วัน: 2 กันยายน 2025

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดงานแซยิด “แม่มะลิ”

เตรียมพบกับงานสุดพิเศษที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว! ชวนทุกคนมาร่วมฉลองวันเกิดแซยิด 60 ปีให้กับ “แม่มะลิ” ฮิปโปโปเตมัสขวัญใจมหาชน ในวันที่ 6-8 กันยายน 2568 นี้

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดงานแซยิด “แม่มะลิ” ฮิปโปฯ ขวัญใจมหาชนอายุครบ 60 ปี

นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี ได้ประกาศข่าวดีว่า ทางสวนสัตว์เตรียมจัดงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นเกียรติให้กับ “แม่มะลิ” ฮิปโปโปเตมัสที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน งานนี้จะจัดขึ้น ณ ส่วนจัดแสดงฮิปโปโปเตมัส ภายในสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 8 กันยายน 2568

ภายในงาน ท่านจะได้พบกับกิจกรรมมากมายที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น

  • นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของ “แม่มะลิ”
  • บูทจัดแสดงโครงการ Hippo Village
  • เกมสนุกๆ พร้อมของรางวัลที่ระลึกสุดพิเศษ
  • การ์ดอวยพรวันเกิดให้ “แม่มะลิ”

และที่พลาดไม่ได้คือ ในวันที่ 8 กันยายน จะมีพิธีมอบเค้กผลไม้สุดอลังการให้กับ “แม่มะลิ” พร้อมทั้งร่วมกันร้องเพลง “Happy Birthday” อวยพรให้เธอมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ไปพร้อมๆ กับแฟนคลับและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานอย่างอบอุ่น

นายณรงวิทย์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานฉลองวันเกิดให้ “แม่มะลิ” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีจุดประสงค์ที่สำคัญคือการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่า และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของสวนสัตว์อีกด้วย

สำหรับใครที่อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฉลองวันเกิดให้กับ “แม่มะลิ” ฮิปโปโปเตมัสสุดน่ารัก อย่าลืมแวะมาเที่ยวที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวในวันที่ 6-8 กันยายน 2568 นี้นะคะ รับรองว่าคุณจะได้รับทั้งความสนุก ความรู้ และความประทับใจกลับบ้านไปอย่างแน่นอน

ทำไม “แม่มะลิ” ถึงเป็นขวัญใจมหาชน?

“แม่มะลิ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฮิปโปโปเตมัสธรรมดา แต่เธอเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์ป่า ด้วยความน่ารัก ขี้เล่น และเป็นมิตร ทำให้เธอครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน การได้เห็น “แม่มะลิ” มีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

การจัดงาน สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดงานแซยิด “แม่มะลิ” ฮิปโปฯ ขวัญใจมหาชนอายุครบ 60 ปี จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ร่วมเฉลิมฉลองให้กับชีวิตของเธอ และร่วมกันสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าให้คงอยู่สืบไป

นอกจากนี้ กิจกรรมต่างๆ ภายในงานยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้ให้กับชุมชน และสนับสนุนการดำเนินงานของสวนสัตว์ในการดูแลสัตว์ป่าต่างๆ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

อย่าพลาดโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับ “แม่มะลิ” และสัตว์ป่าอื่นๆ ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว มาร่วมสร้างความทรงจำดีๆ และเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สัตว์ป่าไปด้วยกันนะคะ

งานนี้เป็นมากกว่างานวันเกิด เป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงความรัก ความผูกพัน และความรับผิดชอบที่เรามีต่อสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม

หวังว่าทุกท่านจะมาร่วมงาน สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดงานแซยิด “แม่มะลิ” ฮิปโปฯ ขวัญใจมหาชนอายุครบ 60 ปี กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตานะคะ แล้วพบกันค่ะ!

ที่มา – สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดงานแซยิด “แม่มะลิ” ฮิปโปฯ ขวัญใจมหาชนอายุครบ 60 ปี

“ทวี” ยัน ประชาชาติอยู่กับเพื่อไทย ชี้ทางออกการเมืองยุบสภา

“ทวี สอดส่อง” ยืนยันพรรคประชาชาติอยู่กับเพื่อไทย ชี้ทางออกการเมือง “ยุบสภา” คืนอำนาจให้ประชาชน ไม่เห็นด้วยเสียงข้างน้อยรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ผิดหลักประชาธิปไตย โผล่พบ “ชัยเกษม” ที่บ้านพัก

วันที่ 2 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการจัดตั้งรัฐบาล ว่า เนื่องจากพรรคเราเป็นพรรคเล็ก จึงยืนยันว่าจะอยู่กับพรรคใหญ่พรรคเดิม คือพรรคเพื่อไทย เป็นหลักในการรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ มั่นใจหรือไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะรวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลได้ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ภาพที่ออกมาก็ดูเหมือนว่าเสถียรภาพไม่ค่อยดีนักในทุกพรรค ดังนั้นทางที่ดีที่สุดของประชาชนคือการยุบสภา ถ้าจะมีรัฐบาลใหม่จะต้องเป็นรัฐบาลที่มีนโยบายเดียว คือการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน ขณะเดียวกัน เราเป็นห่วงการเลือกตั้งแม้จะมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะการเลือกตั้งต้องมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมด้วย

ส่วนคำถามว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากแค่ไหนระหว่างการยุบสภากับการเป็นฝ่ายค้าน พ.ต.อ.ทวี ตอบว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าสามารถที่จะรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ต้องดูเพราะวันนี้มีกติกาที่บอกว่าพรรคการเมืองเสียงข้างน้อยก็สามารถรวบรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งถือว่าผิดหลักประชาธิปไตย เราต้องหาทางออกให้ได้ อย่าให้ใครมาครอบงำหรือมีอิทธิพล เพราะประชาชนไม่ควรถูกข่มขู่ ดังนั้น สิ่งที่เป็นไปได้คือการคืนอำนาจให้กับประชาชน

ในประเด็นคำถามตอนนี้อยู่ที่พรรคประชาชน ถ้ารวมเสียงไม่ได้ทางเลือกคือการยุบสภาใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ต้องดูพรรคเพื่อไทย ส่วนเราพร้อมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งในความเห็นส่วนตัวเราสนับสนุนพรรคใหญ่ เพราะระบอบประชาธิปไตยใช้ระบอบเสียงข้างมาก ถ้าพรรคนั้นขอเป็นรัฐบาลเราก็พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าพรรคเสียงข้างน้อยไปรวบรวมเสียงมาเพื่อเป็นรัฐบาลถือว่าไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย นี่คือความเห็นส่วนตัว

ทางด้านคำถามว่าได้ทำใจในการเป็นพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็มีเกียรติ พรรคประชาชาติไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็ต้องดูว่าพรรคไหนมีอุดมการณ์ตรงกับพรรคเรา

สำหรับที่ตอนนี้ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่า รักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี เผยว่า เรื่องนี้มีข้อยุติอยู่แล้ว เนื่องจากกฎหมายเขียนว่ารัฐสภา รัฐบาล ศาล องค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรม อะไรที่เป็นความเห็นเกินกว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนว่าไม่ได้มีข้อห้าม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าภายหลังการกระชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ พ.ต.อ.ทวี เดินทางไปพบกับ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย โดยนำกระเช้าผลไม้ไปมอบให้ที่บ้านพัก.

