วัน: 26 สิงหาคม 2025

ประกันตัวแล้ว! สาววัย 32 แทง “ป้ามีนา”

ศาลอนุญาตให้ประกันตัว สาววัย 32 ปี มือแทง “ป้ามีนา” เจ้าของร้านอาหารตามสั่งชื่อดังในจังหวัดกำแพงเพชร ข่าวนี้สร้างความสะเทือนใจให้กับหลายๆ คน โดยเฉพาะญาติของผู้เสียชีวิตที่เคารพการตัดสินของศาล แต่ก็ยังคงรู้สึกเป็นห่วงถึงความปลอดภัยและกระบวนการยุติธรรม

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นเมื่อ น.ส.จารุวรรณ อายุ 32 ปี ได้เข้าไปนั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ร้านของนางมีนา ปัตถา อายุ 62 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ป้ามีนา” ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงในพื้นที่ ต.คลองขลุง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร จากรายงานข่าวทราบว่า น.ส.จารุวรรณ ได้สั่งเบียร์และอาหาร ก่อนที่จะมีปากเสียงกับป้ามีนาอย่างรุนแรง จนกระทั่ง น.ส.จารุวรรณ ได้ใช้อาวุธมีดพกแทงป้ามีนา ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า ก่อนเกิดเหตุ 2 วัน กล้องวงจรปิดของร้านได้บันทึกภาพ น.ส.จารุวรรณ นั่งดื่มเบียร์กับชายคนหนึ่ง ก่อนที่จะถูกชายสวมเสื้อสีเหลืองพาตัวกลับบ้าน น.ส.จารุวรรณ อ้างว่าโกรธแค้นป้ามีนาที่ปล่อยให้ชายคนดังกล่าวพาเธอไปในสภาพที่เมามาย ทำให้เธอตัดสินใจกลับมาที่ร้านและก่อเหตุดังกล่าว หลังจากก่อเหตุ น.ส.จารุวรรณ ได้ทิ้งอาวุธมีดและขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป

ร่างของป้ามีนาได้ถูกฌาปนกิจไปแล้วเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 โดยมีพลทหารนิรัช คงตุ้ม อายุ 22 ปี บุตรชายของป้ามีนา ได้บวชหน้าไฟให้แม่ ก่อนที่จะเดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดนไทย ที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจ ครอบครัวได้นำกระดูกของป้ามีนาไปลอยอังคารบริเวณท่าน้ำหน้าวัดศรีภิมย์ ม.2 ต.คลองขลุง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร

สาววัย 32 แทง “ป้ามีนา” ได้รับการประกันตัว

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากครอบครัวของป้ามีนาว่า ทางครอบครัวได้เดินทางไปยื่นคัดค้านการประกันตัว สาววัย 32 ปี มือแทง “ป้ามีนา” กับศาลจังหวัดกำแพงเพชร หลังจากที่เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ครอบครัวของ น.ส.จารุวรรณ ได้ยื่นขอประกันตัว และศาลได้อนุมัติให้ประกันตัว โดยมีวงเงินและหลักทรัพย์จำนวนหนึ่ง

ทำไมญาติถึงกังวลหลัง สาววัย 32 แทง “ป้ามีนา” ได้รับประกันตัว

ครอบครัวของป้ามีนากังวลว่า หากผู้ก่อเหตุได้รับการปล่อยตัวออกมา อาจจะกลับมาก่อเหตุซ้ำ หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในคดี ทำให้พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของป้ามีนายังคงเคารพการตัดสินใจของศาล และเข้าใจว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา

ในขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับครอบครัวของ น.ส.จารุวรรณ ซึ่งให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการขอประกันตัว น.ส.จารุวรรณ ออกมาแล้ว และเห็นว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่จะได้รับการประกันตัว ส่วนขั้นตอนการตัดสินคดีจากนี้ จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจและศาลในการพิจารณาต่อไป น.ส.จารุวรรณ ได้ให้การรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุจริง แต่ยังไม่ขอเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับชนวนเหตุที่นำไปสู่การก่อเหตุในครั้งนี้

คดีนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการสอบสวนและดำเนินกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปของคดีจะเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ก่อเหตุอย่างไรบ้าง

  • ข้อคิดที่ได้จากเหตุการณ์: เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราทุกคนใช้สติและเหตุผลในการแก้ไขปัญหา และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง
  • ความสำคัญของกระบวนการยุติธรรม: กระบวนการยุติธรรมมีบทบาทสำคัญในการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และสร้างความสงบสุขในสังคม
  • การเยียวยาจิตใจ: ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ควรได้รับการเยียวยาจิตใจอย่างเหมาะสม

