วัน: 2 กันยายน 2025

ไทยรัฐโพล: โหวตนายกฯ ประยุทธ์-ชัยเกษม แก้เศรษฐกิจ

ผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ในหัวข้อ “ถ้าสภาฯ โหวตนายกฯ สัปดาห์หน้า คุณอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด” ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามถึง 6,843 คน และผลปรากฏว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับคะแนนสนับสนุนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง

จากผลสำรวจ ไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ พบว่า 42.46% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้ พลเอก ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามมาด้วย นายชัยเกษม นิติสิริ ที่ได้รับคะแนน 26.86% และนายอนุทิน ชาญวีรกูล 18.79% ส่วนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้รับคะแนนสนับสนุน 8.51% และ 3.38% ตามลำดับ

นอกจากคำถามเกี่ยวกับตัวบุคคลแล้ว แบบสำรวจยังเจาะลึกถึงปัจจัยสำคัญที่ผู้ตอบแบบสอบถามใช้ในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยผู้ร่วมโหวตสามารถเลือกได้มากกว่าหนึ่งข้อ ซึ่งมีผู้ตอบคำถามในส่วนนี้จำนวน 5,451 คน

ไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขเศรษฐกิจและปัญหาค่าครองชีพเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้เลือกปัจจัยนี้สูงถึง 25.93% สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ปัจจัยรองลงมาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นชายแดนกัมพูชา ที่มีผู้ให้ความสำคัญ 18.43% และความสะอาดโปร่งใส รวมถึงการต่อต้านคอร์รัปชัน ที่ได้รับความสนใจจาก 15.53% ของผู้ตอบแบบสอบถาม นี่แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศและธรรมาภิบาลของผู้ที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ

ประเด็นสำคัญจากไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ

  • พลเอก ประยุทธ์ นำโด่งด้วยคะแนน 42.46%
  • ชัยเกษม นิติสิริ ตามมาเป็นอันดับสองด้วย 26.86%
  • การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญที่สุด

ภาพรวมของผลสำรวจนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้เข้าชมมากกว่า 586,000 ครั้ง การเปิดโหวตเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม เวลา 18.22 น. และเปิดให้ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ร่วมโหวตได้จนถึงวันที่ 5 กันยายน เวลา 18.00 น. ที่ https://poll.thairath.co.th/campaign/newPM

ผลสำรวจ ไทยรัฐโพล: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการผู้นำที่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้ นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องความโปร่งใสและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างมากในการพิจารณาเลือกผู้นำประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ประเด็นเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนว่าประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตประจำวัน และต้องการผู้นำที่เข้าใจปัญหาและมีแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม การเลือกนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้องและความอยู่รอดของประชาชน

ที่มา – Thairath Poll: ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์โหวตประยุทธ์-ชัยเกษม นั่งนายกฯ อยากเห็นการแก้ไขเศรษฐกิจ

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ จริงหรือ?

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ จริงหรือ? การปรากฏตัวของอดีตนายกฯ สร้างความฮือฮา แต่สุริยะยืนยันไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวแน่นอน เรามาเจาะลึกถึงเบื้องหลังการมาเยือนพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณในครั้งนี้กัน

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 15.52 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยสั้นๆ ขณะเดินทางออกจากที่ทำการพรรคเพื่อไทย ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเอง พรรคเพื่อไทยได้มีการประชุม สส. โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธานในการประชุม พร้อมทั้งมี นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการให้กำลังใจ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่มีทางออกหรือไม่ นายทักษิณ ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่รู้ ผมมาให้กำลังใจเฉยๆ” เมื่อถูกถามถึงกรณีที่เคยกล่าวว่าผิดที่ไว้ใจ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม มากเกินไป นายทักษิณ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว แต่ได้กล่าวซ้ำอีกครั้งว่า “มาให้กำลังใจเฉยๆ” ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์เมอร์เซเดส-มายบัค ทะเบียน พร 195 กรุงเทพมหานคร และเดินทางออกจากพรรคเพื่อไทยไป

ในช่วงเวลา 16.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการประชุมว่า ในวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แม้ว่านายชัยเกษม จะเข้าร่วมการประชุมด้วยก็ตาม การประชุมในครั้งนี้เป็นเพียงการให้กำลังใจแก่ สส. ของพรรคเท่านั้น ซึ่ง สส. ทุกคนของพรรคก็ยืนยันว่าจะยังคงอยู่กับพรรคต่อไป

ส่วนการมาของนายทักษิณนั้น นายสุริยะกล่าวว่าเป็นการมาให้กำลังใจ สส. โดยนายทักษิณได้กล่าวว่า “ถ้าเป็นอะไรก็ให้อยู่ด้วยกัน” นอกจากนี้ นายสุริยะ ยังได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ จริงหรือไม่?

การปรากฏตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พรรคเพื่อไทย ได้สร้างความสนใจและเกิดคำถามต่างๆ มากมาย แม้ว่านายทักษิณจะยืนยันว่า “มาให้กำลังใจเฉยๆ” แต่หลายฝ่ายก็ยังคงจับตาถึงนัยยะทางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการมาเยือนในครั้งนี้

การที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมายืนยันว่าไม่มีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองมีความน่าติดตามมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการตอกย้ำว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงเดินหน้าด้วยทีมงานและบุคลากรชุดเดิม

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังคงค้างคาใจหลายคนก็คือ การมาของนายทักษิณ “มาให้กำลังใจเฉยๆ” จริงหรือไม่ หรือว่ามีวาระซ่อนเร้นอื่นใดที่ยังไม่ถูกเปิดเผย ซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไปอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่น่าสนใจจากการเดินทางมาพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ คือ การส่งสัญญาณบางอย่างถึงสมาชิกพรรค และอาจถึงคู่แข่งทางการเมืองด้วย การเน้นย้ำคำว่า “ให้กำลังใจ” อาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาครั้งนี้

ในภาพรวม การมาเยือนพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ แม้จะถูกอธิบายว่าเป็นการ “มาให้กำลังใจเฉยๆ” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย แจงมาให้กำลังใจเฉยๆ “สุริยะ” ยันไม่มีอัศวินขี่ม้าขาว

อดีตกัปตันสก็อตแลนด์ โบน เสียชีวิตวัย 75 ปี

จิมมี่ โบน อดีตกองหน้าและผู้จัดการทีมชาวสก็อตแลนด์ เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 75 ปี

โบนเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ Partick Thistle และย้ายไปเล่นให้กับ Norwich City, Sheffield United, Celtic, St Mirren, Toronto Blizzard, Hong Kong Rangers และ Heart of Midlothian รวมถึง Arbroath อีกสองช่วง

เขายังได้รับโอกาสลงเล่นให้กับทีมชาติสกอตแลนด์ 2 นัด ทำประตูได้ในเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกที่สกอตแลนด์บุกไปชนะเดนมาร์ก 4-1 ในปี 1974

โบนมีส่วนช่วยให้ Thistle และ Norwich เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดของตนเอง และยังเป็นส่วนหนึ่งของทีม Thistle ที่สร้างชื่อเสียงด้วยการเอาชนะ Celtic 4-1 ใน Scottish League Cup รอบชิงชนะเลิศปี 1971

เขายังช่วยให้ St Mirren คว้าแชมป์ Anglo-Scottish Cup โดยเอาชนะ Bristol City 5-1 ในรอบชิงชนะเลิศปี 1980

โบนเริ่มต้นงานโค้ชในฐานะผู้เล่น-ผู้จัดการทีมของ Arbroath ในเดือนกุมภาพันธ์ 1985 และต่อมาได้คุมทีม Airdrieonians นำพวกเขาเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ดิวิชั่นในปี 1991

เขารับหน้าที่คุมทีม Power Dynamos ในแซมเบีย คว้าแชมป์ African Cup Winners’ Cup ในปี 1991 ได้สำเร็จ

โบนยังได้คุมทีม St Mirren, East Fife, Wits University ในลีกสูงสุดของแอฟริกาใต้ และ Stenhousemuir รวมถึงช่วงเวลาสั้นๆ ในฐานะผู้จัดการทีมชั่วคราวของ Partick Thistle

นอกจากนี้ เขายังเคยเป็นผู้ช่วยโค้ชให้กับ Ross County และ Chester City อีกด้วย

อดีตกัปตันสก็อตแลนด์ โบน เสียชีวิตวัย 75 ปี

การจากไปของ จิมมี่ โบน ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์ เขาเป็นทั้งผู้เล่นและผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก สร้างชื่อเสียงให้กับหลายสโมสร และเป็นที่รักของแฟนบอล

เส้นทางลูกหนังของ จิมมี่ โบน อดีตกัปตันสก็อตแลนด์

  • Partick Thistle: จุดเริ่มต้นอาชีพค้าแข้ง
  • Norwich City: ประสบความสำเร็จในการเลื่อนชั้น
  • Celtic: สร้างชื่อใน Scottish League Cup
  • St Mirren: คว้าแชมป์ Anglo-Scottish Cup
  • Arbroath: เริ่มต้นงานโค้ช

อดีตกัปตันสก็อตแลนด์ โบน ถือเป็นตำนานนักเตะอีกคนที่สร้างคุณูปการมากมายให้กับวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์ ทั้งในฐานะผู้เล่นและผู้จัดการทีม การจากไปของเขาทำให้แฟนบอลทั่วทั้งสก็อตแลนด์ต่างรู้สึกเสียใจและระลึกถึงผลงานของเขา

การที่ อดีตกัปตันสก็อตแลนด์ โบน จากไปอย่างสงบในวัย 75 ปี ถือเป็นการปิดตำนานนักเตะและผู้จัดการทีมมากความสามารถที่สร้างความทรงจำดีๆ ไว้มากมายให้กับวงการฟุตบอลสก็อตแลนด์

ถึงแม้ว่า อดีตกัปตันสก็อตแลนด์ โบน จะจากพวกเราไปแล้ว แต่ชื่อของเขาจะยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลตลอดไป

ที่มา – Former Scotland cap Bone dies aged 75

“ก่อแก้ว” ชม “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ฝ่าวิกฤติ

“ก่อแก้ว” ชมรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม ชี้ สภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ จำเป็นต้องฝ่าฟันให้ผ่านจุดวิกฤติให้ได้ ขอประชาชนอดทนกับสถานการณ์นี้และดูแลตัวเองไปก่อน