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ย้ำถึงความสำคัญของการยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน และแสดงความเห็นถึงหลักการประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น โดยการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้ ส่งผลต่ออนาคตของประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ทวี” ยัน ประชาชาติอยู่กับเพื่อไทย ชี้ทางออกการเมืองยุบสภา

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันมีความซับซ้อน การยุบสภาจึงเป็นทางออกหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

ทางออกการเมือง: ยุบสภา

พรรคประชาชาติให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง และการยุบสภาถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงเจตจำนงผ่านการเลือกตั้งใหม่

การตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย เราในฐานะประชาชน ควรติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – “ทวี” ยัน ประชาชาติอยู่กับเพื่อไทย ชี้ทางออกการเมืองยุบสภา ก่อนไปพบ “ชัยเกษม”

ม็อบทวงคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน บุก ป.ป.ช.

กลุ่มม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ เคลื่อนขบวนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อทวงถามความคืบหน้าในคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท โดยขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลหากยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ “จตุพร” ชี้ว่าการดึงเรื่องอาจเข้าข่ายผิดมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 กลุ่มคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย พร้อมผู้ชุมนุมจำนวนมาก โบกธงชาติไทยและชูป้ายข้อความต่างๆ เช่น “ไม่เอาชัยเกษม”, “ไม่แก้รัฐธรรมนูญหมวด 1, 2”, “นักการเมืองชั่ว ผิด ม.144”, “ป.ป.ช.จะฟ้องกี่โมง” โดยเคลื่อนขบวนจากสะพานชมัยมรุเชฐไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี จุดประสงค์คือการติดตามและทวงถามความคืบหน้าในกรณีการโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถูกกล่าวหาว่านำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ตามมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีแกนนำผลัดเปลี่ยนขึ้นปราศรัยบนรถบรรทุกที่ดัดแปลงเป็นเวทีชั่วคราว หน้าสำนักงาน ป.ป.ช.

ม็อบทวงคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน บุก ป.ป.ช.

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 25 เมษายน เพื่อให้ดำเนินคดีกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รวมถึง สส. และ สว. ที่โหวตผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 ซึ่งมีการโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท จาก 5 ธนาคารรัฐวิสาหกิจที่ควรนำไปใช้หนี้เงินกู้และเงินต้น ไปใช้ในโครงการแจกเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งเข้าข่ายมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว ป.ป.ช. ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งขัดแย้งกับข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญที่ระบุให้ดำเนินการโดยพลัน เมื่อเทียบกับกรณีของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาเพียง 15 วันในการวินิจฉัยถอดถอนและตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี รัฐธรรมนูญมาตรา 144 ระบุชัดเจนว่า สส. และ สว. ไม่มีสิทธิแก้ไขงบประมาณเพื่อให้ตนเองหรือพรรคพวกได้รับผลประโยชน์โดยตรงหรือโดยอ้อม หากฝ่าฝืน ศาลรัฐธรรมนูญสามารถสั่งตัดสิทธิทางการเมืองและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองได้ทันที รวมถึงมีอำนาจเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยภายใน 20 ปีจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ปัจจุบันทำให้สังคมไทยเกิดความสงสัยและตั้งคำถามว่า ป.ป.ช. จงใจดองเรื่องนี้หรือไม่ นายชาญชัยกล่าวว่าหาก ป.ป.ช. ยังไม่เร่งรัดพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตนจะเปิดเผยเบื้องหลังการทำงานของ ป.ป.ช. ที่อาจมีการรับงานจากฝ่ายการเมือง ในสัปดาห์หน้า

จตุพรชี้ ป.ป.ช. ดึงเรื่องโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน ผิด ม.157

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะรวมพลังฯ กล่าวว่า หาก ป.ป.ช. ยังคงนิ่งเฉยและดึงเวลา อาจส่งผลให้ประเทศเข้าสู่ภาวะทางตัน เนื่องจากเรื่องนี้กระทบต่อหลักการใช้งบประมาณและความเชื่อมั่นของประชาชน เมื่อประชาชนยื่นเรื่องโดยตรงตามกฎหมาย แต่ ป.ป.ช. กลับไม่เร่งดำเนินการ ทั้งที่มีพยานหลักฐานครบถ้วน จึงเกิดความสงสัยว่าองค์กรนี้ยังคงทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมืองจริงหรือไม่ นอกจากนี้ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกลุ่มของตนพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อสร้างบรรทัดฐานต่อไป

“สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ยังคงมีความสับสนและไม่แน่นอน โดยรัฐบาลรักษาการนำโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย ขู่ว่าจะยุบสภา หลังจากที่ไม่สามารถรวบรวมเสียง สส. ข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีเงื่อนไขที่ว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจในการยุบสภาหรือไม่ หากมีการยุบสภาจริง เชื่อว่าจะมีผู้ร้องเรียนให้นำเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญทันที ดังนั้น การยุบสภาจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้”

การที่ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ในคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท การที่ ป.ป.ช. ดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ที่มา – ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ บุก ป.ป.ช. ทวงคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน

ครม.ไม่ถกยุบสภา ยันเพื่อไทยมีแค่ “ชัยเกษม”

“สรวงศ์” ยันประชุม ครม.วันนี้ ไม่มีคุยเรื่องยุบสภา ลั่น แคนดิเดตพรรคเพื่อไทยยังเป็น “ชัยเกษม นิติสิริ” ไม่มีตัวเลือกอื่น

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในวันนี้เป็นการประชุมตามวาระปกติ เป็นการพิจารณาเพื่อทราบ รวมถึงการแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ดำรงตำแหน่งเช่นเดิม และไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องการยุบสภา

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ประชุมพรรคเพื่อไทยจะมีการพูดคุยหารือถึงเรื่องใด นายสรวงศ์ ระบุว่า ในวันนี้ที่ประชุมพรรคเพื่อไทย จะมีการหารือถึงประเด็นทางการเมือง รวมถึงเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค โดยจะต้องฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค เพราะ สส.หลายคนมีข้อคิดเห็นที่ต่างกัน

เมื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคเพื่อไทย พร้อมระบุอีกว่าอาจจะมีอัศวินม้าขาวเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องถามนายชัยเกษม แต่จริงๆ แล้วไม่มีทาง ยืนยันว่าเรามีการประสานกันโดยตลอด และที่นายชัยเกษมเคยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ก็ชัดเจนว่ามีการพูดคุยกันตลอด

“หากจะมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เราต้องเสนอชื่อนายชัยเกษมอยู่แล้ว เพราะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวของพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว ขอให้เราดูสถานการณ์รวมถึงรอฟังสมาชิกพรรคในวันนี้ว่าจะมีความเห็นอย่างไร”

ครม.ไม่ถกยุบสภา ยันเพื่อไทยมีแค่ “ชัยเกษม”

จากกระแสข่าวลือเรื่องการยุบสภาที่แพร่สะพัดในช่วงนี้ ล่าสุดนายสรวงศ์ เทียนทอง ได้ออกมายืนยันว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ไม่มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาหารือแต่อย่างใด ทำให้ความกังวลของหลายฝ่ายคลี่คลายลงไปได้บ้าง

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าพรรคยังคงสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียว และไม่มีการพิจารณาบุคคลอื่นเพิ่มเติม

ความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยต่อแคนดิเดตนายกฯ “ชัยเกษม”

การยืนยันอย่างหนักแน่นของนายสรวงศ์ในครั้งนี้ เป็นการตอบโต้กระแสข่าวที่นายชัยเกษมเองได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรค และอาจมี “อัศวินม้าขาว” เข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกฯ แทน ซึ่งสร้างความสับสนให้กับประชาชนและสมาชิกพรรคเป็นอย่างมาก

จากคำกล่าวยืนยันของนายสรวงศ์ ทำให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงให้ความไว้วางใจในตัวนายชัยเกษม และพร้อมที่จะเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม นายสรวงศ์ยังขอให้รอฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคในวันนี้ก่อนที่จะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับตาดูความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทย จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดอนาคตของประเทศ

การที่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่ามีเพียง “ชัยเกษม” เป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาชน และเป็นการแสดงความมั่นใจในตัวผู้ที่พรรคเลือกสรรแล้ว อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งสุดท้ายยังคงขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของสมาชิกพรรค ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจในจุดยืนและท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และตัดสินใจในการเลือกตั้งได้อย่างมีข้อมูลและเหตุผล

  • ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด
  • ทำความเข้าใจในนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ
  • พิจารณาคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแต่ละคน
  • ตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ดังนั้นการติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน

สุดท้ายนี้ การที่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่ามีเพียงนายชัยเกษมเป็นตัวเลือก อาจเป็นการแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของนายชัยเกษม แต่ก็อาจเป็นการปิดโอกาสในการพิจารณาบุคคลอื่นๆ ที่อาจมีความเหมาะสมเช่นกัน การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องรอติดตามความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ครม. ไม่ถกปมยุบสภา “สรวงศ์” ยันแคนดิเดตเพื่อไทย “ชัยเกษม” ไม่มีตัวเลือกอื่น

ข่าวกรองชี้! ทหารเกาหลีเหนือรบยูเครนดับ 2,000

ข่าวกรองเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียสู้รบกับยูเครน เสียชีวิตแล้วราว 2,000 นาย กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง

สำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (2 ก.ย.) ว่า ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครนเสียชีวิตแล้วประมาณ 2,000 นาย ตามข้อมูลจาก สส. อี ซอง-กึน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยงานดังกล่าว ข้อมูลนี้สร้างความตกตะลึงและเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับบทบาทของเกาหลีเหนือในความขัดแย้งนี้

สส. อี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา NIS เคยประเมินยอดผู้เสียชีวิตของทหารเกาหลีเหนืออยู่ที่อย่างน้อย 600 นาย แต่จากการประเมินใหม่ ยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,000 นาย ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้บ่งชี้ถึงความรุนแรงของการสู้รบและสถานการณ์ที่ยากลำบากที่ทหารเกาหลีเหนือต้องเผชิญ

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้และชาติตะวันตกกล่าวว่า เกาหลีเหนือได้ส่งทหารกว่า 10,000 นายไปยังรัสเซียในปี 2024 โดยส่วนใหญ่ถูกส่งไปประจำการในภูมิภาคเคิรสค์ พร้อมกับกระสุนปืนใหญ่ ขีปนาวุธ และระบบจรวดพิสัยไกล นอกจากนี้ สส. อี ยังกล่าวอีกว่า NIS เชื่อว่าเกาหลีเหนือมีแผนจะส่งทหารและวิศวกรอีก 6,000 นายไปยังรัสเซีย และมี 1,000 นายเดินทางถึงแล้ว ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของเกาหลีเหนือต่อรัสเซียในสงคราม

ก่อนหน้านี้ นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า เกาหลีเหนือจะส่งช่างก่อสร้างและผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดไปประจำการที่ภูมิภาคเคิรสค์

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือเพิ่งยืนยันในเดือนเมษายนว่าได้ส่งทหารไปสนับสนุนรัสเซียในสงครามกับยูเครน และยอมรับว่ามีทหารบางส่วนเสียชีวิตในการรบ

นับตั้งแต่นั้นมา นายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้พบปะกับครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตในการรบ และได้แสดงความเสียใจต่อ “ความเจ็บปวดที่ไม่อาจทนได้” ของพวกเขา

สื่อทางการเกาหลีเหนือได้เผยแพร่ภาพที่แสดงให้เห็นนายคิม จอง-อึน กอดทหารที่กลับจากแนวหน้า ซึ่งดูเหมือนจะมีอารมณ์สะเทือนใจมากจนซบหน้าลงกับอกของผู้นำ นอกจากนี้ยังมีภาพนายคิมคุกเข่าต่อหน้าภาพถ่ายของทหารที่เสียชีวิตเพื่อแสดงความเคารพ พร้อมทั้งวางเหรียญรางวัลและดอกไม้ไว้ข้างภาพเหล่านั้น

รัสเซียและเกาหลีเหนือได้ลงนามในข้อตกลงทางทหารเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงข้อตกลงป้องกันร่วมกัน ระหว่างการเยือนเกาหลีเหนืออย่างหาได้ยากของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน.

ข่าวกรองเกาหลีใต้เผย ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียรบยูเครน เสียชีวิตแล้ว 2,000 นาย

สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความซับซ้อนและความรุนแรงของสงครามในยูเครน และยังเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ การที่ข่าวกรองเกาหลีใต้เปิดเผยข้อมูลนี้ออกมา ทำให้ประชาคมโลกต้องหันมาพิจารณาถึงผลกระทบที่จะตามมา

ทำไมทหารเกาหลีเหนือถึงต้องไปรบในยูเครน?

เหตุผลที่ทหารเกาหลีเหนือถูกส่งไปรบในยูเครนนั้นมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย รวมถึง:

  • การสนับสนุนทางการทหารและเศรษฐกิจ: เกาหลีเหนืออาจให้การสนับสนุนทางทหารแก่รัสเซียเพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
  • การฝึกฝนและประสบการณ์: การรบในยูเครนอาจเป็นโอกาสให้ทหารเกาหลีเหนือได้รับประสบการณ์ในสนามรบจริง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การสนับสนุนรัสเซียอาจเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางการทูตของเกาหลีเหนือ

ผลกระทบของการสูญเสียทหาร 2,000 นายต่อเกาหลีเหนือนั้นยังไม่ชัดเจน แต่แน่นอนว่ามันสร้างความสูญเสียและความเศร้าโศกให้กับครอบครัวและสังคมเกาหลีเหนือ

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และข่าวกรองเกาหลีใต้จะยังคงเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ การเสียชีวิตของทหารเกาหลีเหนือ 2,000 นายในสงครามยูเครนถือเป็นโศกนาฏกรรมที่สะท้อนถึงความโหดร้ายของสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ที่มา – ข่าวกรองเกาหลีใต้เผย ทหารเกาหลีเหนือที่ถูกส่งไปช่วยรัสเซียรบยูเครน เสียชีวิตแล้ว 2,000 นาย

รสขม – ภายในฤดูร้อนที่ไม่เหมือนใครของนิวคาสเซิล

“จนถึงที่สุด”

นี่คือคติประจำใจเบื้องหลังสโมสรนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดมานาน ก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะที่เหนื่อยล้าจะปิดตัวลงในที่สุด

และด้วยเหตุผลที่ดี

มันจะต้องเป็นการปิดฉากที่น่าตื่นเต้นอยู่เสมอ และมันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วเมื่อ นิวคาสเซิลขายอเล็กซานเดอร์ อิซัค ให้กับลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติของอังกฤษที่ 125 ล้านปอนด์ แต่ได้ Yoane Wissa เข้ามาใน ข้อตกลง 55 ล้านปอนด์จากเบรนท์ฟอร์ด

มีความโล่งอกในไทน์ไซด์ที่นิวคาสเซิลเซ็นสัญญากับกองหน้าที่พิสูจน์แล้วในพรีเมียร์ลีกอย่าง Wissa เพื่อแบ่งเบาภาระของ Nick Woltemade ผู้ทำสถิติสูงสุดที่ไม่เคยเล่นให้กับสโมสรนอกประเทศเยอรมนี

แต่หลังจากยืนหยัดมานาน นิวคาสเซิลก็สูญเสียหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในโลกให้กับแชมป์ในวันสุดท้ายของการซื้อขาย

นั่นให้ความรู้สึกเหมือนเป็นโอกาสที่จินตนาการไม่ได้สำหรับคนภายนอก เมื่ออิซัคกำลังกระโดดขึ้นลงในการรวมกลุ่มเพื่อเฉลิมฉลอง ขณะที่เพลงแชมเปียนส์ลีกดังขึ้นที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค หลังจากที่นิวคาสเซิลคว้าสิทธิ์เข้าร่วมในวันสุดท้ายของฤดูกาลที่แล้ว

แต่นี่เป็นฤดูร้อนที่ไม่เหมือนใครในประวัติศาสตร์ของสโมสร

เรื่องราวของอิซัคแสดงให้เห็นถึงตลาดซื้อขายที่เหนื่อยล้า

การเสียอิซัคไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเลยแน่นอน

นิวคาสเซิลต้องการที่จะแข่งขันกับลิเวอร์พูลเพื่อชิงถ้วยรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในวันหนึ่ง แทนที่จะขายผู้เล่นที่ดีที่สุดให้กับทีมที่พวกเขาเอาชนะในคาราบาว คัพ รอบชิงชนะเลิศเมื่อเดือนมีนาคม

ในแถลงการณ์เมื่อเดือนที่แล้ว นิวคาสเซิลไม่ได้คาดการณ์ถึงเงื่อนไขการขายที่จะได้รับการตอบสนอง เนื่องจากเรื่องราวดำเนินไปหลายสัปดาห์หลังจากที่ลิเวอร์พูลยื่นข้อเสนอเปิดตัว 110 ล้านปอนด์ถูกปฏิเสธ

การยอมแพ้ในวันสุดท้ายถือเป็นแบบอย่างที่อาจเกิดขึ้นได้ นี่คือผู้เล่นที่เหลือสัญญาอีกสามปี แต่สถานการณ์รู้สึกว่าไม่สามารถป้องกันได้มากขึ้นเรื่อยๆ

การขาดหายไปของอิซัคได้บดบังสโมสรไปแล้ว สตาร์ชาวสวีเดนที่ต้องการย้ายทีมจะสามารถกลับมารวมทีมได้จริงหรือ หากเขาไม่ได้รับการย้ายทีมที่เขาต้องการในช่วงสุดท้ายของตลาดซื้อขาย มีความเสี่ยงหรือไม่ที่มูลค่าของเขาจะลดลงไปอีก หากเขาอยู่ข้างสนามต่อ

รู้สึกได้อย่างแน่นอนว่าจะมีหนทางอีกยาวไกลสำหรับอิซัคกับแฟนบอล หลังจากที่ดาวเตะวัย 25 ปีรายนี้ไม่ได้ลงเล่นในช่วงต้นฤดูกาล และออกแถลงการณ์ที่ระเบิดออกมาโดยอ้างว่า “การเปลี่ยนแปลงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของทุกคน”

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แฟนบอลนิวคาสเซิล เอียน คัธเบิร์ตสัน สาบานว่าเขาจะ “ไม่มีวันยอมรับเขาอีก” ในขณะที่ Mal Colledge กล่าวว่า “เรื่องทั้งหมดทิ้งไว้เพียงรสขม”

ผู้สนับสนุนอีกคนหนึ่ง Suzanna Armstrong กล่าวว่า “ไม่มีใครแทนที่ได้”

แต่ Debra Woodall สวมเสื้อเหย้าที่ระลึกเพื่อฉลองวันที่อิซัคช่วยให้นิวคาสเซิลยุติการรอคอยถ้วยรางวัลในประเทศครั้งใหญ่ในรอบ 70 ปี ยอมรับว่ามันจะ “ยากที่จะหาคนมาแทนที่เขา”

เธอกล่าวว่า “หวังว่าพวกเขาจะพบใครสักคนที่ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายได้”

Wissa มีฟอร์มในการทำเช่นนั้น ไม่มีใครทำประตูที่ไม่ใช่จุดโทษได้มากกว่า (19) ในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ในขณะที่มีความเชื่อมั่นภายในสโมสรว่า คุณสมบัติของ Woltemade จะถูกแปลเป็นลีกสูงสุดในเวลา

ความสนใจของนิวคาสเซิลใน Wissa เป็นที่ทราบกันดี หลังจากที่เบรนท์ฟอร์ดปฏิเสธข้อเสนอสองครั้งก่อนหน้านี้ แต่การย้ายทีมของ Woltemade ถูกเก็บเป็นความลับจนแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการทำข้อตกลงถึงกับปฏิเสธว่ามันกำลังเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