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำความสงบและความเป็นธรรมมาสู่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สาววัย 32 ปี มือแทง “ป้ามีนา” ได้รับการประกันตัว ถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก และเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – สาววัย 32 ปี มือแทง “ป้ามีนา” ได้รับการประกันตัว ญาติคนตายเข้าใจเป็นสิทธิ์ แต่ยังห่วง

ม็อบอินโดฯ เดือด! ต้าน สส. รับเบี้ยเลี้ยงบ้านพักหรู

กลุ่มนักศึกษาอินโดนีเซียประท้วงอย่างดุเดือด โกรธแค้นที่ สส. ได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักเดือนละ 50 ล้านรูเปียห์ หรือเกือบ 100,000 บาท ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว

ม็อบอินโดฯ เดือด! ต้าน สส. รับเบี้ยเลี้ยงบ้านพักหรู

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นักศึกษาชาวอินโดนีเซียหลายพันคนได้รวมตัวกันประท้วงในกรุงจาการ์ตา เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซียจำนวน 580 คน ได้รับเงินค่าที่พักเป็นเบี้ยเลี้ยงในอัตราเดือนละ 50 ล้านรูเปียห์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 99,600 บาท การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับความเหมาะสมและความโปร่งใสในการบริหารจัดการงบประมาณของภาครัฐ

การชุมนุมประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามเดินขบวนไปยังอาคารรัฐสภา แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลสกัดกั้นด้วยการใช้แก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำแรงดันสูง ผู้ประท้วงได้ตอบโต้ด้วยการขว้างปาหิน ขวดน้ำ และจุดไฟเผาบริเวณใกล้เคียงกับสะพานลอย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตัดสินใจปิดเส้นทางการจราจรหลายสายบริเวณโดยรอบรัฐสภา และมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 1,200 นายเพื่อควบคุมสถานการณ์ที่ตึงเครียด แม้ว่าเหตุการณ์จะมีความรุนแรง แต่ยังไม่มีรายงานการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

เหตุใดประชาชนถึงไม่พอใจเรื่อง สส. รับเบี้ยเลี้ยงบ้านพักหรู?

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาชนชาวอินโดนีเซียไม่พอใจกับการที่ สส. ได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักจำนวนมาก เนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ยังคงอยู่ในภาวะยากลำบาก ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหาในการดำรงชีวิต และการที่นักการเมืองได้รับสิทธิพิเศษมากมายเช่นนี้ จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมและไม่เหมาะสม

นางปวน มหารานี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยกล่าวว่า เงินเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว และเป็นจำนวนเงินที่สะท้อนถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้นในกรุงจาการ์ตา อย่างไรก็ตาม คำอธิบายนี้ดูเหมือนจะไม่สามารถคลายความไม่พอใจของประชาชนได้ เนื่องจากพวกเขายังคงมองว่า การที่นักการเมืองได้รับสิทธิพิเศษที่หรูหราราคาแพงเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในสถานการณ์ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

การประท้วงครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประชาชนชาวอินโดนีเซียต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการงบประมาณของภาครัฐ พวกเขาต้องการเห็นความโปร่งใส ความยุติธรรม และความรับผิดชอบในการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชน การที่นักการเมืองได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เป็นสิ่งที่สร้างความไม่พอใจและความไม่ไว้วางใจให้กับรัฐบาล

นอกจากประเด็นเรื่องเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักแล้ว ผู้ประท้วงยังแสดงความไม่พอใจต่อการขยายอำนาจของกองทัพอินโดนีเซีย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับบทบาทของกองทัพในการเมืองและสังคม

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียเป็นเครื่องเตือนใจว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างจริงจัง รวมถึงการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงบประมาณ การเพิกเฉยต่อความต้องการของประชาชนอาจนำไปสู่ความไม่สงบและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

การประท้วงต้าน สส. รับเบี้ยเลี้ยงบ้านพักหรู สะท้อนอะไร?

การประท้วงที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยังคงมีอยู่สูงในอินโดนีเซีย การที่นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบาก เป็นสิ่งที่สร้างความไม่พอใจและความไม่ไว้วางใจให้กับรัฐบาล

การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลอินโดนีเซีย การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน การปรับปรุงระบบสวัสดิการสังคม และการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงบประมาณ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน

ม็อบอินโดฯ เดือด! ต้าน สส. รับเบี้ยเลี้ยงบ้านพักหรู เป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในอินโดนีเซียในอนาคต

ที่มา – เดือด ม็อบอินโดฯ ประท้วงต้านบรรดา สส.รับเบี้ยเลี้ยงบ้านพักหรู เดือนละเกือบแสนบาท

ทนายเกิดผล เตือน! หลวงพ่ออลงกต โดนจับแน่

จากกรณีข่าวการจับกุม “พระอลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ในข้อหาทุจริตยักยอกเงินบริจาค ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็น หนึ่งในนั้นคือ “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” ที่ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้

ทนายเกิดผล โพสต์เคยเตือน “หลวงพ่ออลงกต” ถ้าไม่รีบเคลียร์ สุดท้ายจะถูกจับ

ทนายเกิดผลระบุว่า ตนเองเคยเตือน “หลวงพ่ออลงกต” และกรรมการวัดพระบาทน้ำพุแล้วว่า หากไม่รีบจัดการเคลียร์เอกสารและข้อมูลให้ถูกต้อง อาจจะถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินได้ในที่สุด ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันก็เป็นไปตามที่ทนายเกิดผลได้เคยเตือนไว้

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ตำรวจกองปราบได้ทำการตรวจค้นพื้นที่ 17 จุด ทั้งในจังหวัดลพบุรีและกรุงเทพมหานคร จนนำไปสู่การจับกุม “พระอลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ โดยมีพฤติกรรมที่ชัดเจนในการทุจริตยักยอกเงินบริจาคของวัดไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน นอกจากนี้ “หมอบี” ซึ่งเป็นศิษย์เอกของพระอลงกต ก็ถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนด้วยเช่นกัน เบื้องต้นทั้งสองยังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

ข้อความที่ทนายเกิดผลโพสต์บนเฟซบุ๊กคือ “ตอนเป็นทนายวัด ผมเคยบอกและเตือนทั้งหลวงพ่อและกรรมการวัดแล้วว่า ถ้าไม่รีบเคลียร์ เอกสารและข้อมูล สุดท้ายจะถูกจับ ในข้อหาฟอกเงิน” ซึ่งหลังจากข้อความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก หลายคนแสดงความเห็นใจและเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในขณะที่หลายคนก็แสดงความผิดหวังต่อการกระทำของพระอลงกต

ทำไมทนายเกิดผลถึงออกมาเตือนเรื่องนี้?

การที่ทนายเกิดผลออกมาโพสต์เตือนถึง “หลวงพ่ออลงกต” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าทนายเกิดผลมีความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุมาโดยตลอด การที่ทนายเกิดผลออกมาเตือนล่วงหน้า แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่ทนายเกิดผลมีต่อวัดและผู้ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับวัดพระบาทน้ำพุนั้น เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นสถานที่ดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์และเด็กกำพร้าจำนวนมาก วัดแห่งนี้ได้รับเงินบริจาคจากประชาชนเป็นจำนวนมากในแต่ละปี เพื่อนำไปใช้ในการดูแลและช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน ดังนั้น การจัดการเงินบริจาคอย่างโปร่งใสและถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

คดีของ “พระอลงกต” จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรการกุศลและศาสนสถานต่างๆ ว่าการจัดการเงินบริจาคอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน การขาดความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาค อาจนำไปสู่ปัญหาการทุจริตและการดำเนินคดีทางกฎหมายได้ในที่สุด

เรื่องราวของ ทนายเกิดผล ที่เคยออกมาเตือน “หลวงพ่ออลงกต” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการป้องกันปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ การให้คำแนะนำและตรวจสอบการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาทุจริตและรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรไว้ได้

สุดท้ายนี้ หวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ จะเป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินบริจาค ให้ตระหนักถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบ เพื่อรักษาศรัทธาและความไว้วางใจจากประชาชนต่อไป

ที่มา – ทนายเกิดผล โพสต์เคยเตือน “หลวงพ่ออลงกต” ถ้าไม่รีบเคลียร์ สุดท้ายจะถูกจับ

คุมตัว “หมอบี” เข้ากองปราบฯ สีหน้าเครียด!

คุมตัว “หมอบี” เข้ากองปราบฯแล้ว! พบสีหน้าเคร่งเครียด ปิดปากเงียบ ไม่ตอบคำถามสื่อมวลชน ตำรวจคุมตัวสอบปากคำทันที เกิดอะไรขึ้นกับหมอบีกันแน่?

