมดนี้เป็นของผู้ที่เข้ามาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยอ้างว่าผู้ที่มาขอคำปรึกษานำมามอบให้เองด้วยความศรัทธา และไม่ได้มีการเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ หมอบียังปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับความสามารถในการสื่อสารกับดวงวิญญาณอีกด้วย

ค้นบ้าน “หมอบี” พบเงินสดกว่า 3 ล้าน อ้างเป็นเงินผู้เข้ามาขอคำปรึกษาถึงญาติที่ล่วงลับ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 มีรายงานข่าวว่าภายหลังจากการจับกุมตัวนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าทำการตรวจค้นบ้านพักเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม และก็ได้พบกับเงินสดจำนวนมาก ทั้งที่อยู่ในซองและวางไว้ในบ้าน รวมเป็นเงินกว่า 3 ล้านบาท ซึ่ง “หมอบี” ได้อ้างว่า เงินจำนวนนี้ได้มาจากการที่มีผู้เข้ามาขอคำปรึกษาปัญหาต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับญาติพี่น้อง หรือลูกหลานที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว

ตามรายงานข่าวระบุเพิ่มเติมว่า เงินที่พบในบ้านนั้น หมอบีอ้างว่าเป็นเงินที่ได้รับมาจากผู้ที่นำมามอบให้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีความศรัทธาในตัวของเขา ซึ่งเคยเขียนจดหมายมาเพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับญาติ หรือลูกหลานที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่พวกเขายังคงมีความห่วงใย และเกรงว่าผู้ที่ล่วงลับไปแล้วอาจจะได้รับความลำบาก จึงได้เข้ามาขอคำปรึกษา โดยเชื่อว่าหมอบีมีความสามารถในการสื่อสารกับวิญญาณได้

ภายหลังจากที่ผู้มาขอคำปรึกษาได้พูดคุยกับหมอบี และได้รับคำแนะนำต่างๆ ประกอบกับหมอบีมีสิ่งที่สามารถสื่อสารกับโลกวิญญาณได้ ทำให้ผู้ที่มาขอคำปรึกษารู้สึกสบายใจ และมอบเงินตอบแทนให้ ทั้งมากบ้างน้อยบ้าง แต่หมอบียืนยันว่าตนเองไม่เคยเรียกร้องใดๆ เพราะผู้ที่มาขอคำปรึกษานำมามอบให้เองด้วยความเต็มใจ อย่างไรก็ตาม หมอบีปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับความสามารถในการติดต่อสื่อสารกับดวงวิญญาณ และไม่เปิดเผยว่าตนเองมีความสามารถพิเศษนี้ได้อย่างไร

ทำไมถึงมีเงินสดจำนวนมากในบ้าน “หมอบี”?

ส่วนในกรณีของการร่วมทำบุญกับหลวงพ่ออลงกตนั้น หมอบีกล่าวว่า เป็นเพราะความศรัทธาที่มีมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยส่วนตัวมองว่าหลวงพ่อเป็นคนดี จึงได้จัดหาเงินบริจาคให้กับโครงการต่างๆ ของหลวงพ่อ และเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มานั้น ได้ถวายให้กับหลวงพ่อไปจนหมดแล้ว

นอกจากนี้ หมอบียังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ตั้งแต่ที่ได้ร่วมทำบุญกับหลวงพ่ออลงกต ผลบุญที่ได้ก็ส่งผลให้หน้าที่การงานของตนเองประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เรื่องราวของ “หมอบี” และเงินสดจำนวน 3 ล้านบาทที่พบในบ้านพัก กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามถึงที่มาของเงินจำนวนดังกล่าว และความสามารถในการสื่อสารกับวิญญาณของ “หมอบี” ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่คลุมเครือ และรอการพิสูจน์ต่อไป อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้เราใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูล และพิจารณาเรื่องราวต่างๆ อย่างรอบคอบ

ที่มา – ค้นบ้าน “หมอบี” พบเงินสดกว่า 3 ล้าน อ้างเป็นเงินผู้เข้ามาขอคำปรึกษาถึงญาติที่ล่วงลับ

ผู้ว่าฯ ลพบุรี สั่งตรวจสอบ 5 มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณีข่าวการจับกุมอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ล่าสุด นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้สั่งตั้งกรรมการชุดพิเศษ เพื่อเร่งดำเนินการตรวจสอบ 5 มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ โดยให้เหตุผลว่าพบข้อสังเกตหลายจุดที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวไทยรัฐทีวีว่า ภายหลังจากการจับกุมหลวงพ่ออลงกต ทางจังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้มอบหมายให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ไปยังวัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เพื่อร่วมกันตรวจสอบการบริหารงานและสถานะทางการเงินของวัดอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมถึงจำนวนผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลและทรัพย์สินทั้งหมดของวัด เพื่อให้สามารถจัดการทุกอย่างให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทางจังหวัดได้รับข้อมูลการตรวจสอบเบื้องต้นของทั้ง 5 มูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุแล้ว และเตรียมที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 5 ชุด เพื่อทำการตรวจสอบ 5 มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ ในเชิงลึก โดยเน้นการตรวจสอบในแต่ละมูลนิธิอย่างละเอียด เนื่องจากพบข้อสังเกตที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเข้ามาช่วยในการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและถูกต้องมากที่สุด

ผู้ว่าฯ ลพบุรี สั่งตั้งกรรมการชุดพิเศษ ตรวจสอบ 5 มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

