วัน: 29 สิงหาคม 2025

สันติ เข้าภูมิใจไทย ปัดตอบปม ลุ้นคดีนายกฯ

“สันติ พร้อมพัฒน์” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โผล่เข้า “พรรคภูมิใจไทย” ทักทายสื่อมวลชน ปัดตอบปมมาลุ้นคดีนายกฯ

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 14.48 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ทันทีที่เห็นผู้สื่อข่าวได้ทักทายว่าวันนี้นักข่าวเยอะเลย

เมื่อผู้สื่อข่าวว่า วันนี้มาให้กำลังใจหรือมายินดีอะไรหรือไม่ นายสันติ ตอบว่า ไม่มีอะไรเลย

เมื่อถามต่อว่า มาวอร์รูมร่วมกับพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายสันติ เผยว่า เปล่า ไม่ได้มาทำอะไรเลย และเมื่อถามว่า มาลุ้นคดีนายกฯ ด้วยหรือไม่นั้น นายสันติ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม และเดินเข้าไปในลิฟต์ทันที

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตา เมื่อนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เดินทางมายังพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม นายสันติได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจ

การปรากฏตัวของนายสันติที่พรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงเหตุผลในการเดินทางมาในครั้งนี้ แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่มีวาระพิเศษ แต่การที่เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนายกฯ ก็ยิ่งทำให้หลายคนสงสัยถึงความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้น

การเดินทางมา “พรรคภูมิใจไทย” ของนายสันติในครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังมีความเปลี่ยนแปลงและมีความไม่แน่นอน การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนจึงมีความสำคัญและอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวของนักการเมืองเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางไปยังพรรคการเมืองอื่น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง หรือการรวมตัวเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรค

สันติ เดินเข้า พรรคภูมิใจไทย ยิ้มทักทายสื่อ ปัดตอบคำถามมาลุ้นคดีนายกฯ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หลังจากที่นายสันติเดินทางมาถึงพรรคภูมิใจไทย ได้มีการพูดคุยกับผู้บริหารพรรคหรือไม่ และหากมีการพูดคุยเกิดขึ้น เนื้อหาในการสนทนาเป็นเรื่องใด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในส่วนนี้ยังไม่ได้รับการเปิดเผย

ทำไมนายสันติถึงเลือกที่จะมายัง พรรคภูมิใจไทย ในช่วงเวลานี้

การตัดสินใจของนายสันติในการเดินทางมายังพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ อาจมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัว การหารือเรื่องนโยบาย หรือแม้แต่การเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่แท้จริงนั้น จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อมูลและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

การที่นายสันติ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนายกฯ ทำให้หลายคนมองว่าเขาอาจต้องการหลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ละเอียดอ่อน หรืออาจมีเหตุผลอื่นที่ทำให้เขาไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลในขณะนี้

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงและพลิกผันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของนักการเมืองอย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่สนใจสถานการณ์ทางการเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายสันติสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนอาจไม่ได้มีเพียงเหตุผลเดียว แต่เป็นการผสมผสานของปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องการเมือง และเรื่องผลประโยชน์

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เราทำได้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน และตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การที่นายสันติเดินทางมายัง “พรรคภูมิใจไทย” และปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับคดีนายกฯ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เราต้องไม่ลืมว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของพวกเราทุกคน

ที่มา – “สันติ” เดินเข้า “พรรคภูมิใจไทย” ยิ้มทักทายสื่อ ปัดตอบคำถามมาลุ้นคดีนายกฯ

กองทัพบกยัน! กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด พร้อมป้องกัน

“โฆษกกองทัพบก” ยืนยันมีหมัดเด็ด “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิด พร้อมย้ำเคารพข้อตกลงหยุดยิง แต่พร้อมป้องกันตัว

วันที่ 29 ส.ค. 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ยังต้องเฝ้าระวัง และกำลังพลยังคงมีความพร้อมรักษาอธิปไตย โดยยังมีการลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด หลังจากมีข้อตกลงหยุดยิง ยังคงมีการใช้อาวุธทำร้ายฝ่ายไทยจำนวน 3 ครั้ง

ทั้งนี้การลาดตระเวน แม้จะเป็นพื้นที่ที่เราควบคุมได้ แต่ยังต้องระมัดระวัง เพราะงานด้านการข่าวพบว่าฝ่ายกัมพูชายังลอบเข้าพื้นที่ เพื่อมาทำร้ายฝ่ายไทยด้วยการลอบวางทุ่นระเบิด นอกจากนี้การคุกคามด้วยการใช้โดรนก็ยังคงมีอยู่ แต่มีความหนาแน่นน้อยลง กองทัพบกยังคงเน้นการสื่อสารเรื่องการใช้ทุ่นระเบิด เรามีหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นการวางใหม่ โดยเฉพาะข้อมูลในหลักฐานในโทรศัพท์ของทหารกัมพูชาประมาณกว่า 20 เครื่อง มีทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว การสอนการใช้ทุ่นระเบิด ผู้ที่สืบค้นข้อมูลเชิงลึกให้กับกองทัพคือสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม สามารถนำไปยืนยันกับองค์กรต่างประเทศได้