พวกเขากล่าวว่าสตุ๊ตการ์ตจะไม่ขาย ไม่ว่าสโมสรใดจะซื้อ ตามมาด้วยความพยายามที่ไม่สำเร็จก่อนหน้านี้ของบาเยิร์น มิวนิก

สำหรับบริบท มีการจองเที่ยวบินในขณะนั้นเพื่อพา Woltemade จากสตุ๊ตการ์ตไปยังไทน์ไซด์เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกาย

ไม่เหมือนกับข้อเสนอที่มีชื่อเสียงสำหรับ Hugo Ekitike, Benjamin Sesko และ Joao Pedro นิวคาสเซิลดำเนินการอย่างรวดเร็วและลับๆ จนรายละเอียดรั่วไหลออกมาในที่สุดเมื่อข้อตกลงเสร็จสิ้นแล้ว

จากภายนอก การย้ายทีมมูลค่า 69 ล้านปอนด์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เกี่ยวข้องถึงกับอธิบายว่าเป็น “เร็วมาก” แต่นี่เป็นเวลานานมาแล้วสำหรับหัวหน้าโค้ช Eddie Howe หลังจากความพ่ายแพ้หลายครั้งในการค้นหากองหน้าตัวกลางของเขา

Howe กล่าวว่า “แม้ว่ามันจะดูรวดเร็วสำหรับพวกคุณ แต่มันไม่เร็วสำหรับพวกเรา มันช้า มันลำบาก เพราะคุณอยู่ในมือของคนอื่น”

คำเหล่านั้นสามารถนำมาใช้เพื่ออธิบายตลาดซื้อขายทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย

ก่อนหน้านี้ Howe เคยขนานนามว่าฤดูร้อนที่แล้วเป็นฤดูที่ยากที่สุดในอาชีพของเขา หลังจากที่นิวคาสเซิลพยายามที่จะเซ็นสัญญากับผู้เล่นรายใหญ่ และรีบเร่งที่จะขาย Elliot Anderson และ Yankuba Minteh เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎผลกำไรและความยั่งยืน (PSR)

แต่ค่อนข้างจะบอกว่า Howe กล่าวถึงตลาดซื้อขายนักเตะที่บอบช้ำนั้นว่าเป็น “เรื่องง่าย” เมื่อเทียบกับไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

การกำหนดเป้าหมายผู้เล่นที่ ‘กระหาย’ ที่จะเข้าร่วม

นิวคาสเซิลตั้งเป้าที่จะทำธุรกิจตั้งแต่เนิ่นๆ

แต่ถึงจุดที่พวกเขาสามารถรวมทีมห้าคนอันยิ่งใหญ่ของผู้เล่นเป้าหมายที่ไปที่อื่นได้

เป็นที่เข้าใจกันว่า James Trafford ตัวอย่างเช่น “ตื่นเต้นสุดๆ” เกี่ยวกับโอกาสที่จะได้เข้ารร่วมทีมนิวคาสเซิล แต่การเจรจากับเบิร์นลีย์เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมกลับยืดเยื้อ

แมนเชสเตอร์ซิตี้ดำเนินการเปิดใช้งานเงื่อนไขการซื้อคืนและจับคู่ข้อเสนอของนิวคาสเซิลสำหรับผู้รักษาประตูคนก่อนของพวกเขา ซึ่งเลือกที่จะกลับไปที่เอติฮัด สเตเดียม

ธีมเริ่มพัฒนาขึ้น

แม้ว่าแคมป์ของ Benjamin Sesko จะ “ให้ความเคารพอย่างมาก” ต่อนิวคาสเซิล และถือว่าพวกเขาเป็น “สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่มีผู้คนที่ยอดเยี่ยม” แต่คนที่ใกล้ชิดกับกองหน้ารายนี้ก่อนหน้านี้ไม่รู้สึกว่ามันเป็น “ช่วงเวลาที่เหมาะสม” ที่จะย้ายไปเซนต์ เจมส์ พาร์ค เมื่อสโมสรแสดงความสนใจเป็นครั้งแรกในปี 2022

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อ Sesko เลือกที่จะเข้าร่วมสิ่งที่เขาเรียกว่า “สโมสรที่มีประวัติศาสตร์” ในแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แน่นอนว่านิวคาสเซิลมีประเพณีของตัวเอง แต่พวกเขาพบกับความท้าทายในการต่อสู้กับระเบียบที่จัดตั้งขึ้นสำหรับผู้เล่นดังกล่าวในช่วงต้นเดือนของตลาดซื้อขายนักเตะ

เช่นเดียวกับปัจจัยมรดก อีกเป้าหมายหนึ่ง Joao Pedro อ้างถึงการเติบโตขึ้นมาในการดูเชลซีคว้าแชมป์สโมสรเหล่านี้มีกระแสรายได้ที่เหนือกว่า

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (364.7 ล้านปอนด์) และเชลซี (337.8 ล้านปอนด์) เป็นหนึ่งในห้าทีมพรีเมียร์ลีกที่ใช้จ่ายเงินเดือนมากกว่ารายได้ที่นิวคาสเซิลสร้างขึ้น (320.3 ล้านปอนด์) ในบัญชีที่เผยแพร่ล่าสุดจากปี 2023-24

นิวคาสเซิลมีค่าจ้างมากที่สุดเป็นอันดับแปดในช่วงเวลาเดียวกัน และหลังจากได้รับความพ่ายแพ้หลายครั้งในช่วงซัมเมอร์นี้ สโมสรก็มุ่งมั่นมากขึ้นที่จะรับสมัครผู้เล่นที่ “กระหาย” ที่จะย้ายทีม

มีการสังเกตว่าการเซ็นสัญญาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของนิวคาสเซิลภายใต้ Howe นั้นตรงกับคำอธิบายนั้น รวมถึง Dan Burn, Kieran Trippier และ Bruno Guimaraes ซึ่งมาถึงเมื่อสโมสรกำลังประสบปัญหาตกชั้นอย่างหนักในปี 2022

สามในผู้เล่นที่แพงที่สุดของนิวคาสเซิลในช่วงซัมเมอร์นี้ Woltemade, Wissa และ Anthony Elanga ไม่ลังเลเลยเมื่อรู้ถึงความสนใจของสโมสร

Malick Thiaw ก็ไม่จำเป็นต้องโน้มน้าวใจมากนักในการเดินตามรอยเท้าของ Sandro Tonali และออกจากเอซี มิลานไปนิวคาสเซิล

กองหลังทีมชาติเยอรมนี Thiaw อยู่ในค่ายฝึกซ้อมใน Lake District ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่การย้ายทีมมูลค่า 35 ล้านปอนด์จะเกิดขึ้น เมื่อหัวข้อเรื่องนิวคาสเซิลถูกหยิบยกขึ้นมา

Paul Winsper ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพสูงซึ่งเคยทำงานให้นิวคาสเซิลพร้อมที่จะให้ความคิดเห็นของเขา

Winsper กล่าวว่า “เราทุกคนพักอยู่ในบ้านเดียวกัน เราล้อเล่นกัน “เข้ามาเลย เข้าร่วมทีมนิวคาสเซิล!”