ผู้ว่าฯ ลพบุรีกล่าวว่า แต่ละมูลนิธิมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิอาทรประชานาถ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2559 มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และมีการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างจากมูลนิธิอื่นๆ ที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน ทำให้การตรวจสอบอาจต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาทำการตรวจสอบอย่างละเอียด

ความสำคัญของการตรวจสอบ 5 มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

การตรวจสอบ 5 มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อวัดพระบาทน้ำพุ โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้:

  • เพื่อตรวจสอบการบริหารจัดการเงินและทรัพย์สินของมูลนิธิ
  • เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลทางการเงิน
  • เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาคและประชาชนทั่วไป

การตรวจสอบอย่างละเอียดจะช่วยให้ทราบถึงสถานะทางการเงินที่แท้จริงของมูลนิธิ และทำให้มั่นใจได้ว่าเงินบริจาคที่ได้รับมานั้นถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

การตรวจสอบนี้ยังเป็นโอกาสอันดีที่จะปรับปรุงระบบการบริหารจัดการของมูลนิธิให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เพื่อให้วัดพระบาทน้ำพุสามารถดำเนินงานช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ด้อยโอกาสได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ความท้าทายในการตรวจสอบ

แม้ว่าการตรวจสอบจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็มีความท้าทายหลายประการที่ต้องเผชิญ:

  • ความซับซ้อนของข้อมูลทางการเงิน
  • จำนวนธุรกรรมที่มหาศาล
  • การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ
  • ระยะเวลาที่จำกัด

อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คาดว่าจะสามารถ overcome อุปสรรคเหล่านี้และดำเนินการตรวจสอบให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีเข้ามาดูแลและสั่งการอย่างชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความตั้งใจจริงที่จะทำให้เกิดความโปร่งใสและความถูกต้องในการดำเนินงานของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นที่พึ่งของผู้ป่วยและผู้ด้อยโอกาสจำนวนมาก การตรวจสอบนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาวัดพระบาทน้ำพุให้เป็นองค์กรที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ที่มา – ผู้ว่าฯ ลพบุรี สั่งตั้งกรรมการชุดพิเศษ ตรวจสอบ 5 มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

“บิ๊กเต่า” เร่งขยายผลคนใกล้ชิด “หลวงพ่ออลงกต”

กรณีข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่จับตา “บิ๊กเต่า” เร่งขยายผลคนใกล้ชิด “หลวงพ่ออลงกต” อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย! เรื่องนี้กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากตัว “หลวงพ่ออลงกต” เองแล้ว ยังมีประเด็นที่ต้องสืบสวนขยายผลไปยังคนใกล้ชิดที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอีกด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้บุกเข้าตรวจค้นพื้นที่ 17 จุด ทั้งในกรุงเทพฯ และลพบุรี เพื่อจับกุม “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี ในข้อหาตามมาตรา 147, 157 และข้อหาฟอกเงิน ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตกตะลึงให้กับสังคม

“บิ๊กเต่า” เร่งขยายผลคนใกล้ชิด “หลวงพ่ออลงกต” อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย

ความคืบหน้าล่าสุด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. ได้ยืนยันว่า ชุดสืบสวนได้เข้าจับกุม “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ภายในอาคารสนามฟุตบอลใจฟ้าฯ เนื่องจากมีพฤติการณ์พยายามหลบหนี ซึ่งในเบื้องต้น “หลวงพ่ออลงกต” ยังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมที่สอบสวนกลาง

สถานการณ์ดูเหมือนจะซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพราะ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังได้ระบุอีกว่า ในคดีนี้นอกจากตัว “หลวงพ่ออลงกต” แล้ว ยังมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าอาจมีบุคคลใกล้ชิดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดกฎหมายด้วย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนขยายผลในประเด็นนี้อย่างละเอียด

แล้วใครคือคนใกล้ชิด “หลวงพ่ออลงกต” ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ บุคคลใกล้ชิดที่ถูกกล่าวถึงนั้นเป็นใคร? มีความเกี่ยวข้องกับ “หลวงพ่ออลงกต” ในลักษณะใด? และมีบทบาทอย่างไรในการกระทำที่ถูกกล่าวหา? ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ยังคงต้องรอการสืบสวนสอบสวนจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากมีการขยายผลไปถึงบุคคลอื่นจริง ก็จะยิ่งทำให้คดีนี้มีความซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดโปงขบวนการที่ใหญ่กว่าที่คิด

  • การดำเนินการตามกฎหมาย: สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตัว “หลวงพ่ออลงกต” เอง หรือบุคคลใกล้ชิดที่ถูกกล่าวถึง
  • ความโปร่งใสและความถูกต้อง: การสืบสวนสอบสวนจะต้องทำอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามหลักฐาน เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมามีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของสังคม
  • การเคารพสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา: ถึงแม้จะมีการกล่าวหาว่ากระทำผิด แต่ผู้ถูกกล่าวหาทุกรายก็ยังมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐาน และมีสิทธิที่จะต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

คดีนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคม และเป็นบทพิสูจน์ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ที่จะต้องสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้อย่างยุติธรรม ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม

ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทย ควรติดตามข่าวสารอย่างมีสติ ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูล และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างราบรื่นและนำไปสู่ความจริงที่ถูกต้อง

ที่มา – “บิ๊กเต่า” เร่งขยายผลคนใกล้ชิด “หลวงพ่ออลงกต” อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย