วัน: 3 กันยายน 2025

ลูกเขยโหด! **เขยโหดถูกจับได้ แอบคุยน้องเมียวัย 13**

สลด! เกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญที่ปทุมธานี เมื่อลูกเขยบุกยิงแม่ยายและญาติเสียชีวิตรวม 3 ศพ ก่อนจะจบชีวิตตัวเองตาม สาเหตุมาจากปมขัดแย้งเรื่อง **เขยโหดถูกจับได้ แอบคุยน้องเมียวัย 13** ปี รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

**เขยโหดถูกจับได้ แอบคุยน้องเมียวัย 13** ปมเหตุนำไปสู่โศนาฏกรรม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 23.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองห้า ได้รับแจ้งเหตุยิงกัน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ภายในบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 7 ต.คลองเจ็ด อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบศพ นางทัศนี อ๊อดสวัสดิ์ อายุ 46 ปี (แม่ยาย) ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ข้างโต๊ะหินอ่อนหน้าบ้าน นอกจากนี้ยังพบผู้บาดเจ็บอีกหลายราย ได้แก่ นายชัยวัฒน์ อ๊อดสวัสดิ์ อายุ 43 ปี (น้องชายแม่ยาย), เด็กหญิงวันเพ็ญ สริมอรุณ อายุ 13 ปี (น้องเมีย) และ นายอนุรักษ์ แก้วสกุณี อายุ 36 ปี (ส.อบต.คลองเจ็ด) ทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง และพบรถสิบล้อพ่วงจอดอยู่หน้าบ้าน ภายในรถพบศพ นายเกียรติศักดิ์ หรือหนุ่ม กิริรัมย์ อายุ 35 ปี (ลูกเขยผู้ก่อเหตุ) นอนเสียชีวิตอยู่ มีบาดแผลถูกยิงที่ศีรษะ ใกล้กันพบอาวุธปืนขนาด 9 มม.ตกอยู่

ภรรยาเผยชนวนเหตุ: **เขยโหดถูกจับได้ แอบคุยน้องเมียวัย 13**

นางสาวนันท์นภัส ทรัพย์ใหญ่ อายุ 26 ปี ภรรยาของผู้ก่อเหตุ ให้การว่า ครอบครัวของตนจับได้ว่าสามีแอบคุยกับน้องสาววัย 13 ปีเชิงชู้สาวมานานแล้ว ก่อนเกิดเหตุได้นัดไปคุยกันที่บ้านพี่ชายของสามี แต่สามีไม่ยอมเข้าพบ หลังจากนั้นสามีได้โทรศัพท์มาบอกว่าได้ยิงคนในบ้านหมดแล้ว ก่อนจะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น

ภายหลังเกิดเหตุ นายชัยวัฒน์ อ๊อดสวัสดิ์ และ เด็กหญิงวันเพ็ญ สริมอรุณ ได้เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาล ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวมเป็น 3 ราย

จากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า สาเหตุของเหตุการณ์มาจากความขัดแย้งภายในครอบครัว เรื่องที่ **เขยโหดถูกจับได้ แอบคุยน้องเมียวัย 13** ซึ่งนำไปสู่การก่อเหตุที่รุนแรงดังกล่าว

ความคืบหน้าของคดี

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด และเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อนำไปประกอบการดำเนินคดี นอกจากนี้ ยังได้สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการก่อเหตุในครั้งนี้

ทางด้านครอบครัวของผู้เสียชีวิต ได้เดินทางมารับศพเพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนา ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของญาติและเพื่อนสนิท

บทสรุป

เหตุการณ์ **เขยโหดถูกจับได้ แอบคุยน้องเมียวัย 13** นำไปสู่การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ เป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันท่วงที การพูดคุย ปรึกษา และให้ความเข้าใจกันภายในครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – เขยโหดถูกจับได้ แอบคุยน้องเมียวัย 13 ยิงแม่ยายและญาติ เสียชีวิต 3 ศพ ก่อนจบชีวิตตัวเอง

Kelly, Russo, McCabe จากอาร์เซนอลคุยเรื่องอาการ ‘Icks’


Kelly, Russo, McCabe จากอาร์เซนอลคุยเรื่องอาการ ‘Icks’

Kelly, Russo, McCabe จากอาร์เซนอลคุยเรื่องอาการ ‘Icks’

โคลอี เคลลี, อเลสเซีย รุสโซ, เคที แม็คเคบ, เบธ มีด และเคทลิน ฟอร์ด นักเตะของอาร์เซนอล เข้าร่วมในซีรีส์ใหม่ล่าสุดของ BBC Sport ที่ชื่อว่า Confession Cam