วันที่ 2 กันยายน 2568 นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคเพื่อไทย พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนเข้าประชุมพรรค ว่า ตัวเองรู้สึกสงสารประเทศไทย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าวันนี้การเมืองบ้านเราอยู่ในจุดที่ยากมาก นักธุรกิจนักลงทุนคงไม่ตัดสินใจทำอะไรในตอนนี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยที่แย่อยู่แล้ว ก็ต้องลากยาวไปอีก วันนี้ยิ่งมีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ ถ้าไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม หากกัมพูชามาก่อกวนหรือต้องการให้สถานการณ์ไทยปั่นป่วน จะไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างจริงจัง

ถ้าเป็นสภาวะปกติตนเองจะเชียร์พรรคเพื่อไทยให้ยุบสภา แต่ตอนนี้สภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ จึงจำเป็นต้องฝ่าฟันให้ผ่านจุดวิกฤติไปให้ได้ วันนี้ตนเองรอดูพรรคประชาชนอยู่ และเข้าใจพรรคประชาชนดีว่า มีคน 2 กลุ่มหลักๆ คือ เสื้อแดงเก่า และเสื้อเหลืองเก่า มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก ทำให้พรรคประชาชนมีแนวคิดที่แตกต่างกันระหว่าง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นเสื้อแดงมาก่อน อยากให้จับมือกับพรรคเพื่อไทย ส่วนกลุ่มที่เป็นเสื้อเหลืองเก่า คนเหล่านั้นไม่เอาพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ณ ตอนนี้จึงอยากเรียนพี่น้องประชาชนว่าต้องอดทนกับสถานการณ์นี้และขอให้ทุกคนดูแลตัวเองไปก่อน

นายก่อแก้ว กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลรักษาการที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่กำลังทำหน้าที่อยู่นั้น ตนมองว่าก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็ต้องยอมรับการเป็นรัฐบาลรักษาการนั้นการสั่งการราชการ ทำให้การทำงานลำบาก.

“ก่อแก้ว” ชมรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ต้องฝ่าฟันให้ผ่านวิกฤติ

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนและเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน คำกล่าวของนายก่อแก้ว พิกุลทอง สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การที่นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ และปัญหาชายแดนที่อาจเกิดขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อน การที่นายก่อแก้วออกมาให้กำลังใจรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่กำลังพยายามนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

ทำไมคำชมของ “ก่อแก้ว” ถึงมีความสำคัญในช่วงวิกฤติ?

ในสถานการณ์ที่เปราะบางเช่นนี้ กำลังใจและความเชื่อมั่นจากบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่างนายก่อแก้ว มีความสำคัญอย่างยิ่ง คำชมต่อการทำงานของรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนและนักลงทุนว่า ยังมีคนที่มองเห็นและเข้าใจถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหา แม้ว่าการทำงานของรัฐบาลรักษาการจะมีข้อจำกัด แต่การได้รับการยอมรับและสนับสนุนจะช่วยให้การทำงานราบรื่นขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ คำกล่าวของนายก่อแก้วยังเป็นการเตือนสติให้ประชาชนอดทนและดูแลตัวเองในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การที่สภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ ทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกฝ่าย การที่ประชาชนเข้าใจและให้ความร่วมมือ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

การ “ก่อแก้ว” ชมรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ หากไม่มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง การจัดการกับปัญหาชายแดนหรือการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ จะเป็นไปได้ยากลำบาก

ดังนั้น การที่นายก่อแก้วออกมาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจรัฐบาลรักษาการ จึงเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในอนาคต

อย่างไรก็ดี การที่นายก่อแก้วออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพโดยเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การเมืองที่มั่นคงจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคน

ที่มา – “ก่อแก้ว” ชมรัฐบาลรักษาการ “ภูมิธรรม” ทำหน้าที่ดีเยี่ยม ต้องฝ่าฟันให้ผ่านวิกฤติ

เจาะลึก! มาร์ค เกฮี เคารพการย้ายทีม – ฮาร์ท

โจ ฮาร์ท อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ และคริส ซัตตัน กองหน้าชื่อดัง ร่วมกันวิเคราะห์แนวทางการจัดการตลาดซื้อขายนักเตะของ มาร์ค เกฮี กัปตันทีมคริสตัล พาเลซ ที่แสดงความ “เคารพ” ต่อสถานการณ์ดังกล่าว หลังการย้ายไปลิเวอร์พูลไม่เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขาย

มาร์ค เกฮี เคารพการย้ายทีม – ฮาร์ท

ฮาร์ทกล่าวว่าเขารู้สึกประทับใจกับวิธีการที่เกฮีจัดการกับข่าวลือเรื่องการย้ายทีม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสมาธิกับปัจจุบันและให้เกียรติสโมสรปัจจุบันของเขา “ผมคิดว่ามันเป็นแนวทางที่น่าชื่นชมมาก” ฮาร์ทกล่าว “เขาไม่ได้ปล่อยให้ข่าวลือต่างๆ รบกวนสมาธิ และเขายังคงทุ่มเทให้กับคริสตัล พาเลซ อย่างเต็มที่”