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 จากกรณีที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำโดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบช.ก. พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป. ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด ในพื้นที่กรุงเทพ ลพบุรี เพื่อควบคุมหลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี และพวกตามหมายจับ ความผิดตาม ม.147, 157 และฟอกเงิน ดังที่นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

หมอบี

ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ได้เดินทางมาถึงกองบังคับการปราบปราม โดยสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาล และสวมกุญแจมือ มีผ้าดำคลุมไว้ สีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด และปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ กับสื่อมวลชนทั้งสิ้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามจะควบคุมตัวขึ้นไปที่กองกำกับการ 1 เพื่อทำการสอบปากคำอย่างละเอียดต่อไป

คุมตัว “หมอบี” เข้ากองปราบฯ

ทั้งนี้ หมอบี ถูกจับกุมในข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงาน เบียดบังยักยอกทรัพย์ และสนับสนุนเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันฟอกเงิน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้เข้าจับกุมตัวหมอบี ที่บ้านพักย่านจตุจักร เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ก่อนที่จะควบคุมตัวมายังกองปราบฯ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย และหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประกอบสำนวนคดี

รายละเอียดข้อกล่าวหาต่อ “หมอบี”

ข้อกล่าวหาที่มีต่อหมอบีนั้น ค่อนข้างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสนับสนุนเจ้าพนักงานในการกระทำความผิด การเบียดบังยักยอกทรัพย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของประชาชน นอกจากนี้ ข้อหาร่วมกันฟอกเงินยิ่งทำให้สถานการณ์ของหมอบี อยู่ในภาวะที่ยากลำบากมากยิ่งขึ้น การสอบสวนและการดำเนินคดีจึงเป็นไปอย่างเข้มงวด และได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก

การที่หมอบี ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อ ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยต่างๆ มากมาย ประชาชนต่างจับตามองและรอฟังความจริงจากทั้งสองฝ่ายอย่างใจจดใจจ่อ คดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และความจริงจะปรากฏออกมาในรูปแบบไหน คงต้องติดตามข่าวสารกันอย่างใกล้ชิด

คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งคดีที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยงานของรัฐ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ย่อมส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ขององค์กรและความเชื่อมั่นของประชาชน

การดำเนินคดีกับหมอบี และผู้ที่เกี่ยวข้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่สังคมว่า การกระทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะมีอำนาจหรืออิทธิพลมากเพียงใด ก็จะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

ต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และจะมีใครที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม การที่กระบวนการยุติธรรมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า ความจริงจะถูกเปิดเผยในที่สุด

ที่มา – คุมตัว “หมอบี” เข้ากองปราบฯ พบมีสีหน้าเคร่งเครียด ปิดวาจา งดตอบคำถามสื่อ

ศาลยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีหมิ่นสถาบัน

ข่าววันนี้! ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” สส.พรรคประชาชน ในคดีหมิ่นสถาบัน (มาตรา 112) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากศาลเห็นว่าไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว นี่เป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การยกฟ้องในที่สุด

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ. 3012/64 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ สส.กทม. พรรคประชาชน และอดีตหัวหน้าการ์ดกลุ่ม WeVo เป็นจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ณ ห้องพิจารณาคดี 809

คดีนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ที่จำเลยได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีเนื้อหาประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสลายกิจกรรมการขายกุ้งของกลุ่มวีโว่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ ยังมีข้อความบางส่วนที่พาดพิงถึงสถาบัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตาม จำเลยได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี

ในวันนัดฟังคำพิพากษา นายปิยรัฐเดินทางมาศาลด้วยตนเอง พร้อมด้วยผู้สนับสนุนที่มาให้กำลังใจ มอบดอกไม้ และอวยพรให้โชคดี นายปิยรัฐมีสีหน้ายิ้มแย้มและสดชื่น และได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่าขอฟังคำพิพากษาก่อนแล้วจะให้สัมภาษณ์ในภายหลัง

ต่อมา ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา โดยมีสาระสำคัญว่า ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าบัญชีเฟซบุ๊ก “โตโต้ ปิยรัฐ” เป็นของจำเลยจริง แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวด้วยตนเอง นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่จำเลยถูกควบคุมตัว ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ว่ามีผู้ดูแลเพจจำนวน 5 คน และจำเลยไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความตามที่ถูกฟ้องร้อง ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัย และได้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ทำให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

ศาลยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีหมิ่นสถาบัน

ประเด็นสำคัญที่ศาลยกฟ้องคือความไม่ชัดเจนในเรื่องของการเป็นผู้โพสต์ข้อความ แม้ว่าบัญชีเฟซบุ๊กจะเป็นของนายปิยรัฐจริง แต่ศาลเห็นว่าไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะยืนยันได้ว่าเขาเป็นผู้โพสต์ข้อความที่เป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้อง