พวกเธอสารภาพเรื่องราวต่างๆ ทั้งในและนอกสนาม พวกเธอติดอยู่ในช่วงเวลาที่ตลกที่สุดจากแคมป์ยูโร อาการ ‘Icks’ ในวงการฟุตบอลที่พวกเธอไม่กล้าบอกเพื่อนร่วมทีม และโคลอี เคลลีมีเรื่องใหญ่ที่จะต้องระบาย…

ติดตามการปรากฏตัวพิเศษจากจอร์โจ พี่ชายของอเลสเซีย รุสโซ และผู้เข้าแข่งขัน Love Island

Kelly, Russo, McCabe จากอาร์เซนอลคุยเรื่องอาการ ‘Icks’

อ่านเพิ่มเติม: ‘We have the team’ – now Arsenal want Chelsea’s WSL crown

ติดตามอาร์เซนอล พบกับ ลอนดอน ซิตี้ ไลออนเนสส์ ในวันเสาร์ที่ 6 กันยายน ทาง BBC Sport

อาการ ‘Icks’ ในวงการฟุตบอลคืออะไร?

อาการ ‘Icks’ ในวงการฟุตบอล หมายถึง พฤติกรรมหรือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้เล่นหรือแฟนบอลอาจจะรู้สึกไม่ชอบหรือไม่พอใจ แม้ว่าสิ่งนั้นอาจจะไม่ได้มีผลกระทบมากนักต่อเกมการแข่งขันก็ตาม อาการเหล่านี้อาจเป็นเรื่องส่วนตัวและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

ในวิดีโอ Confession Cam นักเตะอาร์เซนอลได้เปิดเผยอาการ ‘Icks’ ที่พวกเธอเคยเจอมา ซึ่งเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ผู้เล่นบางคนอาจจะไม่ชอบเมื่อเพื่อนร่วมทีมใส่ถุงเท้าที่ไม่เข้าชุดกัน หรือบางคนอาจจะไม่ชอบเมื่อโค้ชตะโกนเสียงดังเกินไปในสนามฝึกซ้อม

การพูดคุยเกี่ยวกับอาการ ‘Icks’ เหล่านี้ช่วยให้เราได้เห็นมุมมองที่แตกต่างและเข้าใจความรู้สึกของผู้เล่นมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความสนุกสนานและความผ่อนคลายให้กับทีมอีกด้วย

อาการ ‘Icks’ ของนักเตะแต่ละคน

  • โคลอี เคลลี: ไม่ชอบเมื่อเพื่อนร่วมทีมบ่นเรื่องอาหาร
  • อเลสเซีย รุสโซ: ไม่ชอบเมื่อเพื่อนร่วมทีมใช้เวลาในห้องน้ำนานเกินไป
  • เคที แม็คเคบ: ไม่ชอบเมื่อเพื่อนร่วมทีมส่งเสียงดังขณะนอนหลับ

ความสำคัญของทีมเวิร์ค

แม้ว่านักเตะแต่ละคนจะมีอาการ ‘Icks’ ที่แตกต่างกัน แต่พวกเขาก็ยังสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในสนาม สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทีมเวิร์คและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่นักเตะสามารถยอมรับและเคารพความแตกต่างของกันและกันได้ จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในทีมและนำไปสู่ความสำเร็จได้

การที่นักเตะอาร์เซนอลออกมาพูดคุยเกี่ยวกับอาการ ‘Icks’ ของพวกเธอ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเป็นกันเองของทีม พวกเธอไม่ได้กลัวที่จะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา และสิ่งนี้ทำให้พวกเธอเป็นที่รักของแฟนบอลมากยิ่งขึ้น การมีปฏิสัมพันธ์กับแฟน ๆ เป็นสิ่งสำคัญ อาการ ‘Icks’ อาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การพูดคุยกันสามารถนำไปสู่ความเข้าใจและความผูกพันที่มากขึ้นได้

โดยรวมแล้ว วิดีโอ Confession Cam เป็นสิ่งที่น่าสนใจและให้ความบันเทิงเป็นอย่างมาก มันช่วยให้เราได้เห็นมุมมองที่แตกต่างของนักเตะและเข้าใจความรู้สึกของพวกเขามากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมความสำคัญของทีมเวิร์คและความเข้าใจซึ่งกันและกันอีกด้วย อย่าลืมติดตาม Kelly, Russo, McCabe จากอาร์เซนอลคุยเรื่องอาการ ‘Icks’ เพิ่มเติมได้ทาง BBC Sport

ที่มา – Arsenal’s Kelly, Russo and McCabe discuss football ‘icks’

“อนุทิน” รับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

“อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ยุบสภาใน 4 เดือน ย้ำ พูดแล้วทำ