เขาถามว่า ‘มันเป็นยังไง’ ฉันบอกว่า ‘น่าทึ่ง’

ฉันอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 16 ปี และฉันมีความปรารถนาที่จะกลับมาที่ North East และกลับไปสู่รากเหง้าของฉันเสมอ

มันยอดเยี่ยมมากที่ได้ขาย North East ให้กับ Malick เล็กน้อยและแจ้งให้เขาทราบว่าเป็นสถานที่ที่น่าทึ่งขนาดไหน ต่อมาฉันได้รับข้อความจากเขาว่า ‘เสร็จแล้ว ฉันเข้ามาแล้ว'”

การเปลี่ยนแปลงในห้องประชุมเพิ่มเติมในการ์ด

นี่เป็นหนึ่งในการทำข้อตกลงหลายชุดที่นิวคาสเซิลตกลงโดยไม่มีผู้อำนวยการกีฬาหรือ CEO

ผู้อำนวยการกีฬา Paul Mitchell ออกจากสโมสรในเดือนมิถุนายน ขณะที่ CEO Darren Eales ยื่นใบลาออกเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดเรื้อรัง

ดังนั้นจึงตกเป็นหน้าที่ของหัวหน้าฝ่ายสรรหา Steve Nickson และผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายสรรหา Andy Howe เพื่อรับผิดชอบเพิ่มเติมควบคู่ไปกับ Jamie Reuben เจ้าของร่วม

เมื่อพิจารณาถึงความวุ่นวายในระดับห้องประชุมและการเริ่มต้นที่ท้าทายในตลาดซื้อขายนักเตะ การรับสมัครผู้เล่นทีมชุดใหญ่หกคนรู้สึกเหมือนเป็นโอกาสที่ห่างไกลในจุดหนึ่ง

และ Eddie Howe เป็นคนแรกที่ยอมรับว่าการไม่มีผู้อำนวยการกีฬาและ CEO สร้าง “พลวัตที่ผิดปกติ” ในขณะที่นิวคาสเซิล “พยายามทำให้ดีที่สุดจากสถานการณ์”

การเติมตำแหน่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับตลาดซื้อขายนักเตะที่จะมาถึง และนิวคาสเซิลตั้งใจที่จะทำเช่นนั้นหลังจากได้ว่าจ้างผู้อำนวยการด้านเทคนิค Sudarshan Gopaladesikan ซึ่งจะรายงานต่อผู้สืบทอดของ Mitchell และเป็นผู้นำในการดำเนินงานด้านข้อมูลฟุตบอลของสโมสร

การยืนยันของ Mitchell ที่ว่ากระบวนการสรรหาบุคลากรของนิวคาสเซิล “ไม่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์” ครอบงำพาดหัวข่าวเมื่อหนึ่งปีที่แล้วอย่างเข้าใจได้ แต่เขายังได้ให้ประเด็นที่แตกต่างเกี่ยวกับวิธีที่สโมสรที่ได้รับข้อมูลมากขึ้นประสบความสำเร็จในช่วงฤดูร้อนที่แล้ว

นั่นไม่ได้หายไปจากนิวคาสเซิล และเป็นที่เข้าใจกันว่าการแสวงหา Gopaladesikan ของสโมสรย้อนกลับไปถึงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว แต่อตาลันต้าไม่ต้องการสูญเสียผู้อำนวยการข่าวกรองฟุตบอลของพวกเขา

แต่ค่อนข้างจะบอกว่านิวคาสเซิลพร้อมที่จะรอจนถึงเดือนกรกฎาคมสำหรับบุคคลที่ไม่ใช่ผู้อำนวยการด้านเทคนิค “ทั่วไปของคุณ” ในคำพูดของ Steve Barrett รองประธานฝ่ายสมรรถนะด้านกีฬาที่ Playermaker

Barrett กล่าวว่า “เขาเป็นหนึ่งในคนที่ฉลาดที่สุดที่ผมเคยเจอ ความหลงใหลและความกระตือรือร้นของเขาที่มีต่อเกมนั้นไม่หยุดยั้ง เขาเหมาะอย่างยิ่งสำหรับสิ่งที่นิวคาสเซิลเป็นตัวแทน”

Gopaladesikan อยู่ในช่วงต้นอายุสามสิบของเขาเท่านั้น แต่นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันผู้นี้เคยมีช่วงเวลาอยู่ที่ Atalanta และ Benfica และเขายังได้ร่วมงานกับ Real Madrid และ Borussia Dortmund ในช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งผู้จัดการผลิตภัณฑ์ที่ Microsoft

เมื่อพิจารณาถึงการแข่งขันที่ดุเดือดที่นิวคาสเซิลเผชิญหน้ากับเป้าหมายสูงสุด นี่จึงให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการแต่งตั้งที่ทันท่วงที แม้ว่าการสรรหาบุคลากรจะเป็นเพียงด้านหนึ่งของบทบาทที่ครอบคลุมของ Gopaladesikan

Barrett กล่าวว่า “อาจมีการเลิกคิ้วเกิดขึ้นที่เป้าหมายบางประเภท แต่พวกเขาจะเหมาะสมกับรูปแบบเฉพาะที่ดีจริงๆ ที่อาจทำให้แฟนๆ ประหลาดใจ เขาสามารถช่วยค้นหาคุณค่าที่ดีในผู้เล่นที่อาจไม่จำเป็นต้องเหมาะสมตามปกติ แต่เป็นอัญมณีที่ซ่อนอยู่สำหรับนิวคาสเซิลได้”

‘ช่วยให้พวกเขาสามารถลงทุนใหม่ได้เป็นอย่างดี’

แล้วฤดูร้อนนี้ทิ้งให้นิวคาสเซิลก้าวไปข้างหน้าอยู่ที่ไหน

คำถามนั้นจะได้รับคำตอบในสนามในอีกไม่กี่สัปดาห์และเดือนต่อๆ ไป ในขณะที่ทีมของ Howe พยายามต่อสู้ในสี่แนวรบหลังจากเพิ่ม Woltemade, Wissa, Elanga, Thiaw, Jacob Ramsey และ Aaron Ramsdale

แล้วเรื่องนอกสนามล่ะ

Kieran Maguire ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินฟุตบอลได้เปรียบเทียบการขายอิซัคกับการที่ Aston Villa ขาย Jack Grealish ให้กับ Manchester City ในปี 2021 ซึ่งเป็นสถิติของอังกฤษเช่นกัน โดยเป็นการซื้อขายมูลค่า 100 ล้านปอนด์

Maguire กล่าวว่า “นิวคาสเซิลออกจากป่าจากมุมมองของ PSR แต่สิ่งนี้จะช่วยให้พวกเขาปฏิบัติตามกฎต้นทุนทีมของ Uefa ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากผลกำไรจากการขายผู้เล่นจะเข้าสู่สมการเมื่อคุณกำลังคำนวณเส้นค่าจ้างต่อรายได้ 70% ของคุณ สิ่งนั้นจะช่วยให้พวกเขาลงทุนใหม่ได้เป็นอย่างดี”

มันจะทำให้พวกเขามีความยืดหยุ่นทางการเงินที่พวกเขาไม่มีเมื่อ 12 เดือนที่แล้วเมื่อพวกเขาถูกบังคับให้ไม่ทำอะไรเลยเป็นเวลาสองตลาดซื้อขายนักเตะ คุณไม่ต้องการให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสโมสรมีความทะเยอทะยานและมุ่งมั่น

ดังนั้นชีวิตหลังอิซัคจึงเริ่มต้นขึ้น

รสขม – ภายในฤดูร้อนที่ไม่เหมือนใครของนิวคาสเซิล ได้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลสมัยใหม่ การตัดสินใจที่ยากลำบาก และความสำคัญของการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ความสำเร็จในอนาคตของนิวคาสเซิลจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรใหม่ที่ได้รับมาอย่างชาญฉลาด และสร้างทีมที่สามารถแข่งขันในระดับสูงสุดได้

ที่มา – ‘A sour taste’ – inside a summer like no other in Newcastle’s history

ภูมิธรรมอนุมัติ! ตั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบเพิ่ม

“ภูมิธรรม” อนุมัติแต่งตั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบเพิ่ม 3,335 หมู่บ้าน

“ภูมิธรรม” อนุมัติแต่งตั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) เพิ่มเติม จำนวน 3,335 หมู่บ้าน มุ่งหวังให้เป็นพลังสำคัญในการปกป้อง ดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่

วันที่ 2 ก.ย. 68 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย ได้เห็นชอบการแต่งตั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) เพิ่มเติม จำนวน 3,335 หมู่บ้าน (หมู่บ้านละ 1 คน) โดยเน้นหมู่บ้านในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติบ่อยครั้ง และมีความเคลื่อนไหวของผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติด รวมถึงหมู่บ้านในอำเภอชายแดนไทย – กัมพูชา ทุกพื้นที่ เพื่อเป็นหลักประกันในการสร้างพื้นที่ทั่วประเทศไทยให้ปลอดภัยสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคน ตามนโยบายหลัก “3 ไร้ทุกข์ 5 สร้างสุข หรือ 8 QUICK WINS” ของกระทรวงมหาดไทย

ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ หรือ ผรส. มีหน้าที่หลักในการตรวจตรา ดูแล และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในหมู่บ้าน ตลอดจนมีบทบาทในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ใหญ่บ้าน เป็นหูเป็นตาตรวจตรา และเฝ้าระวังคนจรหรือคนแปลกหน้าที่เข้ามาในหมู่บ้าน รวมถึงความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่น่าสงสัย เพื่อระงับและป้องปรามภัยที่อาจจะมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ตลอดจนถึงชีวิตและทรัพย์สินของคนในหมู่บ้าน ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 28 ทวิ 

โดยในปัจจุบัน มี ผรส. กระจายตัวอยู่ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 34,000 คน และเมื่อรวมกับที่ได้มีการอนุมัติเพิ่มเติมในปีนี้ จำนวน 2 ครั้ง (ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 จำนวน 1,194 คน รวมกับครั้งนี้ 1 กันยายน 2568 จำนวน 3,335 คน) จะทำให้มียอดรวม ผรส. ทั่วประเทศ ณ ปัจจุบัน จำนวน 38,968 คน 

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย มีเป้าหมายที่จะประกาศรายชื่อหมู่บ้านให้มี ผรส. เพิ่มเติมให้ครบทุกหมู่บ้านในปีงบประมาณถัดไป ตามสภาพ ความเร่งด่วนและความจำเป็นของพื้นที่ เพื่อสร้างความสงบสุข ความมั่นคง และความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนงานพัฒนาหมู่บ้าน และงานด้านความมั่นคง พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อันจะนำมาซึ่งการพัฒนาในระดับพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป.

ทำไมการแต่งตั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบเพิ่มเติมจึงสำคัญ?

การอนุมัติแต่งตั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) เพิ่มเติมถึง 3,335 หมู่บ้าน ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญกับความท้าทายด้านความปลอดภัยหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ ปัญหายาเสพติด หรือความเสี่ยงตามแนวชายแดน การมี ผรส. เพิ่มเติม จะช่วยให้การดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการแต่งตั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ

  • ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น: ผรส. จะเป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวังและป้องกันอาชญากรรม รวมถึงภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน
  • การช่วยเหลือที่รวดเร็ว: ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ผรส. จะสามารถเข้าช่วยเหลือและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างทันท่วงที
  • การเป็นปากเสียงของประชาชน: ผรส. จะเป็นตัวแทนของประชาชนในการแจ้งปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ ให้ผู้ใหญ่บ้านและหน่วยงานภาครัฐได้รับทราบ

การที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการแต่งตั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง หวังว่าการดำเนินการนี้จะช่วยสร้างสังคมที่น่าอยู่และเข้มแข็งยิ่งขึ้น

การอนุมัติแต่งตั้งในครั้งนี้จะช่วยให้การทำงานของฝ่ายปกครองท้องที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และส่งผลดีต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม

ที่มา – “ภูมิธรรม” อนุมัติแต่งตั้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบเพิ่ม 3,335 หมู่บ้าน

จ่อสอบ! อดีต ผอ.สำนักพุทธ คดีอลงกต

“บิ๊กเต่า” เผยคดี “อลงกตการละคร” เตรียมประชุมทีมคลี่คลายคดี จ่อเรียกสอบ อดีต ผอ.สำนักพุทธ-ตลกดัง และนักแสดงเพิ่ม หลังพบเส้นเงินพัวพัน เชื่อมีความเสียหายสูงมาก อาจมีแบ่งผลประโยชน์กัน 70/30 หรือรูปแบบอื่น ๆ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีอดีตพระอลงกต ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้รับการประสานจากสมาชิกวงดนตรีออร์เคสตราชื่อดัง เพื่อขอเข้าให้ข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเล่นดนตรีให้กับวัด โดยเฉพาะข้อมูลการโอนเงินจำนวน 400,000-500,000 บาทต่อครั้ง คาดว่าจะเป็นการโอนจากคนใกล้ชิดหลวงพ่อโดยตรง ไม่ได้ผ่านทางวัด

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า จากการพูดคุยเบื้องต้นพบว่าข้อมูลยังไม่ชัดเจน ต้องรอให้บุคคลที่เกี่ยวข้องนำเอกสารทางการเงิน เช่น สเตทเมนต์การโอนเงิน มาชี้แจงอย่างละเอียดภายในสัปดาห์นี้ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นการเล่นดนตรีจริงหรือไม่ และมีการจ้างงานกันอย่างไร เชื่อว่าการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นมานานกว่า 10 ปีแล้ว