รายละเอียดคำพิพากษาคดี “โตโต้ ปิยรัฐ”

คำพิพากษายกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” ในคดีหมิ่นสถาบันครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือในการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ การที่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง ทำให้ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามหลักกฎหมาย

  • ประเด็นที่ 1: ความสำคัญของพยานหลักฐานที่ชัดเจน
  • ประเด็นที่ 2: การพิจารณาข้อสงสัยในพยานหลักฐาน
  • ประเด็นที่ 3: การให้ประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินคดีใดๆ ก็ตาม จะต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหาได้ หากพยานหลักฐานยังมีความคลุมเครือหรือไม่ชัดเจน ศาลก็จำเป็นต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย เพื่อความเป็นธรรม

การยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” ในคดีหมิ่นสถาบันนี้ อาจเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับคดีอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่การกระทำผิดทางออนไลน์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อยครั้ง การพิสูจน์ตัวตนของผู้กระทำผิดและการรวบรวมพยานหลักฐานที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

คดีของ “โตโต้ ปิยรัฐ” ยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมประชาธิปไตย การรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการปกป้องสถาบันจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง

การที่ศาลยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” ในคดีหมิ่นสถาบันครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและความจำเป็นในการรักษาสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในทุกกรณี

ที่มา – ศาลอาญา ยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีหมิ่นสถาบัน ระบุไม่ได้ใครเป็นคนโพสต์ข้อความ

Shell Helix Ultra: น้ำมันเครื่องตราหอยสูตรใหม่ล่าสุด

เชลล์รุกตลาดน้ำมันเครื่องพรีเมียม เปิดตัว Shell Helix Ultra น้ำมันเครื่องตราหอยสูตรใหม่ล่าสุด ในไทยเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้! ชูจุดเด่นด้วยมาตรฐาน API SQ, ACEA C6 และ ILSAC GF-7 ผสานเทคโนโลยี PurePlus เอกสิทธิ์เฉพาะ เหมาะกับรถยนต์สมรรถนะสูงยุคใหม่ พร้อมฉลากโฉมใหม่ บนบรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล 100% ตอกย้ำนวัตกรรมและความยั่งยืน มุ่งขยายฐานลูกค้าและส่วนแบ่งตลาด

การเปิดตัวครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของเชลล์ ผู้นำอันดับหนึ่งของโลกด้านน้ำมันหล่อลื่นต่อเนื่อง 18 ปี ด้วยส่วนแบ่งตลาด 11.6% ในกลุ่มรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และอุตสาหกรรม (Kline & Company) มุ่งสร้างสมดุลระหว่างสมรรถนะ ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ “Keep the World Progressing Today for Tomorrow” ยกระดับผลิตภัณฑ์เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุด

การลงทุนด้านนวัตกรรมและการวิจัยระดับโลกของเชลล์ ส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าในกว่า 175 ประเทศทั่วโลก Shell Helix Ultra น้ำมันเครื่องตราหอยสูตรใหม่ล่าสุด เป็นผลจากความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Ferrari, BMW และ Hyundai โดยเฉพาะความร่วมมือกับ Ferrari กว่า 75 ปี นับเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดในวงการมอเตอร์สปอร์ต

เชลล์ใช้ผลการแข่งขัน F1 เป็นบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ผลักดันขีดจำกัดของสมรรถนะและการปกป้องเครื่องยนต์ภายใต้สภาวะที่กดดันที่สุดของน้ำมันหล่อลื่น Shell Helix Ultra ก่อนถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ความสำเร็จเหล่านี้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของเชลล์ สร้างความมั่นใจให้ลูกค้าทั่วโลกว่า Shell Helix Ultra มอบสมรรถนะสูงสุดและความน่าเชื่อถือได้ในทุกเส้นทาง

Shell Helix Ultra น้ำมันเครื่องตราหอยสูตรใหม่ล่าสุด

Shell Helix Ultra พัฒนาด้วยเทคโนโลยี PurePlus นำก๊าซธรรมชาติบริสุทธิ์มากลั่นเป็นน้ำมันพื้นฐานที่สะอาดถึง 99.5% ช่วยให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพสูงสุดแม้ในสภาวะการใช้งานหนัก ปกป้องเครื่องยนต์จากการจุดระเบิดก่อนเวลาในรอบต่ำ (LSPI) และรองรับเครื่องยนต์สมรรถนะสูงที่ใช้ระบบเทอร์โบชาร์จแบบฉีดตรงในกระบอกสูบ (TGDI) รวมถึงเป็นน้ำมันหล่อลื่นที่ได้รับการรับรองมาตรฐานล่าสุดจาก API SQ, ACEA C6, ILSAC GF-7 และผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ (OEMs) ทั่วโลก

