วัน: 3 กันยายน 2025

“ศุภชัย” ร้องทุกข์ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา

“ศุภชัย ใจสมุทร” เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ร้องทุกข์กล่าวโทษ “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 157 อ้างเลขาฯ กฤษฎีกา วินิจฉัยยุบสภา เป็นการทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท 

วันที่ 3 กันยายน 2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าพบ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิต เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยระบุว่า ด้วยเมื่อระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน 2568 เวลากลางคืนและเวลากลางวันเกี่ยวเนื่องกัน โดยเมื่อ 10.00 น.เศษของวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายแขนง ว่า ขณะนี้สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ระบบประชาธิปไตยบิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามทำนองคลองธรรม การตัดสินใจของ 2 พรรคการเมือง คือพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยตกลงกันจัดตั้งรัฐบาล โดยได้ยินประกาศว่า พรรคประชาชนโหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล อย่างไรก็เป็น 3 กลุ่มเหมือนเดิม และทำให้พรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคประชาชนเป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีสิ่งนี้มาก่อน และมีการดึงซื้อ สส.อะไรต่างๆ สถานการณ์ตอนนี้ก็ค่อนข้างสับสนอลหม่าน ประกอบกับเศรษฐกิจที่มีปัญหาสิ่งสำคัญวันนี้คือดึงความเชื่อมั่นกลับเข้ามาประเทศได้ ปัญหาก็ยิ่งรุมเร้า 

ก่อนระบุคำพูดของนายภูมิธรรม ต่อไปว่า “ปัญหาทั้งหมดแบบนี้ ฝ่ายกฎหมายก็คิดว่าก็ควรจะคืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสินใจ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครมีสิทธิไปตัดสินใจได้ เพราะอยู่ที่พระบรมราชวินิจฉัยต่อสถานการณ์ต่างๆ ผมเองในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ได้พิจารณาและรวบรวมความคิดเห็นต่างๆ ได้ชัดเจนแล้ว คิดว่าควรจะต้องมีการกราบบังคมทูลถวายสถานการณ์ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ผมเลยตัดสินใจยื่นทูลเกล้าฯ (พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร) ไปตั้งแต่เมื่อวาน (2 กันยายน 2568) แล้ว ก็ต้องรอกระบวนการตามประชาธิปไตยและกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องรอ และถ้าเป็นแบบนี้ พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยต้องไปพิจารณา ไม่ได้กังวลในข้อกฎหมาย เพราะยื่นไปตามกฎหมายและกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ”

นายศุภชัย ระบุต่อไปว่า วันนี้ขอร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับนายภูมิธรรม ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยเห็นว่าการกระทำของนายภูมิธรรม ได้อาศัยความเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ กระทำการโดยไม่สุจริตทั้งๆ ที่เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลได้ให้ความเห็นว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถเสนอพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรได้ ซึ่งต้องกระทำการด้วยความรอบคอบ และจะเป็นการทำให้ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท

จึงขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับ นายภูมิธรรม ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง และจากการสืบสวนสอบสวนหากพบว่ามีบุคคลอื่นที่มีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยก็ขอให้ดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านั้นด้วย 

“ผมยืนยันว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย มีปัญหาคือคุณภูมิธรรมคนเดียว เพราะฉะนั้นผมจึงมาที่นี่เพื่อดำเนินคดีกับคุณภูมิธรรม ส่วนบุคคลอื่น ซึ่งทราบมาว่าขบวนการที่จะให้ขึ้นไปได้ ทราบว่าฝ่ายข้าราชการก็อึดอัด ท่านไม่อยากจะทำ ขอร้องอย่าไปบังคับขู่เข็ญข้าราชการ ถ้าความปรากฏว่าข้าราชการ หรือหน่วยงานใดก็ตามที่ให้การสนับสนุนอีก ก็ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการด้วย อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อมูลอยู่แล้ว ในเวลานี้ นาทีนี้ ผมรู้กำลังจะทำอะไร เพราะฉะนั้นก็ยุติเสีย อย่าต่อเลยครับ ไปตั้งหลักใหม่เถิดครับ การเมืองเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน  ก็ผ่านประสบการณ์มา บางเรื่องท่านรู้สึกว่าถูกรังแก วันนี้อย่าใช้วิธีการกลับกันครับ ให้ประชาธิปไตยมันเดินหน้าแบบที่คุณภูมิธรรมพูดเถิดครับ”

“ศุภชัย” ขึ้น สน.ดุสิต ร้องทุกข์กล่าวโทษ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา

จากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ได้เดินทางไปร้องทุกข์กล่าวโทษ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สืบเนื่องจากประเด็นการทูลเกล้าฯ ยุบสภานั้น ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคมไทย ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ความเหมาะสมและอำนาจของนายกรัฐมนตรีรักษาการในการดำเนินการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อท้วงติงจากเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ประเด็นสำคัญ: “ศุภชัย” ร้องทุกข์ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา

การดำเนินการของนายศุภชัยในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนต่อการกระทำของนายภูมิธรรม และเป็นการใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบความชอบธรรมในการใช้อำนาจของรัฐบาลรักษาการ ประเด็นนี้จึงเป็นที่จับตาของสาธารณชนว่า ผลการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจะออกมาในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตอย่างไร

การร้องทุกข์กล่าวโทษ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา ครั้งนี้ อาจนำไปสู่การพิจารณาในเชิงลึกถึงขอบเขตอำนาจของรัฐบาลรักษาการ และอาจเป็นบรรทัดฐานในการตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภาในอนาคตได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองและผู้มีอำนาจว่า การใช้อำนาจต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อรักษาหลักการของธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่นของประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในกรณี “ศุภชัย” ร้องทุกข์ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจการเมืองไทย เพื่อทำความเข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ศุภชัย” ขึ้น สน.ดุสิต ร้องทุกข์กล่าวโทษ “ภูมิธรรม” ปมทูลเกล้าฯ ยุบสภา

