วัน: 2 กันยายน 2025

เบิ้ล ปทุมราช ร่วมงานศพน้องชาย สุดเศร้า

บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าในพิธีสวดพระอภิธรรมศพคืนแรกของน้องชาย “เบิ้ล ปทุมราช” นักร้องชื่อดัง เลี่ยงที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กำหนดการฌาปนกิจจะมีขึ้นในวันที่ 3 กันยายน 2568 ณ วัดโคกพระ จังหวัดอำนาจเจริญ

เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา (1 กันยายน 2568) ณ บ้านโคกพระ ตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา ซึ่งเป็นบ้านของนักร้องหนุ่ม เบิ้ล ปทุมราช ได้มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพของเด็กชายคณิต มาประสม อายุ 13 ปี น้องชายลูกพี่ลูกน้องของ เบิ้ล ปทุมราช โดยพิธีจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายตามประเพณีท้องถิ่น มีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระอภิธรรมเป็นคืนแรก โดยมีคณะครูจากโรงเรียนบ้านโคกพระ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่น้องชายของเบิ้ลศึกษาอยู่ มาร่วมเป็นเจ้าภาพในการสวดพระอภิธรรม ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลนาป่าแซง และทางเจ้าภาพเอง นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านในหมู่บ้านและจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาร่วมงานเพื่อแสดงความเสียใจ

ก่อนเริ่มพิธี เบิ้ล ปทุมราช และญาติได้นิมนต์พระสงฆ์ไปทำพิธีเชิญดวงวิญญาณของน้องชาย ณ จุดที่เสียชีวิต หลังจากพิธีสวดพระอภิธรรม เหล่าแฟนคลับของเบิ้ล ปทุมราช ที่มาร่วมงานได้เข้ามาถ่ายรูปคู่กับนักร้องหนุ่มเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะเดินทางกลับ อย่างไรก็ตาม หลังจากแฟนคลับถ่ายรูปเสร็จ ผู้สื่อข่าวได้พยายามที่จะเข้าไปสอบถามเบิ้ล ปทุมราช แต่เจ้าตัวได้หลีกเลี่ยงโดยการเดินเข้าไปในบ้านเป็นเวลานาน จากนั้นทีมงานได้ออกมาแจ้งกับผู้สื่อข่าวว่าไม่สะดวกที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ

ทั้งนี้ กำหนดการจัดพิธีศพนั้น จะมีการสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 2 คืน และจะประกอบพิธีฌาปนกิจในวันพุธที่ 3 กันยายน 2568 ณ วัดโคกพระ บ้านโคกพระ ตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ

เบิ้ล ปทุมราช ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมศพน้องชายคืนแรก

ความโศกเศร้าในงานศพน้องชาย เบิ้ล ปทุมราช

การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักย่อมนำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้ง การที่ เบิ้ล ปทุมราช ต้องเผชิญกับการจากไปของน้องชาย ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและต้องการกำลังใจอย่างมาก ขอเป็นกำลังใจให้เบิ้ลและครอบครัวผ่านพ้นช่วงเวลาที่แสนเศร้าไปได้ด้วยดี

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันในครอบครัวและความสำคัญของการให้กำลังใจซึ่งกันและกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งนี้

ที่มา – “เบิ้ล ปทุมราช” เศร้า ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมศพน้องชายคืนแรก

“บิ๊กเกรียง” โต้คดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ

พลเอกเกรียงไกร ตอบกลับคนพาดพิง รัฐประหารร้อยครั้ง ไม่เท่ากับฮั้ว สว. ชี้ เป็นกระบวนการตามกฎหมาย ลั่นไม่ขายชาติ ขายแผ่นดินแน่นอน เหมือนคดีที่ถูกศาลวินิจฉัยไปแล้ว