ซัตตันเสริมว่าแนวทางของเกฮีเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับนักฟุตบอลรุ่นใหม่ “มันง่ายที่จะถูกชักจูงโดยเงินและชื่อเสียงของสโมสรใหญ่ๆ” เขากล่าว “แต่เกฮีแสดงให้เห็นว่าเขามีความมุ่งมั่นและภักดีต่อสโมสรของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่หายากในวงการฟุตบอลสมัยใหม่”

เกฮีกับการย้ายทีมที่(ไม่)เกิดขึ้น

แม้ว่าการย้ายไปลิเวอร์พูลจะไม่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แต่เกฮียังคงเป็นหนึ่งในกองหลังดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ด้วยทักษะการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม ความแข็งแกร่งในการดวลตัวต่อตัว และภาวะผู้นำที่โดดเด่น ทำให้เขากลายเป็นกำลังสำคัญของคริสตัล พาเลซ และเป็นที่ต้องการของหลายสโมสรชั้นนำในยุโรป

สถานการณ์ของ มาร์ค เกฮี เคารพการย้ายทีม – ฮาร์ท สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความเคารพที่นักเตะควรมีต่อสโมสรต้นสังกัด แม้ว่าโอกาสในการย้ายไปร่วมทีมใหญ่จะน่าดึงดูดใจ แต่การรักษาความเป็นมืออาชีพและมุ่งมั่นกับหน้าที่ปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า การกระทำของเกฮีเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักเตะรุ่นใหม่ และแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากการไล่ตามชื่อเสียงและเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการทำงานหนัก ความมุ่งมั่น และความเคารพต่อผู้อื่น

การที่ มาร์ค เกฮี เคารพการย้ายทีม – ฮาร์ท ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของเขาเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของสโมสรคริสตัล พาเลซอีกด้วย การที่นักเตะคนสำคัญแสดงความภักดีและความมุ่งมั่นต่อสโมสร ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเพื่อนร่วมทีมและแฟนบอล นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักเตะคนอื่นๆ ว่าคริสตัล พาเลซ เป็นสโมสรที่น่าอยู่และพร้อมที่จะให้โอกาสนักเตะได้พัฒนาฝีเท้า

ในขณะที่ตลาดซื้อขายนักเตะปัจจุบันอาจปิดตัวลงแล้ว แต่สถานการณ์ของ มาร์ค เกฮี เคารพการย้ายทีม – ฮาร์ท ยังคงเป็นที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับนักฟุตบอลทุกคน การรักษาความเป็นมืออาชีพ ความเคารพ และความมุ่งมั่น จะนำมาซึ่งความสำเร็จในระยะยาว และสร้างชื่อเสียงที่ดีให้กับตนเองและสโมสร

  • ชมรายการ Monday Night Club ได้ทาง BBC iPlayer
  • รับฟังได้ทาง BBC Radio 5 Live และ BBC Sounds

ถึงแม้การย้ายทีมจะไม่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แต่เชื่อว่าด้วยศักยภาพและทัศนคติที่เป็นเลิศของเกฮี จะทำให้เขามีโอกาสได้ย้ายไปร่วมทีมใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญคือการรักษามาตรฐานการเล่นที่ดีและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่อาจเข้ามาในอนาคต

ที่มา – Guehi’s approach to transfer window ‘respectful’ – Hart

สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69: พิชัยขอบคุณ

“วุฒิสภา” ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 มติ 151 ต่อ 1 เสียง “หมอวี” ฉะตั้งงบฯ สธ. ต้อนรับ “รมว.-รมช.” ลงพื้นที่ครั้งละ 1 ล้าน กระตุกสำนึกใช้ภาษีประชาชน ไม่ให้ผ่าน ด้าน “พิชัย” ขอบคุณ จะใช้งบฯ โปร่งใสตรวจสอบได้

วันที่ 2 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก่อนที่ สว. จะลงมติในช่วงเย็นวันที่ 2 ก.ย.นี้ ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาได้เสนอแนะการจัดสรรงบประมาณที่มองว่า ควรเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69: พิชัยขอบคุณ

โดยนพ.วีระพันธ์ สุวรรณามัย สว. อภิปรายงบประมาณด้านสาธารณสุข ว่า การจัดงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขส่วนใหญ่เป็นงบรายจ่ายประจำ เงินเดือน ขณะที่งบสาธารณสุขของไทยคิดเป็น 2% ของจีดีพีเท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วต้องมี 5% ของจีดีพี ดังนั้นของไทยจำเป็นต้องเพิ่มเกือบ 100% ขณะที่กองทุนหลักประกันสุขภาพที่ได้งบเพิ่มขึ้น 15% แต่อัตราเงินเฟ้อพบว่า เพิ่มขึ้น 15% เท่ากับไม่ได้เพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า งบฯ รักษาของผู้ป่วยใน เพียง 3% ขณะที่ 70% เป็นงบฯ นวัตกรรม บริการที่จำเป็นน้อย การให้งบประมาณดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจที่โรงพยาบาลของรัฐให้บริการประชาชนติดลบ และบุคลากรยิ่งลาออก ซ้ำยังพบว่า มีงบฯ ต้อนรับรัฐมนตรี กรณีเมื่อรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วย ไปโรงพยาบาลใดก็ตามต้องมีเงินเอาไว้ต้อนรับ เงินบำรุงโรงพยาบาล ประมาณ 1 ล้านบาทต่อครั้ง บางครั้งไปโรงพยาบาลระดับอำเภอ ไม่สามารถต้อนรับได้ด้วยงบดังกล่าว จึงต้องไปประสานงานขอจากโรงพยาบาลใกล้เคียง เพื่อออกเงิน รพ. ละ 5 แสนบาท เพื่อให้ได้เงิน 1 ล้านบาท ใช้ต้อนรับ รมว. และ รมช. สาธารณสุข