เร่งไขคดีหญิงถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำชลบุรี

จากกรณีการพบศพหญิงนิรนามถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำในอ่างเก็บน้ำที่จังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ล่าสุด ตำรวจเร่งดำเนินการเร่งไขคดีหญิงถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ จ.ชลบุรีอย่างเข้มข้น เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว

เร่งไขคดีหญิงถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ จ.ชลบุรี

พ.ต.อ.ชาตรี สุขศิริ รอง ผบก.ภ.จ.ชลบุรี เป็นประธานในการประชุมทีมสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี โดยมีเจ้าหน้าที่จาก สภ.ห้วยใหญ่, ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี, สืบสวน ภ.2, สืบสวนตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 2 ชลบุรี เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าศพหญิงนิรนามมีร่องรอยเขียวช้ำบริเวณลำคอ กลางหน้าอก และดั้งจมูก ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าผู้ตายถูกทำร้ายร่างกายก่อนเสียชีวิต นอกจากนี้ ยังพบรอยลายนิ้วมือแฝงบนแผ่นดัมเบลที่ใช้ถ่วงกระเป๋า ซึ่งตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานได้เก็บรวบรวมไว้เพื่อนำไปตรวจสอบและเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลต่อไป

ร่างของผู้เสียชีวิตถูกส่งไปยังสถาบันนิติเวชเพื่อชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และตรวจหาอัตลักษณ์บุคคลเพื่อระบุตัวตนของผู้ตาย

ความคืบหน้าในการสืบสวน เร่งไขคดีหญิงถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ จ.ชลบุรี

ทีมสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณอ่างเก็บน้ำ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ พบว่าสามารถเข้าออกได้หลายเส้นทาง ทำให้ยากต่อการตรวจสอบร่องรอยของคนร้าย อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้ทำการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพลทหารที่เฝ้าพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เพื่อรวบรวมข้อมูลและเบาะแสเพิ่มเติม

พลทหารภัคธร อายุ 22 ปี ให้การว่า ก่อนหน้าวันพบศพประมาณ 5 วัน เขาเห็นแสงไฟคล้ายไฟฉายบริเวณอ่างเก็บน้ำ และเมื่อ 3 วันก่อนหน้านี้ ได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนผิดปกติ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เขาสงสัยว่าอาจมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในพื้นที่

ถึงแม้ว่าการสืบสวนจะมีความคืบหน้าไปบ้าง แต่คดียังคงมีความท้าทาย เนื่องจากยังไม่ทราบตัวตนของผู้ตาย และร่องรอยในที่เกิดเหตุบางส่วนถูกทำลายไปจากฝนที่ตกลงมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังคงมุ่งมั่นในการสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งไขคดีหญิงถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ จ.ชลบุรี และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้

คดีฆาตกรรมหญิงนิรนามยัดกระเป๋าถ่วงน้ำที่ชลบุรี ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความสะเทือนขวัญและความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การเร่งคลี่คลายคดีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้สังคมมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรวบรวมหลักฐานและติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด และหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับผู้เสียชีวิตและครอบครัวในที่สุด

ที่มา – เร่งไขคดี หญิงถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ จ.ชลบุรี พบรอยช้ำบริเวณลำคอ กลางหน้าอก

พบแล้ว! โครงกระดูกชายหายตัว 3 ปีในบ่อเกรอะ

เรื่องราวสุดสะเทือนใจจากจังหวัดนครราชสีมา เมื่อชายคนหนึ่งหายตัวไปนานกว่า 3 ปี และล่าสุดได้พบโครงกระดูกในบ่อเกรอะหลังบ้าน ภรรยาเชื่อว่าเป็นของสามีตนเองเนื่องจากจำเสื้อผ้าที่พบได้ และไม่ติดใจในสาเหตุการตาย เพราะเชื่อว่าสามีอาจประสบอุบัติเหตุเนื่องจากเป็นคนชอบดื่มสุรา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับ นางทวี อายุ 66 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งสามีของเธอได้หายตัวไปนานกว่า 3 ปี จนกระทั่งมาพบโครงกระดูกในบ่อเกรอะหลังบ้าน

เมื่อวันที่ 3 กันยายน ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านหลังหนึ่งในตำบลแหลมทอง อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านของนายเสิง เป้กระโทก ผู้เสียชีวิต พบว่ามีชาวบ้านเดินทางมาให้กำลังใจนางทวีอย่างต่อเนื่อง นางทวีได้พาผู้สื่อข่าวไปดูจุดที่พบโครงกระดูกของนายเสิง ซึ่งเป็นบ่อเกรอะเก่า มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตร ลึก 1.5 เมตร ตั้งอยู่บริเวณหลังบ้าน ซึ่งมีหญ้ารกปกคลุม ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นเป็นเวลานานหลายปี

นางทวีเล่าว่า ตนเองได้ตามหาสามีนานกว่า 3 ปี ไปทุกที่ที่มีคนบอกว่าพบเห็น จนกระทั่งกำนันแนะนำให้ไปแจ้งความคนหายไว้ จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อน ตนเองและเพื่อนบ้านได้ช่วยกันถางหญ้าเพื่อทำความสะอาดบ่อเกรอะ เตรียมที่จะทำห้องน้ำใหม่ให้กับลูกชาย ขณะที่กำลังขุดทรายในบ่อเกรอะ ก็ได้พบกับโครงกระดูก และเชื่อว่าเป็นกระดูกของสามี เนื่องจากพบเสื้อเชิ้ตสีเหลือง ซึ่งเป็นเสื้อที่นายเสิงมักจะใส่เป็นประจำ รวมถึงกางเกงในอีกหนึ่งตัว