วันที่ 2 กันยายน 2568 พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ให้สัมภาษณ์ในรายการออนไลน์รัฐสภา “เปิดทุกมุมมอง สไตล์ สว. รั้วของชาติ สู่รั้วรัฐสภา” เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ถึงกรณีที่มีฝ่ายการเมืองออกมาพาดพิงว่า “การรัฐประหารร้อยครั้ง ไม่เท่ากับการฮั้วเลือก สว. เพียงครั้งเดียว” โดยระบุว่า ความจริงตนไม่อยากพูดถึงเรื่องการเมือง แต่คดีฮั้ว สว. อยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบสวนไต่สวน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่ขายชาติขายแผ่นดินแน่นอน เพราะการขายชาติขายแผ่นดิน มีเรื่องให้ศาลวินิจฉัยไปแล้ว

ทั้งนี้ พลเอกเกรียงไกร เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2506 ปัจจุบันอายุ 61 ปี ที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 22 (ตท.22) และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 33 (จปร.33) เริ่มรับราชการครั้งแรกที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 25 (ร.25 พัน 3) ค่ายวิภาวดีรังสิต จ.สุราษฎร์ธานี

พล.อ.เกรียงไกร มีการทำงานที่สำคัญ ชีวิตราชการเติบโตอยู่ในกองทัพภาคที่ 4 มาตลอด ก่อนจะขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อ 1 ต.ค.2563 โดยรับภารกิจใหญ่ดับไฟใต้ รวมถึงการปราบปรามยาเสพติด และเคยได้รับการแต่งตั้งจากนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2566 และได้ลงสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ในกลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง โดยได้รับเลือกมาเป็นลำดับที่ 1 และได้รับการเสนอชื่อจากกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สว.สายสีน้ำเงิน” ให้เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง

“บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย

จากกรณีที่มีการกล่าวถึงเรื่อง “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย พลเอกเกรียงไกรได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่ากระบวนการต่างๆ เป็นไปตามกฎหมาย และตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายชาติขายแผ่นดิน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับคดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้ว สว. กำลังอยู่ในระหว่างการสอบสวนของ กกต. ซึ่งพลเอกเกรียงไกรได้ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ พลเอกเกรียงไกรยังได้กล่าวถึงประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ได้รับมอบหมายในช่วงที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 อีกด้วย

การออกมาตอบโต้ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพลเอกเกรียงไกรในการปกป้องชื่อเสียงของตนเอง และยืนยันความบริสุทธิ์ใจต่อสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ

เรื่องนี้ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และต้องติดตามต่อไปว่าผลการสอบสวนของ กกต. จะออกมาในทิศทางใด และจะมีผลกระทบต่อสถานะของพลเอกเกรียงไกรในวุฒิสภาอย่างไรบ้าง

การที่พลเอกเกรียงไกรออกมาโต้ตอบเรื่อง “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังจากผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในบ้านเมือง

ประเด็นการ “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และรักษาไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม การออกมาให้ข้อมูลของพลเอกเกรียงไกรในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลอีกด้านหนึ่ง และสามารถนำไปประกอบการพิจารณาได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

การที่สังคมให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ในปัจจุบันเรื่องราวของ “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย ยังเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง และหลายฝ่ายกำลังจับตาดูความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด

ที่มา – “บิ๊กเกรียง” โต้กลับคดีฮั้ว สว. ไม่ขายชาติ เหมือนคดีที่ศาลเพิ่งวินิจฉัย

บางกอกแอร์ฯ ทุ่ม 400 ล. อัปเกรดสนามบินตราด

“บางกอกแอร์เวย์ส” ทุ่ม 400 ล้านบาท ปักธงพลิกโฉม สนามบินตราด ดันฮับการบินแห่งใหม่ภาคตะวันออก ยกระดับศักยภาพ รองรับการเติบโตเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยว่า สนามบินตราด เป็นหนึ่งในสนามบินของบริษัทฯ ที่มีศักยภาพ เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก และเป็นที่นิยมของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบางกอกแอร์เวย์ส เราเห็นสัญญาณการฟื้นตัว โดยครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีจำนวนผู้โดยสารแล้วกว่า 40,427 คน และคาดว่าฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะถึงนี้ จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มาจากยุโรปมีการเติบโตเพิ่มขึ้น

“เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มีแนวโน้มเติบโต หลังการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรป บริษัทฯ มีเป้าหมายหลักในการขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับผู้โดยสารและเครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศในอนาคต ซึ่งเฟสแรกจะใช้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท โดยจะมีการขยายทางวิ่ง (รันเวย์) จากเดิม 1,800 เมตร เป็น 2,000 เมตร เพื่อให้สามารถรองรับเครื่องบินเจ็ตขนาดเล็กที่เดินทางจากต่างประเทศได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจาก 2,000 ตารางเมตร เป็น 3,000 ตารางเมตร พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ถึง 250,000 คนต่อปี จากการเติบโตของผู้โดยสารที่สนามบินตราด ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีผู้โดยสารรวมประมาณ 80,000-90,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3-4%

“การพัฒนาสนามบินตราด เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน รองรับการขยายเครือข่ายเส้นทางบินใหม่ในอนาคต ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมและเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะในฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีความต้องการในการเดินทางสูง อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และตอบสนองความต้องการในการเชื่อมต่อผู้โดยสารจากสายการบินพันธมิตรได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ ยังเป็นการปูทางรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศของสายการบินอื่น ในอนาคต ซึ่งจะยกระดับสนามบินตราดสู่การเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาคตะวันออกในอนาคต” นายพุฒิพงศ์ กล่าว

สำหรับสนามบินตราด ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด บนพื้นที่กว่า 1,600 ไร่ ห่างจากตัวเมืองตราดประมาณ 35 กิโลเมตร และห่างจากท่าเรือเฟอร์รีเกาะช้างเพียง 17 กิโลเมตร นับเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของการท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์สให้บริการเที่ยวบินประจำ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – ตราด (ไป–กลับ) วันละ 2 เที่ยวบิน ด้วยเครื่องบิน ATR72-600 ขนาด 70 ที่นั่ง และจะเพิ่มความถี่เป็นวันละ 3 เที่ยวบินตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เพื่อรองรับการเดินทางช่วงไฮซีซัน

บางกอกแอร์เวย์ส ทุ่ม 400 ล้าน อัปเกรดสนามบินตราด ดันฮับการบินภาคตะวันออก

เป้าหมายการอัปเกรดสนามบินตราด

  • ขยายรันเวย์เพื่อรองรับเครื่องบินเจ็ตขนาดเล็ก
  • ปรับปรุงอาคารผู้โดยสารให้ใหญ่ขึ้น
  • เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร

การลงทุนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบางกอกแอร์เวย์สในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน และส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดตราดและภาคตะวันออก การอัปเกรดสนามบินตราด จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น สร้างงาน และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนมากยิ่งขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวที่กำลังวางแผนเดินทางไปตราด การพัฒนาสนามบินตราด ในครั้งนี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางและการท่องเที่ยวให้ง่ายยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเดินทางทางอากาศเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด

ที่มา – บางกอกแอร์เวย์ส ทุ่ม 400 ล้าน อัปเกรดสนามบินตราด ดันฮับการบินภาคตะวันออก

พรรคประชาชน ถกอีกรอบ! ก่อนตัดสินใจโหวตนายกฯ

จับตาบ่ายนี้! พรรคประชาชน นัดถก สส. และกรรมการบริหารพรรคอีกรอบ เพื่อตัดสินใจว่าจะโหวตนายกรัฐมนตรีให้พรรคไหน หลังการประชุมเมื่อวานนี้เสียงภายในพรรคแตกเป็น 3 ส่วน ทั้งหนุนเพื่อไทย ภูมิใจไทย และไม่ต้องการโหวตให้ใครเลย