คุณกมลพัทธ์ พหลโยธิน กรรมการบริหาร ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เชลล์มุ่งมั่นตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์นั่ง (PCMO) ทั้งด้านปริมาณและมูลค่า ด้วยการเปิดตัว Shell Helix Ultra น้ำมันเครื่องตราหอยสูตรใหม่ล่าสุด ในประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นสูตรพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะในไทย โดยผ่านมาตรฐานสากลล่าสุด พร้อมบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล PCR 100% วางจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์”

ทำไมต้องเลือก Shell Helix Ultra น้ำมันเครื่องตราหอยสูตรใหม่ล่าสุด?

  • มาตรฐาน API SQ, ACEA C6 และ ILSAC GF-7
  • เทคโนโลยี PurePlus เอกสิทธิ์เฉพาะของเชลล์
  • ปกป้องเครื่องยนต์จากการสึกหรอ
  • ช่วยให้เครื่องยนต์สะอาดและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เหมาะสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูง
  • บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิล 100%

เชลล์เดินหน้าขยายตลาดใหม่ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดทั้งสื่อ Outdoor และสื่อดิจิทัล การสร้างแคมเปญร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเข้าถึงผู้ใช้รถรุ่นใหม่และผู้ที่เริ่มใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์เป็นครั้งแรก การให้ความรู้และการจัดการแข่งขันช่างซ่อมเครื่องยนต์ ภายใต้แนวคิด Value-Based Selling ที่เน้นคุณค่า สมรรถนะ และความคุ้มค่าในระยะยาวสำหรับเครื่องยนต์

ร่วมปลดปล่อยพลังที่ซ่อนอยู่ภายในด้วย Shell Helix Ultra และ Shell Helix Power สูตรใหม่ ได้แล้ววันนี้ที่ศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

โดยรวมแล้ว Shell Helix Ultra สูตรใหม่นี้เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่มองหาน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงที่ช่วยปกป้องเครื่องยนต์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หากคุณกำลังมองหาน้ำมันเครื่องใหม่ ลองพิจารณา Shell Helix Ultra ดูครับ

ที่มา – Shell Helix Ultra น้ำมันเครื่องตราหอยสูตรใหม่ล่าสุด

สยอง! สหรัฐฯ พบผู้ป่วยติดเชื้อหนอนแมลงวันกินเนื้อคน

ผวา! สหรัฐฯ ยืนยันพบผู้ป่วยรายแรกติดเชื้อ “หนอนแมลงวันกินเนื้อคน” ขณะนี้อยู่ระหว่างรักษา-สอบสวนโรค ย้ำความเสี่ยงต่อสาธารณชนต่ำมาก แต่หากแพร่สู่ปศุสัตว์อาจเสียหายทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านดอลลาร์

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 กรมสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐฯ แถลงยืนยันการตรวจพบผู้ติดเชื้อ หนอนแมลงวันกินเนื้อคน (New World screwworm) รายแรกในประเทศ เป็นผู้ป่วยที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศเอลซัลวาดอร์ โดยพบการติดเชื้อจากการที่ตัวอ่อนแมลงวันฝังตัวในบาดแผล

หน่วยงานควบคุมโรคสหรัฐฯ ร่วมกับกรมสาธารณสุขรัฐแมรีแลนด์ลงพื้นที่สอบสวน พร้อมย้ำว่าความเสี่ยงการแพร่เชื้อสู่สาธารณชนทั่วไปยังต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ปรสิตกินเนื้อคนชนิดนี้ถือเป็นศัตรูร้ายแรงต่อปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง ซึ่งปกติพบระบาดในอเมริกาใต้และแถบแคริบเบียน ล่าสุดแพร่กระจายขึ้นมาทั่วอเมริกากลางรวมถึงเม็กซิโกแล้ว

ทางด้านนายแอนดรูว์ นิกสัน โฆษกกรมสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐฯ ระบุว่าเคสนี้เป็น ผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศรายแรกที่พบในสหรัฐฯ และมีการประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

รายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ เตือนว่า หากมีการระบาดในฝูงวัวหรือปศุสัตว์ จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล คาดว่ามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.7 ล้านล้านบาท เนื่องจากหนอนพยาธิชนิดนี้กินเนื้อเยื่อสด ทำให้สัตว์ทรมานและอาจเสียชีวิต โดยแนะนำว่าผู้ที่มีบาดแผลเปิดและเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง รวมถึงเกษตรกรหรือผู้ที่ใกล้ชิดปศุสัตว์ ควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อได้เช่นกัน.