กองทัพบก ยัน กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด จริง

เมื่อถามว่า คำสั่งอนุมัติให้ยิงตอบโต้ทันที หากพบทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาวางระเบิด จะสามารถป้องปรามได้หรือไม่ และเป็นไปได้หรือไม่จะเกิดการยิงสวนกลับมา ทำให้สถานการณ์บานปลาย พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ถือว่าอยู่ในเรื่องของกฎการใช้กำลังหรือกฎการปะทะ เนื่องจากมีความชัดเจนว่าทหารกัมพูชาเข้ามาเพื่อคุกคามชีวิต ทำอันตรายต่อทหารไทย

ฉะนั้นแนวทางในการป้องกันตัวสามารถทำได้อยู่แล้ว และยอมรับว่าหากฝ่ายไทยยิงตอบโต้ ก็มีโอกาสที่ฝ่ายกัมพูชาจะยิงสวนกลับมา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะ แต่หากมีการรุกล้ำ สิ่งบ่งชี้ทุกอย่างค่อนข้างชัดเจน เข้ามาเพื่อทำอันตรายกับทหารไทย เพราะฉะนั้นหลักของการป้องกันตัว เมื่อภัยคุกคามนั้นมาถึงที่กระทบต่อชีวิต หลักทั่วไปของสากลก็สามารถทำได้

เมื่อถามว่า จะถูกมองว่าฝ่ายไทยละเมิดการหยุดยิงหรือไม่นั้น พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เราเคารพในข้อตกลงอยู่แล้วอย่างเคร่งครัด และให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นการดำเนินการจากรัฐบาลสองประเทศ แต่ไม่ปิดโอกาสในการป้องกันตัวเอง ต้องแยกกัน

ส่วนประเด็นการประกาศกฎอัยการศึกที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า ยังไม่ได้รับรายงานสิ่งผิดปกติ การประกาศกฎอัยการศึกเป็นมาตรการควบคุมพื้นที่และรักษาความปลอดภัย เนื่องจากในพื้นที่มีแนวโน้มการเกิดเหตุจลาจล อาจจะมีความไม่เรียบร้อย ถือเป็นมาตรการดูแลการเข้าออกในพื้นที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะบุคคลที่เป็นประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกัมพูชาหรือฝ่ายไทย

อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเผชิญหน้าของประชาชนสองประเทศ ซึ่งอาจจะพัฒนาไปยังจุดอื่น จึงค่อนข้างมีความน่ากังวล ในขณะเดียวกันยืนยันว่ามวลชนฝ่ายไทย เช่น อินฟลูฯ ขอความร่วมมือได้ ปัจจุบันน่าจะมีการพูดคุยกันอยู่แล้ว ซึ่งฝั่งไทยไม่ได้มีความน่ากังวลอะไร ทุกคนอยู่ในกรอบ และยังสามารถเข้าออกในพื้นที่ได้ เพียงแต่ให้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอ้าง ยังไม่มีข้อมูลเรื่องสร้างรั้วชายแดนสระแก้ว

พล.ต.วินธัย ยังกล่าวถึงกรณีการสร้างรั้วชายแดน จ.สระแก้ว ว่าโดยหลักแล้ว หากเป็นพื้นที่ที่มีความเรียบร้อยแล้วสามารถสร้างรั้วได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ว่าหน่วยไหนจะเป็นผู้ปฏิบัติ แต่ในพื้นที่ที่เป็นประเด็นส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจน ไม่มีการยอมรับเส้นปฏิบัติการของทั้งสองประเทศ

ส่วนเรื่องการสร้างรั้วจะเป็นหน้าที่ของกองทัพบกหรือกองทัพไทยนั้น ตรงนี้ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียด ซึ่งการสร้างรั้วน่าจะมีประโยชน์โดยเฉพาะการเข้าออกในพื้นที่ที่มีความชัดเจน แต่เท่าที่มีติดตามข่าวสารกับกองทัพไทย จะพูดถึงบริเวณพื้นที่ที่ตกลงกันได้แล้ว ก็จะได้ประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ รวมถึงการกระทำผิดกฎหมายที่ใช้ช่องทางธรรมชาติ ก็พยายามไม่ทำให้มากที่สุด

เมื่อถามว่าในพื้นที่บ้านหนองจาน กรณีที่การประชุมทวิภาคีในระดับต่างๆ ไม่เป็นผล จะสามารถใช้กำลังผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ได้หรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เป็นไปได้หมด ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นมีความข้องเกี่ยวกับประชาชนต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เพราะในภาพรวม กัมพูชาพยายามใช้เวทีต่างประเทศเป็นเครื่องมือกดดันฝ่ายไทย แต่ยังไม่สามารถทำได้

ซึ่งฝ่ายไทยก็มีความพร้อมในทุกเรื่อง และเราก็ชี้แจงในทุกเรื่องได้ ว่าสิ่งที่ได้กระทำไปอยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรม ยอมรับว่าฝ่ายทหารเองก็กังวล อยากให้การทำงานมีความสมบูรณ์มากที่สุด ไม่ถูกหยิบยกไปเป็นเงื่อนไขอื่น ที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคต เพราะจะทำให้บริหารจัดการปัญหาต่างๆ ได้ยากขึ้น

เมื่อถามว่าได้ประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ตอนนี้ตอบยาก ยอมรับว่าสถานการณ์มีความไม่แน่นอน เพราะจากช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดมา จะเห็นหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ได้น่ากังวล เพราะกองทัพบกถือว่ามีความพร้อม รวมถึงกองทัพภาคที่ 1-2 ก็มีความพร้อมที่จะเผชิญสถานการณ์ทุกรูปแบบอยู่แล้ว.

