วัน: 5 กันยายน 2025

Manchester Masters มาที่ BBC!

Manchester Masters มาที่ BBC

This content is not available in your location.

There was an error

เตรียมพบกับอดีตนักเตะระดับตำนานจากสโมสรลิเวอร์พูล, เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการแข่งขันฟุตบอล 6 คนในร่มรายการ Manchester Masters มาที่ BBC ถ่ายทอดสดจากสนามในเมืองแมนเชสเตอร์ ตั้งแต่เวลา 19:00 น. ตามเวลา BST ในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน ผ่านทาง iPlayer และเว็บไซต์ BBC Sport

รับชม: Manchester Masters – 2025

สำหรับผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

  • Subsection
  • Published

รายการ Manchester Masters มาที่ BBC เป็นรายการที่รวบรวมอดีตนักเตะชื่อดังจากทีมต่างๆ ในเมืองแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูล มาแข่งขันฟุตบอลในร่ม สร้างความสนุกสนานและความคิดถึงให้กับแฟนบอลที่ได้ชมการแข่งขัน

ทำไมถึงต้องดู Manchester Masters มาที่ BBC

  • ได้เห็นนักเตะระดับตำนาน: พบกับอดีตนักเตะที่คุณชื่นชอบที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับสโมสร
  • บรรยากาศที่สนุกสนาน: การแข่งขันฟุตบอลในร่ม 6 คน เต็มไปด้วยความรวดเร็วและความตื่นเต้น
  • ความคิดถึง: หวนรำลึกถึงช่วงเวลาที่นักเตะเหล่านี้เคยโลดแล่นอยู่ในสนาม

อย่าพลาดโอกาสที่จะได้ชมการแข่งขัน Manchester Masters มาที่ BBC ถ่ายทอดสดทาง iPlayer และเว็บไซต์ BBC Sport ในวันที่ 5 กันยายนนี้ เป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นเหล่านักเตะระดับตำนานกลับมาสร้างความสุขให้กับแฟนบอลอีกครั้ง การแข่งขันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เกมกีฬา แต่เป็นการรวมตัวของความทรงจำและมิตรภาพของนักเตะและแฟนบอล

สำหรับแฟนบอลชาวไทยที่สนใจรับชมรายการนี้ สามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ BBC Sport และอย่าลืมตรวจสอบเวลาถ่ายทอดสดให้ตรงกับเวลาประเทศไทย เพื่อไม่ให้พลาดชมการแข่งขัน Manchester Masters มาที่ BBC

การแข่งขันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นนักเตะขวัญใจกลับมาโชว์ฝีเท้าอีกครั้ง แม้ว่าจะเป็นเพียงการแข่งขันกระชับมิตร แต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานและความตื่นเต้น

นอกจากนี้ การรับชมการแข่งขันกีฬาจากต่างประเทศยังเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ อีกด้วย

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับความสนุกและความตื่นเต้นที่กำลังจะมาถึงในรายการ Manchester Masters มาที่ BBC

ที่มา – Manchester Masters is coming to the BBC

คปท. บุกทำเนียบ ทวง 5 ข้อเรียกร้องรัฐบาล “อนุทิน”

แกนนำกลุ่ม คปท. เดินหน้าต่อ แถลงหลังจบโหวตนายกฯ คนที่ 32 เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก เดินหน้ายื่นอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน” ลั่นต้องทำ MOA กับประชาชน พร้อมนัดชุมนุมรอบถัดไป 9 ก.ย. รอฟังคำวินิจฉัยคดีทักษิณ ชั้น 14

วันที่ 5 กันยายน 2568 เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม คปท. ได้แถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน และผู้ร่วมชุมนุม ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับการโหวตจากสภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย

นายพิชิต กล่าวว่า ตั้งแต่เช้าที่เดินทางมายังอาคารรัฐสภา และก่อนหน้านี้ในนามของรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ที่ได้ไปร่วมกันประกาศจุดยืนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถึง 3 ครั้ง เราพูดเป็นเสียงเดียวกันมาโดยตลอดว่าวินาทีนี้ ประเทศไทยไม่ต้องการพรรคเพื่อไทยในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พร้อมทั้งประกาศภารกิจ 6 ข้อที่เราต้องเดินต่อ คือ 1. ไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่เอานายชัยเกษม นิติศิริ เป็นนายกรัฐมนตรี 2. ให้ยกเลิก MOU ปี 43 และปี 44 โดยทันที 3. ถ้าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยกเว้นการแก้ไขในหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 (ที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์) 4. ยกเลิกการยกเลิกร่างแก้ไข พ.ร.บ. ทรัพย์อิงสิทธิ์ ที่ขยายสิทธิ์การเช่า อสังหาริมทรัพย์จาก 30 ปีเป็น 99 ปี 5. ยกเลิกพระราชบัญญัติ Entertainment Complex ที่มีคาสิโน และการออนไลน์ และ 6. ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน

นายพิชิต กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้มาเชียร์ใครคนใดคนหนึ่ง การโหวตของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายอนุทิน ชาญวีรกุล ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภารกิจข้อแรกถือว่าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่ยังไม่ถือว่าได้ชัยชนะ เพราะภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น ยังเหลืออีก 5 ข้อ ที่รัฐบาลต่อไปจะต้องแสดงความรับผิดชอบให้เห็น ซึ่งรัฐบาลของนายอนุทินจะต้องทำ ในเมื่อทำ MOA กับพรรคประชาชนได้ ดังนั้นรัฐบาลก็จะต้องทำ MOA กับพี่น้องประชาชนด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้จะกลับไปพูดคุยกับคณะใหญ่ แล้วจะทำการบันทึกร่าง MOA เพื่อยื่นให้กับรัฐบาลต่อไป และวันแรกที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายอนุทิน นัดหมายพี่น้องประชาชน ไปพร้อมเพรียงกันที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามสัญญาอีก 5 ข้อที่เหลือ

นอกจากนี้ นายพิชิต ยังได้นัดหมายมวลชนในวันที่ 9 กันยายน ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะได้อ่านคำวินิจฉัยพิพากษาคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวเดินทางไปที่ดูไบ ไม่ทราบว่าจะกลับมาฟังคำพิพากษาตามนัดหมายหรือไม่ แต่ขอนัดหมายพี่น้องประชาชนไปรวมตัวกันที่สะพานชมัยมารุเชษฐ์ เพื่อลุ้นคำพิพากษาพร้อม ๆ กัน

คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก ทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน”

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ กลุ่ม คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก เพื่อทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน” หลังจากที่ได้มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในการเรียกร้องประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน

คปท. คือใคร และมีบทบาทอย่างไร?

คปท. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีบทบาทในการแสดงออกถึงความต้องการของประชาชนในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม กลุ่มนี้มักจะมีการจัดการชุมนุมและการเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การเคลื่อนไหวของ คปท. ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในประเด็นต่างๆ และเป็นการแสดงออกถึงความต้องการให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง การบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อถึงความต้องการของประชาชนให้รัฐบาลรับฟังและดำเนินการตามข้อเรียกร้อง

ข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อที่ คปท. ยื่นให้กับรัฐบาลเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง การที่ คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก เพื่อทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มในการผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง การเคลื่อนไหวของ คปท. ในครั้งนี้จะเป็นแรงกดดันให้กับรัฐบาลในการพิจารณาและดำเนินการตามข้อเรียกร้องของประชาชน

การที่รัฐบาล “อนุทิน” จะสามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของ คปท. ได้หรือไม่นั้น จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงความสามารถในการบริหารประเทศและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นของรัฐบาลชุดนี้ หากรัฐบาลสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชนได้ ก็จะได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากประชาชนมากยิ่งขึ้น

กลุ่ม คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก ทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน” เป็นสถานการณ์ที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ คปท. จะสามารถผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้หรือไม่นั้น จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย

ที่มา – คปท. เตรียมบุกทำเนียบวันประชุม ครม.นัดแรก ทวงอีก 5 ข้อเรียกร้องกับรัฐบาล “อนุทิน”

“อนุทิน” เปิดใจหลังได้โหวตเป็น นายกฯ

เปิดใจครั้งแรกหลังได้รับโหวตเป็นนายกฯ “อนุทิน” ขอบคุณ “พรรคประชาชน” และทุกคะแนนเสียงที่สนับสนุน พร้อมทำงานทุกวันให้คุ้มค่าที่สุด

เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 5 ก.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย เปิดใจครั้งแรกหลังได้รับเสียงโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ เพราะเวลามีอยู่ไม่มาก ต้องทำงานทุกวันให้คุ้มค่าที่สุด ไม่มีวันหยุดนะ

ถามต่อว่า แบบนี้ต้องทำงานให้หนักขึ้นใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องทำงานหนักมาก ให้ปัญหาที่มีอยู่คลี่คลาย พร้อมยังกล่าวขอบคุณพรรคประชาชน และทุกเสียงที่สนับสนุน พร้อมตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ว่า “Move Forward to the Right Action, Definitely” (แน่นอนว่าเราจะก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง)

ส่วน โผ ครม. ได้ตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลใหม่แล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ขอให้ใจเย็น แต่ทั้งนี้ทุกอย่างได้เตรียมการไว้หมดแล้ว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะเดินทางไปเยี่ยมคุณพ่อ เพราะพ่อไม่ค่อยสบาย ไปกราบท่านก่อน และเดี๋ยวจะต้องกลับมาสภาฯ เพื่อลงมติ และยังจะต้องอยู่รักษาองค์ประชุม.

“อนุทิน” เปิดใจหลังได้รับโหวตเป็น นายกฯ

หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ท่ามกลางความคาดหวังและความท้าทายมากมาย หนึ่งในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ วิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารประเทศของท่าน

ในการเปิดใจครั้งแรกหลังได้รับตำแหน่ง “อนุทิน” ได้แสดงความขอบคุณต่อทุกคะแนนเสียงที่สนับสนุน และให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำงานอย่างหนักและรวดเร็วเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในเรื่องของคณะรัฐมนตรี โดยขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นและยืนยันว่าทุกอย่างได้เตรียมการไว้พร้อมแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและใส่ใจในรายละเอียดของการบริหารจัดการ

อนาคตประเทศไทยภายใต้การนำของ”อนุทิน”

การได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย หลายฝ่ายคาดหวังว่าด้วยประสบการณ์และความสามารถของท่าน จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลและความท้าทายต่างๆ ที่นายอนุทินและรัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญ ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

  • การกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างงาน: รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้
  • การแก้ไขปัญหาสังคม: ปัญหาต่างๆ เช่น ความยากจน ยาเสพติด และอาชญากรรม ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง
  • การสร้างความปรองดองทางการเมือง: ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลใหม่ควรส่งเสริมการหารือและประนีประนอมเพื่อสร้างความปรองดองในสังคม

“อนุทิน” และรัฐบาลใหม่จึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความคาดหวังของประชาชน และนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

การที่นายอนุทิน เปิดใจหลังได้รับโหวตเป็น นายกฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการบริหารประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเปิดกว้าง

ที่มา – “อนุทิน” เปิดใจหลังได้รับโหวตเป็น นายกฯ พร้อมขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่สนับสนุน

บุรีรัมย์เตรียมรับ “อนุทิน” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32

บุรีรัมย์เตรียมพร้อม! คนดูแลวงเวียน ร.1 หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วงเวียนช้าง” เผยได้รับคำสั่งให้เตรียมสถานที่ต้อนรับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 หลังมติสภาฯ เห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง เผยการแก้บนครั้งนี้จะเน้นเลข 9 เป็นหลัก

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดบุรีรัมย์ว่า ภายหลังจากที่ประชุมสภาฯ มีมติเห็นชอบให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการรอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

สำหรับความเคลื่อนไหวในจังหวัดบุรีรัมย์ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำเต็นท์มากางบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 หรือวงเวียน ร.1 ตำบลอิสาน อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “วงเวียนช้าง” เพื่อเตรียมจัดพิธี “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 ตามที่ได้มีการบนบานศาลกล่าวไว้ก่อนหน้านี้

นายสุริชัย ศรีหาบุญทัน อายุ 52 ปี ผู้ดูแลวงเวียน ร.1 เปิดเผยว่า ในแต่ละวันจะมีประชาชนเดินทางมาแก้บนหรือขอพรในเรื่องต่างๆ เช่น การงาน การสอบเข้าทำงาน ประมาณวันละ 100-200 คน

บุรีรัมย์เตรียมรับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32

“การบนบานขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละบุคคล บางคนวิ่งรอบอนุสาวรีย์ 999 รอบ บางคน 29 รอบ หรือ 9 รอบ โดยจะใช้เลข 9 เป็นหลัก ส่วนสิ่งของที่นำมาแก้บน ส่วนมากจะเป็นหัวหมู จะเป็นกี่หัวก็ได้ขอให้ลงท้ายด้วยเลข 9” นายสุริชัยกล่าว

ส่วนของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มักจะใช้ไก่ 9 ตัว เป็ด 9 ตัว ของหวาน 9 อย่าง และผลไม้ 9 อย่าง ในการแก้บน

คาด “อนุทิน” มาแก้บนพร้อมเปิดงานบวงสรวงใหญ่

สำหรับกำหนดการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาแก้บนนั้น ขณะนี้ตนได้รับคำสั่งให้เตรียมสถานที่ให้พร้อมแล้ว แต่ยังไม่ทราบวันเวลาที่แน่นอน คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นวันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่มีการบวงสรวงใหญ่ นายอนุทินอาจจะเดินทางมาเปิดงานพร้อมกับการ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 ไปในคราวเดียวกัน แต่รายละเอียดลึกๆ นั้นตนยังไม่ทราบ

พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 1 ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของชาวบุรีรัมย์และคนทั่วไป นิยมมาขอพรและแก้บน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญๆ มักจะมีการบวงสรวงและจุดประทัดเพื่อความเป็นสิริมงคล

การที่บุรีรัมย์เตรียมสถานที่เพื่อต้อนรับนายอนุทินในการแก้บนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความศรัทธาที่ชาวบุรีรัมย์มีต่อนายอนุทิน รวมถึงความผูกพันกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ การแก้บนจึงเป็นการแสดงความขอบคุณและเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

“อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 ถือเป็นวัฒนธรรมและความเชื่อที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน การแสดงออกถึงความกตัญญูและความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังคงเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน

ที่มา – บุรีรัมย์ เตรียมสถานที่ รับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” แก้บนหลังได้เป็นนายกฯ คนที่ 32

เกิดอะไรขึ้นกับสเตอร์ลิงและเชลซี?

เมื่อสี่ปีก่อน ราฮีม สเตอร์ลิงได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของอังกฤษในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศยูโร 2020

แต่ในฤดูกาลต่อมา เขาอยู่บนม้านั่งสำรองบ่อยขึ้นสำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และถึงแม้จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่สี่ได้ ก็ถูกขายให้กับเชลซี ซึ่งเป็นการเซ็นสัญญาครั้งแรกของผู้เป็นเจ้าของใหม่

การย้ายครั้งนี้ไม่ได้ผลเลย

ตอนนี้ เมื่ออายุ 30 ปี สเตอร์ลิงกำลังเผชิญหน้ากับฤดูกาลที่ถูกเนรเทศที่เชลซี โดยมีค่าจ้างที่เหลืออีก 30 ล้านปอนด์ในสัญญาของเขา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการหยุดชะงัก

ดังนั้น เกิดอะไรขึ้นกับสเตอร์ลิงและเชลซี?