วันที่ 3 กันยายน 2568 ภายหลัง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน มีมติคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน โหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จากพรรคภูมิใจไทย โดยมีเงื่อนไขว่ามติดังกล่าวจะมีผลก็ต่อเมื่อพรรคภูมิใจไทยลงนามในข้อตกลงร่วมกัน (อ่านเพิ่มเติม : เปิดเงื่อนไข 5 ข้อพรรคประชาชน ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังโหวตนายกฯ ให้) ในขณะเดียวกัน ทางด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีการดำเนินการทูลเกล้าฯ เรื่องยุบสภาแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 หลังจากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ (อ่านเพิ่มเติม : “ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ)

เวลาประมาณ 10.40 น. พบว่า สส. และพรรคที่ร่วมสนับสนุน นายอนุทิน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ทยอยเดินทางเข้าไปยังห้องประชุม อาทิ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษา และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นำ สส.พรรคกล้าธรรมมา นายสุชาติ ชมกลิ่น สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นำ สส.บางส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติมา กลุ่ม สส.เพชรบูรณ์พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งนำมาโดย นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รวมถึง นายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคภูมิใจไทยออกมารอต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ต่อมาเมื่อเวลา 11.10 น. เปิดให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปยังห้องประชุม จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา ว่า สวัสดีพี่น้องสื่อมวลชนที่อยู่ที่อาคารรัฐสภา ขอกราบสวัสดีประชาชนพี่น้องคนไทยที่เคารพรักของเราทุกคนวันนี้ตนและบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่อยู่ในที่นี้ จะขอทำการแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเมื่อเช้านี้ทุกคนคงได้รับทราบข้อมูลจากการแถลงข่าวของหัวหน้าพรรคประชาชนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนได้นำเงื่อนไขและข้อสรุปที่ออกมาเป็นข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยว่าด้วยกรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแจ้งให้กับบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คนรับทราบ พร้อมถือโอกาสนี้แถลงข่าวให้พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพทุกท่านได้รับทราบสถานะของพวกเราในวันนี้

พวกเราทุกคนต้องขอขอบคุณพรรคประชาชน คณะกรรมการบริหารของพรรคประชาชน, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชน เจ้าหน้าที่ พนักงานและพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนทุกท่านที่ได้มีมติของที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาชนในการให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ซึ่งมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ได้มอบรายชื่อและให้คำมั่นกับพรรคประชาชนว่า จะให้การสนับสนุนตัวกระผมเป็นนายกรัฐมนตรี จะได้จัดตั้งรัฐบาลตามข้อเสนอของพรรคประชาชนซึ่งทุกคนได้ลงลายมือชื่อและเอกสารแสดงคำมั่นและผมจะได้จัดนำส่งให้กับผู้บริหารพรรคประชาชนไว้เป็นข้อมูลต่อไป

จากนี้ไปเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอเรียนทุกท่านให้ทราบว่าพรรคภูมิใจไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่ได้มาปรากฏตัว ณ ที่นี้ เราตระหนักดีว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังจะดำเนินต่อไปจากนี้ พรรคประชาชนให้ความร่วมมือเสียสละในการที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทยในช่วงสถานการณ์วิกฤติทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยธรรมชาติ

“ผมขอยืนยันว่าพวกเราทุกคนในที่นี้จะไม่ทำให้เจตนารมณ์และความเสียสละของทุกท่านสูญเปล่า และจะรักษาข้อตกลงทั้ง 5 ข้อนี้ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนตลอดระยะเวลา 4 เดือนนับตั้งแต่เราจะเข้าไปทำงานในฐานะรัฐบาล และจะดำรงสภาพความเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เราจะมีพี่น้องประชาชนร่วมเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของพวกเรา ดังนั้นในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลเราจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถ ให้สมกับความไว้วางใจที่ทุกท่านได้ให้โอกาสกับพวกเรา”

ส่วนเรื่องอื่นๆ ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พวกเราทุกคนจะร่วมกันทำหนังสือที่แสดงถึงความพร้อมที่จะให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาบรรจุวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการยืนยันให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าพวกเราทุกคนมีความพร้อม ด้วยการสนับสนุนและความเข้าใจของพรรคประชาชนเรามีความมั่นใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดถัดไปนี้จะดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น และการทำงานของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นตามข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย เปรียบเสมือนพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแทนเพราะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นไปตามเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อที่หัวหน้าพรรคประชาชนได้แถลงไปเมื่อเช้านี้

จากนั้นเวลา 11.22 น. นายอนุทิน จรดปากกาลงนามโดยมีพรรคร่วมและ สส.ทั้ง 146 คน เป็นสักขีพยาน ก่อนจะยกข้อตกลงร่วมที่มีลายเซ็นของนายณัฐพงษ์ กับนายอนุทิน ขึ้นให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพ

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ยังได้ขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่สนับสนุนให้ตนได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องถือเป็นความเสียสละ ความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่เราผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมาย และผ่านความกดดัน สิ่งที่พวกเรามีอยู่ในหัวจิตหัวใจคือความรักชาติ รักแผ่นดิน ห่วงแหนแผ่นดิน และความจงรักภักดีต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ความรักพี่น้องประชาชน ความห่วงใยต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน จึงทำให้พวกเราทุกคนตัดสินใจที่จะมาทำงานร่วมกัน

“ผมขอให้ความมั่นใจว่าพวกเราทุกคนรู้จักกันมาเป็นเวลาเนิ่นนาน รู้ฝีมือ รู้ถึงความทุ่มเทที่ให้กับประชาชนและประเทศชาติของเรา ประเทศไทยที่รักของเรา ขอให้ความมั่นใจว่าเราจะใช้เวลาทุกวัน ทุกนาที ทุกชั่วโมง ในการปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลของพวกท่านให้ดีที่สุด ให้คุ้มค่าที่สุดกับความไว้วางใจที่พวกเรามีต่อกัน และความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านได้มอบหมายให้เรามาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรของท่านครับ”

ในช่วงท้าย นายอนุทิน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในช่วงหนึ่งว่า ขณะนี้ยังมีสภาฯ อยู่ เพราะสภาฯ ยังไม่ยุบ ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ลงมาที่ได้รับทราบว่ามีการยุบสภาหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ทูลเกล้าฯ ไป ว่าท่านจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร และจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างไร พร้อมยืนยันว่าจะไม่ดำเนินการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก การดำเนินการแก้ไขปัญหาในเวลา 4 เดือนเพียงพอ และ 4 เดือนนั้นจะนับเริ่มจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ย้ำว่าพูดแล้วทำ.

การที่ “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 นั้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

อนุทิน จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

ทำไม “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 ถึงสำคัญ?

การที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอย่าง “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ แม้จะต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ตาม การยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ของพรรคประชาชน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

อนาคตของรัฐบาลชุดใหม่นี้จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

มาร์ก เกอฮี เดือด! ดีลล่มวินาทีท้าย คริสตัล พาเลซ หักอก หงส์แดง

มาร์ก เกอฮี เดือด! ดีลล่มวินาทีท้าย ตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์ปีนี้เต็มไปด้วยความดราม่า แต่หนึ่งในข่าวที่ร้อนแรงที่สุดคือกรณีของ มาร์ก เกอฮี (Marc Guéhi) กองหลังตัวเก่งของคริสตัล พาเลซ ที่เกือบได้ย้ายซบ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัวมหาศาลกว่า 35 ล้านปอนด์ ก่อนที่ดีลจะถูก “เบรกกะทันหัน” จากต้นสังกัด ส่งผลให้นักเตะถึงกับ โกรธจัดและไม่พอใจอย่างหนัก

แฟนบอลต่างจับตาเหตุการณ์นี้ เพราะก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เกอฮี เตรียมเดินทางมาตรวจร่างกาย และการเจรจาระหว่างสองสโมสรใกล้จะปิดดีลได้อยู่แล้ว แต่ทว่าคริสตัล พาเลซกลับเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย โดยให้เหตุผลว่า “ยังไม่สามารถหาตัวแทนได้ทัน” ทำให้กัปตันทีมวัย 25 ปีถึงกับ หัวเสียและผิดหวังอย่างรุนแรง

แรงกระเพื่อมครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตึงเครียดในห้องแต่งตัวของพาเลซ แต่ยังอาจส่งผลต่ออนาคตของเกอฮีในถิ่นเซลเฮิร์สท์ พาร์กด้วย หลายสื่ออังกฤษรายงานตรงกันว่าเจ้าตัวกำลัง พิจารณาอนาคตการเป็นกัปตันทีม และอาจพยายามหาทางย้ายออกอีกครั้งในตลาดรอบหน้า

นี่คือหนึ่งในดราม่าที่ตอกย้ำว่า ตลาดซื้อขายพรีเมียร์ลีกไม่เคยขาดสีสัน — และดีลของมาร์ก เกอฮีกลายเป็น “มหากาพย์ช็อกแฟนบอล” ที่ทำให้หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คือหนึ่งในข่าวใหญ่ที่สุดของซัมเมอร์นี้!

มาร์ก เกอฮี เดือด!