วันที่ 2 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชนได้นัด สส. ทั้งหมดกว่า 140 คน เข้ามาประชุมที่อาคารอนาคตใหม่ ในวันนี้ เวลา 13.00 น. อีกครั้ง เพื่อรับฟังความคิดเห็นถึงการตัดสินใจโหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้พรรคการเมืองใด ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ภายหลังจากเมื่อวานนี้ (1 ก.ย. 68) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้หารือกับ สส. และกรรมการบริหารพรรค เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับแนวทางการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่ยอมรับเงื่อนไขของพรรค ซึ่งในที่ประชุมยังมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งต้องการโหวตให้พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ภายใต้โจทย์ของประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน และบางส่วนที่มีความเห็นที่ระบุว่าจะไม่โหวตให้พรรคการเมืองใด

ในการประชุมเมื่อวานนี้ สส.ของพรรคจำนวน 143 คน ไม่ได้มาประชุมครบทั้งหมด เนื่องจากมีบางส่วนปฏิบัติภารกิจของกรรมาธิการในต่างจังหวัด และยังคงลงพื้นที่ต่างจังหวัด แต่แหล่งข่าวภายในพรรคยืนยันว่าในการประชุม สส. ของพรรคในวันนี้จะเดินทางมากันครบอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน และนายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคประชาชน ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุมเสร็จสิ้นเมื่อวานนี้ว่า ที่ประชุมไม่มีการหารือเรื่องจะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย เพื่อแลกกับคดี 44 สส. ที่อยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.

ทั้งนี้จุดยืนของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยังคงยึดมั่นใน 3 ข้อหลัก ได้แก่ เลือกนายกฯ จากรายชื่อที่เสนอ โดยมีเงื่อนไขต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน และต้องเปิดทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะที่นายณัฐพงษ์ย้ำชัดว่า หากพรรคใดเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาชนจะไม่โหวตให้อย่างแน่นอน

ขณะที่เมื่อช่วงกลางดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา สมาชิกพรรคประชาชนได้รับข้อความบรอดแคสต์ ทั้งในช่องทาง Line OA และ SMS เพื่อให้กรอกแบบสอบถาม เรื่องการโหวตนายกฯ ผ่านระบบรับความเห็นสมาชิกพรรค โดยคำถามที่น่าสนใจคือ:

  • 1. “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่พรรคประชาชนควรใช้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ประมาณ 143 เสียง เพื่อกำกับทิศทางการเมืองให้เดินหน้าสู่การยุบสภา และทำประชามติเปิดทางไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
  • 2. หากจำเป็นต้องเลือก ท่านมีความเห็นว่าพรรคประชาชนควรยกมือสนับสนุนแคนดิเดตจากพรรคใดเป็นนายกรัฐมนตรี

โดยมีตัวเลือกให้เลือกคือ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ยังมีช่องให้สมาชิกสามารถกรอกความเห็นอื่นเพิ่มเติมได้อีกด้วย

พรรคประชาชน กับทิศทางการโหวตนายกฯ ที่ยังไม่แน่นอน

สถานการณ์ภายในพรรคประชาชนยังคงมีความไม่แน่นอนสูงเกี่ยวกับการตัดสินใจว่าจะโหวตสนับสนุนใครให้เป็นนายกรัฐมนตรี การประชุมในวันนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหาข้อสรุปและกำหนดทิศทางของพรรค

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจโหวตนายกฯ ของพรรคประชาชน

มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นจุดยืนของพรรค เงื่อนไขที่พรรคต้องการให้เกิดขึ้น และความเห็นของสมาชิกพรรคที่แตกต่างกัน การหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย

การที่พรรคประชาชนมีเสียงในสภาถึง 143 เสียง ทำให้การตัดสินใจของพรรคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดตั้งรัฐบาล หากพรรคตัดสินใจสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้พรรคนั้นได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้

อย่างไรก็ตาม หากพรรคตัดสินใจไม่สนับสนุนใครเลย ก็จะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มากขึ้น

ดังนั้น การประชุมในวันนี้จึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่ายว่าจะได้ข้อสรุปอย่างไร และจะมีผลต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร

การตัดสินใจของพรรคประชาชนครั้งนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร การจับตาดูผลการประชุมจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – พรรคประชาชน นัดอีกรอบบ่ายนี้ ก่อนตัดสินใจโหวตนายกฯ ให้พรรคไหน หลังเสียงแตกหนัก

น้ำท่วมหล่มสัก คลี่คลาย! ป่าสักลด หากฝนไม่เพิ่ม

สถานการณ์น้ำท่วมหล่มสัก ในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ล่าสุดน้ำเริ่มลดระดับลงแล้ว ทำให้รถเล็กสามารถสัญจรผ่านไปมาได้สะดวกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีน้ำท่วมขังในถนนบางสายที่ยังต้องปิดการจราจรอยู่

น้ำท่วมหล่มสัก เริ่มคลี่คลาย แม่น้ำป่าสักลดระดับลง หากไม่มีฝนเพิ่ม อาจเข้าสู่ภาวะปกติ

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์น้ำท่วมหล่มสัก มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แม่น้ำป่าสักลดระดับลงประมาณ 30 เซนติเมตร คาดการณ์ว่าหากวันนี้ไม่มีปริมาณฝนตกลงมาเพิ่มเติม หรือไม่มีน้ำเหนือไหลบ่ามาสมทบในเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก สถานการณ์น่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีบุคคลซึ่งคาดว่าอยู่ในอาการมึนเมา ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง ทำให้เกิดคลื่นน้ำซัดเข้าสู่บ้านเรือนของประชาชนในบริเวณชุมชนหน้าวัดทุ่งจันทร์สมุทร ตำบลหล่มสัก อำเภอหล่มสัก สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ชาวบ้านต่างพากันออกมาต่อว่าและสาปแช่งผู้ขับขี่รายนี้

หลังจากนั้นไม่นาน รถยนต์กระบะคันดังกล่าวได้เสียหลักพุ่งตกลงไปในร่องน้ำ จนเกือบมิดทั้งคัน ผู้ขับขี่ต้องรีบหนีออกมาจากรถ และหลบหนีหายไปในความมืด

ต่อมา อาสากู้ภัยได้นำรถยกมาทำการกู้รถยนต์คันดังกล่าวขึ้นจากร่องน้ำได้สำเร็จ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ขับขี่ได้ในเวลาต่อมา พบว่ามีกลิ่นแอลกอฮอล์ จึงได้ควบคุมตัวไปทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สถานการณ์ล่าสุดของ น้ำท่วมหล่มสัก เป็นอย่างไร?

แม้ว่าสถานการณ์ น้ำท่วมหล่มสัก จะเริ่มคลี่คลาย แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนและน้ำเหนืออย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมซ้ำอีก ประชาชนในพื้นที่ควรติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

น้ำท่วมหล่มสัก ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการน้ำที่ดี การสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับภัยพิบัติ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการลดผลกระทบจากน้ำท่วมในอนาคต

ที่มา – น้ำท่วมหล่มสัก เริ่มคลี่คลาย แม่น้ำป่าสักลดระดับลง หากไม่มีฝนเพิ่ม อาจเข้าสู่ภาวะปกติ

สภาพอากาศวันนี้: ประเทศไทยฝนตกหนัก กทม. 70%

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศประจำวัน ประเทศไทยยังคงมีสภาพอากาศวันนี้ฝนตกหนักบางแห่ง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกหนักมาก เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศประจำวัน ลักษณะอากาศทั่วไป ประเทศไทยยังคงมีสภาพอากาศวันนี้ฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่บริเวณภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะบริเวณจังหวัดตาก จันทบุรี ตราด ระนอง และพังงา ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่ม เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ทะเลอันดามันตอนล่าง และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 1 วัน

สภาพอากาศวันนี้ ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง กทม.-ปริมณฑล เจอฝน 70%

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06:00 น. วันนี้ ถึง 06:00 น. วันพรุ่งนี้

พยากรณ์อากาศแต่ละภาค

ภาคเหนือ: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ นครราชสีมา ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออก: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก): มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก): มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพและปริมณฑล: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ทำให้เราต้องเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศวันนี้ กันให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมร่ม, เสื้อกันฝน, หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงที่มีฝนตกหนัก เพื่อความปลอดภัยของทุกคน!