กองทัพบก พร้อมรับมือสถานการณ์ กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพบก ยืนยันความพร้อมในการป้องกันประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ การที่ กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิด เป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ และ กองทัพบก จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น แต่กองทัพบกยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยันมีหมัดเด็ด “กัมพูชา” ลอบวางทุ่นระเบิด ย้ำพร้อมป้องกันตัว

เงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 เช็กสิทธิ์ด่วน!

อัปเดตความคืบหน้า “เงินช่วยเหลือชาวนาเกษตร” ผู้ปลูกข้าวนาปี-นาปรัง ไร่ละ 1,000 บาท ปี 2568 ช่องทางการตรวจสอบสิทธิ์ ธ.ก.ส. พร้อมจ่ายเงินได้อย่างไร

จากกรณีเมื่อวันที่ วันที่ 19 ส.ค.2568 ที่ผ่านมา นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 (โครงการฯ นาปรัง ปี 2568) และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 (โครงการฯ นาปีปีการผลิต 2568/69) และการใช้เงินทุนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการทั้ง 2 โครงการ ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่)

รวมงบประมาณทั้งสิ้น 45,204 ล้านบาท ดังนี้

1. โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 วงเงิน 7,286.77 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. และ ธ.ก.ส. ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป ทั้งนี้ ให้ดำเนินการช่วยเหลือข้าวนาปรัง เฉพาะปี 2568 เท่านั้น

2. โครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 วงเงิน 37,917.23 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. และ ธ.ก.ส. ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป

โดยนายอนุกูล กล่าวว่า โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 ที่ กษ. เสนอในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินงานในลักษณะเช่นเดียวกับโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตข้าว กลุ่มเป้าหมาย 0.861 ล้านครัวเรือน จากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรประมาณ 5.491 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท โดย ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ

โครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตข้าว กลุ่มเป้าหมาย 4.63 ล้านครัวเรือน จากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรประมาณ 5.491 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท โดย ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ

เงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 เช็กช่องทางตรวจสอบสิทธิ์ ธ.ก.ส. เตรียมรับเงิน

ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 28 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “กรมส่งเสริมการเกษตร” ได้อธิบายถึงโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 โดยระบุว่า โครงการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว ส่งเสริมให้การผลิตข้าวมีความคุ้มค่าและเพิ่มผลกำไรต่อไร่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตข้าว สร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกร เพื่อความยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย

ผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

เป็นเกษตรกรผู้ปลูกนาปรัง ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2567 ถึง 30 เม.ย. 2568 และภาคใต้ เริ่มปลูก 1 มี.ค. ถึง 15 มิ.ย. 68 โดยดำเนินการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรอย่างสมบูรณ์ (เกษตรกรลงลายมือรับรองข้อมูลตนเอง จากการทำประชาคมหรือปิดประกาศ 3 วัน เรียบร้อยแล้ว)

รัฐมีขั้นตอนการจ่ายเงินไร่ละพันอย่างไร

  • กรมส่งเสริมการเกษตรส่งรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 ให้ ธ.ก.ส. ดำเนินการ
  • ธ.ก.ส. โอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรในอัตราไร่ละ 1000 บาท (ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่)

ช่องทางการตรวจสอบสิทธิ์และสถานะการส่งข้อมูลให้ ธ.ก.ส.

เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบสิทธิ์ เงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท เกษตรกรสามารถทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์ดังนี้:

  1. ทะเบียนเกษตรกรออนไลน์ (e-Form): https://efarmer.doae.go.th/checkFarmer
  2. แอปพลิเคชัน Farmbook : คลิกเมนู “ติดตามสิทธิ์” แล้วเลือกโครงการที่ต้องการตรวจสอบข้อมูล

อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และสถานะการรับ เงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์ที่ท่านควรได้รับนะครับ

อยากได้ เงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 ต้องทำอย่างไร?