นางทวีกล่าวว่า ตนเองไม่ติดใจในสาเหตุการตาย เนื่องจากนายเสิงเป็นคนที่ชอบดื่มสุรา อาจจะเกิดอุบัติเหตุพลัดตกลงไปในบ่อเกรอะ เพราะปกติแล้วสามีมักจะเดินไปดูรางน้ำเพื่อรองน้ำฝนและตักบ่อเกรอะเพื่อนำไปทำปุ๋ยหมักอยู่เป็นประจำ บริเวณดังกล่าวมีหญ้าขึ้นเต็ม และมีกลิ่นปุ๋ยหมัก ทำให้ไม่มีใครสงสัยกลิ่นผิดปกติที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำดีเอ็นเอจากลูกสาวไปตรวจเทียบกับโครงกระดูกที่พบ เพื่อยืนยันตัวตน ก่อนที่จะส่งมอบให้กับครอบครัวนำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ชายหายตัวกว่า 3 ปี เจอโครงกระดูกในบ่อเกรอะหลังบ้าน เมียเผยเหตุไม่ติดใจ

การจากไปอย่างไม่คาดฝันนี้ทำให้หลายคนหวนกลับมามองถึงความปลอดภัยภายในบ้าน โดยเฉพาะบริเวณที่อาจเป็นอันตราย เช่น บ่อเกรอะ บ่อน้ำ หรือพื้นที่รกร้าง ควรมีการตรวจสอบและดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

เหตุการณ์นี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับความปลอดภัยในบ้าน?

เรื่องราวของชายหายตัวกว่า 3 ปี เจอโครงกระดูกในบ่อเกรอะหลังบ้าน เมียเผยเหตุไม่ติดใจ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราใส่ใจดูแลสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่อาจมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว การติดตั้งไฟส่องสว่างในพื้นที่เสี่ยง การทำทางเดินให้สะดวก และการกำจัดสิ่งกีดขวางต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุได้

นอกจากนี้ การดูแลเอาใจใส่คนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่ชอบดื่มสุราก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของการดื่มสุรา และคอยสอดส่องดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

ถึงแม้ว่าภรรยาจะไม่ติดใจในสาเหตุการตาย แต่การพบโครงกระดูกชายหายตัวกว่า 3 ปีในบ่อเกรอะ ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ และหวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นบทเรียนให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกบ้าน

การพบโครงกระดูกชายหายตัวกว่า 3 ปีในบ่อเกรอะ ถือเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง และเป็นการปิดฉากการตามหาที่ยาวนานของครอบครัว หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกครอบครัวหันมาใส่ใจดูแลความปลอดภัยภายในบ้าน และดูแลสมาชิกในครอบครัวให้มากยิ่งขึ้น

ที่มา – ชายหายตัวกว่า 3 ปี เจอโครงกระดูกในบ่อเกรอะหลังบ้าน เมียเผยเหตุไม่ติดใจ

เปิด 16 สส.รทสช. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

มาดูกันว่ามีใครบ้าง! เปิดรายชื่อ 16 สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กลุ่ม 18 นำโดย “สุชาติ ชมกลิ่น” ร่วมลงชื่อสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อวันที่ 3 กันยายน มีรายงานว่า จากรายชื่อ สส. ทั้งหมด 146 คน ที่ร่วมลงมติสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น ปรากฏว่ามี สส. จากกลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จำนวน 16 คน ร่วมลงชื่อสนับสนุนด้วย

เปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

รายชื่อ สส. ทั้ง 16 ท่าน ประกอบด้วย:

  1. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค
  2. นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค
  3. นายเกรียงยศ สุดลาภา สส.บัญชีรายชื่อ
  4. นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สส.บัญชีรายชื่อ
  5. นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2
  6. นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1
  7. นายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี เขต 5
  8. นายถนอมพงษ์ หลีกภัย สส.ตรัง เขต 1
  9. นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4
  10. นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2
  11. นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4
  12. นางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1
  13. จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3
  14. น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1
  15. น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช เขต 10
  16. นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.ชุมพร เขต 2

ทำไมถึงต้องเปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ?

การที่ สส. กลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมลงชื่อสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความเป็นเอกภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

การตัดสินใจของ สส. เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางและความเชื่อมั่นของพรรคต่อการนำของนายอนุทิน และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ สส. ท่านอื่นๆ ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในอนาคต การจับตาดูท่าทีของแต่ละพรรคการเมือง รวมถึงการวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังการสนับสนุน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

การสนับสนุนจากกลุ่ม 18 รทสช. นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และเป็นข้อมูลที่ประชาชนควรทราบเพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของประเทศ

การเปิดเผยรายชื่อ 16 สส.รทสช. ที่สนับสนุนนายอนุทิน ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนถึงการรวมตัวของกลุ่มการเมืองต่างๆ และอาจนำไปสู่การวิเคราะห์เจาะลึกถึงปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้ต่อไป

การที่ สส. กลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน 16 ท่าน ร่วมลงชื่อสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญทางการเมืองที่น่าจับตามอง

ที่มา – เปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

อนุทิน ชาญวีรกูล กับเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ

อนุทิน ชาญวีรกูล หรือชื่อที่สื่อมวลชนเรียกอย่างลำลองว่าเสี่ยหนู ถือเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองอย่างยาวนาน ก่อนหน้าที่อนุทินจะเข้ามาทำงานการเมือง อนุทินทำงานในธุรกิจก่อสร้างของครอบครัวนั่นคือ บริษัทซิโน-ไทย แล้วเมื่อเข้ามาทำงานการเมืองอย่างจริงจัง ชื่อของอนุทินก็อยู่บนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

บนเส้นทางการเมืองของอนุทิน ชาญวีรกูลในวัยเฉียด 59 ปี จะเห็นได้ว่า เขาเคยมีตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ มาแล้วในหลายรัฐบาลในหลากหลายกลุ่มการเมือง เริ่มตั้งแต่ปี 2539 อนุทินเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประจวบ ไชยสาส์น ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อด้วยในช่วงปลายอันรุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทย อนุทินได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลทักษิณ

จนกระทั่งปี 2549 ได้เกิดมรสุมการเมือง จากการทำรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้มีการแต่งตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จนเกิดเป็นคำวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมือง ส่งผลให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน หรือที่เรียกกันว่าบ้านเลขที่ 111 ทำให้อนุทินถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเขาเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 

หลังพ้นโทษแบนทางการเมือง อนุทินได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่ในขณะนั้นมีหัวหน้าพรรคคือชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นบิดาที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชาชนร่วมกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ก่อนที่อนุทินจะก้าวมาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2555

อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ แนวทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยถือได้ว่านี่คือพรรคการเมืองขนาดกลางที่มีทักษะในการต่อรองสูง และพร้อมร่วมรัฐบาลได้หลายสมการการเมืองขึ้นอยู่กับบริบทและช่วงเวลา

ในการทำงานในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 โดยเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม การทำงานของอนุทินในฐานะรมว.สาธารณสุข เขาได้ถูกวิจารณ์ในด้านการทำงานอย่างหนักในช่วงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

เมื่อปี่กลองแห่งการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง โดยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 อนุทินในฐานะบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคภูมิใจไทย หลังการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยที่ตัวของอนุทินได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

การทำงานในกระทรวงมหาดไทยของอนุทิน เขาได้กล่าววาทะที่กลายเป็นที่พูดถึงในสังคมว่า “ผมเป็นคนทำงานวันนี้ สั่งงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน เพราะงั้นก็ขอให้ทุกคนได้มีความมั่นใจ” ซึ่งประโยคนี้เป็นสิ่งที่คนทำงานจำนวนมากเคยเจอ จากเหตุการณ์ที่ลูกค้า-เอเจนซี-หัวหน้างาน ที่สั่งงานอย่างเร่งด่วนจนคนทำงานไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทันท่วงที เพราะกระชั้นชิดเหลือเกิน 

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน

เพียงแต่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยเกิดความระหองระแหง ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยต้องการเก้าอี้กระทรวงมหาดไทยที่ดูแลโดยอนุทินกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหนึ่ง นั่นจึงทำให้อนุทินตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แล้วย้ายลงมานั่งในฝั่งพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคประชาชน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีต้นทางที่มาจากคลิปเสียงระหว่างแพทองธารกับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะชิงไหวชิงพริบ ทำให้พรรคประชาชนเป็นคีย์แมนหลักในการเลือกว่าจะเลือกสนับสนุนพรรคใดเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังการพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้ามาเจรจากับพรรคประชาชน ขณะที่พรรคเพื่อไทยใช้เวลาอีกหลายวันหลังจากนั้นกว่าที่จะเข้าไปเจรจากับพรรคประชาชน 

อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน
อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน

ในท้ายที่สุดในช่วงเช้าของวันที่ 3 กันยายน พรรคประชาชนประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและเสนอชื่ออนุทินเป็นนายกฯ พรรคประชาชนได้เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือนและเดินหน้าปฏิรูปรัฐธรรมนูญ 

หลังจากได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน อนุทินได้กล่าวดีใจที่พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณว่า อาจยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 

นอกเหนือจากชีวิตการเมืองแล้ว ภาพจำอีกภาพหนึ่งของอนุทิน ชาญวีรกูลก็คือ การเป็นนักขับเครื่องบิน อนุทินเล่าว่า เรื่องการได้พบกับความชอบในการขับเครื่องบิน เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีแห่งการถูกเว้นวรรคทางการเมือง ที่ทำให้อนุทินมีโอกาสใช้เวลาพบปะเพื่อนฝูงมากขึ้น โดยวันหนึ่งได้ไปพักผ่อนที่เขาใหญ่ ที่เดินทางด้วยรถยนต์ได้ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งขับเครื่องบินส่วนตัวมาเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เกิดคำถามว่า รถหรูก็มีแล้ว ทำไมเสี่ยหนูจะขับเครื่องบินเองไม่ได้บ้าง จึงเริ่มเรียน ทดสอบ ฝึกบินในวัย 45 ปี และเป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวเองได้ในที่สุด

ตามที่อนุทินแจ้งเอาไว้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในปี 2566 อนุทินได้แจ้งว่าเขามีเครื่องบินทั้งสิ้น 3 ลำ ได้แก่ 

  • Cirrus SR22T ราคาประมาณ 22 ล้านบาท
  • Embraer Legacy 600 ราคาประมาณ 534 ล้านบาท
  • Daher-Socata TBM 930 ราคาประมาณ 139 ล้านบาท

เส้นทางการบินของอนุทินขับมาแล้วทั้งไกลและใกล้ โดยมีหนึ่งในภารกิจที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นคือ “หัวใจติดปีก” ซึ่งเป็นการรับส่งหัวใจให้แก่ผู้ที่รอเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ

อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”
อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”

อนุทินเล่าว่า ภารกิจหัวใจติดปีก เริ่มต้นจากการที่ชักชวนจากเพื่อนที่รู้จักผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 9 ในช่วงปี 2553 หลังการทดลองขับเลยเกิดความหลงใหลจึงตัดสินใจซื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อใช้เดินทางในชีวิตประจำวันและธุรกิจเช่าเหมาลำ 

อนุทินเล่าต่อไปว่าวันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่เป็นหมอทางด้านศัลยศาสตร์ทรวงอกและหัวใจโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่า ต้องไปรับหัวใจจากคนไข้ที่สมองตายแต่หัวใจยังไม่หยุดเต้นเพื่อนำไปช่วยเหลือต่อลมหายใจผู้ป่วยอีกคนโดยใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง อนุทินจึงรีบตอบรับโดยสัญชาตญาณและเกิดภารกิจ “หัวใจดวงแรก” ที่รับ-ส่งหัวใจครั้งแรกสำเร็จ

ทางด้านชีวิตส่วนตัวของอนุทิน ชาญวีรกูล บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า อนุทินเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในเสียงดนตรี มีฝีไม้ลายมือในด้านการเล่นเปียโน และอิเล็กโทนเป็นพิเศษ

อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

ชีวิตที่น่าสนใจของ อนุทิน ชาญวีรกูล

จากนักธุรกิจสู่รัฐมนตรี และนักบินสมัครเล่น สู่ความฝันในตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง อนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย

ที่มา – อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

MINI JCW Machina/ Skeg: แต่งเข้มเต็มคัน

แบรนด์ที่ใช้ความอ่อนเยาว์เป็นจุดขายอย่าง MINI เดินหน้าปรับแต่งรถ hothatch ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ John Cooper Works ด้วยการนำเสนอรถแฮทช์แบ็กสองรุ่นพิเศษที่ร่วมมือกับแบรนด์เสื้อผ้าไลฟ์สไตล์อย่าง Deus Ex Machina MINI ทั้งสองรุ่น ใช้ชื่อว่า Machina และ Skeg ซึ่งเป็นการสื่อให้เห็นถึงความร่วมมือและสะท้อนถึงดีเอ็นเอแห่งการแข่งรถของ MINI ด้วยตัวถังตกแต่งพิเศษ ห้องโดยสารออกแบบใหม่ สำหรับ MINI Machina จะใช้ระบบขับเคลื่อนสันดาปภายใน และ Skeg  ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า 

MINI Machina  และ Skeg พัฒนาต่อยอดจาก JCW รุ่นเชื้อเพลิง และ JCW Electric รุ่นมอเตอร์ขับหน้า โดยแต่ละรุ่น มีการปรับแต่งใหม่ด้วยสไตล์เฉพาะตัว MINI Machina ได้รับแรงบันดาลใจจากสนามแข่ง ส่วน MINI Skeg เน้นไลฟ์สไตล์แบบชิลๆ โดยได้แรงบันดาลใจจากบอร์ดเซิร์ฟ จุดที่เชื่อมโยงMINI ทั้งสองรุ่นเข้าด้วยกันคือกราฟิกบนหลังคาจากแบรนด์ Deus และการตกแต่งด้วยสติ้กเกอร์แบบไม่สมมาตรเพื่อทำให้รถเล็กของอังกฤษที่มีเจ้าของเป็นเยอรมันมีความโดดเด่นสะดุดตา

MINI Machina รถแฮทช์แบ็กรุ่นใหม่ คาดตัวถังด้วยสีแดง ขาว และดำ  บังโคลนหน้าขยายใหญ่ขึ้น ไฟสปอร์ตไลท์สไตล์เรโทรบนฝากระโปรง กระจังหน้าสั่งทำพิเศษ ปีกหลังแบบรถแข่ง Can-Am และดิฟฟิวเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น ไฟหน้ายังใช้แถบไฟ LED แทนกราฟิกปกติ ทำให้มีพื้นที่สำหรับติดตั้งช่องรับอากาศ 

ภายใน ถอดแบบจากรถแข่ง เบาะนั่งแบบเรซซิ่ง พร้อมสายรัด 5 จุด พวงมาลัย 3 ก้าน แผ่นพื้นอะลูมิเนียม และโรลเคจ  JCW รุ่นปรับแต่งพิเศษคันนี้ มาพร้อมกับเบรกมือแบบไฮดรอลิกกลไกแบบดั้งเดิมที่แฟนคลับโหยหา  สวิตช์ จำนวนมากบนคอนโซลกลางแยกการใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ทำให้ใช้งานง่ายกว่าการยัดเอาทั้งหมดไปไว้ในเมนูบนหน้าจอสัมผัสทรงกลม

ส่วน MINI Skeg ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ใช้แนวทางการตกแต่งภายนอกภายใน แตกต่าจาก MINI Machina โดยเปลี่ยนจากความหยาบกร้านดุร้ายในสนามแข่ง มาเป็นความหรูหราแบบชายฝั่งตะวันตก ลวดลายกราฟิกสีเงิน ดำ และเหลือง  แผงไฟเบอร์กลาส สื่อถึงโครงสร้างของกระดานโต้คลื่น กระจังหน้าเรืองแสง ช่องเจาะรูปวงกลมเจ็ดช่องตามพื้น บังโคลนไฟเบอร์กลาสโปร่งแสงขนาดใหญ่ ลดน้ำหนักลงได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์จากของเดิม ล้อแนวรถแข่ง, แผงดิฟฟิวเซอร์สีเหลือง สปอยเลอร์  Flex Tip Surf Spoiler  ขนาดมหึมาบนหลังคา 

งานตกแต่งภายในของ MINI Skeg จัดแผงไฟเบอร์กลาสแบบกึ่งโปร่งแสง ถังน้ำสำหรับรถแข่งสองใบที่หุ้มด้วยวัสดุนีโอพรีน, สายรัดแทนมือจับที่เปิดประตู บอร์ดโต้คลื่นด้านหลังบนหลังคาไฟเบอร์กลาส ยึดด้วยสายรัดสีเหลืองสองเส้น มีการเพิ่มถาดไฟเบอร์กลาสสำหรับใส่ชุดเว็ทสูทเข้าไปด้วยเพื่อให้มันดูเท่และสมจริง 

MINI Machina และ MINI Skeg  ใช้ระบบส่งกำลังของ JCW ทั้งสันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า MINI Machina วางเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียงสี่กระบอกสูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จ ความจุ 2.0 ลิตร  กำลัง 228 แรงม้า (170 กิโลวัตต์/231 แรงม้า)  แรงบิด 380 นิวตันเมตร ส่วน MINI Skeg ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลัง 255 แรงม้า (190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า)  แรงบิด 350 นิวตันเมตร ทั้งสองรุ่น ใช้แชสซีส์ของ John Cooper Works  โดยไม่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติมอะไรให้มากเรื่องเพราะแชสซีของ JCW ทำออกมาดีแล้ว  

MINI Machina และ MINI Skeg พร้อมชุดเสื้อผ้า Mini x Deus Ex Machina จะเปิดตัวในวันที่ 8 กันยายน 2025 ในงาน IAA Mobility Show ที่เมืองมิวนิก เสื้อผ้าแนวๆ ของวัยรุ่น จะวางจำหน่ายผ่านเครือข่ายของ Deus Ex Machina.

แต่งเข้ม เต็มคัน MINI JOHN COOPER WORKS MACHINA / SKEG

สำหรับใครที่ชื่นชอบความแรงและความแตกต่าง แต่งเข้ม เต็มคัน MINI JOHN COOPER WORKS MACHINA / SKEG ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและสมรรถนะที่เร้าใจ ทำให้ MINI ทั้งสองรุ่นนี้เป็นมากกว่ารถยนต์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์ที่บ่งบอกถึงตัวตน

MINI JCW Machina/ Skeg: แต่งเข้มเต็มคัน คุ้มค่าหรือไม่?