การย้ายทีมเชลซีกลายเป็นเรื่องขมขื่น

สเตอร์ลิงเซ็นสัญญา 5 ปี มูลค่า 325,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ในปี 2022 โดยย้ายครอบครัวหนุ่มสาวของเขาในกระบวนการนี้

การย้ายทีมมูลค่า 50 ล้านปอนด์เป็นการแสดงเจตจำนงของท็อดด์ โบห์ลี ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการด้านกีฬา และเคลียร์เลค แคปิตอล

ปัญหาสำหรับสเตอร์ลิงคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังข้อตกลงครั้งใหญ่เช่นนี้ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่สโมสรอีกต่อไป

นอกเหนือจากอิทธิพลที่ลดน้อยลงของโบห์ลีแล้ว โธมัส ทูเคิลยังเป็นหัวหน้าโค้ชที่ดูแลการมาถึงของสเตอร์ลิง

จากนั้นก็มาถึง เกรแฮม พอตเตอร์ จากนั้น แฟรงค์ แลมพาร์ด และจากนั้น เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในสองฤดูกาลแรกของสเตอร์ลิงที่สโมสร ซึ่งเขาลงเล่น 81 ครั้งและทำไป 19 ประตู ขณะที่เชลซีจบอันดับที่ 12 และจากนั้นอันดับที่ 6

แต่สองปีหลังจากทำสัญญา เชลซีได้ยุติบทบาทของเขาในฐานะผู้เล่นทีมชุดใหญ่ เมื่อผู้จัดการทีมคนใหม่ เอ็นโซ่ มาเรสก้า ตัดสินใจว่าสเตอร์ลิงไม่ได้อยู่ในแผนการของเขา

เขาไม่ได้เล่นให้กับสโมสรอีกเลยนับตั้งแต่นั้นมา และใช้เวลาเมื่อฤดูกาลที่แล้วในการยืมตัวที่ไม่น่าประทับใจที่อาร์เซนอล

ปัญหาเรื่องสัญญาและชีวิตใน ‘หน่วยระเบิด’

เว้นแต่ว่าสิงห์บลูส์และสเตอร์ลิงบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแพ็กเกจชดเชยสำหรับเงิน 30 ล้านปอนด์ที่เหลือในสัญญาของเขา เร็วที่สุดที่เราน่าจะได้เห็นนักเตะทีมชาติอังกฤษกลับมาเล่นฟุตบอลทีมชุดใหญ่อีกครั้งคือเดือนมกราคม

โอกาสที่สถานการณ์เช่นนั้นดูเหมือนเล็กน้อย

ตอนนี้ดูเหมือนว่าสโมสรในลอนดอนลังเลที่จะจ่ายเงินให้สเตอร์ลิงหมด เขาดูเหมือนจะไม่เต็มใจที่จะให้เชลซีออกจากข้อตกลงของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

ทั้งสองจุดยืนค่อนข้างเข้าใจได้

ในอนาคตอันใกล้นี้ สเตอร์ลิงจะยังคงอยู่กับ ‘หน่วยระเบิด’ ของเชลซี ซึ่งตอนนี้มีเพียง อักเซล ดิซาซี และเดวิด ดาโทร โฟฟาน่า

สเตอร์ลิงกำลังรอภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าอนาคตของเขาในฐานะผู้ถูกเนรเทศของเชลซีจะเป็นอย่างไรหลังจากช่วงพักเบรกทีมชาติ

ชีวิตในหน่วยระเบิดของเชลซีห่างไกลจากความหรูหรา ด้วยการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของทีมชุดใหญ่อย่างจำกัด มันจึงเป็นการดำรงอยู่เพียงลำพัง

ความไม่แน่นอนและความยากลำบากที่ติดตามอาชีพของสเตอร์ลิงมาตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ไม่แสดงอาการบรรเทาลงเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดซื้อขายนักเตะ?

ทำไมคนที่มีสายเลือดอย่างสเตอร์ลิงถึงหาบ้านใหม่ไม่ได้?

แง่มุมทางการเงินเป็นปัจจัยสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่เชลซีควรหาบ้านใหม่ – และแพ็กเกจทางการเงินที่เหมาะสม – เพื่ออำนวยความสะดวกในการออกจากสเตอร์ลิง หรือเป็นความรับผิดชอบของเขาที่จะต้องสละสิ่งที่เขาเป็นหนี้เพื่อให้ความสำคัญกับการเล่นฟุตบอลทีมชุดใหญ่?

คำตอบแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าคุณคุยกับใคร

คุณสามารถสันนิษฐานได้ว่าสเตอร์ลิงมองหาเชลซีเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา

แหล่งข่าวได้ระบุว่าความสำคัญอยู่ที่สโมสรในการนำเสนอโอกาสให้กับสเตอร์ลิง เนื่องจากมีความตั้งใจที่ชัดเจนที่จะย้ายเขาออกไปในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะ

เป็นที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าอาร์เซนอลจะไม่มองหาการทำข้อตกลงยืมตัวให้ถาวรเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เนื่องจากเขาขาดการดำเนินการภายใต้การดูแลของมิเกล อาร์เตต้า ดังนั้นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจึงไม่ได้เกิดขึ้นกับเชลซีในนาทีสุดท้าย

หากสเตอร์ลิงเชื่อว่าอนาคตของเขาไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเชลซี คุณก็จะเข้าใจได้

เขาต้องการอยู่ใกล้ลอนดอน ลูกชายของเขา ติอาโก้ อยู่ในอะคาเดมี่ของอาร์เซนอล และสเตอร์ลิงต้องการหลีกเลี่ยงการรบกวนชีวิตครอบครัวของเขาอีกครั้ง

ไม่ได้หมายความว่าสเตอร์ลิงไม่ได้เข้าสู่ตลาดซื้อขายนักเตะด้วยใจที่เปิดกว้าง มีความเข้าใจว่าเขาจะพิจารณาโอกาสใดๆ ที่เชลซีเสนอให้ตราบเท่าที่มันได้ผลสำหรับทั้งสองฝ่าย

เชื่อกันว่าโอกาสเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้น

‘ยูเวนตุสและเลเวอร์คูเซ่นถูกนำเสนอ’

จากมุมมองของเชลซี แหล่งข่าวอ้างว่าพวกเขานำทีมแชมเปี้ยนส์ลีกอย่างไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น และยูเวนตุสมาที่โต๊ะ ถึงแม้ว่าเขาจะสนใจ แต่ความปรารถนาของสเตอร์ลิงที่จะอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวก็มีความสำคัญเหนือกว่า

ฟูแล่ม, คริสตัล พาเลซ และเวสต์แฮม เป็นหนึ่งในสโมสรในลอนดอนที่ได้รับการติดต่อ แต่ตัวเลือกเหล่านั้นไม่เคยเป็นจริง

เชลซีเคารพจุดยืนของสเตอร์ลิงและเข้าใจถึงความไม่เต็มใจของเขาที่จะถอนรากถอนโคนครอบครัวของเขาเป็นครั้งที่สองในรอบสามปี

แต่เชลซีรู้สึกว่าค่าจ้างของเขาจำกัดตัวเลือกที่พวกเขาสามารถนำเสนอให้กับสเตอร์ลิงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความชอบของเขาที่จะอยู่ใกล้ลอนดอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องเน้นย้ำว่าค่าจ้าง – แม้ว่าจะเป็นปัจจัยที่ชัดเจนในสถานการณ์นี้ – ไม่ใช่จุดจบสำหรับสเตอร์ลิง ซึ่งปฏิเสธการย้ายทีมที่ร่ำรวยกว่ามากไปยังซาอุดีโปรลีกในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

อันที่จริง สถานการณ์ที่เร่งรีบรอบๆ การยืมตัวของเขาไปอาร์เซนอลเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ถือเป็นเรื่องราวเตือนใจ

เขามีเวลาพิจารณาการย้ายทีมเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมันเกิดขึ้นทั้งหมดในวันสุดท้ายของการซื้อขายนักเตะ

จากมุมมองของเวลาเล่นปกติ มันไม่ได้เป็นไปตามที่เขาหวังไว้ และสเตอร์ลิงกระตือรือร้นที่จะมีเวลาคิดมากขึ้นก่อนการย้ายทีมที่อาจเกิดขึ้นในซัมเมอร์นี้

แหล่งข่าวกล่าวว่าเขาจะรายงานตัวเพื่อฝึกซ้อมและรักษาระดับความเป็นมืออาชีพของเขาต่อไปจนกว่าจะพบทางออก

เมื่อตลาดซื้อขายนักเตะปิดตัวลง สเตอร์ลิงพบว่าตัวเองอยู่ในจุดเดิม และเชลซียังคงจ่ายค่าจ้างของเขาต่อไป

กล่าวโดยสรุปคือไม่มีใครชนะ

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับสเตอร์ลิงและเชลซี?

สถานการณ์ของราฮีม สเตอร์ลิงกับเชลซีเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเรื่องการเงิน ความต้องการของครอบครัว และมุมมองของสโมสร การที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ ทำให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ การย้ายทีมที่ล้มเหลว การต้องนั่งสำรอง และอนาคตที่ไม่แน่นอน ทั้งหมดนี้ส่งผลต่ออาชีพการค้าแข้งของสเตอร์ลิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การแก้ไขสถานการณ์นี้จะต้องอาศัยความยืดหยุ่นและการประนีประนอมจากทั้งสองฝ่าย เชลซีอาจต้องพิจารณาจ่ายเงินชดเชยให้สเตอร์ลิงเพื่อเปิดทางให้เขาย้ายทีม ในขณะที่สเตอร์ลิงอาจต้องพิจารณาลดค่าเหนื่อยของเขาเพื่อดึงดูดความสนใจจากสโมสรอื่น

ไม่ว่าทางออกจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือต้องหาทางออกที่ยุติธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เพื่อให้สเตอร์ลิงสามารถกลับมาเล่นฟุตบอลได้อย่างเต็มที่ และเชลซีสามารถจัดการภาระทางการเงินของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ท้ายที่สุดแล้ว เกิดอะไรขึ้นกับสเตอร์ลิงและเชลซี? คือความล้มเหลวในการสื่อสารและการวางแผนที่นำไปสู่สถานการณ์ที่ย่ำแย่

ที่มา – What is going on with Sterling and Chelsea?