มาร์ก เกอฮี เดือด โกรธหลังเปลี่ยนใจย้ายทีมคริสตัล พาเลซ

แม้ว่าจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพตลอดช่วงซัมเมอร์ แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่วันนี้
The Guardianรายงานว่ามีแหล่งข่าวแจ้งว่า Guéhi โกรธมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่พอใจอย่างยิ่งที่ Palace ตัดสินใจขัดขวางการออกจากทีมของเขาในวินาทีสุดท้าย

ในขณะเดียวกันThe Timesรายงานว่า Guéhi มุ่งมั่นยิ่งขึ้นไปอีกว่าเขาจะไม่พิจารณาการเซ็นสัญญาขยายออกไปโดยเด็ดขาด และจะออกจากสโมสรโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลเป็นอย่างช้าที่สุด แม้ว่าจะไม่มีการระบุว่าเขาอาจจะหยุดงานก็ตาม

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าในขณะนี้ผู้เล่นกำลังพยายามตัดสินใจว่าจะสละตำแหน่งกัปตันทีมหรือไม่ ขณะที่ผู้จัดการทีม โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ซึ่งถูกมองว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของพาเลซในการขัดขวางการย้ายทีมครั้งนี้ คาดว่าจะออกจากทีมในช่วงปลายฤดูกาลอย่างช้าที่สุดเช่นกัน

นับตั้งแต่ตลาดซื้อขายนักเตะปิดตัวลงเมื่อเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา กลาสเนอร์ก็ตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับตำแหน่งผู้จัดการทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซนที่ว่างอยู่ในเยอรมนีแล้ว ในพรีเมียร์ลีก มีข่าวลือว่าผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสนใจตำแหน่งนี้ หากมีการเปิดรับสมัคร

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น พาเลซยังคงรักษาตัวผู้เล่นเอาไว้ได้ แม้ว่าพวกเขาจะเสียผู้เล่นที่ไม่มีความสุขไปก็ตาม เนื่องจากพวกเขาน่าจะเสียผู้เล่นไปฟรีๆ เช่นเดียวกับผู้จัดการทีมที่ขัดขวางการจากไปของเขา แต่พวกเขาก็เก็บเขาไว้ได้ ยังไม่แน่ชัดว่าตลอดทั้งฤดูกาล สิ่งนี้จะส่งผลดีต่อทีมหรือไม่

เก๋งแหกด่าน! **โดนข้อหาหนัก พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน**

กลายเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ สภ.บางน้ำเปรี้ยว เมื่อรถเก๋งคันหนึ่งแหกด่านตรวจและชนตำรวจ ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ล่าสุด ผู้กระทำผิด**โดนข้อหาหนัก พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน**

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ จ.ส.ต.สังสิทธิ์ ชาญวานิชบริการ และ ส.ต.ท.ปฏิพล เรือนวิเชียร ได้ขับรถไล่ตามรถเก๋งต้องสงสัยที่แหกด่านบริเวณแยกไฟแดงบางน้ำเปรี้ยว จนกระทั่งไปถึงแยกไฟไผ่ดำ ตำบลศาลาแดง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามขวางรถคันดังกล่าวเพื่อเข้าทำการตรวจสอบ แต่คนร้ายกลับเร่งเครื่องชนรถตำรวจอย่างแรง เศษหินกระเด็นถูก ส.ต.ท.ปฏิพล จนได้รับบาดเจ็บที่โหนกแก้ม ต้องเย็บถึงหกเข็ม

พล.ต.ต.เกรียงไกร บุญซ้อน ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา ได้เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจ ส.ต.ท.ปฏิพล พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือ และสั่งกำชับให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจและทำร้ายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่

**โดนข้อหาหนัก พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน**

เบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาในความผิดฐานขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และ**พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน**ขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นข้อหาที่มีโทษหนัก

จากการตรวจสอบทะเบียนรถพบว่า ผู้ครอบครองคือนายวิศรุต ชั่งโต อายุ 40 ปี จากกรุงเทพมหานคร ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวมาสอบสวนและดำเนินคดี

ทำไมผู้ต้องหาถึง**โดนข้อหาหนัก พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน**

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการขับรถชนตำรวจถึง**โดนข้อหาหนัก พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน** นั่นก็เพราะว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายต่อเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ และมีเจตนาที่จะทำร้ายให้ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดฐานพยายามฆ่า

คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่คิดจะหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตระหนักว่า การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะผิดกฎหมาย แต่ยังอาจนำไปสู่ข้อหาที่ร้ายแรงกว่าเดิมได้ การให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และการเคารพกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงและความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม พวกเขาต้องเผชิญกับอันตรายต่างๆ มากมาย เพื่อให้ประชาชนปลอดภัย ดังนั้นการสนับสนุนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเป็นสิ่งที่เราควรทำ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนเคารพกฎหมาย และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นบนท้องถนน การตัดสินใจเพียงชั่ววูบอาจนำมาซึ่งผล consequences ร้ายแรงทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

ที่มา – โดนข้อหาหนัก พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน เก๋งแหกด่านชนตำรวจ สภ.บางน้ำเปรี้ยว เย็บหกเข็ม

“ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา จริงแล้ว!