โดยรวมแล้ว แต่งเข้ม เต็มคัน MINI JOHN COOPER WORKS MACHINA / SKEG เป็นผลงานการออกแบบที่น่าประทับใจ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของ MINI ในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่ผสมผสานความสปอร์ต ความหรูหรา และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ขนาดเล็กที่มีสไตล์โดดเด่น สมรรถนะดี และสะท้อนถึงตัวตน แต่งเข้ม เต็มคัน MINI JOHN COOPER WORKS MACHINA / SKEG คือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด แต่ทั้งนี้ ก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมกับการใช้งานและงบประมาณของตนเองด้วย

ที่มา – แต่งเข้ม เต็มคัน MINI JOHN COOPER WORKS MACHINA / SKEG

เรียกสอบ 2 ตลก 1 นักธุรกิจ โยงเงินอลงกตการละคร

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการ! ตำรวจเตรียมเรียก 2 ตลกชื่อดัง และ 1 นักธุรกิจ เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับคดี “อลงกตการละคร” งานนี้มีข้อมูลว่าบางคนรับเงินไปหลักร้อยล้านบาทเลยทีเดียว ส่วนกระแสข่าวที่ลือกันว่าโยงไปถึง “เจน ญาณทิพย์” และ “หมอดู ล.” นั้น ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่ายังไม่มีชื่อบุคคลดังกล่าวในขณะนี้

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผบก.ป. เปิดเผยความคืบหน้าของคดีเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ว่า ทางทีมงานได้รับผลวิเคราะห์ข้อมูลเส้นทางการเงินจาก ปปง. เรียบร้อยแล้ว พบว่ามีบุคคลที่ต้องสงสัยเกือบ 30 คน ที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม โดยในจำนวนนี้มีข้อมูลพยานบุคคลระบุว่ามีดาราตลกถึง 2 คน และนักธุรกิจ 1 คน ที่มีความเกี่ยวข้องกับอดีตพระอลงกต

เรียกสอบ 2 ตลก 1 นักธุรกิจ โยงเงินอลงกตการละคร จริงหรือ?

พ.ต.อ.เอนก กล่าวถึงพฤติการณ์ของตลกคนแรกว่า มีการรับเงินจากอดีตพระอลงกตเป็นจำนวนหลักล้านบาท โดยช่วงแรกรับเงินโดยตรง แต่ต่อมาเปลี่ยนไปใช้นอมินีในการโอนเงินแทน ซึ่งนอมินีที่ว่านี้ไม่ใช่ “หมอบี” อย่างแน่นอน ส่วนรายละเอียดว่าเงินจำนวนนี้ถูกนำไปใช้อย่างไรนั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ จะเป็นการว่าจ้างให้ไปเล่นตลก หรือเป็นการขอยืมเงินกันแน่ ก็ต้องรอสอบสวนกันต่อไป

สำหรับตลกคนที่ 2 นั้น ยังไม่พบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับอดีตพระอลงกต แต่พบว่ามีพฤติกรรมเข้าไปนำทรัพย์สินบางอย่างออกจากกุฏิของอดีตพระอลงกต หลังจากที่ท่านได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุไปแล้ว

ส่วนนักธุรกิจที่ถูกพาดพิงนั้น พบว่าเป็นคนนอกจังหวัดลพบุรี และได้รับเงินสดจากอดีตพระอลงกตไปถึงหลักร้อยล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้ถูกนำไปลงทุนในธุรกิจส่วนตัว

แล้วจะทำอย่างไรต่อไปกับคดี “เรียกสอบ 2 ตลก 1 นักธุรกิจ โยงเงินอลงกตการละคร”?

พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า ทางตำรวจจะทยอยเชิญบุคคลเหล่านี้เข้ามาให้ข้อมูลในฐานะพยาน เพื่อดูว่าพวกเขามีข้อแก้ต่างอย่างไร หากพบว่ามีการพยายามปกปิด หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ก็จะพิจารณาว่ามีเจตนาที่ไม่สุจริตหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ได้มีการประสานงานไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้วบางส่วน ส่วนการออกหมายเรียกผู้ต้องหาในล็อตที่ 2 นั้น ยังต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐาน และตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อน

เรื่องกระแสข่าวลือที่ว่า มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยัง “เจน ญาณทิพย์” และ “หมอดู ล.” นั้น พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า ยังไม่ทราบข้อมูลในส่วนนี้ แต่รายชื่อที่ได้รับรายงานจาก ปปง. ในเบื้องต้นนั้น ยังไม่มีชื่อของบุคคลทั้งสอง

พ.ต.อ.เอนก ยืนยันว่า แม้ว่าตนเองจะได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น และไม่ได้ดูแลคดีนี้โดยตรงแล้ว แต่คดีนี้ยังคงดำเนินการต่อไปในรูปแบบของคณะทำงาน ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า จะมีผู้รับผิดชอบในการขยายผลคดี “เรียกสอบ 2 ตลก 1 นักธุรกิจ โยงเงินอลงกตการละคร” อย่างต่อเนื่องแน่นอน และจะนำความจริงมาเปิดเผยให้สังคมได้รับทราบ

คดี เรียกสอบ 2 ตลก 1 นักธุรกิจ โยงเงินอลงกตการละคร นี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ น่าจะมีข้อมูลใหม่ๆ ที่น่าสนใจออกมาให้เราได้ติดตามกันอีกแน่นอน

ที่มา – เรียกสอบ 2 ตลก 1 นักธุรกิจ โยงเงิน “อลงกตการละคร” พบบางคนรับไปหลักร้อยล้านบาท