สยอง! สหรัฐฯ พบผู้ป่วยติดเชื้อหนอนแมลงวันกินเนื้อคน

ข่าวการพบผู้ป่วยติดเชื้อ หนอนแมลงวันกินเนื้อคน ในสหรัฐอเมริกา สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนจำนวนมาก แม้ว่าหน่วยงานสาธารณสุขจะยืนยันว่าความเสี่ยงต่อสาธารณชนยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ความรุนแรงของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับปศุสัตว์ ทำให้เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ทำความรู้จัก หนอนแมลงวันกินเนื้อคน

หนอนแมลงวันกินเนื้อคน หรือ New World screwworm เป็นปรสิตชนิดหนึ่งที่ตัวอ่อนของแมลงวันจะฝังตัวและกินเนื้อเยื่อที่มีชีวิตของโฮสต์ ทำให้เกิดบาดแผลที่รุนแรงและการติดเชื้อ มักพบในสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย แพะ แกะ และสุนัข แต่ก็สามารถเกิดขึ้นในมนุษย์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลเปิดและไม่ได้ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง

อาการของการติดเชื้อ หนอนแมลงวันกินเนื้อคน ในมนุษย์ ได้แก่:

  • ปวดบวมแดงบริเวณบาดแผล
  • มีหนองหรือสารคัดหลั่งไหลออกมาจากบาดแผล
  • รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง
  • มีตัวอ่อนแมลงวัน (หนอน) เคลื่อนไหวอยู่ในบาดแผล

หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการรักษา

การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด

ถึงแม้ว่าโอกาสที่ประชาชนทั่วไปจะติดเชื้อ หนอนแมลงวันกินเนื้อคน จะมีน้อย แต่การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับปศุสัตว์ นี่คือข้อควรปฏิบัติ:

  • รักษาความสะอาดของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ดูแลบาดแผลให้สะอาดและปิดแผลให้มิดชิด
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่มีบาดแผล
  • หากพบสัตว์ที่มีอาการน่าสงสัย ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์

สำหรับการควบคุมการแพร่ระบาดในปศุสัตว์ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันในการเฝ้าระวัง ควบคุม และกำจัดปรสิตชนิดนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพอนามัยส่วนบุคคล และการเฝ้าระวังโรคติดต่อต่างๆ โดยเฉพาะโรคที่มาจากสัตว์ การมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง จะช่วยให้เราสามารถป้องกันตนเองและคนที่เรารักจากภัยคุกคามต่างๆ ได้

ที่มา – สยอง สหรัฐฯ ประกาศ พบผู้ป่วยติดเชื้อ “หนอนแมลงวันกินเนื้อคน” เป็นรายแรก

พายุคาจิกิ ลดเป็นพายุโซนร้อน! เช็กจังหวัดฝนตกหนัก


สถานการณ์ล่าสุด! กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศฉบับที่ 15 แจ้งว่าพายุโซนร้อนกำลังแรง “คาจิกิ” ได้ลดกำลังลงเป็น “พายุโซนร้อน” แล้ว และคาดว่าจะอ่อนกำลังลงอีกเมื่อเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดน่านในช่วงเย็นวันนี้ ใครที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ต้องเตรียมรับมือกันให้พร้อมนะครับ

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 26 สิงหาคม 2568 พายุโซนร้อนกำลังแรง “คาจิกิ” ได้ลดกำลังลงเป็น “พายุโซนร้อน” บริเวณแขวงบอลิคำไซ ประเทศลาว มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

คาดการณ์ว่าพายุจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและเข้าปกคลุมประเทศลาว รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทยในช่วงเช้าวันนี้ หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ก่อนที่จะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคเหนือ บริเวณจังหวัดน่านในช่วงเย็นของวัน

พายุคาจิกิ ลดกำลังลงเป็น พายุโซนร้อน!

