วัน: 29 สิงหาคม 2025

ข่าวดี! ทางหลวงเปิดทดลอง มอเตอร์เวย์ใหม่ M81-M6-M82 ฟรี

เตรียมเฮ! กรมทางหลวงเตรียมเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ มอเตอร์เวย์ใหม่ 3 สาย “M81-M6-M82” ฟรี 24 ชม. ตลอดเส้นทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ ใครที่เดินทางลงใต้ เตรียมพบกับการเปิดวิ่งประเดิม M82 เชื่อมทางด่วนพระราม 3 ถึงมหาชัยเมืองใหม่ ระยะทาง 10 กม. ในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้

นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า กรมทางหลวงเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ 2569 ให้กับประชาชน โดยมีแผนเปิดให้บริการ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายใหม่ 3 เส้นทาง ได้แก่:

  1. มอเตอร์เวย์ หมายเลข 81 (M81) สายบางใหญ่-กาญจนบุรี: ระยะทาง 96 กิโลเมตร ขณะนี้งานโยธาแล้วเสร็จ 99.89% ส่วนงานระบบและบำรุงรักษาคืบหน้า 92.89% เตรียมเปิดให้ใช้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง (ความเร็ว 80 กม./ชม.) ภายในเดือนตุลาคม 2568 โดยเข้าออกได้ 7 ด่าน (บางใหญ่, นครชัยศรี, นครปฐมฝั่งตะวันออก/ตะวันตก, ท่ามะกา, ท่าม่วง, กาญจนบุรี) และจะเปิดเพิ่มอีก 1 ด่าน (ศีรษะทอง) รวมเป็น 8 ด่าน ตั้งแต่ปีใหม่ 2569 เป็นต้นไป พร้อมปรับเพิ่มความเร็วเป็น 120 กม./ชม.
  2. มอเตอร์เวย์ หมายเลข 6 (M6) สายบางปะอิน-นครราชสีมา: ระยะทาง 196 กม. งานโยธาแล้วเสร็จ 98.1% ส่วนงานระบบและบำรุงรักษาคืบหน้า 78.4% ช่วงปีใหม่ 2569 จะเปิดให้ทดลองใช้ฟรีตลอดเส้นทาง โดยช่วงต้นเทศกาลจะเปิดฝั่งขาออก (บางปะอิน-ปากช่อง 110 กม.) จากนั้นช่วงปากช่อง-นครราชสีมา (86 กม.) จะเปิดทั้ง 2 ฝั่ง และช่วงปลายเทศกาลจะเปิดฝั่งขากลับ (ปากช่อง-บางปะอิน)
นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.)
นายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.)

นายอภิรัฐ กล่าวต่อว่า:

  1. มอเตอร์เวย์ หมายเลข 82 (M82) สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว: ระยะทาง 24.7 กม. งานโยธาแล้วเสร็จ 91.13% คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 ตามแผนปิดตำนานการก่อสร้างถนนพระราม 2 และเปิดให้บริการช่วงปีใหม่ 2569 ส่วนงานระบบและบำรุงรักษาอยู่ระหว่างพิจารณาร่าง RFP คาดว่าจะประกาศเชิญชวนปลายปี 2568 และได้ผู้ชนะประมูลต้นปี 2569 จากนั้นจะเริ่มก่อสร้าง 2 ปี แล้วเสร็จปี 2571

มอเตอร์เวย์ใหม่ 3 สาย “M81-M6-M82” ฟรี 24 ชม.

นอกจากนี้ การเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมระหว่างโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก (กทพ.) กับโครงการก่อสร้างทางยกระดับบนทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) ช่วงบางขุนเทียน – เอกชัย (มอเตอร์เวย์ M82) หรือถึงบริเวณมหาชัยเมืองใหม่ ระยะทางประมาณ 10 กม. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน ก.ย. 2568 และเปิดให้บริการกลาง ต.ค. 2568

สำหรับโครงการที่พักริมทาง (Rest Area) ของมอเตอร์เวย์ M81 อยู่ระหว่างคณะกรรมการมาตรา 36 คัดเลือกพิจารณาร่าง RFP คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างปี 2569-2570 โดยจะเปิดบริการสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานภายในปี 2570 และเปิดบริการเต็มรูปแบบในปี 2571 ขณะที่ Rest Area มอเตอร์เวย์ M6 อยู่ระหว่างปรับเงื่อนไขให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับปริมาณจราจร เตรียมเสนอให้บอร์ด PPP พิจารณาอนุมัติ 9 ก.ย.นี้ ก่อนเข้าสู่กระบวนการอื่นๆ