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการตรวจสอบว่าตนเองมีสิทธิ์ได้รับ เงินช่วยเหลือชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท หรือไม่ สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ได้กล่าวมาข้างต้น หากพบว่ามีสิทธิ์แต่ยังไม่ได้รับเงิน แนะนำให้ติดต่อ ธ.ก.ส. สาขาใกล้บ้านเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

ที่มาจาก เพจเฟซบุ๊ก กรมส่งเสริมการเกษตร

การมีมาตรการ เงินช่วยเหลือชาวนา ถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรได้บ้าง อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียวอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว การพัฒนาศักยภาพการผลิต การลดต้นทุน และการหาตลาดใหม่ๆ จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรไทยมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “เงินช่วยเหลือชาวนา” ไร่ละ 1,000 เช็กช่องทางตรวจสอบสิทธิ์ ธ.ก.ส. เตรียมรับเงิน

ใจหาย! ปิดตำนาน 60 ปี ร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว


ลูกค้าประจำใจหาย! ร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว เจ้าดัง ประกาศปิดตำนานกว่า 60 ปี เตรียมเปิดขายเป็นวันสุดท้ายในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 นี้ หลังยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ เนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว – อนันศักดิ์ สิงห์สมบุญเจ้าเก่า ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวร้ายแก่บรรดาแฟนคลับนักกิน โดยระบุว่า “เรียนลูกค้าที่เคารพรักทุกท่าน ทางร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว อนันศักดิ์ สิงห์สมบุญ ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและไว้วางใจในรสชาติและบริการของเรามาโดยตลอดกว่า 60 ปีที่ผ่านมา พวกเราได้ทุ่มเทอย่างเต็มความสามารถ เพื่อมอบก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสชาติที่ดีที่สุดให้กับทุกท่าน”

จากโพสต์ดังกล่าว ทางร้านได้ให้เหตุผลในการปิดกิจการว่า “เนื่องด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทางร้านจึงขอแจ้งปิดกิจการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป”

พร้อมกันนี้ ทางร้านยังได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจและความทรงจำดีๆ ที่ได้มีร่วมกัน “พวกเราขอขอบคุณทุกกำลังใจและความทรงจำดี ๆ ที่ได้มีร่วมกัน และรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในมื้ออาหารของทุกท่านตลอดมา”

ร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว ปิดตำนาน 60 ปี

การประกาศปิดกิจการของ ร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว ในครั้งนี้ สร้างความเสียดายให้กับลูกค้าเป็นจำนวนมาก หลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์ดังกล่าว แสดงความเสียใจที่ร้านโปรดต้องปิดตัวลง และร่วมแชร์ประสบการณ์ความอร่อยที่เคยได้รับจากร้านแห่งนี้

ร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว ถือเป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนรักก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ น้ำซุปเข้มข้น เนื้อวัวคุณภาพดี และเส้นก๋วยเตี๋ยวที่เหนียวนุ่ม ทำให้ร้านแห่งนี้เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าทุกเพศทุกวัย

ทำไมร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยวถึงปิดตัว?

สาเหตุหลักของการปิดตัวลงของ ร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว มาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน ราคาสินค้าที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดร้านอาหาร ทำให้ร้านต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายของร้าน ผู้บริโภคในปัจจุบันมีทางเลือกในการรับประทานอาหารที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งร้านอาหารสมัยใหม่ อาหารเดลิเวอรี่ และการทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน ทำให้ร้านอาหารเก่าแก่ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย

แม้ว่า ร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว จะปิดตัวลง แต่ความทรงจำและความอร่อยของก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสชาติต้นตำรับจะยังคงอยู่ในใจของลูกค้าตลอดไป และหวังว่าในอนาคตอาจมีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติความอร่อยนี้อีกครั้ง

สำหรับใครที่ยังไม่เคยลองชิม ร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว อย่าลืมแวะไปลิ้มลองรสชาติความอร่อยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนวันที่ 31 สิงหาคม 2568 นี้นะคะ

ที่มา – ปิดตำนาน 60 ปี “ร้านเนื้อวัวใส่ก๋วยเตี๋ยว” ประกาศเลิกกิจการ 31 ส.ค. 2568

มูรินโญ่ลาเฟเนร์บาห์เช่หลังตกรอบ UCL

มูรินโญ่ลาเฟเนร์บาห์เช่หลังตกรอบ UCL

โชเซ่ มูรินโญ่ ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเฟเนร์บาห์เช่แล้ว หลังจากดำรงตำแหน่งได้เพียงแค่หนึ่งปีเศษ

การจากไปของกุนซือชาวโปรตุกีสเกิดขึ้นหลังจากสโมสรตกรอบเพลย์ออฟยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกด้วยน้ำมือของเบนฟิก้าได้เพียงสองวัน

แถลงการณ์จากเฟเนร์บาห์เช่ระบุว่า มูรินโญ่ ได้ “แยกทาง” กับสโมสร พร้อมทั้งขอบคุณเขาสำหรับความพยายามที่ผ่านมา

“โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้อำนวยการด้านเทคนิคของทีมฟุตบอลชุดใหญ่ของเรา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มาตั้งแต่ฤดูกาล 2024-2025 ได้แยกทางกับเราแล้ว” แถลงการณ์ระบุ

“เราขอขอบคุณเขาสำหรับความพยายามเพื่อทีมของเราจนถึงวันนี้ และขอให้เขาประสบความสำเร็จในอาชีพการงานในอนาคต”

มูรินโญ่ลาเฟเนร์บาห์เช่หลังตกรอบ UCL

การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลหลายคน เนื่องจากมูรินโญ่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อช่วงต้นฤดูกาล และได้รับความคาดหวังว่าจะนำพาทีมประสบความสำเร็จในการแข่งขันต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก อย่างไรก็ตาม ผลงานของทีมกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และการตกรอบเพลย์ออฟยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกก็เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่นำไปสู่การลาออกของเขา

เกิดอะไรขึ้นก่อน มูรินโญ่ลาเฟเนร์บาห์เช่หลังตกรอบ UCL ?