จอห์น สโตนส์ ถอนตัวทีมชาติอังกฤษเพราะอาการบาดเจ็บ

จอห์น สโตนส์ ถอนตัวทีมชาติอังกฤษเพราะอาการบาดเจ็บ ทำให้พลาดโอกาสลงเล่นในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่จะมาถึง

ทีมของโธมัส ทูเคิล มีกำหนดลงเล่นที่วิลล่า พาร์ค ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ ก่อนจะเดินทางไปเยือนเซอร์เบียในสัปดาห์หน้า

จอห์น สโตนส์ ถอนตัวทีมชาติอังกฤษเพราะอาการบาดเจ็บ

การถอนตัวของจอห์น สโตนส์ ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับแกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ เนื่องจากสโตนส์เป็นผู้เล่นคนสำคัญในแนวรับของทีม การขาดหายไปของเขาจะส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งของทีมอย่างแน่นอน

อาการบาดเจ็บของจอห์น สโตนส์ ยังไม่ได้รับการเปิดเผยรายละเอียด แต่คาดว่าน่าจะมีอาการบาดเจ็บรบกวนมาสักระยะหนึ่งแล้ว การตัดสินใจถอนตัวจากทีมชาติในครั้งนี้ น่าจะเป็นการป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจจะรุนแรงขึ้น หากฝืนลงเล่นต่อไป

ผลกระทบต่อทีมชาติอังกฤษจากการขาด จอห์น สโตนส์ ถอนตัวทีมชาติอังกฤษเพราะอาการบาดเจ็บ

การขาดหายไปของจอห์น สโตนส์ จะทำให้เซาธ์เกตต้องปรับเปลี่ยนแผนการเล่นในแนวรับ อาจจะมีการดันผู้เล่นคนอื่นขึ้นมาทดแทน หรืออาจจะมีการเปลี่ยนรูปแบบการเล่นไปเลยก็เป็นได้ ผู้เล่นที่มีโอกาสได้รับโอกาสลงเล่นแทนสโตนส์ ได้แก่ ไทโรน มิงส์, คอเนอร์ โคอาดี้ หรือแม้แต่ เบน ไวท์ ที่กำลังทำผลงานได้ดีกับอาร์เซนอล

อย่างไรก็ตาม การขาดหายไปของสโตนส์ ไม่ได้หมายความว่าทีมชาติอังกฤษจะหมดโอกาสในการเก็บชัยชนะในเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่จะมาถึง ทีมยังมีผู้เล่นที่มีคุณภาพอีกมากมายที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาแสดงศักยภาพ และช่วยทีมเก็บชัยชนะให้ได้

สิ่งที่ต้องจับตาหลัง จอห์น สโตนส์ ถอนตัวทีมชาติอังกฤษเพราะอาการบาดเจ็บ:

  • ใครจะได้รับโอกาสลงเล่นแทนสโตนส์ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค
  • การปรับเปลี่ยนแผนการเล่นของเซาธ์เกต
  • ฟอร์มการเล่นของกองหลังคนอื่นๆ ในทีม

แม้อาการบาดเจ็บของจอห์น สโตนส์ จะเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ก็เป็นโอกาสให้ผู้เล่นคนอื่นๆ ได้แสดงศักยภาพและพิสูจน์ตัวเอง หวังว่าสโตนส์จะหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และกลับมาช่วยทีมชาติอังกฤษในการแข่งขันระดับนานาชาติในอนาคต

การขาดหายไปของเขาถือเป็นความท้าทายสำหรับทีมชาติอังกฤษในการหาผู้เล่นมาทดแทนและปรับแผนการเล่นให้เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ทีมชาติอังกฤษยังมีผู้เล่นฝีมือดีอีกหลายคนที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาและแสดงศักยภาพของตนเองออกมาให้เต็มที่

ที่มา – Injured Stones pulls out of England squad

“ชัยชนะ” ซัด สส.งูเห่า โหวตสวน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

“ชัยชนะ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำ มติพรรคชัดเจนงดออกเสียงโหวตนายกฯ ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ ฝากรัฐบาลใหม่แก้รัฐธรรมนูญให้ชัดเจนในเรื่องนี้

วันที่ 5 กันยายน 2568 ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 475 คน จากทั้งหมด 492 คน โดยพรรคประชาธิปัตย์มีมติพรรคชัดเจนให้งดออกเสียงในครั้งนี้ และผลออกมาว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฯ ด้วยคะแนน 311 เสียง ส่วนนายชัยเกษม นิติสิริ ได้รับความเห็นชอบ 152 เสียง โดยมีคะแนนงดออกเสียง 27 เสียง

นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า พรรคมีมติเป็นเอกภาพให้งดออกเสียง และหากสมาชิกพรรคคนใดใช้สิทธิในฐานะ สส. แตกต่างจากมติพรรค ก็ต้องชี้แจงต่อสังคมเอง เพราะต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และต้องติดตามการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่ทำร่วมกับพรรคประชาชนว่าจะเป็นไปตามที่ตกลงกันหรือไม่

สำหรับกรณี สส.บางคนโหวตสวนมติพรรค นายชัยชนะ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญถือเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. แต่การทำงานในระบบพรรคการเมืองต้องเคารพมติพรรค หากอ้างใช้เอกสิทธิ์ตลอดเวลา จะทำให้พรรคการเมืองและระบบประชาธิปไตยอ่อนแอลง ซึ่งในครั้งนี้ทราบว่ามี สส. โหวตสวนมติพรรคประมาณ 4 เสียง และจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ พร้อมทั้งพิจารณาว่าเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญสามารถใช้ได้บ่อยเพียงใด

เมื่อถามถึงการลงโทษ สส. ที่โหวตสวนมติพรรค นายชัยชนะ ระบุว่า ต้องหารือกันภายในพรรคก่อน แต่ย้ำว่าพรรคการเมืองต้องเข้มแข็งเพื่อไม่ให้ระบบประชาธิปไตยอ่อนแอ พร้อมฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยระบุเรื่องนี้ให้ชัดเจนในกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเมืองซ้ำรอยในอนาคต