มอเตอร์เวย์ใหม่ M5 และ M9

ด้านนายสุวิชาญ สุระบาล ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง กล่าวว่า โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ หมายเลข 5 (M5) ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข สายรังสิต-บางปะอิน (22 กม.) และมอเตอร์เวย์ M9 สายบางขุนเทียน-บางบัวทอง (35.8 กม.) อยู่ระหว่างคณะกรรมการมาตรา 36 คัดเลือกพิจารณาร่าง RFP คาดว่าจะประกาศเชิญชวนเอกชนเริ่มลงทุนในช่วงต้นปี 2569 ในขณะที่ มอเตอร์เวย์ หมายเลข 8 (M8) สายนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ ระยะที่ 1 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ (61 กม.) อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติโครงการฯ

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึง เพราะการเปิดให้ทดลองใช้ มอเตอร์เวย์ใหม่ 3 สาย “M81-M6-M82” ฟรี 24 ชม. จะช่วยให้การเดินทางของท่านสะดวกสบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น อย่าลืมตรวจสอบเส้นทางและวางแผนการเดินทางล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยและราบรื่นตลอดทริป

ที่มา – ข่าวดี “ทางหลวง” เตรียมเปิดให้ทดลองใช้มอเตอร์เวย์ใหม่ 3 สาย “M81-M6-M82” ฟรี 24 ชม.

มวลชนเสื้อแดงโห่! “แพทองธาร” พ้นนายกฯ เชื่อมั่น “ชัยเกษม” พร้อม

หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย มวลชนเสื้อแดงที่ติดตามข่าวต่างแสดงความผิดหวัง แต่ยังคงเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย และพร้อมสนับสนุนต่อไป

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความผิดหวัง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 พร้อมคณะรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ด้วยเหตุผลด้านจริยธรรมร้ายแรงจากคดีคลิปเสียง “ฮุนเซน” ทันทีที่ทราบผล มวลชนที่มารวมตัวกันต่างโห่ร้องด้วยความไม่พอใจ พร้อมตะโกนให้กำลังใจพรรค “เพื่อไทยสู้ต่อ”

ตัวแทนมวลชนเสื้อแดงที่เดินทางมาให้กำลังใจพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ถึงแม้จะต้องเผชิญกับความผิดหวัง แต่พวกเขาก็ยังเชื่อมั่นในพรรค และพร้อมสนับสนุนต่อไป “ไม่ต้องตกใจ อย่างน้อยมีนายชัยเกษม นิติสิริ เราคิดอยู่แล้วว่ารูปการจะออกมาเป็นแบบนี้ เราสนับสนุนเพื่อไทยไม่ว่าจะส่งใครลง เราจะยังขอเลือกพรรคเพื่อไทยตลอดไป” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า นายชัยเกษมสามารถเป็นนายกฯ ต่อได้ และเชื่อมั่นว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่ทิ้งกัน

“เราจะเป็นกำลังใจยืนเคียงข้างกับพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค พรรคเพื่อไทยถูกเลือกมา 12 ล้านเสียง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรเรามวลชนคนเสื้อแดงจะยืนเคียงข้างพรรคเพื่อไทยตลอดไป” เขากล่าวอย่างหนักแน่น พร้อมทั้งแสดงความกังวลว่า “อย่าให้เผด็จการหรืออีกพรรคที่มีคดีฮั้วสว.อยู่ ได้เป็นรัฐบาล หากได้เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ประเทศชาติเจ๊งแน่ๆ”

นางสาวไมเรียร์ สิงห์งาม ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอีกท่านหนึ่ง ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่หลังทราบคำตัดสิน เธอเปิดเผยว่ารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะมองว่าประเด็นคลิปเสียงไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ และเชื่อว่านายกฯ ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีที่จะทำให้ประเทศชาติเสียหาย

“ที่ร้องไห้วันนี้ เพราะสงสารท่าน ท่านเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แต่ทำงานเต็มที่แล้ว อยากให้โอกาสท่านได้ทำงานต่อ” เธอกล่าวพร้อมส่งกำลังใจให้ นางสาวแพทองธาร ว่าไม่ต้องเสียใจ และขอให้มุ่งมั่นทำสิ่งที่ดีต่อบ้านเมืองต่อไป

เธอยังกล่าวอีกว่า ตลอดเวลาที่ติดตามการเมือง พรรคเพื่อไทยมักจะต้องเผชิญกับการสูญเสียนายกฯ จากคำตัดสินของศาลหลายครั้ง ในฐานะผู้สนับสนุน ก็ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจและผิดหวัง แต่ก็เคารพในการตัดสิน และยังคงมีความหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