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการลาออกของมูรินโญ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าเขามีความขัดแย้งกับผู้บริหารระดับสูงของสโมสรในเรื่องของการเสริมทัพนักเตะ นอกจากนี้ ผลงานที่ไม่คงเส้นคงวาของทีมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ของมูรินโญ่ในถิ่นเฟเนร์บาห์เช่อยู่ในความไม่แน่นอนมาโดยตลอด

สำหรับอนาคตของมูรินโญ่นั้น ยังไม่มีความชัดเจนว่าเขาจะไปรับงานกับสโมสรใดต่อไป อย่างไรก็ตาม ด้วยชื่อเสียงและประสบการณ์ของเขา เชื่อว่าเขาจะไม่ว่างงานนานนัก และจะมีหลายสโมสรชั้นนำที่พร้อมจะยื่นข้อเสนอให้กับเขาพิจารณา

การจากไปของมูรินโญ่ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับเฟเนร์บาห์เช่ เนื่องจากเขาเป็นผู้จัดการทีมที่มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์สูง อย่างไรก็ตาม สโมสรจะต้องเร่งหาผู้จัดการทีมคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนโดยเร็ว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในฤดูกาลหน้า

อนาคตของเฟเนร์บาห์เช่ภายหลัง มูรินโญ่ลาเฟเนร์บาห์เช่หลังตกรอบ UCL

การมองหาผู้จัดการทีมคนใหม่จะเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเฟเนร์บาห์เช่ พวกเขาต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน สามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่ง และนำพาสโมสรไปสู่ความสำเร็จได้ การเลือกผู้จัดการทีมที่เหมาะสมจะเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดอนาคตของเฟเนร์บาห์เช่

นอกจากนี้ เฟเนร์บาห์เช่ยังต้องพิจารณาถึงการเสริมทัพนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้ พวกเขาต้องการผู้เล่นที่มีคุณภาพเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมในทุกตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งกองหน้าและกองกลาง เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำประตูและการควบคุมเกม

ถึงเเม้ว่า มูรินโญ่ลาเฟเนร์บาห์เช่หลังตกรอบ UCL เเต่เรายังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าใครจะเข้ามารับตำเเหน่งเเทน

ที่มา – Mourinho leaves Fenerbahce after Champions League exit

รัฐมนตรีให้กำลังใจ “นายกฯ แพทองธาร” ลุ้นคำวินิจฉัย

รัฐมนตรีเพื่อไทย-พรรคร่วม ตบเท้าเข้าทำเนียบรัฐบาลคึกคัก ให้กำลังใจ “นายกฯ แพทองธาร” ลุ้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดารัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล ทยอยเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมรับฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อย่างคึกคัก ประกอบด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางเข้ามาเป็นคนแรก ตามด้วยรัฐมนตรี อาทิ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า มาเป็นทุกอย่าง มาเป็นพลังให้นายกฯ และนายกฯ กำลังใจดีอยู่แล้ว ขณะที่ นางมนพร กล่าวเพียงสั้นๆ ว่ามาให้กำลังใจนายกฯ รวมไปถึง นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของ น.ส.แพทองธาร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว จากนั้น 13.59 น. นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะตัวแทนนายกฯ เพื่อรับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไปถึงศาลรัฐธรรมนูญเวลาประมาณ 14.30 น. โดยศาลจะเริ่มอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า มาเป็นทุกอย่าง มาเป็นพลังให้นายกฯ และนายกฯ กำลังใจดีอยู่แล้ว ขณะที่ นางมนพร กล่าวเพียงสั้นๆ ว่ามาให้กำลังใจนายกฯ รวมไปถึง นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของ น.ส.แพทองธาร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว จากนั้น 13.59 น. นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะตัวแทนนายกฯ เพื่อรับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไปถึงศาลรัฐธรรมนูญเวลาประมาณ 14.30 น. โดยศาลจะเริ่มอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

รัฐมนตรีเพื่อไทย-พรรคร่วมเข้าทำเนียบฯ ให้กำลังใจ “นายกฯ อิ๊งค์” ลุ้นคำวินิจฉัย

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของรัฐบาลในการเผชิญกับสถานการณ์ที่สำคัญ การที่รัฐมนตรีจากหลายพรรคการเมืองเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำของเธอ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประเทศชาติ

การรวมตัวของรัฐมนตรีเพื่อไทยและพรรคร่วม

การรวมตัวของรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมในครั้งนี้ ถือเป็นภาพที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาลผสม แม้ว่าจะมีประเด็นทางการเมืองที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่การสนับสนุนและความไว้วางใจที่รัฐมนตรีมีต่อนายกรัฐมนตรีเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม สถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อการตัดสินใจและการดำเนินงานของรัฐบาลในอนาคต