จับแล้ว! หนุ่มแหกด่านตรวจ สารภาพกลัวเพราะเสพยาบ้า

ตามจับแล้ว! หนุ่มใหญ่ วัย 40 ปี ก่อเหตุสุดอุกอาจ ขับรถแหกด่านตรวจ ทำเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ สารภาพสุดช็อก กลัวถูกจับเพราะเพิ่งเสพยาบ้ามา ทำให้ต้องหนีหัวซุกหัวซุน เรื่องราวเป็นอย่างไร มาตามติดกันเลยครับ

จับแล้วหนุ่มแหกด่านตรวจ ทำเศษหินกระเด็นโดนตำรวจเจ็บ สารภาพกลัวถูกจับเพิ่งเสพยาบ้ามา

จากกรณีเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (2 กันยายน 2568) เมื่อมีชายขับรถยนต์เก๋งแหกด่านตรวจ บริเวณสี่แยกไฟแดงบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเหตุให้ ส.ต.ท. ปฏิพล เรือนวิเชียร ผบ.หมู่ งานปราบปราม สภ.บางน้ำเปรี้ยว ได้รับบาดเจ็บจากเศษหินกระเด็นใส่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว

สืบเนื่องจากภาพจากกล้องวงจรปิดหน้ารถของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรบางน้ำเปรี้ยว เผยให้เห็นภาพขณะขับรถไล่ล่ารถยนต์เก๋ง วีออส สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ฏต 3706 กรุงเทพมหานคร ซึ่งขับหลบหนีหลังจับแล้วหนุ่มแหกด่านตรวจ บริเวณสี่แยกไฟแดงบางน้ำเปรี้ยว โดยคนร้ายได้ขับรถมุ่งหน้าไปทางถนนสุวินทวงศ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการไล่ล่าประมาณ 10 กิโลเมตร จนมาถึงสี่แยกไฟแดงไผ่ดำ รถเก๋งคันดังกล่าวได้ชะลอตัวเพราะมีรถด้านหน้ากำลังจะเลี้ยวซ้าย ทำให้ จ.ส.ต. สังสิทธิ์ ชาญวานิชบริการ ผบ.หมู่ งานจราจร สภ.บางน้ำเปรี้ยว ขับรถปาดหน้ารถเก๋งคันต้องสงสัย

จากนั้น จ.ส.ต. สังสิทธิ์ และ ส.ต.ท. ปฏิพล ได้ลงจากรถเพื่อเข้าตรวจสอบ แต่ทันใดนั้นรถเก๋งได้เหยียบคันเร่งพุ่งชนรถตำรวจ ขับรถหลบหนีไป จ.ส.ต. สังสิทธิ์ จึงยิงปืนเข้าสกัดกั้นแต่ไม่เป็นผล และเป็นจังหวะเดียวกันที่เศษหินจากล้อหลังได้กระเด็นมาโดนโหนกแก้มของ ส.ต.ท. ปฏิพล จนได้รับบาดเจ็บ

ความคืบหน้าการจับกุมหนุ่มแหกด่านตรวจ

พลตำรวจตรี เกรียงไกร บุญซ้อน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจ ส.ต.ท. ปฏิพล เรือนวิเชียร พร้อมทั้งสั่งกำชับให้ชุดสืบสวนภูธรบางน้ำเปรี้ยวติดตามจับกุมผู้ขับขี่รถยนต์เก๋งคันดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

ล่าสุดช่วงเที่ยงที่ผ่านมา ชุดสืบสวน สภ.บางน้ำเปรี้ยว ได้ควบคุมตัว นายวิศรุต ชั่งโต อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาจับแล้วหนุ่มแหกด่านตรวจเมื่อวานนี้ มาทำการสอบสวนที่โรงพัก หลังชุดสืบสวนภูธรบางน้ำเปรี้ยวได้เดินทางไปยังบ้านพักของนายวิศรุต ในซอยสุวินทวงศ์ 106 แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

พ.ต.อ.ณัฐพล อะกะเรือน ผกก.สภ.บางน้ำเปรี้ยว เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบทะเบียนผู้ครอบครองรถ พบว่าเป็นของผู้ก่อเหตุเอง เนื่องจาก จ.ส.ต. สังสิทธิ์ จำหน้าผู้ก่อเหตุได้ จึงสั่งการให้ชุดสืบสวนภูธรบางน้ำเปรี้ยว ประสานชุดสืบสวนนครบาลหนองจอก เดินทางไปยังบ้านผู้ก่อเหตุ

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายวิศรุต อ้างว่า สาเหตุที่ขับรถแหกด่านตรวจนั้น เนื่องจากกลับจากพาแม่ไปหาหมอ และกำลังเดินทางกลับบ้าน แล้วมาเจอด่านตรวจ ด้วยความที่เพิ่งเสพยาบ้ามา จึงเกิดความกลัว และตัดสินใจขับรถหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจปัสสาวะ พบสารเสพติดในร่างกายจริง เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานเป็นอันตรายทั้งกายและจิตใจ และเป็นผู้ขับขี่มีสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน)

นายวิศรุต ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ตกใจในขณะนั้น คิดอะไรไม่ออก และยอมรับว่าเสพยาบ้ามาจริง พร้อมทั้งกล่าวขอโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นางต้อย อายุ 71 ปี แม่ของนายวิศรุต ได้เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ลูกชายพาตนเองไปโรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว เพื่อเอกซเรย์ปอด เนื่องจากตนเองเป็นเส้นเลือดในสมองแตก ระหว่างกลับบ้าน เจอด่านตรวจตรงแยกไฟแดง ลูกชายได้ขับรถแหกด่านตรวจ ตนเองพยายามถามลูก แต่ลูกก็ไม่พูดอะไร จนหลบหนีการจับกุม และมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในวันนี้

เรื่องราวของจับแล้วหนุ่มแหกด่านตรวจครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการใช้ยาเสพติด ที่นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และการกระทำที่ผิดกฎหมาย การใช้ยาเสพติดไม่เพียงแต่ทำลายสุขภาพของผู้ใช้เอง แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมโดยรวมอีกด้วย

ที่มา – จับแล้วหนุ่มแหกด่านตรวจ ทำเศษหินกระเด็นโดนตำรวจเจ็บ สารภาพกลัวถูกจับเพิ่งเสพยาบ้ามา

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม.