“ผมไม่อยากให้ สิ่งที่พูดเป็นจริง แต่หากเป็นจริง ขอให้แก้ไข เพราะเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง หากรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วย อยากลงไปดูงานหรือจัดอีเวนต์ต่างๆ ควรลงไปโดยสำนึกในภาษีของประชาชน และจากการอภิปรายของ สว. พบความเห็นข้อเสนอแนะที่ไม่เห็นด้วย ดังนั้นในงบสาธารณสุขที่ดูละเอียดแล้ว งบนี้ไม่สามารถดูแลคนไทยให้มีความสุขขึ้น งบนี้ไม่สามารถให้บุคลากรสาธารณสุขมีความสุขได้ ดังนั้นความคิดของผม งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ส่วนตัวผมไม่สามารถให้ผ่านไปได้” นพ.วีระพันธ์ กล่าว

กระทั่งช่วงบ่าย ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สองเป็นประธานการประชุม หลังจากที่ สว. ได้อภิปรายต่อเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แล้วเสร็จ ได้ลงมติว่า จะเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวหรือไม่ โดยมติของที่ประชุม เห็นชอบด้วยมติ 151 เสียง ต่อไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 27 เสียง

“พิชัย” ขอบคุณ สว. หลัง สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69

ด้านนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง ฐานะผู้แทนรัฐบาล กล่าวขอบคุณ สว. ที่พิจารณาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 เครื่องมือสำคัญขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่างๆ ขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจยั่งยืน สำหรับข้อคิดเห็น ข้อเสนอและความห่วงใยที่เสนอแนะรัฐบาลรับไว้ด้วยความขอบคุณ ประกอบกับจะนำการพิจารณาไปปรับปรุงหน่วยรับงบประมาณเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด ขอให้ความมั่นใจว่านโยบายและงบประมาณที่ผ่านการพิจารณาใช้ตามแผนงานและวัตถุประสงค์ รัฐบาลใช้งบประมาณโปร่งใส ตรวจสอบได้ บรรลุผลสัมฤทธิ์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จากนั้นประธานในที่ประชุมได้สั่งปิดประชุมในเวลา 13.53 น. อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ประชุมวุฒิสภาได้ผ่านการเห็นชอบแล้วนั้น สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ส่งให้รัฐบาลเพื่อทูลเกล้าฯ ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

โดยสรุปแล้ว การที่ สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างแท้จริง การพิจารณาอย่างรอบคอบของสว. และการรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การที่ สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 นั้น ก็เป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

ที่มา – สว. โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 “พิชัย” ขอบคุณ จะใช้งบฯ โปร่งใสตรวจสอบได้

แมนซิตี้คว้าดอนนารุมม่า เอดอร์สันย้ายร่วมเฟเนร์บาห์เช่

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เซ็นสัญญากับผู้รักษาประตู จานลุยจิ ดอนนารุมม่า จาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง หลังจากขาย เอดอร์สัน ให้กับ เฟเนร์บาห์เช่

นอกจากนี้ มานูเอล อาคันจี กองหลังทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ก็ย้ายออกจากซิตี้ก่อนเส้นตายการย้ายทีม โดยเข้าร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน ด้วยสัญญายืมตัวหนึ่งฤดูกาล

ซิตี้ตกลงจ่าย 26 ล้านปอนด์สำหรับ ดอนนารุมม่า ซึ่งเซ็นสัญญากับทีมเป็นเวลา 5 ปี พร้อมออปชั่นขยายสัญญาอีก 1 ปี

ผู้รักษาประตูวัย 26 ปีรายนี้ กลายเป็นส่วนเกินของทีม ลีกเอิง 1 และแชมเปี้ยนส์ลีก หลังจากเซ็นสัญญากับ ลูคัส เชวาลิเยร์ จาก ลีลล์

อดีตผู้รักษาประตู เอซี มิลาน ได้ลงเล่นไปแล้ว 412 นัดในระดับสโมสร และยังลงเล่น 74 นัดให้กับอิตาลี ซึ่งช่วยให้พวกเขาเอาชนะอังกฤษในรอบชิงชนะเลิศ ยูโร 2020

เขาเป็นผู้เล่นใหม่รายที่ 7 และผู้รักษาประตูรายที่ 2 ที่เซ็นสัญญากับซิตี้ในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจาก เจมส์ แทรฟฟอร์ด ย้ายมาจากเบิร์นลีย์