มวลชนเสื้อแดง โห่หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ เชื่อมั่น “ชัยเกษม” พร้อม

ถึงแม้ต้องผิดหวังกับคำตัดสิน แต่ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยหลายคนยังคงมีความหวัง เพราะพรรคยังมีคุณชัยเกษม นิติสิริ หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ที่พร้อมจะทำงานต่อได้ทันที และถึงแม้สุดท้ายพรรคเพื่อไทยจะไม่ได้เป็นรัฐบาล เธอก็ยังอยากเห็นรัฐบาลใหม่อยู่ครบวาระ และทำหน้าที่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้ได้

“และถ้าหากนายกฯ คนใหม่ไม่ใช่จากพรรคเพื่อไทย ก็คงเสียใจอีก แต่ก็ไม่เป็นไร แค่ขอให้ทุกคน ทุกพรรค ร่วมกันทำงานเพื่อประเทศจริงๆ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ความเชื่อมั่นใน “ชัยเกษม” หลัง “แพทองธาร” พ้นตำแหน่ง

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือความเชื่อมั่นของมวลชนเสื้อแดงที่มีต่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย หลายคนมองว่านายชัยเกษมมีความพร้อมที่จะเข้ามาสานต่องานจาก นางสาวแพทองธาร ได้ทันที ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่สั่งสมมา

อย่างไรก็ตาม อนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยและตัว นายชัยเกษม เอง ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนและมีความท้าทายมากมาย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย และการสนับสนุนจากมวลชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต

ถึงแม้ความผิดหวังจากการพ้นจากตำแหน่งของ นางสาวแพทองธาร จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความเชื่อมั่นและความหวังของมวลชนเสื้อแดงที่มีต่อพรรคเพื่อไทยและ นายชัยเกษม ยังคงเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวเดินต่อไป การรวมพลังและความสามัคคีจะเป็นกุญแจสำคัญในการเผชิญหน้ากับความท้าทาย และสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศ

ที่มา – มวลชนเสื้อแดง โห่หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ เชื่อยังมี “ชัยเกษม” พร้อมทำงานต่อ

แอนเดอร์สัน ฟอเรสต์ เตรียมติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรก

เอลเลียต แอนเดอร์สัน กองกลางจากทีม น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เตรียมตัวสำหรับการถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรก เมื่อ โธมัส ทูเคิล ประกาศรายชื่อทีมในเวลา 12:00 BST

แอนเดอร์สัน วัย 22 ปี สร้างความประทับใจตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมที่สนามซิตี้ กราวด์ จากนิวคาสเซิล และจะได้รับรางวัลเป็นการถูกเรียกติดทีมชาติสำหรับการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึงกับทีมอันดอร์ราและเซอร์เบีย

จู๊ด เบลลิงแฮม จะพลาดการติดทีมเนื่องจากอาการบาดเจ็บ และแอนเดอร์สัน ฟอเรสต์ จะเข้ามาแทนที่ดาวดังจากเรอัลมาดริด

ในขณะเดียวกัน แอนโธนี่ แบร์รี่ ผู้ช่วยผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ได้เข้าร่วมชมเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วระหว่างเอฟเวอร์ตันและไบรท์ตัน เพื่อประเมินฟอร์มการเล่นของ แจ็ค กรีลิช กองกลาง

กรีลิช ไม่ได้รับเลือกให้อยู่ในทีมของทูเคิลเลยตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนมกราคม

แอนเดอร์สัน ฟอเรสต์ เตรียมติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรก

การถูกเรียกตัวของ แอนเดอร์สัน ฟอเรสต์ เข้าสู่ทีมชาติอังกฤษถือเป็นรางวัลสำหรับการทำงานหนักและความสม่ำเสมอของเขาในสนาม การที่เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ทำให้เขาได้รับโอกาสอันดีที่จะได้พิสูจน์ตัวเองในระดับนานาชาติ

ทำไมแอนเดอร์สัน ฟอเรสต์ ถึงสมควรได้รับโอกาสนี้?

หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใด แอนเดอร์สัน ฟอเรสต์ ถึงได้รับโอกาสในการติดทีมชาติอังกฤษครั้งนี้ คำตอบนั้นง่ายมาก: ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของเขาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เขาเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์เกม มีความขยัน และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ นอกจากนี้ การที่เขาเล่นได้อย่างเข้าขากับเพื่อนร่วมทีมในน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดการทีม

การขาดหายไปของ จู๊ด เบลลิงแฮม ถือเป็นโอกาสทองสำหรับ แอนเดอร์สัน ในการแสดงศักยภาพของตนเอง ในตำแหน่งกองกลางตัวกลาง เขาสามารถที่จะขับเคลื่อนเกมรุกของทีมชาติอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยทักษะการจ่ายบอลที่แม่นยำ การเลี้ยงบอลที่คล่องแคล่ว และการยิงประตูที่เฉียบคม แอนเดอร์สัน สามารถที่จะสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในทีมชาติอังกฤษนั้นสูงมาก แอนเดอร์สัน จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะแย่งตำแหน่งตัวจริงมาให้ได้ เขาจะต้องพิสูจน์ตัวเองในการฝึกซ้อมและในการแข่งขัน เพื่อให้ผู้จัดการทีมเห็นว่าเขามีดีพอที่จะเป็นส่วนหนึ่งของทีม

แฟนบอลอังกฤษต่างตั้งความหวังว่า แอนเดอร์สัน ฟอเรสต์ จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติได้ในอนาคต ด้วยความสามารถและศักยภาพที่เขามีอยู่ เขาอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาอังกฤษไปสู่ความสำเร็จในระดับนานาชาติ

การตัดสินใจของ โธมัส ทูเคิล ในการเรียกตัวแอนเดอร์สัน ถือเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญและน่าสนใจ มันแสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมที่จะให้โอกาสผู้เล่นดาวรุ่งที่มีความสามารถ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงทีมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

ถึงเวลาแล้วที่แฟนบอลชาวไทยจะได้เห็นฟอร์มของ แอนเดอร์สัน ฟอเรสต์ ในสีเสื้อทีมชาติอังกฤษ และร่วมส่งกำลังใจให้เขาประสบความสำเร็จในการเดินทางครั้งนี้

ที่มา – Forest’s Anderson set for first England call-up

ด่วน! แพทองธารพ้นนายกฯ ครม.หลุดทั้งคณะ

มติศาลรัฐธรรมนูญ 6:3 วินิจฉัย “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากกรณีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ทำ ครม. หลุดทั้งคณะด้วย

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 18/2568)

สมาชิกวุฒิสภา รวม 36 คน เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) ว่า ปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา เผยแพร่ทางสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งผู้ถูกร้องแถลงข่าวยอมรับว่าเป็นเสียงการสนทนาของตนกับสมเด็จ ฮุน เซน จริง แม้ผู้ถูกร้องจะแถลงข่าวในเวลาต่อมาว่าเป็นการพูดคุยทางโทรศัพท์แบบส่วนตัวโดยมีเจตนาที่จะเจรจาต่อรองอย่างนุ่มนวลเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขและอธิปไตยของไทยก็ตาม แต่ผู้เข้าชื่อเสนอคำร้องเห็นว่า ผู้ถูกร้องแสดงออกถึงความนิ่งเฉยและไม่ปฏิบัติหน้าที่โต้ตอบหรือกำหนดมาตรการรวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศด้วยตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่บุคคลผู้อยู่ในสภาวะ วิสัย และพฤติการณ์แห่งความเป็นนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ เพราะเหตุแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวในลักษณะเป็นฝั่งเดียวกันกับกัมพูชา พร้อมที่จะทำตามหรือจัดการตามที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการมาโดยตลอด ส่วนแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้ถูกร้องเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ผู้ถูกร้องไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

มติ 6:3 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ – ครม.หลุดทั้งคณะ

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือร่วมกันแล้ว มีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) เสียงข้างมาก คือ

  • นายปัญญา อุดชาชน
  • นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม
  • นายวิรุฬห์ แสงเทียน
  • นายจิรนิติ ทะวานนท์
  • นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์
  • นายอุดม รัฐอมฤต

วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 เสียง คือ นายปัญญา อุดชาชน นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ ทะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ เห็นว่า ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 เสียง คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5)

ทั้งนี้ นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 3 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างไม่ร้ายแรง ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)

เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) แล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป

ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คู่กรณีคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันอ่านคำวินิจฉัย

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ และ ครม. ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับประชาชนทั่วไป ควรติดตามข่าวสารอย่างรอบด้านและพิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง

แล้วหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรเมื่อ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ และ ครม.หลุดทั้งคณะ?

การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ – ครม.หลุดทั้งคณะ ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง และต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญเพื่อสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้ ดังนั้นทุกฝ่ายจึงควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ และร่วมกันหาทางออกเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้

ที่มา – มติ 6:3 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ – ครม.หลุดทั้งคณะ

“อนุทิน-ไชยชนก” จ่อขอเสียงพรรคประชาชน

สถานการณ์การเมืองไทยร้อนระอุ เมื่อมีข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยเตรียมเดินเกมเร็วหลังมีกระแสข่าวลือนักการเมืองดังพ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานว่า “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อเดินสายขอเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน เพื่อผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

แหล่งข่าวรายงานว่า พรรคภูมิใจไทยวางแผนที่จะพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลทันที โดยการรวมเสียงจากพรรคร่วมฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง และแสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคภูมิใจไทยในการช่วงชิงความได้เปรียบ

“อนุทิน-ไชยชนก” จ่อเดินสายขอเสียงสนับสนุนพรรคประชาชน

ตามรายงานข่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, นายไชยชนก ชิดชอบ และนายภราดร ปริศนานันทกุล เตรียมเดินทางไปเจรจากับพรรคประชาชนในเร็ว ๆ นี้ การเจรจามุ่งเน้นไปที่การขอเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนในการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เงื่อนไขสำคัญ: การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาครั้งนี้ พรรคประชาชนต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หากพรรคภูมิใจไทยยอมรับเงื่อนไขนี้ ก็มีโอกาสสูงที่พรรคประชาชนจะสนับสนุนนายอนุทินให้เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและขอบเขตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงต้องมีการหารือกันต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน จะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะมีการประกาศยุบสภา การมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยในการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้กับประเทศ

การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยและการเจรจากับพรรคประชาชนเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และผลลัพธ์ของการเจรจาครั้งนี้จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทย

การที่ “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อเดินสายขอเสียงสนับสนุนพรรคประชาชน นั้นแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างแนวร่วมทางการเมืองที่เข้มแข็ง และการแสวงหาเสียงสนับสนุนจากหลากหลายฝ่าย การเจรจาต่อรอง และการประนีประนอมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในกระบวนการทางการเมือง และการตัดสินใจของพรรคประชาชนจะมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศอย่างมาก

การจับมือกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ และอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายและการบริหารประเทศในอนาคต การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ทั้งนี้ การที่นายอนุทิน และ นายไชยชนก เดินทางไปพบปะกับพรรคประชาชน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการที่จะรวบรวมเสียงสนับสนุน และสร้างความมั่นใจให้กับพรรคการเมืองต่าง ๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การที่จะได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพรรคประชาชนก็มีเงื่อนไขและข้อเรียกร้องที่ชัดเจน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของพรรคประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น และทุกพรรคการเมืองจะต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตในสภาพแวดล้อมใหม่นี้

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การที่ “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อเดินสายขอเสียงสนับสนุนพรรคประชาชน นั้น ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ และทุกฝ่ายจะต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อเดินสายขอเสียงสนับสนุนพรรคประชาชน

อิกามาเน่ ย้ายจากเรนเจอร์ส ซบ ลีลล์

อิกามาเน่ ย้ายจากเรนเจอร์ส ซบ ลีลล์

เรนเจอร์ส ได้ขาย ฮัมซา อิกามาเน่ กองหน้าชาวโมร็อกโก ให้กับสโมสร ลีลล์ ในลีกสูงสุดของฝรั่งเศส ด้วยค่าตัวที่ไม่เปิดเผย

ดาวเตะวัย 22 ปี ถูกซื้อตัวมาจาก AS FAR ในบ้านเกิดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว โดยทำไป 16 ประตูในการลงเล่นฤดูกาลแรกของเขา

ฤดูกาลนี้ เขาได้ลงเล่นเป็นตัวสำรองเพียง 3 นัดเท่านั้น หลังจากการคาดเดาเรื่องอนาคตของเขาในช่วงซัมเมอร์อันยาวนาน

อิกามาเน่ ได้เซ็นสัญญา 5 ปี กับทีมที่จบอันดับ 5 ในลีกเอิงเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันยูโรปาลีก

“ผมจะทุ่มเททุกอย่างในสนามเพื่อช่วยให้ทีมชนะและไปให้ถึงระดับสูงสุด” เขากล่าว

ทำไมการย้ายของ อิกามาเน่ จึงสำคัญ?