สถานการณ์การเมืองไทยร้อนระอุ เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าได้ดำเนินการ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว โดยให้เหตุผลว่าระบบประชาธิปไตยกำลังบิดเบี้ยว

วันที่ 3 กันยายน 2568 ณ อาคารรัฐสภา นายภูมิธรรมได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นร้อนทางการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคืนอำนาจให้กับประชาชน “ขณะนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นระบบประชาธิปไตยมันบิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนที่ตกลงจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ที่ทางพรรคประชาชนจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาลซึ่งยังไงก็เป็น 3 กลุ่มอยู่อย่างเดิม ส่วนพรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่รัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคประชาชนมี 2 หมวกอยู่ในตัวเอง คือทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล บรรยากาศการดึง สส. ต่างๆ ถือว่าสับสนอลหม่านท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

นายภูมิธรรมยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เขาเชื่อว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ “สิ่งที่สำคัญคือวันนี้ไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับเข้าสู่ประเทศได้ จะทำให้ปัญหาเศรษฐกิจถูกกระทบและรุมเร้า ฝ่ายกฎหมายซึ่งมองว่าควรคืนอำนาจให้กับประชาชนในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นเรื่องของพระราชอำนาจ ไม่มีใครจะสามารถไปตัดสินใจได้ เพราะอยู่ที่พระบรมราชวินิจฉัย”

เมื่อถูกถามถึงกระบวนการหลังจาก ทูลเกล้าฯ ยุบสภา แล้ว นายภูมิธรรมกล่าวว่า “ตนเองในฐานะรักษาการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ก็คงจะกราบบังคมทูลสถานการณ์ต่างๆ ถวายให้พระองค์ทรงทราบ ซึ่งมีการยื่นทูลเกล้าฯ ไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ก็ต้องรอตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ หากเป็นแบบนี้พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนก็ต้องไปพิจารณา”

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรมไม่ได้ตอบคำถามว่าการ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา คือทางออกของสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันหรือไม่ และได้เดินขึ้นตึกบัญชาการไปทันที ทิ้งไว้แต่ความสงสัยและคำถามมากมายให้กับสื่อมวลชนและประชาชน

“ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังการทูลเกล้าฯ ยุบสภา?

การตัดสินใจ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลเสียงข้างน้อยเผชิญกับความท้าทายในการบริหารประเทศ และการดึง สส. เข้าพรรคก็สร้างความสับสนอลหม่าน

  • ความขัดแย้งทางการเมือง
  • รัฐบาลเสียงข้างน้อย
  • ปัญหาเศรษฐกิจ

การยุบสภาจึงเป็นเหมือนการเปิดทางให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศอีกครั้ง ผ่านการเลือกตั้งใหม่

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นตัวตัดสินว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

การตัดสินใจครั้งนี้ของนายภูมิธรรม แม้จะดูเป็นการเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า การบริหารจัดการการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ

ดร.นันทนา ค้าน “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

“ดร.นันทนา” ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนต่อกรณีที่ “พรรคประชาชน” สนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อเจตจำนงของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคอย่างท่วมท้นถึง 14 ล้านเสียง พร้อมเสนอแนะว่าทางออกที่ถูกต้องคือการให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของตนเองอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ได้เปิดใจกับทีมข่าวไทยรัฐถึงประเด็นร้อนทางการเมืองนี้ ภายหลังจากที่ทราบข่าวว่าพรรคประชาชนมีมติสนับสนุนการโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยดร.นันทนา มองว่าการตัดสินใจเช่นนี้เป็นการขัดกับความต้องการของประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง

ดร.นันทนา กล่าวว่า พรรคการเมืองทุกพรรคล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และพรรคประชาชนเองก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากถึง 14 ล้านเสียง ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 1 ล้านเสียง ดังนั้นการนำคะแนนเสียงอันมหาศาล 14 ล้านเสียงไปสนับสนุนพรรคที่ได้คะแนนเพียง 1 ล้านเสียง จึงเป็นการกระทำที่สวนทางกับความต้องการของประชาชนที่เลือกพรรคประชาชน (อดีตก้าวไกล) เพื่อให้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมอำนาจให้พรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ ดร.นันทนา ยังกล่าวถึงข้ออ้างที่ว่าจะใช้เวลา 4 เดือนในการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางเศรษฐกิจและการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะแม้แต่รัฐบาลที่อยู่ในวาระ 4 ปีเต็ม ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้สำเร็จ และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ยังต้องผ่านการทำประชามติและการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 4 เดือนอย่างแน่นอน

