วัน: 9 กันยายน 2025

Postecoglou จ่อคุมฟอเรสต์แทนนูโน่!

อังเก้ ปอสเตโคกลู กำลังกลายเป็นตัวเต็งที่จะเข้ามาคุมทีม น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ แทนที่ นูโน่ เอสปิริโต ซานโต ที่เพิ่งถูกปลดไป

นูโน่ ได้ ลาออกจากตำแหน่ง หัวหน้าโค้ชที่ซิตี้ กราวด์ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา และสโมสรกำลังเร่งดำเนินการเพื่อหาผู้มาแทนที่

แหล่งข่าวระบุว่า ปอสเตโคกลู วัย 60 ปี เป็นผู้สมัครที่แข็งแกร่งสำหรับตำแหน่งนี้

มีการเข้าใจว่ามีการติดต่อเบื้องต้นเกิดขึ้นท่ามกลางความรู้สึกว่าข้อตกลงเป็นไปได้

ปอสเตโคกลู ถูก ไล่ออก โดยท็อตแนมเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลที่แล้วหลังจากฤดูกาลพรีเมียร์ลีกที่น่าผิดหวังเมื่อพวกเขาจบอันดับที่ 17

อย่างไรก็ตาม โค้ชชาวออสเตรเลียรายนี้นำสเปอร์สไปสู่ชัยชนะในยูโรปาลีกครั้งประวัติศาสตร์เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลเพื่อยุติภัยแล้งถ้วยรางวัลที่ยาวนานของสโมสร

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม

อังเก้ ปอสเตโคกลู จ่อคุมฟอเรสต์แทนนูโน่!

การเปลี่ยนแปลงโค้ชกลางฤดูกาลเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในวงการฟุตบอล โดยเฉพาะเมื่อผลงานของทีมไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การตัดสินใจของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะยกระดับผลงานของทีมให้ดีขึ้น และการเลือก อังเก้ ปอสเตโคกลู เข้ามาคุมทีมนั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ทำไม อังเก้ ปอสเตโคกลู ถึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ?

ปอสเตโคกลู เป็นที่รู้จักจากสไตล์การทำทีมที่เน้นเกมรุก และมีความดุดัน ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ กำลังมองหาอยู่ เขาเคยสร้างผลงานที่น่าประทับใจกับสโมสรต่างๆ มาแล้ว รวมถึงการพา ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ส คว้าแชมป์ยูโรปาลีกได้สำเร็จ แม้ว่าผลงานโดยรวมของสเปอร์สในฤดูกาลที่ผ่านมาจะไม่ดีนัก แต่ความสามารถในการนำทีมคว้าแชมป์ของ ปอสเตโคกลู นั้นถือเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง

นอกจากนี้ ปอสเตโคกลู ยังมีประสบการณ์ในการคุมทีมชาติออสเตรเลีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการทีม และการทำงานร่วมกับผู้เล่นที่มีความหลากหลาย การที่เขาเข้ามาคุมทีม น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ อาจช่วยให้ทีมมีรูปแบบการเล่นที่น่าสนใจ และสามารถดึงศักยภาพของผู้เล่นออกมาได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงโค้ชกลางฤดูกาลย่อมมีความเสี่ยงอยู่บ้าง การปรับตัวเข้ากับระบบการเล่นใหม่ และการทำความเข้าใจกับผู้เล่น อาจต้องใช้เวลาพอสมควร นอกจากนี้ ปอสเตโคกลู จะต้องเผชิญกับความท้าทายในการแก้ไขจุดอ่อนของทีม และการสร้างความมั่นใจให้กับผู้เล่น เพื่อให้ทีมสามารถกลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง

การเข้ามาของ อังเก้ ปอสเตโคกลู จ่อคุมฟอเรสต์แทนนูโน่ ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจสำหรับแฟนบอลของ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และผู้ที่ติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลต่อผลงานของทีมอย่างไร และ ปอสเตโคกลู จะสามารถพาทีมไปได้ไกลแค่ไหน เป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ พวกเขาต้องการแต้มเพื่อหนีจากโซนตกชั้น การมาของโค้ชใหม่ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ทีมกลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง แฟนบอลของทีมคงหวังว่า อังเก้ ปอสเตโคกลู จ่อคุมฟอเรสต์แทนนูโน่ จะนำพาทีมไปสู่ความสำเร็จได้

ที่มา – Postecoglou in line to replace Nuno as Forest boss

กกต. กำหนดวันเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5 แล้ว!

กกต. เคาะวันเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5 เป็นวันที่ 28 กันยายนนี้! เตรียมตัวออกไปใช้สิทธิกันได้เลย หลังสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับเข้าสู่ภาวะปกติ

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5 แทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ประกาศงดการออกเสียงลงคะแนนเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต. ประจำจังหวัดศรีสะเกษ ได้รายงานผลการประเมินสถานการณ์หลังจากการประชุมร่วมกับภาคประชาชนที่เป็นผู้แทนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 5 ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษ หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ และผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทุกภาคส่วนได้พิจารณาข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่าสถานการณ์ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมีความพร้อม

นอกจากนี้ ฝ่ายความมั่นคงยังได้ยืนยันว่าสถานการณ์ปัจจุบันเอื้ออำนวยต่อการจัดการเลือกตั้งได้เป็นอย่างดี อีกทั้งข้อมูลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย – กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งสองฝ่ายยืนยันความร่วมมือและกำหนดแนวทางปฏิบัติงานร่วมกัน