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมออกหมายเรียกพยานบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งดารา นักแสดง ตลก และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน จะเรียกเข้าให้ปากคำในฐานะพยานเพื่อประกอบการพิจารณาคดี

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ย้ำว่าการตรวจสอบเส้นทางการเงินในคดีนี้ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่ามีความเสียหายสูงมาก เพราะเงินบริจาคบางส่วนไม่ได้เข้าวัดทั้งหมด แต่เข้าสู่บัญชีของบุคคลใกล้ชิดและประชาชนบางส่วนผ่านโครงการรับตู้บริจาค ซึ่งอาจจะมีการแบ่งผลประโยชน์กัน 70/30 หรือรูปแบบอื่น ๆ

ดังนั้น ในสัปดาห์นี้เจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนการบริหารจัดการคดีให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากเอกสารและข้อมูลมีจำนวนมหาศาล เพื่อป้องกันไม่ให้คดีล่าช้าไปกว่าเดิม

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ในส่วนของอดีตพระอลงกต เจ้าหน้าที่ยังคงมีการทำงานกันอย่างต่อเนื่อง เพราะเอกสารมีจำนวนมาก แต่ไม่เป็นกังวลเนื่องจากทั้งตัวอดีตพระอลงกต และ หมอบี ไม่ได้รับการประกันตัวอยู่แล้ว แต่สำหรับกรณีอื่นๆ ที่จะมีการเปิดเผยใหม่ ตำรวจจะเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว โดยเฉพาะกรณีการยืมเงินจากวัด ถ้าหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นเงินของวัดจริง ผู้ให้ยืมเงินไปจะมีความผิดตามกฎหมาย ส่วนผู้ยืมจะต้องไปตรวจสอบเจตนาว่าตั้งใจที่จะยืมเงินวัดจริงหรือไม่ ถ้าหากตั้งใจยืมเงินวัดจริงจะมีความผิดเช่นกัน.

จ่อเรียกสอบ อดีต ผอ.สำนักพุทธ-ตลกดัง

ทำไมถึงต้องจ่อเรียกสอบ อดีต ผอ.สำนักพุทธ?

การจ่อเรียกสอบ อดีต ผอ.สำนักพุทธ-ตลกดัง ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการพบเส้นทางการเงินที่พัวพันกับคดีอลงกต ซึ่งเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก การตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียดถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เกิดความกระจ่างและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

นอกจากอดีต ผอ.สำนักพุทธ และตลกดังแล้ว ยังมีดารา นักแสดง และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการเรียกสอบเพื่อรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาคดี

ความสำคัญของการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

  • เพื่อค้นหาความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ
  • เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการศาสนา
  • เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
  • เพื่อปกป้องเงินบริจาคของประชาชนที่ตั้งใจทำบุญ

คดีนี้ยังคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะมีรายละเอียดและข้อมูลที่ต้องทำการตรวจสอบอีกมากมาย การจ่อเรียกสอบ อดีต ผอ.สำนักพุทธ-ตลกดัง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสืบสวนสอบสวน เพื่อค้นหาความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้

ที่มา – จ่อเรียกสอบ อดีต ผอ.สำนักพุทธ-ตลกดัง เส้นเงินพัวพันคดีอลงกต เชื่อมีแบ่ง 70/30

กฤษฎีกาเลี่ยงตอบอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ

เลขาธิการกฤษฎีกาเลี่ยงตอบเรื่องอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ ย้ำว่าเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี ชี้หากมีปัญหาให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ

วันที่ 2 กันยายน 2568 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หลีกเลี่ยงที่จะให้ความเห็นอย่างชัดเจนถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการในการยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ โดยให้เหตุผลว่าประเด็นนี้สร้างความสับสนและตนไม่อยากพูดอะไรไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามยังคงยืนยันในความเห็นเดิมว่า การยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีปกติเท่านั้น

เมื่อถูกถามว่าหากรัฐบาลรักษาการตัดสินใจยุบสภาจะมีความผิดหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจึงไม่ขอคาดเดา แต่หากเกิดปัญหาขึ้นจริงก็จะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการตีความตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประชาชนทั่วไปไม่น่าจะมีสิทธิยื่นเรื่องได้

ส่วนกรณีที่มีความเห็นแตกต่างทางวิชาการ นายปกรณ์กล่าวว่า รัฐบาลต้องพิจารณาตามความเหมาะสม แต่เขายืนยันว่าได้ให้ความเห็นตามหลักการไปแล้ว และเรื่องยังไม่เกิดจึงยังไม่ขอตอบในประเด็นอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับนักวิชาการอีก

กฤษฎีกาเลี่ยงตอบอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ

ประเด็นเรื่องอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ กลายเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย เนื่องจากมีความไม่ชัดเจนในข้อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลรักษาการสามารถใช้อำนาจนี้ได้หรือไม่ และหากใช้ไปแล้วจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ความเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ออกมาในลักษณะดังกล่าว ยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีความคลุมเครือมากยิ่งขึ้น แม้จะยืนยันว่าเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจนว่าหมายถึงนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นหรือไม่

สิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจยุบสภา

เพื่อให้เข้าใจประเด็นนี้มากยิ่งขึ้น เราลองมาพิจารณาถึงสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับอำนาจยุบสภา:

  • อำนาจเฉพาะตัว: การยุบสภาเป็นอำนาจที่สำคัญ และส่งผลกระทบต่อการเมืองในภาพรวม
  • สถานะรัฐบาล: รัฐบาลรักษาการมีอำนาจจำกัดกว่ารัฐบาลปกติ
  • การตีความกฎหมาย: การตีความรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ความเห็นของนักวิชาการ

ไม่ใช่แค่เพียงนักกฎหมายเท่านั้นที่ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์หลายท่านก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป บางท่านเห็นว่ารัฐบาลรักษาการไม่ควรใช้อำนาจยุบสภา เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง

ในขณะที่บางท่านเห็นว่า หากมีเหตุจำเป็น รัฐบาลรักษาการก็สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากรัฐบาลรักษาการตัดสินใจยุบสภา ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้:

  • ความไม่แน่นอนทางการเมือง: การยุบสภาจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง
  • ความขัดแย้งทางกฎหมาย: อาจมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตีความว่าการยุบสภาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
  • ความเชื่อมั่นของประชาชน: การตัดสินใจยุบสภาอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง และรัฐบาลรักษาการจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ประเด็นอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง ซึ่งต้องรอติดตามกันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาในทิศทางใด

ที่มา – กฤษฎีกาเลี่ยงตอบอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ ย้ำเป็นอำนาจเฉพาะตัวนายกฯ