ดร.นันทนา ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า สิ่งที่อาจเกิดขึ้นจริงภายใน 4 เดือนนั้น อาจเป็นการ “พลิกคดีสำคัญ” ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เช่น คดีฮั้ว ส.ว. และคดีเขากระโดง หากมีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมหรือกระทรวงมหาดไทย อาจส่งผลให้ทิศทางของคดีเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากมีความกังวลใจ

ส่วนข้ออ้างที่ว่าหากไม่เลือกแนวทางนี้ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยอาจกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งนั้น ดร.นันทนา มองว่าเป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะในท้ายที่สุดแล้ว พรรคประชาชนก็จะต้องเลือกสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งอยู่ดี และหากพิจารณาว่าทั้งสองพรรคสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างโปร่งใส ก็ควรปล่อยให้ทั้งสองพรรคร่วมมือกันเอง โดยไม่จำเป็นต้องกังวล

สำหรับกระแสข่าวที่ว่าพรรคเพื่อไทยอาจทูลเกล้าฯ เพื่อขอยุบสภานั้น ดร.นันทนา เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของตนเองอีกครั้ง และหากพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ยื่นขอยุบสภา ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด

“ดร.นันทนา” ไม่เห็นด้วย “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ ดร.นันทนา ไม่เห็นด้วยกับการที่ “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” นั้น มาจากการต่อสู้คดีฮั้ว ส.ว. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคดีที่ประชาชนและสังคมจับตาอย่างใกล้ชิด ขณะนี้คดีอยู่ในความดูแลของ DSI และติดค้างอยู่ที่ กกต. แม้จะยังไม่มีการยื่นฟ้อง แต่สำนวนหลายส่วนก็มีความคืบหน้าไปมาก หากสนับสนุนนายอนุทินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีความเชื่อมโยงกับเสียงข้างมากในวุฒิสภาหรือไม่ ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับสังคมถึงความเป็นไปได้ในการพลิกคดี ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ทำไมดร.นันทนาถึงค้าน “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

โดยสรุปแล้ว การที่ ดร.นันทนา ออกมาคัดค้านการที่ “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” นั้น มีเหตุผลที่สำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขัดแย้งต่อเจตจำนงของประชาชน การกังวลถึงการพลิกคดีสำคัญ และการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนจะต้องตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง และร่วมกันติดตามตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศชาติจะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “ดร.นันทนา” ไม่เห็นด้วย “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” ชี้ขัดเจตจำนง 14 ล้านเสียง

“อนุทิน” ดีใจ พรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้

“อนุทิน” ยิ้มแย้มเข้าสภาฯ หลังพรรคประชาชนมีมติโหวตหนุนนั่งนายกฯ ย้ำพร้อมรับทุกเงื่อนไข หัวเราะ “พรรคเพื่อไทย” บอกเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พาประเทศไม่รอด เป็นเหตุยื่นยุบสภา ชี้ให้ไปดูคำแถลงพรรคส้ม

วันที่ 3 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าสภาฯ เมื่อเวลา 09.47 น. โดยผู้สื่อข่าวถามถึงว่า ทันทีที่พรรคประชาชนได้แถลงข่าวสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ฝั่งพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภา แต่นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถาม

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ดีใจหรือไม่ที่พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ดีใจสิ และรู้สึกขอบคุณมากๆ ด้วย”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาแล้ว นายอนุทินกล่าวว่า ขอขึ้นไปประชุมกับพรรคภูมิใจไทยก่อน

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยอ้างเหตุผลการยุบสภาว่า เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะนำพาประเทศไปไม่รอด นายอนุทินหัวเราะ ก่อนตอบว่า ดูร่างที่พรรคประชาชนได้แถลงมันมีคำตอบอยู่ในนั้น

เมื่อถามว่าพร้อมเซ็นตามข้อตกลงของพรรคประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “พร้อมสิครับ ยอมรับได้ทุกข้อ”

“อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความขอบคุณพรรคประชาชนที่ให้การสนับสนุนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนทางการเมือง และการยื่นยุบสภาของพรรคเพื่อไทย ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของรัฐบาล

อนุทินขอบคุณพรรคประชาชน “ดีใจที่จะโหวตนายกฯ ให้”

หลังจากการแถลงข่าวของพรรคประชาชนที่ประกาศสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นักข่าวได้สอบถามความรู้สึกของนายอนุทิน ซึ่งเจ้าตัวได้ตอบด้วยท่าทียิ้มแย้มว่า “ก็ดีใจสิ และรู้สึกขอบคุณมากๆ ด้วย” คำตอบนี้แสดงให้เห็นถึงความยินดีและความขอบคุณที่นายอนุทินมีต่อพรรคประชาชนที่ให้การสนับสนุน แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะยังคงมีความไม่แน่นอน