ผลกระทบจาก“พายุโซนร้อน” คาจิกิ จะทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ และมีลมแรง โดยเฉพาะบริเวณใกล้เส้นทางพายุ ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม อุดรธานี หนองบัวลำภู เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ และลำปาง ส่วนภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะได้รับผลกระทบทางอ้อม

จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักจากพายุโซนร้อน

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ลมแรง และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก มีดังนี้:

วันที่ 26 สิงหาคม 2568

  • ภาคเหนือ: เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์
  • ภาคกลาง: นครสวรรค์, อุทัยธานี, ลพบุรี, สระบุรี, กาญจนบุรี
  • ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต

วันที่ 27 สิงหาคม 2568

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, สุโขทัย, ตาก
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย
  • ภาคกลาง: อุทัยธานี, กาญจนบุรี, ราชบุรี
  • ภาคตะวันออก: นครนายก, ปราจีนบุรี, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: ระนอง, พังงา

นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กในบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่ง และประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกตอนบนระมัดระวังคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งด้วย

เพื่อความปลอดภัย ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์พายุมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่ท่านรัก

ที่มา – ประกาศฉบับ 15 “พายุคาจิกิ” ลดกำลังลงเป็น “พายุโซนร้อน” เช็กจังหวัดฝนตกหนัก

“ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับเรื่องบิ๊กเต่า

“ภูมิธรรม” ชี้ แก้ปัญหาตามสภาพการณ์ หลังชาวกัมพูชาบุกรื้อลวดหนามบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ยืนยันไทยทำถูกต้องภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นร้องขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้ายโผตำรวจจริง

เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์ความวุ่นวายหลังชาวกัมพูชาบุกรื้อรั้วลวดหนามที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว จะมีมาตรการอย่างไร ว่า ทางโฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ก็เป็นไปตามนั้นเลย

ส่วนคำถามว่าจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายภูมิธรรม ย้ำว่า ตามที่โฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ซึ่งตรงนี้ยังเป็นปัญหาที่กระทบกันอยู่ ก็ต้องแก้ไขปัญหาไปตามสภาพการณ์ เราก็ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง เราทำทุกอย่างภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ประเทศมาเลเซีย

“ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย

ขณะเดียวกัน นายภูมิธรรม ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมการแต่งตั้งโยกย้ายที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มายื่นหนังสือ ตนได้รับเรื่องไว้แล้ว เมื่อถามต่อไปว่าจะพิจารณาอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จึงรับเรื่องไว้เพื่อส่งให้ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องได้พิจารณา ก็ต้องไปคุยกันต่อถือว่าเรารับหนังสือด้วยความเข้าใจ เห็นใจ แต่ต้องขอดูรายละเอียดอีกครั้ง

ในกรณีที่การเสนอเรื่องมาแบบนี้ถือว่ามีปัญหาภายในของตำรวจสอบสวนกลางหรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า ยังไม่รู้ว่าจะตอบว่ามีปัญหาที่ไหน ซึ่ง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มองว่ากระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดที่เสนอมามีบางคนที่ท่านคิดว่าไม่เกิดความยุติธรรม ท่านก็มีสิทธิร้อง ตนก็เป็นคนที่รับเรื่อง ต้องไปหารายละเอียดว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องพยายามคืนความเป็นธรรมให้ได้ แต่ถ้าไม่ได้มีปัญหาอะไรก็ต้องชี้แจงให้ท่านทราบ ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าอะไรเป็นอะไร เพียงแต่รับเรื่องด้วยความเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ไม่ทันได้พบกัน เพราะตนออกจากทำเนียบรัฐบาลก็ไปที่กระทรวงมหาดไทยเลย แต่ได้รับโทรศัพท์คุยกันแล้ว ได้รับทราบเข้าใจเรื่องราวแล้ว.

“บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย: ภูมิธรรมรับเรื่องแล้ว

จากกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น นายภูมิธรรมได้กล่าวว่า ได้รับเรื่องไว้แล้วและจะส่งให้ผู้มีอำนาจพิจารณาต่อไป ประเด็นนี้เป็นที่สนใจของสังคมเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสและความยุติธรรมในการบริหารงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่าหากพบว่ากระบวนการไม่เป็นธรรม จะดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีชาวกัมพูชารื้อรั้วลวดหนาม โดยยืนยันว่าไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงและจะแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การยืนกรานในหลักการและข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

สถานการณ์ทั้งสองประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ การแก้ไขปัญหาด้วยความรอบคอบ การยึดมั่นในหลักการ และการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความสงบและความเจริญรุ่งเรือง

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญคือ 1) การรับเรื่องร้องเรียนของ “บิ๊กเต่า” และการให้คำมั่นว่าจะพิจารณาด้วยความเป็นธรรม และ 2) การยืนยันว่าไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงกับประเทศกัมพูชา ทั้งสองประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย