วัน: 2 กันยายน 2025

ปูตินเยือนปักกิ่ง: รัสเซีย-จีนสัมพันธ์แน่นแฟ้น

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อเจรจาทวิภาคีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่กำลังเบ่งบาน การพบปะครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าการสวนสนามทางทหารครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 80 ปี แห่งการยอมจำนนของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2

ปูตินยกย่องความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีนว่าอยู่ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเน้นย้ำว่าการสื่อสารที่ใกล้ชิดสะท้อนถึงลักษณะเชิงยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งของความร่วมมือระหว่างสองชาติมหาอำนาจ

“เพื่อนรัก ผมและคณะผู้แทนรัสเซียทุกคนมีความยินดีที่ได้พบกับเพื่อนและพันธมิตรชาวจีนอีกครั้ง เรายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาโดยตลอด และวันนี้เรายังคงอยู่ด้วยกัน” ปูตินกล่าวกับสี จิ้นผิง ตามวิดีโอที่เผยแพร่

สี จิ้นผิง ตอบกลับว่า ความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย ได้ผ่านบททดสอบแห่งการเปลี่ยนแปลงระดับนานาชาติมาแล้ว และจีนพร้อมที่จะร่วมมือกับรัสเซียเพื่อสร้างระบบธรรมาภิบาลโลกที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

การประชุมสุดยอดครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่จีนพยายามแสดงบทบาทนำบนเวทีโลก ไม่เพียงแต่ในฐานะชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเท่านั้น หากยังรวมถึงการเป็นมหาอำนาจทางการทูตที่ท้าทายอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

สี จิ้นผิง เน้นย้ำถึงบทบาทของจีนในฐานะหุ้นส่วนทางการค้าที่เชื่อถือได้ ในขณะที่มาตรการกีดกันทางการค้าของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างกว้างขวาง การหารือระหว่างสีและปูตินยังเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามอย่างต่อเนื่องในการหาข้อยุติสำหรับสงครามในยูเครน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม

ผู้นำทั้งสองใช้เวทีนี้ในการวิพากษ์วิจารณ์ชาติตะวันตก โดยสี จิ้นผิง กล่าวประณามพฤติกรรมการข่มเหงรังแกของบางประเทศ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการพาดพิงถึงสหรัฐฯ ในขณะที่ปูตินปกป้องปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน โดยกล่าวโทษชาติตะวันตกว่าเป็นผู้จุดประกายความขัดแย้ง

ปูตินเยือนปักกิ่ง: กระชับมิตรภาพรัสเซีย-จีน

การ ปูติน เยือนปักกิ่งครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและจีน ซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การทหาร และการทูตระหว่างสองประเทศกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของการเยือนปักกิ่งของปูตินต่อความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน

การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีปูตินครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกระชับความสัมพันธ์รัสเซีย–จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวนและมีความท้าทายมากมาย การสนับสนุนและความเข้าใจระหว่างสองประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเสถียรภาพและความสมดุลในเวทีระหว่างประเทศ

จากเหตุการณ์ปูตินเยือนปักกิ่งครั้งนี้ สามารถสรุปได้ว่า รัสเซียและจีนยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือในทุกมิติ และพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ร่วมกันในอนาคต การเยือนครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสร้างโลกที่มีความยุติธรรมและสันติภาพมากขึ้น

ที่มา – ปูตินเยือนปักกิ่ง ชูความสัมพันธ์รัสเซีย–จีน แน่นแฟ้นที่สุดในประวัติศาสตร์

อดีตนักเตะพรีเมียร์ลีก สูญเงินลงทุนหลายล้าน

กลุ่มอดีตนักฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกล่าวว่า พวกเขาเสียเงินหลายสิบล้านปอนด์เนื่องจากที่ปรึกษาทางการเงินของพวกเขา

Danny Murphy, Michael Thomas และ Rod Wallace เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มรณรงค์ V11 ซึ่งประกอบด้วยนักฟุตบอล 11 คนที่ลงทุนกับ Kingsbridge Asset Management ในช่วงทศวรรษ 1990 และ 2000

อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษ Murphy ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญของ Match of the Day เชื่อว่าเขาเสียเงินไปประมาณ 5 ล้านปอนด์เนื่องจาก “การทารุณทางการเงิน”

David McKee และ Kevin McMenamin ผู้บริหาร Kingsbridge กล่าวว่า พวกเขา “ปฏิเสธการกระทำผิดใด ๆ”

พวกเขากล่าวกับ BBC ว่า “Kingsbridge ให้คำแนะนำด้วยความสุจริตใจเสมอมา และระบุความเสี่ยงและโอกาสทั้งก่อนและหลังการตกลงลงทุนใด ๆ”

อาจมีนักฟุตบอลมากถึง 200 คนได้รับผลกระทบ โดยบางคนสูญเสียบ้านและถูกตัดสินให้ล้มละลาย

ขณะนี้พวกเขากำลังถูกตามล่าให้จ่ายภาษีอีกหลายล้าน แม้ว่าตำรวจแห่งนครลอนดอนจะบอกพวกเขาว่าเป็น “เหยื่อของอาชญากรรม”

Football’s Financial Shame: The Story of the V11 แสดงให้เห็นว่าการรวมตัวกันเป็นทีมช่วยให้กลุ่มรอดชีวิตได้อย่างไร และให้ความเชื่อมั่นแก่พวกเขาในการเปิดเผยต่อสาธารณชน จะออกอากาศทาง BBC Two และ BBC iPlayer ในวันอังคารที่ 2 กันยายน ตั้งแต่เวลา 21:00 น. BST

‘It was like wildfire – word of mouth’

Brian Deane เป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของกลุ่ม V11

เขาทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกในปี 1992 มันนำไปสู่ยุคใหม่ โดยมีเงินไหลเข้าสู่เกมและผู้เล่นร่ำรวยกว่าที่เคย

Deane กล่าวว่า “เราควรรู้สึกได้รับการปกป้อง” ซึ่งเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ หวังว่าการลงทุนจะช่วยให้เขามีความมั่นคงทางการเงินในอนาคต

“Kingsbridge ดูเหมือนจะสอดคล้องกับสิ่งที่ทุกคนต้องการในขณะนั้น ซึ่งก็คือการมีใครสักคนดูแลเรื่องการเงินของคุณเมื่อคุณเลิกเล่น”

Kingsbridge Asset Management ก่อตั้งขึ้นในน็อตติงแฮมโดย McKee และ McMenamin ในปีเดียวกับพรีเมียร์ลีก

เว็บไซต์ของบริษัทอวดอ้างรายชื่อลูกค้ามากกว่า 360 คน

Deane กล่าวว่า “ถ้าพวกเขาได้บุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในห้องแต่งตัว คุณก็จะคิดว่าคุณอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว”

“มันเหมือนไฟลามทุ่ง – ปากต่อปาก”

‘These guys have ruined our lives’

Tommy Johnson อดีตกองหน้าของ Aston Villa และ Celtic ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ Kingsbridge โดยตัวแทนของเขา

เขากล่าวว่า “พวกเขาเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของผม และเป็นที่ปรึกษาของผู้เล่นจำนวนมากที่ Villa”

Johnson ไปเที่ยวพักผ่อนกับ McKee และ McMenamin และพวกเขายังเป็นแขกในงานแต่งงานของเขาด้วย

เขากล่าวว่า “ผู้คนจะหันมาพูดว่าพวกเขาเป็นแค่ที่ปรึกษาทางการเงิน พวกเขาไม่ใช่ พวกเขาเป็นเพื่อน คนพวกนี้ทำลายชีวิตเรา”

McKee และ McMenamin กล่าวกับ BBC ว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติในช่วงอาชีพของเราที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าของเรา ความไว้วางใจนั้นไม่เคยถูกทรยศ”

บริษัทได้รับความน่าเชื่อถือผ่านความสัมพันธ์กับ League Managers Association

Kingsbridge บริหารเว็บไซต์ของ LMA และได้รับการรับรองจาก Howard Wilkinson ประธานในขณะนั้น ผู้จัดการทีม Leeds United และ England

Wallace กลายเป็นผู้เล่นที่ Leeds เซ็นสัญญาด้วยค่าตัวสูงสุดในช่วงฤดูร้อนปี 1991

เขากล่าวว่า “มันเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับเรา – เพื่อให้รู้ว่าผู้จัดการทีมมีส่วนร่วมด้วย”

“ผมและภรรยากำลังวางแผนที่จะมีครอบครัว มันเป็นเรื่องธรรมชาติจริง ๆ แค่ไปกับพวกเขา”

ในปี 2008 เท่านั้นที่ Wallace สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติกับการลงทุนของเขา มูลค่าสุทธิของเขา ณ จุดหนึ่งคือ 1.9 ล้านปอนด์ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 เขาถูกประกาศให้ล้มละลาย

เขากล่าวว่า “เราอาศัยอยู่ใน Surrey มันเป็นสถานที่ที่ดีในการอยู่อาศัย แต่เราต้องย้ายออกไปแล้วเพราะมีหมายขับไล่ ไม่มีอะไรในธนาคาร เราจะไม่มีที่อยู่”

Wallace ยังเป็นผู้ถือหุ้นใน Kingsbridge ด้วย

เขากล่าวว่า “มันเป็นการซื้อหุ้นครั้งแรกของผม ผมแค่ได้รับแจ้งว่าพวกเขาพังไปแล้ว แค่หายไป”

Wilkinson ก็เป็นเจ้าของหุ้นด้วย

แต่จดหมายที่ BBC เห็นระบุว่าเขาได้รับเงิน 2,033 ปอนด์ต่อเดือนเป็นเวลาสี่ปีจาก Kingsbridge เพื่อ “รับรู้ถึงข้อเท็จจริง” ที่เขาเก็บหุ้นของเขาไว้ “เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของความร่วมมือทางธุรกิจของ LMA กับ Kingsbridge” แม้ว่ามูลค่าจะลดลงก็ตาม

LMA กล่าวว่า “ข้อตกลงใด ๆ ระหว่าง David McKee และ Howard Wilkinson… เป็นข้อตกลงส่วนตัว… ซึ่ง LMA ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย”

McKee และ McMenamin กล่าวว่า “Howard Wilkinson ไม่เคยแนะนำลูกค้าหรืออ้างอิงธุรกิจใด ๆ ให้กับเรา”

Wilkinson ถูกขอความคิดเห็น แต่ไม่ได้ให้แถลงการณ์

Where did the investments go?

ในปี 1997 กระทรวงการคลังได้นำเสนอการลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนในภาพยนตร์ในประเทศเพื่อพยายามส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของสหราชอาณาจักร

Ben Rees ทนายความด้านการฉ้อโกงการลงทุนกล่าวว่า “สิ่งที่รัฐบาลไม่ได้คาดการณ์ไว้คือข้อได้เปรียบทางภาษีจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดและกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน”

Kingsbridge แนะนำให้ลูกค้าลงทุนในโครงการให้เงินทุนแก่ภาพยนตร์ ทั้งด้วยเงินของตนเองและด้วยเงินกู้จากธนาคาร

Wallace ใส่เงินไปกว่า 2 ล้านปอนด์ในภาคส่วนนี้

จากนั้นผู้เล่นได้รับการสนับสนุนให้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้วยส่วนลดภาษี 40% ซึ่งไม่จำเป็นต้องชำระคืนเป็นเวลา 15 ปี

สมาชิกสี่คนของกลุ่ม V11 ซื้ออพาร์ตเมนต์ในราคา 618,500 ยูโรในการพัฒนาในสเปนที่เรียกว่า Monte Resina

Deane กล่าวว่า “พวกเขาเสนอมันให้กับผมและคนอื่น ๆ เหมือนกับว่ามันเป็นการพัฒนาสุดพิเศษที่พลาดไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม เอกสารที่ BBC เห็นแสดงให้เห็นว่า McKee และ McMenamin เป็นเจ้าของอพาร์ตเมนต์เดิมและสั่งให้บริษัทที่บริหารงานโดยภรรยาของ McKee จัดการอพาร์ตเมนต์เหล่านั้น

Richard Belfield นักข่าวสืบสวนกล่าวว่า “พูดถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน”

“McKee และ McMenamin กำหนดราคาอพาร์ตเมนต์ จากนั้นแนะนำให้ลูกค้าซื้อ ราคาเหล่านี้สูงเกินจริง ดังที่การประเมินอิสระแสดงให้เห็นในภายหลัง”

Craig Short อดีตกองหลัง Derby County และ Everton ได้รับคำแนะนำให้ลงทุนในการพัฒนาอีกแห่งหนึ่ง ในฟลอริดา ที่เรียกว่า Charlotte Harbor

เขากล่าวว่า “[อสังหาริมทรัพย์] แห่งแรกไม่มีมูลค่าใด ๆ เลย”

“ผมมีจำนองจำนวนมากซึ่งผมไม่สามารถจ่ายได้ สิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับผมคือการเดินจากไป คืนกุญแจ”

เมื่อ HMRC ในที่สุดก็ตามเก็บภาษีที่ค้างชำระจากโครงการภาพยนตร์ การลงทุนจำนวนมากได้ลดลง ทำให้ผู้เล่นไม่สามารถจ่ายค่าภาษีได้

Rees ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับกลุ่ม V11 ผ่านทางองค์กรการกุศล

Rees กล่าวว่า “ผมคิดว่าที่ปรึกษามืออาชีพทุกคนทำผิดพลาด แต่ปริมาณและความสอดคล้องของการลงทุนที่ซับซ้อน มีความเสี่ยงสูง และไม่มีการควบคุมเหล่านี้ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับนักฟุตบอลหนุ่ม ไร้เดียงสา และไม่มีประสบการณ์ทางการเงิน”

“จากนั้นเมื่อคุณเริ่มเห็นการลงทุนที่บริษัทที่ปรึกษาเองมีผลประโยชน์ในโครงการ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องบางอย่าง นั่นไม่ใช่ความผิดพลาด”

McKee และ McMenamin กล่าวในแถลงการณ์ต่อ BBC ว่า “โครงการภาพยนตร์ดึงดูดการสนับสนุนอย่างมากจากทุกส่วนของอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน

“การสูญเสียใด ๆ ที่ลูกค้าได้รับ… เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง แต่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของ HMRC และการล่มสลายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกในปี 2008

“Kingsbridge มีลูกค้ามากกว่า 2,000 ราย ซึ่งหลายคนได้รับคำแนะนำที่คล้ายกัน ลูกค้าส่วนใหญ่เหล่านี้ยังคงพอใจกับวิธีที่ Kingsbridge จัดการเรื่องของพวกเขา”

Have the police done anything?

ตำรวจแห่งนครลอนดอนเปิดการสอบสวนในปี 2018 หลังจากที่ Andy Burnham ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกเทศมนตรี Greater Manchester อ้างถึงประเด็นนี้กับพวกเขา

ชายสองคนจาก East Midlands ถูกจับกุม

แต่สองปีต่อมา การสอบสวนถูกปิดลง โดยกองกำลังสรุปว่ามี “หลักฐานไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนโอกาสในการตัดสินลงโทษ”

ตำรวจแห่งนครลอนดอนกล่าวว่า “การตัดสินใจ… กระทำในระดับผู้บัญชาการและ… ได้รับการรับรองในการตรวจสอบการสืบสวนเชิงกลยุทธ์โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสจากกองกำลังภายนอก”

ไม่มีการตั้งข้อหาใด ๆ กับเจ้าหน้าที่ Kingsbridge รวมถึง McKee และ McMenamin และพวกเขาปฏิเสธการกระทำผิดใด ๆ

‘HMRC will probably enforce, I have nothing to give’

ค่าภาษีเฉลี่ยสำหรับสมาชิกแต่ละคนของกลุ่ม V11 มากกว่า 1 ล้านปอนด์

Sean Davis อดีตกองกลาง Fulham เป็นหนี้ 330,000 ปอนด์และปัจจุบันทำงานเป็นช่างทาสีและตกแต่ง

เขากล่าวว่า “ผมเริ่มได้รับจดหมายสีน้ำตาลผ่านประตู และมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก”

“สิ่งที่น่าเศร้าคือ ผมมีความสุขที่สุดเมื่อผมดื่ม เพราะคุณจะลืมเรื่องนั้นไป แต่พอตื่นเช้าวันรุ่งขึ้น นั่นคือช่วงที่ผมแย่ที่สุด ผมอยากฆ่าตัวตายจริง ๆ”

ขณะเดียวกัน Thomas กล่าวว่าเขา “ใช้ชีวิตเหมือนตัวตลก”

อดีตกองกลาง Arsenal และ Liverpool กล่าวว่า “สนุกสนานทั้งหมดภายนอก – หัวเราะและพูดตลก – แต่ทุกวันผมคิดถึงหลายสิ่ง… และผมเป็นหนึ่งในคนที่โชคดี”

“มันยากแม้แต่จะพูดออกมา แต่ผมคิดว่า ‘ผมต้องพูดออกมาเพื่อคนที่กำลังทนทุกข์ทรมานอย่างเงียบ ๆ'”

เมื่อซองสีน้ำตาลมาถึงประตูบ้านของ Short ความรับผิดทางภาษีของเขาแสดงให้เห็นว่าเป็น 1.6 ล้านปอนด์

เขาได้รับการร้องขอให้ล้มละลายในวันคริสต์มาสอีฟ และเจ้าหน้าที่ศาลมาปรากฏตัวที่สนามฝึกซ้อมของ Oxford United ซึ่งเขาทำงานเป็นโค้ช

เขากล่าวว่า “ผมผันผวนจากอาการซึมเศร้า ความเศร้า และความโกรธอย่างรุนแรง HMRC อาจจะบังคับใช้ ผมไม่มีอะไรจะให้พวกเขา”

ในแถลงการณ์ HMRC กล่าวว่า “เรามีหน้าที่ต้องเก็บภาษีเมื่อถึงกำหนดตามกฎหมาย”

“เรารับทราบว่าการจัดการกับการสอบถามและความรับผิดทางภาษีจำนวนมากอาจทำให้เกิดความเครียด และเรามุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะระบุและสนับสนุนลูกค้าที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ”

‘If it wasn’t for the group, I don’t know where I’d be’

กลุ่มรณรงค์ V11 ถูกรวบรวมโดย Carly Barnes-Short ภรรยาของ Short ซึ่งเป็นทนายความและอดีตทนายจำเลยคดีอาญา

เธอกล่าวว่า “เรามีกัปตันทีม ผู้ถือตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก ผู้ชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก ผู้ชนะเลิศเอฟเอคัพ นี่คือกลุ่มผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง”

เป้าหมายของเธอ ร่วมกับนักฟุตบอลที่เกษียณแล้ว 11 คน ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการเปิดเผยประสบการณ์ของพวกเขา คือการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อปกป้องเหยื่ออาชญากรรมจากการถูกเรียกเก็บภาษีอย่างร้ายแรง

Deane กล่าวว่า “มันกลับไปสู่สิ่งที่เราทำในฐานะผู้เล่น มันเป็นทีม และนั่นคือที่ที่เราได้รับความแข็งแกร่งจาก”

Murphy ผู้ซึ่งคว้าแชมป์ Uefa Cup, FA Cup และ EFL Cup กับ Liverpool กล่าวว่า “มันช่วยชีวิตได้อย่างแน่นอน”

“ถ้าไม่ใช่เพราะกลุ่มนี้ ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ผมจะอยู่ที่ไหน”

ก่อนเข้าร่วมกลุ่ม Davis เป็นหนึ่งในอดีตนักฟุตบอลจำนวนมากที่เก็บปัญหาทางการเงินของเขาไว้เป็นส่วนตัว

ความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายกระตุ้นให้เขาพูดถึงเรื่องนี้ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก

Davis กล่าวว่า “ผมไม่อยากจะพูดทั้งหมดนี้แล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ”

“นั่นจะแย่ยิ่งกว่า – นั่นจะเหมือนกับการแพ้อีกครั้ง”

หากคุณได้รับผลกระทบจากปัญหาใด ๆ ในเรื่องนี้ คุณสามารถค้นหาข้อมูลและการสนับสนุนได้ที่ เว็บไซต์ BBC Action Line ที่นี่

เรื่องราวของอดีตนักเตะพรีเมียร์ลีกที่สูญเสียเงินลงทุนหลายล้าน เป็นเรื่องราวที่น่าเศร้าและสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบและการขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับนักกีฬาอาชีพและบุคคลทั่วไปที่ต้องบริหารจัดการเงินจำนวนมาก การป้องกันและการตรวจสอบอย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

บทเรียนจากเหตุการณ์อดีตนักเตะพรีเมียร์ลีก สูญเงินลงทุนหลายล้าน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าแม้แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงและความสำเร็จก็สามารถตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงทางการเงินได้ การมีความรู้ทางการเงินและการตัดสินใจอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – Ex-Premier League players lost millions in investments

ภูมิใจไทยเชื่อไม่ยุบสภา อนุทินไม่จับมือเพื่อไทย

โฆษกพรรคภูมิใจไทยเชื่อสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นต้องยุบสภา ยัน “อนุทิน” ไม่กลับไปจับมือกับเพื่อไทยแน่ แต่พรรคภูมิใจไทยเชื่อไม่ยุบสภาแน่นอน!

วันที่ 2 กันยายน 2568 นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการยุบสภาว่า ยังไม่มองว่าสถานการณ์การเมืองถึงทางตันจึงไม่ได้กังวลในเรื่องนี้ เนื่องจากทุกพรรคมีจุดยืนของตัวเอง พรรคภูมิใจไทยเองก็ยังคงทำงานตามกรอบกติกาที่วางไว้

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยจะกล้าประกาศยุบสภาหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาสถานการณ์ของพรรคอื่น แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยได้เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

สำหรับกระแสข่าวที่พรรคประชาชนอาจไม่เลือกทั้งสองพรรค โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ไม่ได้ใช้คำว่าเผื่อใจ แต่ให้ความสำคัญกับการให้เกียรติกันและมองว่ายังมีทางออกสำหรับปัญหาทางการเมือง ส่วนประเด็นที่ว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยจะกลับมาจับมือกันอีกครั้งหรือไม่ นางสาวบุณย์ธิดายืนยันว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เน้นย้ำมาโดยตลอดว่าให้มองแค่ปัจจุบันและอนาคตเท่านั้น โดยไม่หวนไปมองอดีต และเชื่อว่าการเมืองไทยยังมีทางออกเสมอ

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามถึงกระแสข่าวการยุบสภา โดยย้อนถามกลับว่าสามารถทำได้หรือ ไม่น่าจะทำได้ ถ้านึกถึงประโยชน์ของประชาชนก็รอดูว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งตนยอมรับการตัดสินใจ ขณะนี้มีภัยหลายอย่างซึ่งตอนนี้น้ำท่วมมีอีกหลายจังหวัดที่น่าเป็นห่วง ตอนมีรัฐบาลอยู่ก็ยังบริหารจัดการไม่ดี แล้วถ้ายุบสภาไปจะเป็นอย่างไร

ภูมิใจไทยเชื่อไม่ยุบสภา ยัน “อนุทิน” ไม่กลับไปจับมือกับเพื่อไทย

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนในปัจจุบัน หลายฝ่ายต่างจับตาดูความเป็นไปได้ในการยุบสภา หนึ่งในประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องคือท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยล่าสุด โฆษกพรรคได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยเชื่อไม่ยุบสภาในเร็ว ๆ นี้ และยังคงมุ่งมั่นทำงานตามกรอบกติกาที่วางไว้

อนุทินย้ำ! ภูมิใจไทยไม่จับมือเพื่อไทย

นอกจากประเด็นเรื่องการยุบสภา อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยคือความเป็นไปได้ที่พรรคภูมิใจไทยจะกลับไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งนางสาวบุณย์ธิดา ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เน้นย้ำเสมอว่าให้มองไปข้างหน้าและไม่ย้อนกลับไปมองอดีต ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยจะกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งนั้นเป็นไปได้ยาก

เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ ยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระแสข่าวการยุบสภา โดยตั้งคำถามกลับว่าการยุบสภานั้นสามารถทำได้จริงหรือไม่ และหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอุทกภัยในหลายจังหวัด

โดยรวมแล้ว พรรคภูมิใจไทยแสดงท่าทีชัดเจนว่ายังไม่เชื่อว่าสถานการณ์จะนำไปสู่การยุบสภา และยังคงมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนต่อไป พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีแนวคิดที่จะกลับไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยในอนาคตอันใกล้นี้

การออกมาให้สัมภาษณ์ของโฆษกพรรคและเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาชนและนักการเมืองทุกฝ่ายว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตนเอง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

พรรคภูมิใจไทยยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความไม่แน่นอน แต่พรรคภูมิใจไทยเชื่อไม่ยุบสภาและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แม้จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ พรรคก็พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – ภูมิใจไทยเชื่อไม่ยุบสภา ยัน “อนุทิน” ไม่กลับไปจับมือกับเพื่อไทย

“เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปม ปชป. จับมือ ภท.

“เฉลิมชัย” บอกยังไม่ได้คุย “เดชอิศม์” ปมจับมือภูมิใจไทย ลั่น พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเลือกตั้ง หากยุบสภา

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าหากพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคภูมิใจไทย จะลาออกจากสมาชิกพรรค ได้พูดคุยกันหรือไม่ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกัน

เมื่อถามว่า การออกมากล่าวเช่นนี้จะเป็นการปิดประตูจับมือกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายเฉลิมชัย กล่าวย้ำว่า ยังไม่ได้คุยกันเลย

เมื่อถามย้ำว่า หากจำเป็นต้องยุบสภา พรรคประชาธิปัตย์พร้อมแล้วหรือไม่ นายเฉลิมชัย ยิ้มและกล่าวว่า พรรคการเมืองก็พร้อมหมดแหละ

“เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประเด็นร้อนแรงอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับความเป็นไปได้ในการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งนำไปสู่การออกมาแสดงความเห็นของนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่าจะลาออกจากสมาชิกพรรคหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ โดยยืนยันว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายเดชอิศม์ในรายละเอียด และยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ เกี่ยวกับทิศทางของพรรคในการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย

ความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้ง

แม้ว่าประเด็นเรื่องการจับมือกับพรรคภูมิใจไทยยังไม่มีความชัดเจน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ นายเฉลิมชัยได้แสดงความมั่นใจว่าพรรคมีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การที่นายเฉลิมชัยกล่าวว่า “พรรคการเมืองก็พร้อมหมดแหละ” อาจตีความได้หลายนัย ทั้งในแง่ของความมั่นใจและความประเมินสถานการณ์ที่รอบคอบ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกพรรคการเมือง

ประเด็นที่น่าจับตามองต่อไปคือ พรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจอย่างไรกับการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย และท่าทีของนายเดชอิศม์จะเป็นอย่างไรต่อไป หากเกิดกรณีที่พรรคตัดสินใจจับมือกับพรรคภูมิใจไทยจริง เรื่องราวเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรคประชาธิปัตย์และภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

  • การตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์จะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล
  • ท่าทีของนายเดชอิศม์อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพรรค
  • สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

โดยสรุป สถานการณ์ “เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท. ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่อทั้งพรรคประชาธิปัตย์เอง และต่อการเมืองไทยในภาพรวม การตัดสินใจในอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางและเสถียรภาพทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

การที่ “เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท. แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมือง และจำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆทั้งสิ้น

“เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท. เป็นสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคและการต่อรองทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “เฉลิมชัย” ยังไม่คุย “เดชอิศม์” ปมประกาศลาออก ปชป. หากจับมือ ภท.

ภูมิธรรมยัน! ยุบสภายังไม่มีหารือ ปัดเพื่อไทยตระบัดสัตย์

“ภูมิธรรม” ลั่น ยุบสภาฯ ยังไม่มีการหารือ ขอใช้กระบวนการประชาธิปไตยเดินหน้ารวมเสียง เหตุพรรคประชาชน ยังไม่ตัดสินใจ โต้ “ไอติม” อย่าเอาความต้องการส่วนตัวมาท้ายุบสภา ปัดเพื่อไทยตระบัดสัตย์ ปชน. โน้มน้าว สว. ไม่ได้เอง

วันที่ 2 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเป็นรัฐบาลรักษาการก็มีอำนาจยุบสภาได้ ซึ่งยุบสภายังไม่มีหารือกันเพราะขั้นตอนนี้จะทำได้จนกว่าจะมีความชัดเจนเข้าสภาฯ จนได้นายกรัฐมนตรี ส่วนที่พรรคประชาชน ยังไม่ชัดเจนจะยกมือให้ใครนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยกให้ใครเลย แบ่งเป็นสามขั้ว ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ระหว่างตั้งรัฐบาลหากไปพูดถึงความเป็นไปได้แล้วจะคุยกันยังไง และย้ำว่าตนเองก็ยังไม่ได้รับคำยืนยันว่าพรรคประชาชนจะไม่ยกมือให้ใครเลย แต่รอการประชุมภายในพรรคให้ชัดเจนก่อน เพราะหากการจัดตั้งรัฐบาลเริ่มต้นจาก “ถ้า” ก็ทำงานกันไม่ได้

ส่วนที่นายเทพไท เสนพงษ์ บอกว่าถ้าจบไม่ได้จะดึงเอาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมานั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าความคิดนี้ไปไกลเกินไป อย่าตัดสินใจแทนพรรคเพื่อไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการตั้งรัฐบาลร่วมกัน จึงเป็นการช่วงชิง การพูดคุยทำความเข้าใจอยู่ที่ว่าข้อสรุปที่ตกลงกันจะร่วมรัฐบาลกันจะเป็นอย่างไร ซึ่งยังไม่มีคำตอบชัดเจน พรรคประชาชน ว่าจะไม่เอาพรรคเพื่อไทย และก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่เอาพรรคภูมิใจไทยทุกอย่าง จึงยังเหมือนเดิมเพียงเเต่ยังไม่มีข้อสรุปจาก สส. จึงต้องรอให้ภายในพรรคตัดสินใจให้ชัดเจน ถ้าบ้านเมืองไม่มีทางออกกลไกประชาธิปไตยจะมีขั้นตอนให้ทำแล้ว แต่ว่าจะเลือกตรงไหนก็ได้ แต่ตอนนี้เรายังไม่ได้เจรจาตกลงกันจนได้ข้อยุติว่าเสนอใครไปโหวตนายกรัฐมนตรี และโหวตแล้วจะได้หรือไม่ วันนี้จึงไม่มีประโยชน์อะไร จนกว่าจะได้เห็นการตกลงกันมีความชัดเจน เสนอชื่อสภา และโหวตจนสำเร็จ

“จะหักหลังหรือไม่หักหลังอยู่ที่พรรคประชาชนตัดสินใจ เราพูดชัดเจนประกาศต่อสาธารณะเลยว่าจะทำเรื่องต่างๆ เราก็รอคำตอบเขา เขาต้องเเจ้งคำตอบเรา ส่วนจะเลือกเราหรือไม่เลือกอยู่ที่ดุลพินิจ หรือจะร่วมรัฐบาลกันเลยก็ได้ หรือจะตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยเลยก็ได้ ไม่ต้องอุบอิบ จะอะไรก็มาเลย หากไปร่วมรัฐบาลขอกระทรวงหลักๆ เพราะพรรคภูมิใจไทยวันนี้ ฟังท่านอยู่แล้วท่านอยากขอกระทรวงต่างๆ เอาไปพิสูจน์ตัวเอง หรือจะขอกระทรวงมหาดไทยเลยก็ได้ เขาก็คงยอมการตัดสินใจของพรรคประชาชนไม่ใช่การตัดสินใจของพวกผมหรือของใคร” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรมยังยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่เคยตระบัดสัตย์ ที่ไม่โหวตนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยยกมือครบถ้วนให้สองครั้งตามที่ตกลง แต่พรรคก้าวไกลไปควบคุม สว. ไม่ได้เอง จะมาว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ ยืนยันพรรคเพื่อไทยไม่เคยฉีกเอ็มโอยู หากจะมาคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องกินแหนงแคลงใจพรรคเพื่อไทยก็มีสิทธิ์คิดได้ แต่เราลืมเรื่องอดีตแล้ว ขอโทษกันไปแล้ว เเต่วันนี้บ้านเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ยอมเเม้กระทั่งลาประชุม ก.ตร. เพื่อมาคุยกับหัวหน้าพรรคประชาชน ถ้าแค่นี้ไม่ไว้ใจพรรคเพื่อไทยถามว่าพรรคภูมิใจไทยมีอะไรให้น่าไว้วางใจ คัดค้านรัฐธรรมนูญมาตลอด สิ่งที่พรรคประชาชนจะต้องคิด ไม่ใช่เรื่องไว้ใจหรือไม่ไว้ใจใคร และหากพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลใช้อำนาจรัฐมนตรีมหาดไทยยุติการทวงคืนเขากระโดงก็จบ แสดงว่าเราไม่สามารถเอาที่หลวงกลับคืนมาได้

ส่วนเรื่อง สว. พรรคภูมิใจไทยก็สั่งได้ จึงถามพรรคประชาชนว่า อะไรคือความมั่นใจของพรรคประชาชนต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงอยากให้พูดให้ชัด เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีอะไรที่ด้อยกว่าพรรคภูมิใจไทย ประวัติเรื่องประชาธิปไตยพรรคเพื่อไทยชัดเจนมาตลอด ยืนยันไม่ได้เอามาพูดเพื่อกลบเรื่องอื่น แต่อย่ามาบอกว่าเราไม่น่าไว้ใจ อยากให้พรรคประชาชนพูดมาให้ชัดว่าความน่าไว้ใจของพรรคภูมิใจไทยอยู่ที่ไหน หากมีเหตุและผล เราก็จะยอมรับ

ยุบสภายังไม่มีหารือ

ภูมิธรรมย้ำ! ยุบสภายังไม่มีหารือ

ส่วน “พริษฐ์” ท้ายุบสภา ไม่เข้าใจการเมือง อย่าเอาความต้องการส่วนตัวมาท้า

ส่วนที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน ท้าให้ยุบสภา เพราะพรรคประชาชนจะไม่ยกมือโหวตให้พรรคเพื่อไทยนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า นายพริษฐ์ ไม่เข้าใจการเมือง เพราะกระบวนการประชาธิปไตยตอนนี้กำลังหารือกัน จัดตั้งรัฐบาล จะมาเรียกให้ยุบสภานั่น เป็นการแสดงความต้องการของตัวเองเป็นหลัก ยืนยันว่าตอนนี้ยังถึงไม่ขั้นที่จะไปถึงการยุบสภายังไม่มีหารือ เเต่อยู่ในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล จึงคิดว่าวันนี้ควรสวมหัวใจนักประชาธิปไตย อย่าใช้ความเกลียดชัง ปากบอกว่าไม่ใช้ แต่จำได้ จึงขอถามกลับว่าพรรคภูมิใจไทยดีกว่าพรรคเพื่อไทยตรงไหน ถึงจะไปตัดสินใจยกมือให้ จึงอยากฝากสื่อให้ไปถามนายพริษฐ์ ย้ำว่าตนเองไม่ได้โกรธ แต่พูดให้ฟังเฉย ๆ

นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทยไม่จริงใจไม่สุดกับพรรคประชาชนในการเจรจา เป็นเพียงการดึงเกมเพื่อต่อรองหวังดึงเอา สส. ของพรรคเพื่อไทยที่ไหลออกกลับคืนมา และจะยุบสภา หรือเกิดการปฏิวัติว่า อย่าโยนความผิดมาให้พรรคเพื่อไทย คำถามนี้เป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ แต่ทำไมไม่คิดกลับไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ดึงเวลาเพื่อจะให้คนของพรรคเพื่อไทยออกไป ซึ่งตนเองคิดว่ามันเกิดขึ้นได้ทั้งสองอย่าง จึงอย่าไปเชื่อมั่นตรงนี้

นายภูมิธรรมย้ำ อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมืองว่าจะนำไปสู่การยุบสภาหรือไม่ หากสุดทางแล้ว และกระบวนการประชาธิปไตยมีหนทางเลือกหลายทาง และยังไม่มีความคิดอยู่ในหัวเลยว่าจะยุบสภายังไม่มีหารือ ขออย่าคิดไปไกลกว่าสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “ภูมิธรรม” ปัด เพื่อไทยตระบัดสัตย์ ไม่เคยฉีกเอ็มโอยู ยุบสภายังไม่มีหารือ

ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้: ซีพีเอฟช่วยเหลือสังคม

ซีพีเอฟ จัดกิจกรรมสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ สนับสนุนศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง รพ.เทพรัตน์นครราชสีมา

จากมื้ออาหาร…สู่กำลังใจ เพื่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตอกย้ำเจตนารมณ์ “เคียงข้างสังคมไทยในทุกวิกฤต” ภายใต้หลักปรัชญา 3 ประโยชน์ จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” นำอาหารคุณภาพมาตรฐานสากล สะอาด ปลอดภัย และรสชาติอร่อย ในราคาพิเศษมาจัดจำหน่ายภายในงาน เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่ ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา

กิจกรรมจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1–3 กันยายน 2568 เวลา 08.00–15.00 น. ณ โรงอาหาร โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ ร่วมส่งต่อ “พลังแห่งการให้” เพื่อสนับสนุนภารกิจสำคัญของทีมแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และ นายแพทย์ชวศักดิ์ กนกกันฑพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา ร่วมเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารและจิตอาสาซีพีเอฟ

นายแพทย์ชวศักดิ์ กนกกันฑพงษ์ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตและความพิการให้ผู้ป่วยจำนวนมาก จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อการรักษาอย่างทันท่วงที ความร่วมแรงร่วมใจในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการรักษาและลดการสูญเสียได้จริง

“กิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับชุมชนท้องถิ่น ที่ช่วยเสริมสร้างระบบสาธารณสุขให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในนามจังหวัดขอชื่นชมและขอบคุณซีพีเอฟ ที่เล็งเห็นความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่” รองผู้ว่าฯ นครราชสีมา กล่าว

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ ส่งต่อความห่วงใยผ่านกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” อย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนโรงพยาบาลรามาธิบดีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ การช่วยเหลือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าหลังเหตุแผ่นดินไหว รวมถึงการซ่อมแซมโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึง “หัวใจแห่งการแบ่งปัน” ของซีพีเอฟ ที่พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน

“เพราะทุกมื้อที่คุณซื้อ…คือทุกชีวิตที่เราได้ช่วยเติมความหวัง”

ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้

ซีพีเอฟ มุ่งมั่นที่จะดำเนินกิจกรรม ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ได้อย่างไร?

ง่ายๆ เพียงแค่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ซีพีเอฟที่ร่วมรายการ ก็เท่ากับว่าคุณได้ร่วมสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ แล้วค่ะ ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้ จริงๆ

กิจกรรม ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ CPF ในการช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง การซื้อสินค้า CPF ไม่เพียงแต่เป็นการบริโภค แต่เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีให้กับชีวิตของผู้คนอีกด้วย

ที่มา – “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้”

สมศักดิ์ ยัน! เลือกตั้งหน้าอยู่เพื่อไทย อย่ามองเป็นตัวชี้วัด

“สมศักดิ์” ย้ำชัดเจน! ขออย่าเอาตัวเองไปชี้วัดว่าอยู่ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่อยู่ที่ผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น แจงเหตุที่ไม่ได้ไปร่วมประชุม ครม. สัปดาห์ก่อน เพราะติดภารกิจสำคัญ ยืนยันหนักแน่นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่กับ “เพื่อไทย” อย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อสังเกตที่หลายฝ่ายจับจ้องถึงการตัดสินใจทางการเมืองของนายสมศักดิ์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้วจะไปอยู่ในขั้วการเมืองใด นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนเองเข้าใจดีว่าทุกอย่างต้องพิจารณาจากการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่กับ “เพื่อไทย” มากกว่าที่จะตัดสินจากสถานการณ์ระหว่างทาง เพราะในวาระ 4 ปี ย่อมมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งไม่ควรนำมาเชื่อมโยงกัน

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังได้ชี้แจงถึงประเด็นการลาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า เป็นเพราะตนเองมีภารกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปิดงานตรวจสุขภาพให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครสาธารณสุขจังหวัด (อสส.) ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกำหนดการที่ได้วางไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ พร้อมทั้งยืนยันว่าการลาประชุมครั้งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องการเมือง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประวัติทางการเมืองของนายสมศักดิ์ที่ไม่เคยอยู่ฝ่ายค้าน นายสมศักดิ์ตอบว่า “มันเป็นจังหวะพอดี ไม่ได้คิดอะไรมาก การเมืองไทยมันมีอุบัติเหตุทางการเมืองอยู่เสมอ มียุบพรรคบ้างอะไรบ้าง แต่เรื่องการปรับย้ายพรรคมันเกิดจากสาเหตุอื่น ไม่ใช่สาเหตุที่ตนเองจะไปเลือกว่าตรงโน้นจะเป็นรัฐบาลหรือตรงนี้จะเป็นรัฐบาล มันไม่ใช่แบบนั้นหรอก แต่เป็นช่วงจังหวะพอดีที่มีเหตุการณ์ทางการเมือง เช่น ยุบพรรคหรือการตัดสิทธิ์ทางการเมือง”

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า “ดังนั้น อย่าไปคิดว่าตนไปไหนต้องเป็น เพราะตนไม่ได้คิดแบบนั้น ตนคิดแค่ว่าทำอย่างไร เช่นวันนี้หากฝนตกน้ำท่วม โดยเฉพาะลุ่มน้ำที่ไม่มีโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ถ้าน้ำท่วมภาคเหนือสุดท้ายก็จะท่วมกรุงเทพมหานครด้วย บางปีใช้งบประมาณแก้เรื่องนี้เป็นแสนล้านบาท ทำไมเราไม่คิดทำเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นระบบทางวิศวกรรมที่สามารถทำได้ เพียงแต่ว่าตนก็โชคไม่ดีทางการเมือง ถ้าเราไม่ได้ดูงานตรงนี้ มันก็จะไม่ได้แก้ปัญหาให้กับประเทศ”

ในส่วนของการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ประเด็นที่ว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทยใครจะได้เปรียบกว่ากัน นายสมศักดิ์กล่าวว่า “ตนไม่ได้คิดเรื่องนี้ เพราะมองดูแล้วถึงอย่างไรก็คงอยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือน อย่าไปคิดอะไรมากมาย ไม่ต้องไปคิดเสียเวลากับสิ่งต่างๆตรงนี้ เพียงแต่ในช่วงระยะเวลาที่เราดำรงตำแหน่งอยู่ เราจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์ และเป็นธรรมกับระบบการบริหารจัดการให้ดีที่สุด”

สมศักดิ์ ยันเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่กับ “เพื่อไทย” ขออย่ามองเป็นตัวชี้ฝั่งรัฐบาล

ตอกย้ำ! สมศักดิ์ ยัน เลือกตั้งหน้าอยู่เพื่อไทย แน่นอน

สถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่นักการเมืองคนหนึ่งแสดงจุดยืนที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลนั้นคือ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่กับ “เพื่อไทย” และขอให้มองการตัดสินใจครั้งนี้ของเขาในมุมมองที่กว้างขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ตัวชี้วัดว่าพรรคใดจะเป็นรัฐบาล

การตัดสินใจของนายสมศักดิ์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อพรรคเพื่อไทย รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

การที่นายสมศักดิ์ออกมาแสดงจุดยืนเช่นนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังสมาชิกพรรคเพื่อไทยคนอื่นๆ ให้มีความมั่นใจและเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอนาคต

การเลือกตั้งเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย การตัดสินใจของประชาชนแต่ละคนมีผลต่อทิศทางของประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมและสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีได้

ที่มา – “สมศักดิ์” ยันเลือกตั้งครั้งหน้า อยู่กับ “เพื่อไทย” ขออย่ามองเป็นตัวชี้ฝั่งรัฐบาล

ออกหมายจับหนุ่มคลั่งยา ฆ่าดาบตำรวจ: ล่าตัวด่วน!

จากกรณีสะเทือนขวัญ หนุ่มคลั่งยา ฆ่าดาบตำรวจ ตชด. ล่าสุดศาลได้อนุมัติออกหมายจับหนุ่มคลั่งยา ฆ่าดาบตำรวจแล้ว! มาตามติดสถานการณ์การไล่ล่าตัวคนร้ายรายนี้กัน

นครศรีธรรมราชยังคงร้อนระอุ! ศาลจังหวัดทุ่งสงได้อนุมัติออกหมายจับหนุ่มคลั่งยา ฆ่าดาบตำรวจ ตชด. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่นายเอกชัย หรือ เอก เสียงหวาน อายุ 33 ปี ก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทง ด.ต.มลติชัย รักษาแก้ว หรือ “ดาบเขียว” ผบ.หมู่ ครูฝึก ตชด. เสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม เหตุเกิดหลังจากดาบตำรวจผู้เคราะห์ร้ายได้ไปส่งพ่อของผู้ก่อเหตุที่พิการทางการเดิน ที่บ้านพักในพื้นที่หมู่ 9 ต.วังหิน อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช เมื่อค่ำคืนวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

ออกหมายจับหนุ่มคลั่งยา ฆ่าดาบตำรวจ

หลังก่อเหตุ นายเอกชัยได้หลบหนีไป ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งระดมกำลังไล่ล่าอย่างต่อเนื่อง โดยมีการสนธิกำลังจากหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจชุดสืบสวนภาค 8, ชุดสืบสวนจังหวัด, ชุดสืบสวน สภ.บางขัน, ตำรวจ ตชด., สอบสวนกลาง CIB และฝ่ายปกครองอำเภอบางขัน เพื่อติดตามจับกุมตัวนายเอกชัยมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

วันที่ 2 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังปิดล้อมและเข้าตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัยต่างๆ ทั้งขนำสวนยางในพื้นที่ป่าสวนยางรอบต่ออำเภอบางขันและอำเภอทุ่งสง รวมถึงกดดันไปยังบ้านญาติและบ้านเพื่อนของผู้ต้องหา แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยของนายเอกชัยแต่อย่างใด

ตำรวจเชื่อคนร้ายยังกบดานในพื้นที่

ถึงแม้จะยังไม่พบตัว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเชื่อมั่นว่านายเอกชัยยังคงกบดานอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากผู้ต้องหามีอาชีพกรีดยางและมีความชำนาญในพื้นที่เป็นอย่างดี อีกทั้งยังไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ทำให้การติดตามตัวเป็นไปได้ยากลำบาก อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังคงเดินหน้าสืบสวนและติดตามตัวอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ตำรวจยังได้ทำการกดดันไปยังญาติของผู้ต้องหา โดยแจ้งว่าหากนายเอกชัยติดต่อขอความช่วยเหลือ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือนำตัวนายเอกชัยมามอบตัวทันที หากญาติหรือเพื่อนให้การช่วยเหลือในการหลบหนี จะถือว่ามีความผิดทางกฎหมายด้วย

ขณะนี้ พนักงานสอบสวน สภ.บางขัน กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อประกอบสำนวนคดี และได้ขออำนาจศาลจังหวัดทุ่งสงอนุมัติหมายจับนายเอกชัยในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซึ่งศาลก็ได้อนุมัติหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สถานการณ์ล่าสุดยังคงตึงเครียดและประชาชนในพื้นที่ต่างก็หวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชน

สำหรับใครที่มีเบาะแส หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนายเอกชัย สามารถแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้ทันที ความร่วมมือของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การจับกุมตัวคนร้ายเป็นไปได้โดยเร็ว

ออกหมายจับหนุ่มคลั่งยา ฆ่าดาบตำรวจถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมอย่างมาก และเป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงพิษภัยของยาเสพติดที่สามารถนำไปสู่การก่อเหตุรุนแรงได้ การปราบปรามยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ออกหมายจับหนุ่มคลั่งยา ฆ่าดาบตำรวจ ตชด. เชื่อยังกบดานอยู่ในพื้นที่ เตือนญาติห้ามช่วย

“เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน ถกโหวตนายกฯ

“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เดินทางเข้าพรรคประชาชนตั้งแต่เช้า เพื่อหารือและกำหนดแนวทางการโหวตเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นวันที่ 2 หลังพรรคได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากสมาชิกพรรค

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า ในเวลา 09.25 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคประชาชน อาคารอนาคตใหม่ ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ เพื่อหารือและกำหนดแนวทางการโหวตเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากเมื่อวานนี้ได้มีการประชุมสส. วาระพิเศษเพื่อหารือแนวทางการเลือก แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด

นอกจากนี้นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน นายเซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน ก็ได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคแล้วเช่นเดียวกัน โดยคาดว่าจะมีการเริ่มการประชุมหารือกันอีกครั้งในช่วงบ่ายของวันนี้

ในขณะเดียวกัน พรรคประชาชนได้ส่งข้อความผ่านบรอดแคสต์ ทั้งทางไลน์ OA และ SMS เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคทั่วประเทศ เกี่ยวกับกรณีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อให้สมาชิกได้ร่วมแสดงความเห็นว่าพรรคควรจะโหวตเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

“เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน เตรียมหารือโหวตเลือกนายกต่อเนื่องวันที่ 2

การเดินทางมายังพรรคประชาชนของ “เท้ง ณัฐพงษ์” ในวันนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็นการหารือต่อเนื่องเป็นวันที่สอง เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลของการโหวตในสภา

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคอย่างกว้างขวาง โดยการเปิดช่องทางให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการตัดสินใจบนพื้นฐานของเสียงส่วนใหญ่ และการมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกคน

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในการหารือ

  • การหาข้อสรุปเกี่ยวกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรคจะสนับสนุน
  • การพิจารณาเงื่อนไขและข้อเสนอต่างๆ จากพรรคร่วมรัฐบาล
  • การรับฟังและพิจารณาความคิดเห็นของสมาชิกพรรค

การหารือในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศ และน่าติดตามว่าพรรคประชาชนจะมีมติในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างไร

สถานการณ์การเมืองล่าสุดกับท่าทีของพรรคประชาชน: การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ชี้ขาดผลการลงมติ พรรคประชาชนมี ส.ส. จำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถส่งผลต่อเสียงข้างมากในสภาได้ ดังนั้นทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่ท่าทีของพรรค

ในการหารือครั้งก่อน พรรคประชาชนยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะสนับสนุนผู้สมัครคนใด เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ทั้งนโยบายของแต่ละพรรค การประนีประนอมผลประโยชน์ และความต้องการของประชาชน แต่การที่ "เท้ง ณัฐพงษ์" เข้าพรรคประชาชน เพื่อหารือเกี่ยวกับการ“เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน เตรียมหารือโหวตเลือกนายกต่อเนื่องวันที่ 2 คงทำให้พรรคสามารถตัดสินใจเลือกผู้สมัครได้อย่างเหมาะสม การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกพรรคผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการตัดสินใจบนพื้นฐานของเสียงส่วนใหญ่และการมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกคน

การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ การจับตาดูการ“เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน เตรียมหารือโหวตเลือกนายกต่อเนื่องวันที่ 2 อย่างไกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ

การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย พรรคประชาชนจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในทุกมิติ ทั้งต่อพรรคเอง ต่อประชาชน และต่อประเทศชาติ การตัดสินใจโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญจึงเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนควรยึดมั่น

ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนประชาธิปไตยและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ การตัดสินใจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้จึงควรสอดคล้องกับหลักการดังกล่าว และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” เข้าพรรคประชาชน เตรียมหารือโหวตเลือกนายกต่อเนื่องวันที่ 2