ที่มา – สภาพอากาศวันนี้ ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง กทม.-ปริมณฑล เจอฝน 70%

JAECOO 5 EV ปี 68 ยอดจองทะลุ 8,000 คัน!

OMODA & JAECOO คาดการณ์ว่ายอดจองซื้อ JAECOO 5 EV จะเกิน 8,000 คันในปี 2568 พร้อมสำรองอะไหล่แล้วถึง 94% และจะครบ 100% ในเร็วๆ นี้

มิสเตอร์บิล จาง ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ OMODA & JAECOO ประเทศไทย กล่าวว่า “เราขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับ JAECOO 5 EV อย่างดีเยี่ยม งาน Big Motor Sale 2025 ที่ผ่านมา เรามียอดจองรถยนต์ไฟฟ้ารวมทุกรุ่นกว่า 6,500 คัน”

บริษัทฯ พร้อมทยอยส่งมอบ JAECOO 5 EV ให้กับลูกค้าตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยได้เตรียมอะไหล่สำรองไว้แล้วมากกว่า 94% และจะครบ 100% ในเร็วๆ นี้แน่นอน

“เราคาดการณ์ว่ายอดจอง JAECOO 5 EV จะเกิน 8,000 คันภายในสิ้นปี 2568 ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของแบรนด์ในการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่ผสานความพรีเมียม เทคโนโลยีล้ำสมัย และความคุ้มค่า ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างลงตัว”

JAECOO 5 EV ปี 68 ยอดจองทะลุ 8,000 คัน!

จากกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด ทางบริษัทฯ ได้ขยายโปรโมชั่นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า JAECOO 5 EV สำหรับลูกค้าที่จองรถระหว่างวันที่ 1-30 กันยายน 2568 และรับรถภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 โดยเมื่อจอง 5,000 บาท (จากเดิม Early Bird 1,000 บาท) จะได้รับข้อเสนอราคาสุดพิเศษสำหรับ JAECOO 5 EV Long Range Max ในราคา 599,000 บาท (จากราคา 679,000 บาท) และ JAECOO 5 EV Long Range Dynamic ในราคา 549,000 บาท (จากราคา 649,000 บาท)

ทำไม JAECOO 5 EV ถึงได้รับความนิยม?

ความสำเร็จของ JAECOO 5 EV ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดประเทศไทย ได้แก่:

  • ดีไซน์ที่โดดเด่น: JAECOO 5 EV มาพร้อมดีไซน์ที่ทันสมัยและโฉบเฉี่ยว ดึงดูดสายตาของผู้บริโภค
  • เทคโนโลยีล้ำสมัย: ฟีเจอร์และเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาในรถ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่
  • ราคาที่เข้าถึงได้: เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าในระดับเดียวกัน JAECOO 5 EV มีราคาที่น่าสนใจกว่า
  • ความคุ้มค่า: อัตราการประหยัดพลังงานและค่าบำรุงรักษาที่ต่ำ ทำให้ JAECOO 5 EV เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว

นอกจากนี้ การบริการหลังการขายที่ครอบคลุมและการรับประกันที่น่าเชื่อถือ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในแบรนด์ JAECOO

โดยรวมแล้ว JAECOO 5 EV เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีไซน์ เทคโนโลยี ราคา หรือความคุ้มค่า ทำให้ JAECOO 5 EV กลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับตามองที่สุดในตลาดขณะนี้

รถยนต์ไฟฟ้ายังคงเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ และ JAECOO 5 EV ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ใครที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ นี่อาจเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าและน่าสนใจเลยทีเดียว อย่าลืมลองไปสัมผัสตัวจริงและทดลองขับเพื่อประกอบการตัดสินใจ