การย้ายทีมของ อิกามาเน่ ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจสำหรับทั้งสองสโมสร เรนเจอร์สเสียผู้เล่นที่มีศักยภาพในการทำประตู แต่ก็ได้เงินทุนมาเสริมทัพ ส่วนลีลล์ก็ได้ผู้เล่นดาวรุ่งที่สามารถพัฒนาฝีเท้าและเป็นกำลังสำคัญของทีมได้ในอนาคต การย้ายทีมครั้งนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ อิกามาเน่ ได้พิสูจน์ตัวเองในลีกระดับสูงอย่างลีกเอิง และได้เล่นในรายการแข่งขันระดับยุโรป

วิเคราะห์การย้ายทีมของ ฮัมซา อิกามาเน่

การตัดสินใจปล่อยตัว อิกามาเน่ ของเรนเจอร์ส อาจมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือการที่เขาไม่สามารถสอดแทรกขึ้นมาเป็นตัวจริงได้อย่างสม่ำเสมอในฤดูกาลนี้ แม้ว่าจะมีพรสวรรค์ในการทำประตู แต่ก็ยังต้องปรับปรุงในด้านอื่นๆ เพื่อให้เข้ากับระบบการเล่นของทีม นอกจากนี้ การได้รับข้อเสนอที่น่าสนใจจากลีลล์ ก็อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรนเจอร์สตัดสินใจปล่อยตัวเขา

อนาคตของ อิกามาเน่ กับ ลีลล์

อิกามาเน่ จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในทีมลีลล์ ซึ่งมีผู้เล่นที่มีความสามารถมากมาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและพรสวรรค์ของเขา เชื่อว่าเขาจะสามารถปรับตัวและพัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมได้ การได้ร่วมงานกับโค้ชที่มีชื่อเสียงและเพื่อนร่วมทีมที่มีประสบการณ์ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเติบโตของเขาในเส้นทางอาชีพ

  • ปรับตัวให้เข้ากับแทคติกของทีม
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมทีม
  • พัฒนาทักษะในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าสนใจคือ อิกามาเน่ จะสามารถสร้างผลงานได้ดีแค่ไหนในลีกเอิง ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นลีกที่มีการแข่งขันสูง และมีผู้เล่นที่มีความสามารถมากมาย การย้ายไปเล่นในลีกใหม่ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในอาชีพของเขา แต่ถ้าเขาสามารถปรับตัวและพัฒนาฝีเท้าได้ ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จและก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นระดับโลกได้

โดยรวมแล้ว การย้ายทีมของ อิกามาเน่ ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ และน่าติดตามดูว่าเขาจะสามารถสร้างผลงานได้ดีแค่ไหนกับลีลล์ การได้เล่นในลีกเอิง และการได้เข้าร่วมการแข่งขันยูโรปาลีก จะเป็นประสบการณ์ที่มีค่าสำหรับเขา และอาจเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอาชีพของเขาในอนาคต

การย้ายทีมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับนักเตะที่ต้องการพัฒนาตัวเอง และก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น การทำงานหนักและความมุ่งมั่น จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

ที่มา – Igamane completes switch from Rangers to Lille

#แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์หลังพ้นตำแหน่ง

แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินเกี่ยวกับคดีคลิปเสียงที่ส่งผลให้คุณแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข่าวนี้สร้างความฮือฮาและจุดประกายการพูดคุยในวงกว้าง ทำให้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องพุ่งติดเทรนด์อย่างรวดเร็ว

#แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์ทวิตเตอร์

หลังจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่ออกไป ไม่นาน แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร ก็ทะยานขึ้นสู่อันดับต้นๆ ของเทรนด์ในทวิตเตอร์ (X) แสดงให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนที่มีต่อข่าวนี้อย่างมาก นอกจากนี้ แฮชแท็กอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น #นายกรัฐมนตรี และ #ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้รับความนิยมตามไปด้วย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดียในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมและการเมือง ผู้คนจำนวนมากใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อแสดงความคิดเห็น ติดตามข่าวสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน การที่แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์อย่างรวดเร็วเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของโซเชียลมีเดียในยุคปัจจุบัน

ทำไมแฮชแท็กนี้ถึงสำคัญ?

  • แสดงถึงความสนใจของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมือง
  • เป็นช่องทางให้ผู้คนแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์
  • ช่วยกระตุ้นการอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ

การที่แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร ติดเทรนด์ไม่ใช่แค่เรื่องของความนิยมบนโซเชียลมีเดีย แต่ยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน และความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

คดีคลิปเสียงและคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ประชาชนให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศและการเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

ไม่ว่าผลลัพธ์ของเหตุการณ์นี้จะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า

อนาคตทางการเมืองของ คุณแพทองธาร ชินวัตร จะเป็นอย่างไรต่อไป? คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ เหตุการณ์นี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากในแวดวงการเมืองไทย

ที่มา – แฮชแท็ก #แพทองธารชินวัตร พุ่งติดเทรนด์ หลังพ้นตำแหน่งนายกฯ คดีคลิปเสียง

เวสต์แฮมคว้าตัวแฟร์นานเดสร่วมทีม

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้เซ็นสัญญากับ มาเตอุส แฟร์นานเดส กองกลางจากเซาแธมป์ตัน ด้วยค่าตัวกว่า 40 ล้านปอนด์