นอกจากนี้นายอนุทินยังได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภา โดยระบุว่าขอขึ้นไปประชุมกับพรรคภูมิใจไทยก่อนที่จะให้ความเห็นใดๆ เพิ่มเติม เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยอ้างว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่สามารถนำพาประเทศไปรอดได้ นายอนุทินได้หัวเราะและกล่าวว่าให้ไปดูร่างที่พรรคประชาชนได้แถลง ซึ่งน่าจะมีคำตอบอยู่ในนั้น เป็นการตอบโต้ที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในสถานการณ์

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือคำถามที่ว่านายอนุทินพร้อมที่จะเซ็นตามข้อตกลงของพรรคประชาชนหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินได้ตอบอย่างชัดเจนว่า “พร้อมสิครับ ยอมรับได้ทุกข้อ” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศต่อไป

การที่พรรคประชาชนตัดสินใจสนับสนุนนายอนุทินให้เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การจับมือกันของสองพรรคนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และจะมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป รวมถึงข้อตกลงต่างๆ ที่นายอนุทินพร้อมจะเซ็นนั้น จะมีรายละเอียดอะไรบ้างและจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

อนาคตทางการเมืองของอนุทินกับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน

การได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ ความท้าทายคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และการบริหารจัดการประเทศให้ก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ได้สำเร็จ

อนาคตทางการเมืองของนายอนุทินและรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น จึงขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ การที่ “อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ท้าทายนี้

การที่ “อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มทางการเมือง และการสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การรักษาความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

  • การตัดสินใจของพรรคประชาชนส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร?
  • ข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมีอะไรบ้าง?
  • ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการร่วมมือของสองพรรคนี้?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนอยากรู้และรอคอยคำตอบจากนักการเมืองทุกคน หวังว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้ พร้อมเซ็นทุกข้อตกลง

เปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล

เปิดเอกสารลงนาม 5 ข้อระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยฉบับเพิ่มเติม “เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ “อนุทิน” ต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ย้ำ ปชน. จะเป็นฝ่ายค้านต่อ ไม่มีใครไปเป็นรัฐมนตรี

วันที่ 3 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปฝ่ายค้าน นำแถลงข่าวว่า 5 วันที่ผ่านมา หลังจากได้คุยกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยนั้น วันนี้คณะกรรมการบริหารของพรรคมีมติว่า หากมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ความเห็นชอบเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

โดยนายณัฐพงษ์ ได้แถลงว่า กรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ทำให้สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 159 พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเห็นร่วมกันว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเพื่อแก้ไขปัญหาจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าในระยะเวลาอันสั้น จัดทำประชามติเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยุบสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยตกลงร่วมกัน ดังต่อไปนี้

เงื่อนไขสำคัญ 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

2. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

3. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้โดยเร็ว

4. เพื่อสร้างหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนจริง พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

5. พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

โดยในเอกสารตอนท้ายมีการระบุชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

นายณัฐพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ทางพรรคได้ปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อคืนนี้ มีผู้แสดงความคิดเห็นเข้ามาประมาณ 25,000 คน ความเสี่ยงสูงสุดของเรื่องนี้ คือการบิดพลิ้ว และการตระบัดสัตย์ ทางพรรคภูมิใจไทยจะมีต้นทุนในการรับผลนั้น ยืนยันว่าไม่เสียใจภายหลัง เพราะ 5 วันที่ผ่านมา ได้ไตร่ตรองและรับฟังเสียงรอบด้าน ทั้ง สส. สมาชิกพรรค เครือข่าย และพนักงาน ทุกความเห็นสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการลงนามนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อนายอนุทิน ได้ลงนามตอบกลับแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ไว้วางใจนายกฯ คนใด แต่เพื่อให้เดินหน้ายุบสภา

ขณะที่ทางพรรคภูมิใจไทย พบว่า นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล แกนนำพรรค พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี เดินทางมารับเอกสารลงนาม ก่อนจะขึ้นไปที่ห้องพัก สส. ของพรรคภูมิใจไทย ด้านบนอาคารรัฐสภา

เปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

การที่พรรคประชาชนออกมาประกาศเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก นั้น แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง และความต้องการที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว รวมถึงการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน การจับตาดูท่าทีของพรรคภูมิใจไทย และการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันพิจารณาและติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจในเงื่อนไขและข้อตกลงต่างๆ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล และสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดทิศทางของประเทศต่อไปในอนาคต มาร่วมกันติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด และแสดงพลังของเราในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

การเปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากนี้ จะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – เปิดเงื่อนไข 5 ข้อพรรคประชาชน ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังโหวตนายกฯ ให้