ที่มา – คาดยอดจองซื้อ JAECOO 5 EV เกิน 8,000 คันในปี 68 สำรองอะไหล่แล้ว 94%

ฮุน มาเนต เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทย เลิกใช้กำลัง

“ฮุน มาเนต” นายกฯ กัมพูชา พบหารือเลขาธิการยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุม SCO ที่จีน ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา พบหารือนายอันโตนิโอ กูเตรืเรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO Summit) ที่จีน โดยผู้นำกัมพูชาได้ขอให้ยูเอ็นกดดันไทยใช้สันติวิธี หลีกเลี่ยงใช้กำลังแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

ฮุน มาเนต เปิดเผยว่า เลขาธิการยูเอ็นติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา–ไทยอย่างใกล้ชิด และยินดีที่สองฝ่ายสามารถบรรลุหยุดยิงได้ตั้งแต่คืนวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศกลับสู่ความสัมพันธ์ปกติโดยเร็ว

โดยเลขาธิการยูเอ็น ยังเห็นชอบข้อเสนอให้กดดันทั้ง “สองฝ่าย” หลีกเลี่ยงการใช้กำลังในพื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ และให้หันมาแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) บนพื้นฐานข้อตกลง ทวิภาคี สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และกฎหมายระหว่างประเทศ

ในโอกาสเดียวกัน ฮุน มาเนต ยังได้เข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งประกาศสนับสนุนกลไกหยุดยิงของอาเซียนที่มาเลเซียดำเนินการอยู่ และเรียกร้องให้เร่งตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน” (ASEAN Observer Team – AOT) พร้อมย้ำเช่นเดียวกันว่าทั้งสองประเทศไม่ควรใช้กำลังจัดการข้อพิพาท โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีพลเรือน

ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่นายกฯ ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ได้เข้าพบเลขาธิการยูเอ็นและเรียกร้องให้ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี ถือเป็นการยกระดับปัญหาขึ้นสู่เวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงไปแล้ว แต่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ

การที่เลขาธิการยูเอ็นเห็นชอบข้อเสนอให้กดดันทั้งสองฝ่ายให้หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และหันมาแก้ไขปัญหาผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ถือเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ?

ความขัดแย้งชายแดนไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การใช้กำลังทหารไม่เคยเป็นทางออกที่ยั่งยืน และมักจะนำมาซึ่งความสูญเสียและความเสียหายต่อทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาและการทูตต่างหาก คือหนทางที่จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริง

  • การที่ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี แสดงให้เห็นถึงความกังวลของกัมพูชาต่อสถานการณ์ชายแดน
  • การที่ยูเอ็นตอบรับข้อเสนอของกัมพูชาเป็นการส่งสัญญาณว่านานาชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
  • การแก้ไขปัญหาผ่านกลไก JBC เป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย

การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สนับสนุนกลไกหยุดยิงของอาเซียนและเรียกร้องให้เร่งตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะใช้โอกาสนี้ในการหันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจัง และร่วมกันแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ การที่ ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – ฮุน มาเนต พบหารือเลขาฯ ยูเอ็น เรียกร้องยูเอ็นกดดันไทยเลิกใช้กำลัง แก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

สหรัฐฯ ฉลองวันแรงงาน 1 ก.ย. ม็อบต้านทรัมป์ฮือ

สหรัฐฯ เดินขบวนพาเหรดฉลองวันแรงงาน 1 ก.ย. ทั่วประเทศ ขณะที่หลายเมืองใหญ่ได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวันแรงงาน ที่ตรงกับวันที่ 1 กันยายน ทั้งขบวนพาเหรด งานส่งเสริมวัฒนธรรม และการชุมนุมประท้วงที่สะท้อนความไม่พอใจต่อการบริหารของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