ทางด้าน นายนริศ ขำนุรักษ์ มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และทุกตำแหน่งในพรรคด้วยเหตุผลที่ต้องไปทำภารกิจอื่น ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การลาออกของ นายนริศ อาจเกี่ยวพันกับกรณี นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่โหวตลงมติสวนกับมติพรรคในการเลือกนายอนุทิน ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อีกทั้งส่วนตัว นายนริศ มีความสนิทสนมกับ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำ สส.งูเห่าจากพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นรวม 8 เสียง ลงชื่อสนับสนุนให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยคาดว่านายนริศ จะเป็นตัวแทนของกลุ่มนายศักดิ์ดา เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เนื่องจากในกลุ่มมี สส. เข้ามาหนุน 8 เสียง จึงได้กระทรวงใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า 4 สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่โหวตให้นายอนุทิน ประกอบด้วย 

  • นายร่มธรรม ขํานุรักษ์ สส.พัทลุง และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์
  • นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 
  • นายราชิต สุดพุ่ม สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์
  • นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์

“ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

ชัยชนะ ชี้ สส.โหวตสวนมติพรรคทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ สส. ของพรรค 4 คนโหวตสวนมติพรรคในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลง เนื่องจากเป็นการไม่เคารพมติของพรรคต้นสังกัด

เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่ายในพรรคประชาธิปัตย์ และนำไปสู่การตั้งคำถามถึงเอกสิทธิ์ของ สส. ในการลงมติสวนมติพรรคได้บ่อยแค่ไหน

นายชัยชนะยังได้ฝากถึงรัฐบาลใหม่ให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อให้มีความชัดเจนในเรื่องนี้ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเมืองซ้ำรอยในอนาคต การที่ 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ จริงหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาวต่อระบบรัฐสภา

การโหวตสวนมติพรรคอาจสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรค หรือความไม่พอใจต่อทิศทางของพรรค แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนที่แตกต่างของ สส. ที่ต้องการเป็นปากเสียงให้กับประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่ความแตกแยกภายในพรรค และทำให้การทำงานของพรรคเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การโหวตสวนมติพรรคยังอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐบาลมีเสียงข้างน้อยในสภา การที่ สส. บางคนโหวตสวนมติพรรคอาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถผ่านกฎหมายสำคัญได้ และนำไปสู่การยุบสภาในที่สุด

ดังนั้น การที่ สส. จะโหวตสวนมติพรรคหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งต่อพรรค ต่อรัฐบาล และต่อระบบประชาธิปไตยโดยรวม ทั้งนี้เพื่อรักษาหลักการประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งกรณี “ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอเป็นสิ่งที่สังคมต้องจับตามองต่อไป

สำหรับประชาชน การติดตามข่าวสารและการทำความเข้าใจถึงเหตุผลของการโหวตแต่ละครั้งของ สส. ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่เราจะสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – “ชัยชนะ” ซัด 4 สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ

วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ

หลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายวัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จับมือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมแสดงความยินดีกับว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย พร้อมกันนั้นยังได้ฝากข้อความถึงพรรคเพื่อไทยให้พิจารณาเรื่องของ ร.ต.อ.เฉลิม

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยมีสมาชิกสภาเข้าร่วมประชุม 475 คน จากทั้งหมด 492 คน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 152 เสียง ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็น ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 แห่งประเทศไทย

หลังจากทราบผลการลงมติ นายวัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม จับมือกับนายอนุทิน พร้อมข้อความว่า “ขอแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ของประเทศไทยครับ” การแสดงความยินดีกับ ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 สร้างความฮือฮาไม่น้อย

ต่อมาได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า “พรรคเพื่อไทยต้องขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากพรรคโดยเร็ววันครับ” ข้อความดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจที่ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย เช่น “คนดีอยู่ไหนก็ได้ครับ” “เขาไม่กล้าไล่ครับ กลัวคะแนนเสียงหาย” และ “ท่านเฉลิม แน่นอนจริงๆ ครับ” แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิดเห็นที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ

ทำไมเรื่อง วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ ถึงเป็นที่สนใจ?

ปรากฏการณ์ที่นายวัน อยู่บำรุง โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม จับมือกับนายอนุทิน และแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32 นั้นได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของนายวัน อยู่บำรุง ที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อสมาชิกพรรคที่ไม่ปฏิบัติตามมติพรรค

การกระทำของ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในพรรคเพื่อไทย ยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีความน่าสนใจและเป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้น การที่ ร.ต.อ.เฉลิม ตัดสินใจลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายอนุทิน ทั้งๆ ที่ขัดกับมติของพรรค สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกพรรคบางส่วน และนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการขับ ร.ต.อ.เฉลิม ออกจากพรรค

ถึงแม้การเมืองจะมีความซับซ้อน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ประชาชนมีความสนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด การแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองและความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นอย่างไร?

อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยว่าจะดำเนินการอย่างไรกับ ร.ต.อ.เฉลิม จะมีผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองของพรรคและต่อตัว ร.ต.อ.เฉลิม เอง นอกจากนี้ การตัดสินใจของ ร.ต.อ.เฉลิม เองก็มีความสำคัญเช่นกันว่าจะเลือกที่จะอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป หรือจะตัดสินใจทางการเมืองในรูปแบบอื่น

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการเคารพในการตัดสินใจของทุกฝ่ายและการดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบของกฎหมายและประชาธิปไตย

ที่มา – “วัน” โพสต์ภาพ “เฉลิม” จับมือ “อนุทิน” บอกยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32

ส่องโผ ครม.อนุทิน 1 จ่อแบ่งโควตา คนนอกนั่ง!

มาส่องโผ “ครม.อนุทิน 1” ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง จ่อแบ่งโควตา 5 กระทรวง ให้คนนอกเข้ามาบริหารกันเลยทีเดียว! แถม “ธรรมนัส-พลังประชารัฐ” ยังคงขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดเพื่อช่วงชิงเก้าอี้สำคัญอย่าง “กลาโหม” อยู่ด้วย

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา หลังจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ครั้งที่ 20 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ได้มีมติเห็นชอบด้วยเสียง 311 เสียง ให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แห่งประเทศไทย

และสำหรับความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับโผการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลของนายอนุทิน หรือที่เราเรียกกันว่า ครม.อนุทิน 1 นั้น มีข่าวลือหนาหูว่า นายอนุทินเองจะนั่งควบตำแหน่งสำคัญถึงสองตำแหน่ง คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย!

แหล่งข่าววงในยังกระซิบมาอีกว่า ตราบใดที่นายอนุทินยังอยู่ในสนามการเมือง ไม่มีใครกล้าแย่งกระทรวงมหาดไทยไปจากมือของเขาได้อย่างแน่นอน! แถมยังมีเรื่องเล่าว่า ในวันที่นายอนุทินย้ายออกจากกระทรวงมหาดไทยนั้น ไม่ได้มีการไหว้ลาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแต่อย่างใด เพราะมีความเชื่อกันว่าเขาจะได้กลับมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง

สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็มีชื่อของนายทรงศักดิ์ ทองศรี และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นตัวเต็งอยู่ในรายชื่อด้วย

นอกจากนี้ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ก็มีโอกาสที่จะได้เป็นรัฐมนตรีป้ายแดง โดยคาดว่าจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ส่วน น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ในโผครั้งนี้ ถูกวางตัวให้ไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม มีชื่อของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่จะได้นั่งเป็นเจ้ากระทรวง ส่วนนายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง ก็มีสิทธิที่จะได้เป็นรัฐมนตรีป้ายแดง โดยอาจจะได้นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคกล้าธรรม ที่ได้โควต้า 7 เก้าอี้นั้น ได้เสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ตำแหน่งนี้ก็เป็นที่หมายปองของพรรคพลังประชารัฐด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีชื่อของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอัครา พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ (กลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น) โดยนายสุชาติเองก็มีโอกาสที่จะได้นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีชื่อของ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ขณะที่ นายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.พรรคเพื่อไทย ที่นำ สส.ของพรรคเข้าร่วมรัฐบาลถึง 8 คน คาดว่าจะได้รับโควตารัฐมนตรี 1 เก้าอี้ตามความเหมาะสม

พรรคพลังประชารัฐเองก็จะได้โควตารัฐมนตรี 4 เก้าอี้ โดยนายสันติ พร้อมพัฒน์ จะได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ จะได้นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนอีก 2 เก้าอี้นั้นจะเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเกลี่ยให้เหมาะสมกับพรรคร่วม

นอกจากนี้ ยังมีสัดส่วนโควตากลางอีก 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัดส่วนของคนนอกที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใดๆ เข้ามาบริหาร

คาดการณ์ ครม.อนุทิน 1 จะออกมาในรูปแบบไหน?

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทินกำลังเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายและการบริหารประเทศในอนาคต โผ ครม.อนุทิน 1 ที่ออกมานี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการผสมผสานบุคลากรจากหลากหลายพรรคการเมือง รวมถึงผู้ที่มีความรู้ความสามารถจากภายนอก เพื่อให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จับตา ครม.อนุทิน 1 กับการแบ่งโควตาที่ลงตัว

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การแบ่งโควตากระทรวงให้กับพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ ซึ่งจะต้องมีความสมดุลและเป็นธรรม เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสามัคคีภายในรัฐบาล นอกจากนี้ การตัดสินใจเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถสร้างผลงานและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้หรือไม่

สำหรับคนนอกที่คาดว่าจะเข้ามาบริหารกระทรวงสำคัญต่างๆ นั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ อย่างแท้จริง และมีความเป็นกลางทางการเมือง เพื่อให้การดำเนินงานของกระทรวงเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง การมีคนนอกเข้ามาบริหาร 5 กระทรวงหลัก ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของ ครม.อนุทิน 1 ว่า จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศได้ตามที่คาดหวังหรือไม่

ถึงแม้ว่าโผรายชื่อรัฐมนตรีจะยังไม่นิ่ง แต่ก็พอจะเห็นภาพรวมของการจัดสรรอำนาจและทิศทางการบริหารประเทศในอนาคตได้บ้าง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์และสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตของเราได้

โผ ครม.อนุทิน 1 ที่ออกมานี้ จะเป็นจริงหรือไม่? และใครจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีบ้าง? คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด!

ที่มา – คาดการณ์โผ “ครม.อนุทิน 1” จ่อแบ่งโควตา 5 กระทรวง ให้คนนอกบริหาร