การที่รัฐมนตรีหลายท่านเดินทางมาให้กำลังใจนายกฯ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม และการสนับสนุนซึ่งกันและกันในสถานการณ์ที่กดดัน การที่นายกฯ ได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง จะช่วยให้สามารถตัดสินใจและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การลุ้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของรัฐบาลชุดนี้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน และผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญอาจมีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และรัฐบาล การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญนี้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อตัวนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมของประเทศ การที่รัฐมนตรีและคนใกล้ชิดมาให้กำลังใจ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการนำพาประเทศไปข้างหน้า และการพร้อมที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

โดยสรุปแล้ว การที่บรรดารัฐมนตรีเดินทางมาให้กำลังใจ “นายกฯ แพทองธาร” ลุ้นคำวินิจฉัย ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการสนับสนุนและความสามัคคีภายในรัฐบาล ซึ่งจะเป็นกำลังใจสำคัญในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคต

“นายกฯ แพทองธาร” ลุ้นคำวินิจฉัย ท่ามกลางกำลังใจจากคนรอบข้าง เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานเป็นทีม และการพร้อมเผชิญกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – รัฐมนตรีเพื่อไทย-พรรคร่วมเข้าทำเนียบฯ ให้กำลังใจ “นายกฯ อิ๊งค์” ลุ้นคำวินิจฉัย

“ภรรยาสันติ” พาสส.เพชรบูรณ์ ฟังวอร์รูมคดีนายกฯ

เกิดอะไรขึ้นที่พรรคภูมิใจไทย เมื่อ “วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์” ภรรยาของนายสันติ พร้อมพัฒน์ นำ สส.เพชรบูรณ์ จากพรรคพลังประชารัฐ เดินทางไปร่วมฟังการประชุมวอร์รูมคดีนายกฯ ที่พรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายถึงนัยยะทางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการรวมตัวครั้งนี้

“ภรรยาสันติ” พา สส.เพชรบูรณ์ พปชร. ร่วมฟังวอร์รูมคดีนายกฯ ที่พรรคภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 13:38 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทำการพรรคภูมิใจไทยคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อมี สส.จากพรรคพลังประชารัฐ นำโดย นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ส.ส.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็น “ภรรยาสันติ” พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีชื่อดัง พร้อมด้วย นายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ และรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ สส.เพชรบูรณ์ และนายวรโชติ สุคนธ์ขจร สส.เพชรบูรณ์ เดินทางมาถึง

บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยมีกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยลงมารอต้อนรับอย่างใกล้ชิด พร้อมสวมกอดทักทาย ก่อนที่จะนำคณะ สส.เพชรบูรณ์ ขึ้นไปยังห้องรับรองชั้นบนทันที เหตุการณ์นี้สร้างความประหลาดใจให้กับสื่อมวลชนและผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

สิ่งที่น่าสนใจคือ จุดประสงค์ของการเดินทางมายังพรรคภูมิใจไทยของคณะ สส.เพชรบูรณ์ในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ “ภรรยาสันติ” พร้อมพัฒน์ เป็นผู้นำทีมมาด้วยตนเอง ทำให้หลายฝ่ายจับจ้องถึงความเชื่อมโยงกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน ว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับการวางแผนหรือเตรียมการทางการเมืองบางอย่างหรือไม่

ทำไมต้องเป็น “ภรรยาสันติ” และ สส.เพชรบูรณ์?

คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดจึงเป็น สส.จากจังหวัดเพชรบูรณ์ และทำไมต้องเป็น “ภรรยาสันติ” ที่เป็นผู้นำทีมในการเดินทางมายังพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ถึงแม้ว่าผู้สื่อข่าวจะพยายามสอบถามถึงนัยยะทางการเมืองของการเดินทางมาในครั้งนี้ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบคำถามที่ชัดเจนจากผู้ที่เกี่ยวข้อง มีเพียง น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ที่ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “มารับประทานอาหารกัน” ซึ่งคำตอบดังกล่าวดูเหมือนจะไม่สามารถคลายความสงสัยของหลายๆ ฝ่ายได้

การปรากฏตัวของ “ภรรยาสันติ” พร้อม สส.เพชรบูรณ์ ที่พรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย แม้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงจะยังไม่ชัดเจน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงหรือความร่วมมือทางการเมืองในอนาคตก็เป็นได้

ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่อาจตามมาจากการรวมตัวของ สส.เพชรบูรณ์และพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้

ที่มา – “ภรรยาสันติ” พา สส.เพชรบูรณ์ พปชร. ร่วมฟังวอร์รูมคดีนายกฯ ที่พรรคภูมิใจไทย

แมนยูฯ ปัดข้อเสนอขอยืม ไมนู – เกิดอะไรขึ้น?