วันที่ 1 กันยายนของทุกปีเป็นวันแรงงานของสหรัฐอเมริกา กิจกรรมเฉลิมฉลอง สหรัฐฯ เดินขบวนพาเหรดฉลองวันแรงงาน 1 ก.ย. จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในหลายเมือง ทั้งขบวนพาเหรดที่ตระการตา งานที่ส่งเสริมวัฒนธรรมอันหลากหลาย และการชุมนุมประท้วงอย่างสันติวิธี บรรดาผู้นำสหภาพแรงงานต่างใช้โอกาสนี้ในการแสดงพลัง “วันต่อสู้ของแรงงาน” เกิดขึ้นที่นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย นครนิวยอร์ก และเมืองชิคาโก

สหภาพแรงงานย้ำข้อเรียกร้องภายใต้แคมเปญ “Workers Over Billionaires” ซึ่งรวมถึงการคุ้มครองสิทธิแรงงานที่เข้มแข็ง โรงเรียนที่มีงบประมาณเพียงพอ การรักษาพยาบาลและที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน การยุติการคอร์รัปชันของบรรษัทขนาดใหญ่ การโจมตีชนกลุ่มน้อย และการแทรกแซงเกินขอบเขตของรัฐบาลกลาง

ที่นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย นางลิซ ชูลเลอร์ ประธาน AFL-CIO กล่าวบนเวทีชุมนุมว่าปีนี้มีการจัดงานวันแรงงานมากกว่า 1,000 กิจกรรมทั่วประเทศ ตั้งแต่การเดินขบวน การให้ความรู้ทางการเมือง ไปจนถึงเวิร์กช็อป ชี้ว่าลอสแอนเจลิสคือสมรภูมิหลักของการโจมตีสิทธิแรงงานภายใต้รัฐบาลทรัมป์

ส่วนที่นิวยอร์ก งาน West Indian American Day Parade กลับมาคึกคักอีกครั้งบนถนนอีสเทิร์น ปาร์กเวย์ ย่านบรูคลิน ผู้คนหลายแสนแห่ร่วมชมขบวนพาเหรดสุดยิ่งใหญ่ด้วยธงหลากสี เครื่องแต่งกายสไตล์แคริบเบียน และเสียงดนตรีเร้าจังหวะโซกา-เร็กเก้ นอกจากนี้ยังมีผู้ชุมนุมหลายร้อยคนปักหลักหน้าตึกทรัมป์ ทาวเวอร์ ส่งเสียงตะโกนให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลาออก พร้อมชูป้ายเรียกร้องค่าแรงที่เป็นธรรมและการรักษาพยาบาลถ้วนหน้า

การประท้วงและข้อเรียกร้องในวันแรงงาน

ที่ชิคาโก นายแบรนดอน จอห์นสัน นายกเทศมนตรี ขึ้นเวทีปราศรัยต่อมวลชนและนำสโลแกนตะโกนต้านการส่งทหารเข้าคุมพื้นที่ในเมือง พร้อมปลุกระดมว่า “คุณพร้อมหรือยังที่จะปกป้องแผ่นดินนี้”

สหรัฐฯ เดินขบวนพาเหรดฉลองวันแรงงาน 1 ก.ย. ทั่วประเทศ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการรวมพลังครั้งใหญ่ของแรงงานทั่วประเทศ ที่สะท้อนความไม่พอใจต่อการบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างชัดเจน สหรัฐฯ เดินขบวนพาเหรดฉลองวันแรงงาน 1 ก.ย. และการชุมนุมประท้วงต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของประชาชนในการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตนเอง

โดยสรุปแล้ว สหรัฐฯ เดินขบวนพาเหรดฉลองวันแรงงาน 1 ก.ย. ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นเวทีสำหรับการแสดงออกทางการเมืองและการเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม การรวมตัวของผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรมสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายที่แข็งแกร่งของประเทศ

ที่มา – สหรัฐฯ เดินขบวนพาเหรดฉลองวันแรงงาน “1 ก.ย.” ขณะที่ม็อบต้านทรัมป์ลุกฮือทั่วประเทศ