ดาวเตะชาวโปรตุกีสวัย 21 ปีรายนี้เซ็นสัญญากับทีมเป็นเวลา 5 ปี และกลายเป็นนักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดอันดับสามของเวสต์แฮม รองจาก เซบาสเตียน ฮัลแลร์ (45 ล้านปอนด์) และ ลูคัส ปาเกต้า (51 ล้านปอนด์)

แฟร์นานเดสย้ายจากสปอร์ติง ลิสบอน มาร่วมทีมเซาแธมป์ตันด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์เมื่อปี 2024 ดังนั้นนักบุญแดนใต้จึงได้กำไรมหาศาลหลังใช้งานไปเพียงหนึ่งปี

เขาลงเล่นให้เซาแธมป์ตันไป 46 นัด ทำไป 4 ประตูและแอสซิสต์ 7 ครั้ง

“ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เล่นให้เวสต์แฮม” แฟร์นานเดสกล่าว

“ผมคิดว่ามันเป็นก้าวสำคัญสำหรับผม มันเป็นสโมสรใหญ่ สโมสรที่ยิ่งใหญ่ โครงการ สนามกีฬา เมือง ทุกสิ่งทุกอย่าง”

การย้ายทีมครั้งนี้ถือเป็นการเสริมทัพที่สำคัญสำหรับ เกรแฮม พ็อตเตอร์ ผู้จัดการทีมเวสต์แฮมที่กำลังอยู่ภายใต้ความกดดัน หลังจากทีมแพ้ 3 นัดแรกของฤดูกาลในทุกรายการ

พวกเขาพ่ายแพ้ต่อซันเดอร์แลนด์ทีมน้องใหม่ 3-0 ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดแรก ก่อนจะโดนเชลซีถล่ม 5-1 และแพ้วูล์ฟแฮมป์ตันในรอบสองของคาราบาว คัพ

เวสต์แฮมยังใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงในการคว้าตัว ซูนกูตู มากัสซา กองกลางจากโมนาโก วัย 21 ปี ด้วยค่าตัวประมาณ 17.3 ล้านปอนด์

เวสต์แฮมคว้าตัวแฟร์นานเดสร่วมทีม

การเซ็นสัญญา เวสต์แฮมคว้าตัวแฟร์นานเดสร่วมทีม ถือเป็นข่าวดีสำหรับแฟนบอลขุนค้อนที่กำลังต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและผลงานที่ดีขึ้นจากทีมรักของพวกเขา หลังจากเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างน่าผิดหวัง การเข้ามาของแฟร์นานเดสจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในแดนกลาง และเพิ่มมิติในการทำเกมรุกให้กับทีม

แฟร์นานเดสจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเวสต์แฮมได้อย่างไร?

เวสต์แฮมคว้าตัวแฟร์นานเดสร่วมทีม เพราะเขามีทักษะและความสามารถที่หลากหลาย สามารถเล่นได้ทั้งในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางและมิดฟิลด์ตัวรุก เขามีความสามารถในการจ่ายบอลที่แม่นยำ การเลี้ยงบอลที่คล่องแคล่ว และการยิงประตูที่เฉียบคม นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้เล่นที่มีความขยันและมีวินัยในการเล่น ซึ่งจะช่วยให้เขาสามารถปรับตัวเข้ากับระบบการเล่นของเวสต์แฮมได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่น่าสนใจคือ แฟร์นานเดสเคยเล่นในพรีเมียร์ลีกมาก่อนกับเซาแธมป์ตัน ทำให้เขามีประสบการณ์และความเข้าใจในฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการปรับตัวและทำให้เขาสามารถโชว์ฟอร์มเก่งออกมาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การที่เขามีเพื่อนร่วมชาติอย่าง ลูคัส ปาเกต้า อยู่ในทีม ก็จะช่วยให้เขาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

การเข้ามาของแฟร์นานเดสไม่ได้เป็นเพียงแค่การเสริมทัพในตำแหน่งกองกลางเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังทีมอื่นๆ ในลีกว่า เวสต์แฮมมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทีมให้แข็งแกร่งขึ้น และพร้อมที่จะแข่งขันกับทีมชั้นนำอื่นๆ ในลีก

  • จุดแข็งของแฟร์นานเดส: การจ่ายบอล, การเลี้ยงบอล, การยิงประตู, ความขยัน, วินัย
  • สิ่งที่เวสต์แฮมจะได้จากการเซ็นสัญญา: ความแข็งแกร่งในแดนกลาง, มิติในการทำเกมรุก, ประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก

โดยรวมแล้ว การที่ เวสต์แฮมคว้าตัวแฟร์นานเดสร่วมทีม ถือเป็นการเซ็นสัญญาที่น่าตื่นเต้นสำหรับแฟนบอลขุนค้อน และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับสโมสร แฟร์นานเดสมีศักยภาพที่จะเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมในระยะยาว และช่วยให้เวสต์แฮมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการที่พ็อตเตอร์ต้องสามารถดึงศักยภาพของแฟร์นานเดสออกมาให้ได้มากที่สุด และสร้างทีมที่สามารถเล่นได้อย่างลงตัว การผสมผสานระหว่างผู้เล่นใหม่และผู้เล่นเก่าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของเวสต์แฮมในฤดูกาลนี้

ที่มา – West Ham sign Southampton midfielder Fernandes

ด่วน! “แพทองธาร” พ้นนายกฯ ครม.พ้นทั้งคณะ

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ จากกรณีคลิปเสียง ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ

วันที่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 15.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ชี้ขาดคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 36 คน ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ จากเหตุไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ในกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นประเด็นร้อนแรงก่อนหน้านี้

พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา ผู้ร้อง เดินทางมาฟังศาลด้วยตัวเอง ส่วนนายกรัฐมนตรีมอบหมายนายแพทย์พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และทนายความมาฟังคำวินิจฉัยแทน

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีจะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ แม้ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าคลิปเสียงได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นคลิปเสียงต่างประเทศไม่มีการแปล ศาลเห็นว่าเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง สามารถรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวางในการค้นหาความจริงและยุติข้อกล่าวหาได้อย่างแท้จริง เนื่องจากผู้ถูกร้องยอมรับว่าเป็นบุคคลในคลิปจริง การฟังคลิปเสียงจึงเป็นการเอื้อต่อระบบยุติธรรมมากกว่า ดังนั้นศาลจึงรับฟังคลิปเสียงเป็นพยานหลักฐานได้

ส่วนเรื่องความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นที่ไว้วางใจต่อสาธารณะ และต้องถูกตรวจสอบทุกแง่มุม ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีการกระทำอันเป็นเหตุต้องห้าม เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้ว ในส่วนที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นการใช้เทคนิคมุ่งหมายลดความตึงเครียดระหว่างกันนั้น และใช้คำว่า “เรา” การที่ผู้ถูกร้องเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย การกล่าวคำดังกล่าวนั้น พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีการแบ่งข้าง และเกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลและกองทัพ แสดงความอ่อนแอให้กัมพูชาทราบ เป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศได้

การใช้คำว่า “ให้ท่านฮุนเซนเห็นใจหลานหน่อย เขาไล่หลานให้ไปเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาแล้ว” เหมือนกับว่าเป็นการตกลงร่วมกัน เป็นการขอร้องให้เห็นใจ แต่เพราะผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์ที่ดีจึงไม่มีการตอบโต้ ผู้ถูกร้องยังแสดงตนและจำนนให้สมเด็จฯ ฮุนเซนทราบ โดยไม่มีเงื่อนไขหรือรักษาจุดยืนของประเทศชาติ และเปิดช่องให้กัมพูชาหยิบยื่นข้อเรื่องร้องต่อไทยได้ตามต้องการ ทั้งที่ผู้ถูกร้องทราบดีว่าการประชุม สมช. มีการพิจารณากับกองทัพจากเบาไปหาหนัก และทราบดีว่าสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา

ศาลจึงพิจารณาแล้วเห็นว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ

มติศาลรัฐธรรมนูญ ให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความไม่แน่นอนต่ออนาคตของรัฐบาลผสมในปัจจุบัน ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพิจารณาคือเรื่องของจริยธรรมและความซื่อสัตย์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ผลกระทบจากคำตัดสินต่อรัฐบาล

การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล นำไปสู่สุญญากาศทางการเมืองที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะเป็นขั้นตอนที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

อนาคตทางการเมืองของ “แพทองธาร”

ถึงแม้ว่า “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ แต่เส้นทางการเมืองของเธอยังไม่สิ้นสุด การถูกตัดสินในครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เธอต้องทบทวนบทบาทและแนวทางการทำงานในอนาคต และอาจนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขเพื่อกลับมาสู่สนามการเมืองอีกครั้ง

  • การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
  • อนาคตทางการเมืองของ “แพทองธาร” ยังคงเป็นประเด็นที่น่าติดตาม

โดยสรุปแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องมีการติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – มติศาลรัฐธรรมนูญ ให้ “แพทองธาร” พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ครม.ต้องพ้นทั้งคณะ