ค็อบบี้ ไมนู กองกลางแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ร้องขอออกจากถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยสัญญายืมตัว

แต่ยูไนเต็ดได้ปฏิเสธคำขอดังกล่าว โดยบอกกับไมนูว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับเขา และต้องการให้เขาอยู่สู้เพื่อตำแหน่งของตัวเอง

ยังคงต้องรอดูว่าจะมีบทสนทนาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ ก่อนเส้นตายการย้ายทีมในวันจันทร์ที่จะถึงนี้

ไมนู วัย 20 ปี ลงเล่นเต็ม 90 นาที ในเกมคาราบาว คัพ ที่พ่ายแพ้ต่อกริมสบี้ ในการดวลจุดโทษ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เขาเป็นตัวสำรองที่ไม่ได้ถูกใช้งานในเกมพรีเมียร์ลีก 2 นัดแรกของยูไนเต็ด และรูเบน อโมริม หัวหน้าโค้ช ได้บอกกับนักเตะทีมชาติอังกฤษว่าเขากำลังต่อสู้เพื่อแย่งตำแหน่งกับบรูโน่ แฟร์นันเดส กัปตันทีม

ไมนูมีสัญญากับทีมถึงปี 2027 แต่การเจรจาต่อสัญญาฉบับใหม่ยังคงหยุดชะงัก

เป็นที่เข้าใจกันว่าเขาไม่ต้องการย้ายออกจากยูไนเต็ดเป็นการถาวร แต่กังวลเกี่ยวกับจำนวนเวลาลงเล่นในพรีเมียร์ลีกที่เขาจะได้รับ

ความกังวลเหล่านั้นเพิ่มมากขึ้นจากความพ่ายแพ้ต่อกริมสบี้ ซึ่งเมื่อรวมกับการไม่ผ่านเข้ารอบสำหรับการแข่งขันในยุโรปในฤดูกาลนี้ หมายความว่ายูไนเต็ดจะลงเล่นในลีกเท่านั้นจนกว่าจะเริ่มแคมเปญเอฟเอ คัพ ในเดือนมกราคม

ไมนูได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง 16 นัด จาก 45 เกม นับตั้งแต่ที่อโมริมได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน

เขาก้าวขึ้นมาสู่ทีมยูไนเต็ดภายใต้การคุมทีมของเอริค เทน ฮาก เมื่อสองปีที่แล้ว โดยปิดฤดูกาลในประเทศด้วยการทำประตูในเกมเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศที่เอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้

จากนั้นเขาได้ออกสตาร์ทให้กับอังกฤษในเกมยูโร 2024 นัดชิงชนะเลิศที่พ่ายแพ้ต่อสเปน

อย่างไรก็ตาม เขาพลาดไป 17 เกมในฤดูกาลที่แล้ว เนื่องจากอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อสองครั้ง และยังไม่ถูกรวมอยู่ในทีมชาติอังกฤษภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิล บอสใหม่

แมนยูฯ ปัดข้อเสนอขอยืม ไมนู – เกิดอะไรขึ้น?

เรื่องราวของ แมนยูฯ ปัดข้อเสนอขอยืม ไมนู กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจในวงการฟุตบอล การตัดสินใจของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการปฏิเสธข้อเสนอขอยืมตัว ค็อบบี้ ไมนู สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่สโมสรมีต่อศักยภาพของนักเตะรายนี้ แม้ว่าไมนูจะแสดงความกังวลเกี่ยวกับโอกาสในการลงสนาม แต่ยูไนเต็ดก็ยืนยันที่จะเก็บเขาไว้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของทีม

ทำไมยูไนเต็ดถึงต้องการเก็บ ไมนู ไว้?

การที่ยูไนเต็ดปฏิเสธข้อเสนอขอยืมตัวไมนูนั้น บ่งบอกถึงความคาดหวังที่สโมสรมีต่อเขาในระยะยาว แม้ว่าในขณะนี้เขาอาจจะยังไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากนัก แต่ทีมงานโค้ชมองเห็นถึงศักยภาพและพัฒนาการที่ไมนูสามารถสร้างประโยชน์ให้กับทีมได้ในอนาคต การมีเขาอยู่ในทีมยังเป็นการเพิ่มความหลากหลายและความแข็งแกร่งในแดนกลางของยูไนเต็ด

สถานการณ์ของ แมนยูฯ ปัดข้อเสนอขอยืม ไมนู ยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการทีมฟุตบอลขนาดใหญ่ ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งกับการตอบสนองความต้องการของผู้เล่นที่ต้องการลงสนามอย่างสม่ำเสมอ การตัดสินใจของยูไนเต็ดในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและความมุ่งมั่นของไมนู แต่ก็เป็นสิ่งที่สโมสรต้องทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของทีม

การที่ไมนูยังไม่ได้รับโอกาสลงสนามมากนัก อาจมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การแข่งขันในตำแหน่งกองกลางที่สูง การปรับตัวเข้ากับแท็คติกใหม่ของทีม หรือแม้แต่ปัญหาอาการบาดเจ็บที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือไมนูต้องรักษาความมุ่งมั่นและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสมควรได้รับโอกาสในการลงสนามมากขึ้น

อนาคตของไมนูในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ยังคงเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของเขาในการอยู่สู้เพื่อตำแหน่ง หรือการมองหาโอกาสในการย้ายทีมด้วยสัญญายืมตัว จะเป็นตัวกำหนดทิศทางในอาชีพค้าแข้งของเขาต่อไป อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เขาเป็นนักเตะที่มีศักยภาพและมีอนาคตสดใสรออยู่

การที่ แมนยูฯ ปัดข้อเสนอขอยืม ไมนู แสดงให้เห็นว่าสโมสรมั่นใจในตัวเขาอย่างมากและมองว่าเขาคืออนาคตของทีม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไมนูเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าเขาคู่ควรกับโอกาสนั้นจริงๆ

ผมเชื่อว่าการตัดสินใจของยูไนเต็ดเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว การมีผู้เล่นดาวรุ่งที่มีศักยภาพอยู่ในทีมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างทีมในระยะยาว แต่ก็ขึ้นอยู่กับไมนูด้วยว่าจะสามารถคว้าโอกาสที่ได้รับมาได้หรือไม่

ที่มา – Man Utd reject Mainoo loan request – how have we got here?

ธนบัตรใหม่ 50 บาท, 100 บาท เริ่มใช้ 21 พ.ย.นี้

เตรียมตัวให้พร้อม! ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมนำ ธนบัตรใหม่ 50 บาท และ 100 บาท ออกมาให้ทุกคนได้ใช้กันในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นี้ โดยธนบัตรเหล่านี้ทำจากวัสดุพอลิเมอร์ ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติทนทาน ไม่ดูดซับความชื้น และสิ่งสกปรก ทำให้ธนบัตรดูใหม่อยู่เสมอและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ที่สำคัญ ธนบัตรแบบเก่าที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็ยังสามารถใช้ได้ตามปกติ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงรายละเอียดเกี่ยวกับ ธนบัตรใหม่ 50 บาท และ 100 บาท ที่ทำจากพอลิเมอร์นี้ว่า มีความทนทานกว่าธนบัตรกระดาษแบบเดิมถึง 4 เท่า! นั่นหมายความว่าจะช่วยลดปริมาณการผลิตธนบัตรใหม่เพื่อทดแทนธนบัตรที่ชำรุดไปได้ถึงปีละ 350 ล้านฉบับ ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุน ลดการใช้ทรัพยากร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ธนบัตรใหม่ 50 บาท และ 100 บาท ดีกว่าเดิมอย่างไร?

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ธนบัตรใหม่ 50 บาท และ 100 บาท ที่ทำจากพอลิเมอร์นี้แตกต่างจากธนบัตรแบบเดิมอย่างไรบ้าง นอกจากความทนทานที่มากขึ้นแล้ว ธนบัตรพอลิเมอร์ยังมีคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • ช่องใสที่มองทะลุได้: มีช่องใสที่สามารถมองทะลุได้ทั้งสองด้าน พร้อมลายดุนนูนบอกชนิดราคา
  • หมึกพิมพ์พิเศษ: ใช้หมึกพิมพ์พิเศษที่เมื่อพลิกเอียงแล้วจะเปลี่ยนสีหรือเหลือบสีได้ ทำให้ยากต่อการปลอมแปลง
  • อักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา: มีการพิมพ์ดุนนูนสัญลักษณ์ในลักษณะอักษรเบรลล์ที่สื่อถึงชนิดราคา และมีเส้นเฉียงนูนใสบริเวณขอบธนบัตร เพื่อให้ผู้มีข้อจำกัดทางการมองเห็นสามารถสัมผัสและรับรู้ชนิดราคาของธนบัตรได้

แล้วจะหาธนบัตรใหม่ 50 บาท และ 100 บาท ได้จากที่ไหน?

ธนบัตรใหม่ 50 บาท และ 100 บาท จะเริ่มหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป โดยประชาชนสามารถเบิกถอนได้จากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจทุกแห่ง นอกจากนี้ ธนบัตรพอลิเมอร์ชนิดราคา 100 บาท ยังสามารถเบิกถอนได้จากเครื่องฝากถอนเงินสดอัตโนมัติ (ATM/CDM) ได้อีกด้วย และแน่นอนว่าธนบัตรทั้งสองชนิดราคาสามารถใช้กับเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติได้เช่นกัน

ไม่ต้องกังวลว่าธนบัตรเก่าจะใช้ไม่ได้ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันว่าธนบัตรกระดาษชนิดราคา 50 บาท และ 100 บาท ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบปัจจุบันยังสามารถใช้ได้ตามปกติควบคู่ไปกับธนบัตรพอลิเมอร์

การเปลี่ยนแปลงสู่ธนบัตรพอลิเมอร์ครั้งนี้ ถือเป็นการพัฒนาที่สำคัญของระบบเงินตราไทย ที่จะช่วยให้เรามีธนบัตรที่ทนทาน สะอาด และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เตรียมพบกับ ธนบัตรใหม่ 50 บาท และ 100 บาท ได้ในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้นะคะ!

ที่มา – ธนบัตรใหม่ 50 บาท และ 100 บาท เริ่มใช้ 21 พ.ย. 68 นี้ ของเก่ายังใช้ได้