ดอนนารุมม่า กล่าวว่า “การได้เซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นช่วงเวลาที่พิเศษและน่าภาคภูมิใจสำหรับผมมาก”

“ผมกำลังเข้าร่วมทีมที่มีพรสวรรค์ระดับโลก และทีมที่นำโดยหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอลา นี่คือสโมสรที่นักฟุตบอลทุกคนในโลกอยากจะเข้าร่วม”

“ผมชื่นชมการดูแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาหลายปีแล้ว ดังนั้นการได้เล่นให้กับสโมสรแห่งนี้จึงเป็นเกียรติและสิทธิพิเศษอย่างยิ่ง”

แมนซิตี้คว้าดอนนารุมม่า เอดอร์สันย้ายร่วมเฟเนร์บาห์เช่

เอดอร์สัน อำลาทีม “เรือใบสีฟ้า” หลังจาก 8 ปีที่เขาช่วยให้พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย และแชมเปี้ยนส์ลีก

เฟเนร์บาห์เช่ ทีมจากตุรกี ตกลงจ่าย 12.1 ล้านปอนด์สำหรับผู้รักษาประตูวัย 32 ปี ซึ่งลงเล่น 372 นัดในทุกรายการให้กับซิตี้ หลังจากการย้ายจากเบนฟิก้ามาร่วมทีมด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ในปี 2017

เอดอร์สัน ยังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัยกับซิตี้ และช่วยให้ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา คว้าทริปเปิลแชมป์ในปี 2022-23

อาคันจี ยังเป็นผู้เล่นคนสำคัญในฤดูกาลแห่งความสำเร็จอันน่าทึ่งนั้น หลังจากย้ายจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มาร่วมทีมซิตี้ในปี 2022 เขาออกสตาร์ทในรอบชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 2023 ซึ่งเป็นการพบกับอินเตอร์ ทีมใหม่ของผู้เล่นวัย 30 ปี

การย้ายทีมของเอดอร์สัน และการมาของดอนนารุมม่า

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เอดอร์สัน จะได้รับการจดจำในฐานะหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของซิตี้ และเขาอำลาทีมไปในฐานะผู้ที่สร้างมาตรฐานที่ยากจะตาม

เอดอร์สัน กล่าวว่า “ผมออกจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่งในสิ่งที่เราประสบความสำเร็จร่วมกัน และผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้สวมเสื้อตัวนี้หลายครั้ง”

“ภายใต้การคุมทีมของเป๊ป เราคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างยิ่งใหญ่และพิชิตยุโรป มันเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก”

เอดอร์สัน กล่าวเสริมว่า “ผมมาถึงแมนเชสเตอร์เมื่อ 8 ปีที่แล้วด้วยความหวังเต็มเปี่ยม แต่ผมไม่สามารถคาดการณ์ถึงช่วงเวลาที่สวยงามเช่นนี้ได้”

“การเล่นให้ซิตี้เป็นช่วงเวลาที่พิเศษที่สุดในชีวิตของผม และผมจะเป็นแฟนของสโมสรที่พิเศษแห่งนี้ตลอดไป”

“ผมจะไปกับภรรยาและลูก ๆ แต่ผมทิ้งครอบครัวใหญ่ไว้ที่นี่ แฟนบอลซิตี้ ครั้งหนึ่งเป็นสีฟ้า ก็จะเป็นสีฟ้าตลอดไป”

ไม่เพียงแต่ เอดอร์สัน จะเก็บคลีนชีตได้ 122 นัดจากการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 276 นัดเท่านั้น แต่เขายังทำแอสซิสต์ได้ 7 ครั้งในการแข่งขันอีกด้วย

บรูซ กรอบเบลลาร์ อดีตผู้เล่นลิเวอร์พูล เป็นผู้รักษาประตูอีกรายเดียวที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ 6 สมัย

ฮูโก้ เวียน่า ผู้อำนวยการฟุตบอลของซิตี้ กล่าวว่า “ข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีผู้รักษาประตูคนใดเคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้มากกว่านี้ แสดงให้เห็นทุกสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับคุณภาพและความสม่ำเสมอของเขาในเสื้อของซิตี้”

“เขาเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งในความสำเร็จทั้งหมดของเราในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และทักษะและความกล้าหาญของเขามีส่วนสำคัญในการช่วยให้ซิตี้เล่นฟุตบอลที่สวยงามที่เราได้เห็น เขาได้สร้างตำแหน่งของเขาในประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างแท้จริง”

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการปรับปรุงทีมครั้งใหญ่ของแมนซิตี้ โดยการได้ แมนซิตี้คว้าดอนนารุมม่า เอดอร์สันย้ายร่วมเฟเนร์บาห์เช่ เข้ามา จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในตำแหน่งผู้รักษาประตู ในขณะที่การปล่อยตัวเอดอร์สันก็เป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้ไปหาความท้าทายใหม่ๆ

ในความคิดเห็นส่วนตัว การที่ แมนซิตี้คว้าดอนนารุมม่า เอดอร์สันย้ายร่วมเฟเนร์บาห์เช่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแมนซิตี้ในการรักษามาตรฐานระดับสูงและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนทีมเพื่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – Man City sign Donnarumma as Ederson joins Fenerbahce

มทภ.2 ยัน ทหารไม่ปฏิวัติ: ปล่อยกลไกการเมือง!

แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันหนักแน่น ทหารไม่ปฏิวัติ ปล่อยให้กลไกการเมืองเดินหน้าต่อไป พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ายังมีคนดีที่มีความสามารถพร้อมที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ

พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการบรรยายและแสดงวิสัยทัศน์แก่นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยเนื้อหาหลักของการสัมภาษณ์เน้นไปที่สถานการณ์การเมืองปัจจุบันและการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

มทภ.2 ยัน “ทหารไม่ปฏิวัติ”

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และการพูดถึงการเลือกคนดีเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา พลโทบุญสินตอบว่า “ทฤษฎีที่ผมพูดไป เป็นทฤษฎีที่ผมอยากให้เป็น แต่ความจริงของประเทศไทย ก็ต้องว่าเป็นไปตามระบบของประเทศไทยในห้วงเวลานี้ ยืนยันทหารไม่ปฏิวัติอยู่แล้ว เราปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของพี่น้องประชาชน และเราก็ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา คัดกรองว่าอะไรถูกไม่ถูก หรือเราจะเสนอแนะอย่างไร นี่คือสิ่งที่ได้คุยกับน้องๆ ที่เราอยากให้เป็นในอนาคต ถือเป็นทฤษฎี แต่ความจริงจะได้ขนาดไหน คนไทยทั้งประเทศต้องช่วยกัน”

เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มีชื่อปรากฏว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชาได้หรือไม่ พลโทบุญสินกล่าวว่า “คงเป็นเรื่องของการเมือง แม่ทัพฯ ไม่อยากให้ความคิดเห็นสักเท่าไหร่ เป็นเรื่องกลไกของการบริหารประเทศ แต่เดี๋ยวก็พัฒนาไป เชื่อว่าคนไทยดูอยู่ ส่วนแม่ทัพฯ ทำหน้าที่ต่อ แต่ในส่วนการเมือง บางครั้งมันก็มีตัวเลือกที่มีวงจำกัด เราก็ต้องให้เกียรติเขา ได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป เราคนไทยเจ้าของประเทศ ต้องช่วยกันดู สนับสนุนให้ความเห็นที่ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน บางอย่างในห้วงเวลานี้ก็ต้องช่วยกันก่อน เพื่อรอวันข้างหน้าให้มันลงตัว อยู่ที่เราคัดสรร ผมเชื่อว่านักการเมืองมีคนดีอยู่แล้ว เราต้องให้กำลังใจกัน”

พลโทบุญสินยังกล่าวถึงความสัมพันธ์กับผู้บัญชาการทหารบกว่า “ท่านมองว่าน่าจะมีแนวโน้มทิศทางที่ดี กองทัพบกก็พร้อมทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ยุ่งกับกระแสการเมือง /ยืนยัน ผบ.ทบ. เป็นทหารอาชีพ ท่านก็คุยกับผมทุกวัน ในเรื่องของสถานการณ์ชายแดนและให้กำลังใจ พร้อมสนับสนุนทุกอย่างที่เราร้องขอ”

อนาคตกองทัพกับการเมือง: มทภ.2 ยัน “ทหารไม่ปฏิวัติ”

ในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ พลโทบุญสินเชื่อว่า “ถ้าถูกคัดเลือกมาแล้ว เชื่อว่าผู้ใหญ่คงเลือกที่เหมาะสม และท่านก็ทำหน้าที่ดีที่สุดอยู่แล้ว พร้อมเป็นกำลังใจให้ ผมและกองทัพพร้อมปฏิบัติ ตามคำสั่งที่ถูกต้อง ตอนนี้ไม่มีคนในใจ”

ส่วนประเด็นที่ว่าเหตุใดจึงไม่ได้อยู่ในแนวหน้ากับลูกน้อง พลโทบุญสินอธิบายว่า “ขอบคุณที่มีแนวคิดอย่างงั้น ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง จริงๆ มันก็จะมีผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นอยู่ มีรองแม่ทัพฯ ที่อยู่ที่นั่นประจำ ในห้วงนี้เป็นช่วงเวลาปรับสภาพ เสริมความมั่นคง และห้วงการเจรจา ผมจึงถือโอกาสนี้มาพบปะ พูดคุยกับน้องๆ ลูกหลาน ผมก็ทำหน้าที่เมื่อว่างเว้นจากการที่ไม่ได้รบกัน แต่ถ้ามีการรบ ยืนยันว่าไม่ทิ้งแน่นอน เราก็ทำหน้าที่ให้มันครอบคลุมในหลายๆ มิติ พร้อมกันในหลายส่วนที่เราทำได้”

ท้ายสุด พลโทบุญสินยืนยันหลังเกษียณว่าจะไม่เล่นการเมือง และสิ่งที่อยู่ในใจมากที่สุดคือคำพูดที่ว่า “เวลาคนมาฝากความหวัง ว่าอย่าทิ้งพวกเขา”

โดยสรุปแล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของกองทัพในการสนับสนุนกลไกทางการเมือง และความสำคัญของการมีผู้นำที่ดีเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และยังคงย้ำชัดว่า ทหารไม่ปฏิวัติ จะปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามกระบวนการ

การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันเรื่อง ทหารไม่ปฏิวัติ นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และยืนยันว่ากองทัพจะยังคงทำหน้าที่ในการปกป้องประเทศและสนับสนุนการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – มทภ.2 ยัน “ทหารไม่ปฏิวัติ” ปล่อยกลไกการเมืองจัดการ เชื่อมีคนดีพร้อมทำงานเพื่อประเทศ

“ฉลาด” แจง ประชุมสภาฯ เคลียร์กฎหมายค้าง โหวตนายกฯ 5 ก.ย.