ศบ.ทก. เห็นชอบแผนสร้างรั้วชายแดนยาว 16 กม. บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว เผยผลการสำรวจสิทธิและการแจ้งความดำเนินคดีกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีการชี้แจงถึงการลงพื้นที่สังเกตการณ์ของ IOT ในจังหวัดตราด ซึ่งมีหน้าที่เพียงเก็บข้อมูล ไม่ได้มีอำนาจตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เผยว่าประเทศไทยยังคงเดินหน้าในการนำเสนอข้อมูลการละเมิดข้อตกลงของกัมพูชาต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุมเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปตามแนวชายแดนยังคงอยู่ในภาวะสงบ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเวลาที่ผ่านมา คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำว่าไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่จะทำหน้าที่สังเกตการณ์ เก็บข้อมูล และรายงานอย่างเป็นธรรม

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวถึงแผนการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/2568 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2568 ในจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา รูปแบบการประชุมจะคล้ายกับการประชุมครั้งที่ 1 โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือการประชุมของฝ่ายเลขานุการร่วมในช่วงวันที่ 7-9 กันยายน และการประชุม GBC หลักในวันที่ 10 กันยายน จะมีการแถลงข่าวหลังจากการประชุมในจังหวัดตราด ในส่วนของความมั่นคงนั้น จะมีการติดตามการดำเนินการบริหารจัดการบริเวณชายแดนพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว

ในวันเดียวกันนี้ ที่ประชุม ศบ.ทก. จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีแผนการจัดสร้างรั้วระยะทาง 16 กิโลเมตร บริเวณหลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51 ซึ่งเป็นหลักเขตแดนที่ได้สำรวจและมีข้อยุติเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ จะมีการสำรวจสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่อย่างละเอียด และดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ รวมถึงแจ้งความดำเนินคดีกับราษฎรกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ที่ประชุม ศบ.ทก. เห็นชอบในหลักการที่จังหวัดสระแก้วเสนอมา และจะนำข้อมูลต่างๆ นำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อขออนุมัติในลำดับต่อไป

น.ส.มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงการดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคมที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย ไปชี้แจงกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังได้ประกาศว่าไทยจะเข้าร่วมในโครงการรณรงค์ระดับโลกของเลขาธิการสหประชาชาติ เรื่องการลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและดำเนินการด้านทุ่นระเบิด และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครนิวยอร์ก ได้เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติอีกครั้ง เพื่อนำส่งข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มเติมต่อกรณีการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บถึง 6 ครั้ง และติดตามการขอรับคำชี้แจงจากฝ่ายกัมพูชาต่อกรณีดังกล่าว เพื่อนำกัมพูชากลับเข้าสู่การปฏิบัติตามพันธกรณีโดยสมบูรณ์และยุติการใช้ทุ่นระเบิดโดยทันที ไทยต้องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกับกัมพูชาภายใต้กลไกทวิภาคีและตามข้อตกลงหยุดยิง เพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

นางมาระตี กล่าวถึงเรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารตามที่ปรากฏในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ขแมร์ ไทมส์ อ้างกรณีที่ชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ว่าเป็นผลจากอาวุธที่ตกค้างของฝ่ายไทยจากการปะทะกันบริเวณชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และการกระทำในพื้นที่สวนทางกับข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด ทั้งด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การใช้โดรน การปลุกระดมประชาชน และล่าสุดยังพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องในฝั่งไทย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากนิตยสาร JANES ซึ่งเป็นนิตยสารด้านความมั่นคง นำเสนอว่า จากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนเป็นหลายเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของไทยที่ชี้แจงมาโดยตลอดว่าฝ่ายกัมพูชาริเริ่มการโจมตีในครั้งนี้

รัฐบาลไทยแสดงความห่วงกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายกัมพูชาที่ทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้หยิบยกขึ้นหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย OHCHR มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่เพียงบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหาทางออกโดยสันติ ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ในลักษณะนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและสันติภาพในภูมิภาค

น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลขอรายงานสถานการณ์ ผลกระทบและการเยียวยาจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 2 กันยายน เกิดเหตุปะทะแล้ว 45 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 22 ราย บาดเจ็บ 40 ราย รวมทั้งหมด 62 ราย บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 885 หลังคาเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 556 ไร่ ปศุสัตว์ตายและสูญหายรวม 782 ตัว โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ 29 แห่ง สถานที่ทางศาสนา 2 แห่ง และสถานพยาบาล 1 แห่ง

สำหรับการเยียวยา รัฐบาลได้จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วรวม 34,346,022.57 บาท โดยแบ่งเป็นเงินช่วยครอบครัวผู้เสียชีวิต 32,108,658.57 บาท และการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 2,237,364 บาท นอกจากนี้ยังมีการใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดอีก 201,371,391 บาท ให้กับ 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี สระแก้ว และตราด

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังมีมติเห็นชอบการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ซึ่งครอบคลุมกรณีผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ 17 ราย เป็นเงิน 136 ล้านบาท และกรณีผู้บาดเจ็บสาหัส 37 ราย เป็นเงิน 29.6 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 165.6 ล้านบาท

รัฐบาลยืนยันว่าทุกหน่วยงานได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องอธิปไตยของประเทศและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน รัฐบาลยังใส่ใจดูแลความเป็นอยู่ของทุกครอบครัวในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และรัฐบาลจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกก้าวของการก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม.

ทำไมถึงต้องสร้างรั้ว

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ระยะทาง 16 กิโลเมตร เป็นมาตรการสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและปกป้องอธิปไตยของชาติ

ประเทศไทยกำลังดำเนินการอย่างแข็งขันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมุ่งเน้นการเจรจาและการทูตเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน การสร้างรั้วเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการที่ครอบคลุม ซึ่งรวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การพัฒนาพื้นที่ชายแดน และการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในระยะยาว

ไฟเขียว! สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา 16 กม. จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

ที่มา – ไฟเขียว แผนสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว 16 กิโลเมตร