“ฉลาด” แจงประชุมสภาฯ 3 วันเคลียร์กฎหมายค้าง คาดโหวตนายกฯ เร็วสุด 5 ก.ย.

“ฉลาด” แจงนัดประชุมสภาฯ นัดพิเศษ 3 วัน เคลียร์กฎหมายค้าง ปัดเร่งรัดก่อนยุบสภา คาด โหวตเลือกนายกฯ คนที่ 32 เร็วที่สุด 5 ก.ย. หรืออาจเป็นสัปดาห์หน้า รอฝ่ายการเมืองประสานมา พร้อมบรรจุวาระ

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 แถลงข่าวถึงการประชุมวิป 3 ฝ่าย ว่า สัปดาห์นี้มีการประชุมสภาฯ ทั้งหมด 3 วัน คือวันที่ 3-5 กันยายน 2568 เนื่องจากกฎหมายค้างอยู่ในวาระจำนวนมาก วิปทั้ง 3 ฝ่าย จึงเห็นว่าควรกำหนดวาระพิเศษขึ้นมาในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน 2568 เพื่อพิจารณากฎหมายของรัฐบาลที่ยังค้างอยู่ ซึ่งวาระการพิจารณานี้เป็นการตกลงกันมาก่อนแล้ว ไม่ใช่เป็นการเปิดสภาฯ เพื่อกำหนดวาระการประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แต่หากพรรคการเมืองใดรวมเสียงข้างมากได้แล้ว และแจ้งมายังสภาฯ เพื่อจะได้บรรจุระเบียบวาระต่อไป

“การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองที่มีความพร้อมแล้วแจ้งมายังสภาฯ ซึ่งมีความเป็นไปได้เร็วที่สุดคือวันที่ 5 กันยายน แต่ถ้าไม่ใช่วันที่ 5 กันยายน ก็น่าจะเป็นสัปดาห์หน้า”

เมื่อถามว่าการเร่งเคลียร์กฎหมายที่ค้างในสภาฯ เพื่อรองรับการยุบสภาใช่หรือไม่ นายฉลาด กล่าวว่า เรื่องนี้เพิ่งมีเข้ามาก่อนวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา แต่เรากำหนดการพิจารณากฎหมายไว้ก่อนแล้ว ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันเพื่อให้สภาฯ พิจารณาผ่านกฎหมายเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่การเร่งรัดเพื่อการยุบสภาแต่อย่างใด.

“ฉลาด” แจงรายละเอียดการประชุมสภาฯ กับการโหวตนายกฯ

จากกรณีที่นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ได้ออกมาแถลงถึงการประชุมสภาฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 3-5 กันยายน 2568 นั้น หลายคนอาจสงสัยว่าการประชุมครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งนายฉลาดได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การประชุมดังกล่าวมีวาระหลักคือการพิจารณากฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาฯ จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม หากพรรคการเมืองต่างๆ สามารถรวมเสียงข้างมากได้แล้ว และแจ้งความพร้อมมายังสภาฯ ก็มีความเป็นไปได้ที่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในวันที่ 5 กันยายน หรืออาจเป็นสัปดาห์หน้า

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่าการประชุมสภาฯ ในครั้งนี้จะไม่ได้มีวาระหลักเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่ก็เป็นไปได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การตัดสินใจที่จะมีการโหวตเกิดขึ้น ดังนั้น จึงต้องติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดต่อไป

นอกจากนี้ ประเด็นที่นายฉลาดได้กล่าวถึงเรื่องการเร่งเคลียร์กฎหมายที่ค้างในสภาฯ นั้น ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะการพิจารณาและผ่านกฎหมายต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม การที่สภาฯ สามารถพิจารณาและอนุมัติกฎหมายที่สำคัญได้ จะช่วยให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการเมืองและการทำงานของสภาฯ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการตัดสินใจของนักการเมืองและกฎหมายที่ผ่านสภาฯ ล้วนมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราทั้งสิ้น ดังนั้น การเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวและติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

การที่นายฉลาดออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองได้ดียิ่งขึ้น หวังว่าการประชุมสภาฯ ในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่น และสามารถพิจารณาและอนุมัติกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนได้ต่อไป

ดังนั้นการติดตามข่าวสารการเมือง และการประชุมสภาฯ อย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อที่จะสามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง และตัดสินใจเลือกผู้แทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ฉลาด” แจงประชุมสภาฯ 3 วันเคลียร์กฎหมายค้าง คาดโหวตนายกฯ เร็วสุด 5 ก.ย.