กกต. เคาะวันเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา กกต. จึงได้ประกาศกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5 แทนตำแหน่งที่ว่างใหม่ เป็นวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

รายละเอียดการเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดศรีสะเกษ ประกอบด้วยอำเภอขุนหาญและอำเภอภูสิงห์ สำนักงาน กกต. จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนี้ ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568 เวลา 08.00 – 17.00 น. อย่าลืมตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งของท่านก่อนไปใช้สิทธิด้วยนะครับ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการลงคะแนน

  • ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง: ตรวจสอบรายชื่อและหน่วยเลือกตั้งของท่านล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือสอบถามจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
  • เตรียมเอกสาร: นำบัตรประชาชนหรือเอกสารแสดงตนที่ทางราชการออกให้ซึ่งมีรูปถ่ายไปด้วย
  • ไปใช้สิทธิ: เดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีสิทธิ ในวันที่ 28 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ เขต 5 การออกไปใช้สิทธิของท่าน คือการมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีให้กับท้องถิ่นของเรา อย่าปล่อยให้สิทธิของท่านถูกทิ้งไป มาร่วมกันสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งด้วยการออกไปลงคะแนนเสียงกันนะครับ

การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นสิ่งสำคัญ ตรวจสอบข้อมูลข่าวสารและทำความเข้าใจเกี่ยวกับผู้สมัครแต่ละคน เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับท่านและชุมชนของท่าน

อย่าลังเลที่จะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงาน กกต. ในพื้นที่ หรือติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อให้การตัดสินใจของท่านเป็นไปอย่างมีข้อมูลและรอบด้าน การมีส่วนร่วมทางการเมืองของทุกคนมีความหมาย และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า มาร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมด้วยการใช้สิทธิเลือกตั้งของเราอย่างเต็มที่

ที่มา – กกต. เคาะวันเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5 เป็น 28 กันยายน นี้

วางศิลาฤกษ์ “สนามเด็กเล่นมิตรภาพอิสราเอล-ไทย”

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยร่วมกับการเคหะแห่งชาติ จัดพิธีวางศิลาฤกษ์ “สนามเด็กเล่นมิตรภาพอิสราเอล-ไทย” ณ บ้านเอื้ออาทร บางใหญ่ (วัดพระเงิน) จังหวัดนนทบุรี อย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยร่วมกับการเคหะแห่งชาติ จัดพิธีวางศิลาฤกษ์ “สนามเด็กเล่นมิตรภาพอิสราเอล-ไทย” ณ บ้านเอื้ออาทร บางใหญ่ (วัดพระเงิน) จังหวัดนนทบุรี อย่างเป็นทางการ

โดยโครงการบ้านเอื้ออาทร บางใหญ่ (วัดพระเงิน) อยู่ภายใต้การดูแลของการเคหะแห่งชาติ มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 7,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชนประมาณ 1,500 คน สนามเด็กเล่นที่ทุกคนเข้าถึงได้แห่งนี้ จะเป็นแห่งแรกในจังหวัดนนทบุรี โดยสร้างขึ้นบนพื้นที่อเนกประสงค์ขนาด 360 ตารางเมตร โดยสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลเป็นผู้จัดหาเครื่องเล่นและดูแลการติดตั้ง

อิสราเอลได้รับการขนานนามว่าเป็น “ประเทศแห่งสตาร์ทอัพ” และมีชื่อเสียงระดับโลกในด้านนวัตกรรมและความเป็นผู้นำในการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างไม่แบ่งแยกและคนพิการสามารถมีส่วนร่วมได้ เด็กที่มีความพิการสมควรได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันในการเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ ภายในชุมชนของตน และในสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างสำหรับสมาชิกชุมชนทุกคน และโครงการนี้ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศอิสราเอลและประเทศไทย ทั้งในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล และระหว่างประชาชนชาวไทยและชาวอิสราเอล

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นในวันอังคารที่ 9 กันยายน 2568 โดยได้รับเกียรติจากนายทวีพงศ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ 

ดร. วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ทูตอารยสถาปัตย์ นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล รวมถึงสมาชิกชุมชนบ้านเอื้ออาทร    บางใหญ่  (วัดพระเงิน)  เข้าร่วมเป็นสักขีพยานอย่างอบอุ่น 

ในพิธีดังกล่าว เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย นางออร์นา ซากีฟ กล่าวถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า “โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กๆ และครอบครัวสามารถเข้าถึงได้ เป็นสนามเด็กเล่นเพื่อทุกคนแห่งแรกในจังหวัดนนทบุรี ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบให้นำไปสร้างตามชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อให้มีเครื่องเล่นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน ทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนและชุมชนโดยรอบอีกด้วย”

สนามเด็กเล่นมิตรภาพอิสราเอล-ไทย

โครงการ “สนามเด็กเล่นมิตรภาพอิสราเอล-ไทย” ที่บ้านเอื้ออาทร บางใหญ่ (วัดพระเงิน) นับเป็นโครงการที่น่าสนใจและแสดงถึงความร่วมมืออันดีระหว่างประเทศอิสราเอลและประเทศไทย โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สนามเด็กเล่น แต่เป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กและเยาวชน รวมถึงสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม

ทำไมต้องมีสนามเด็กเล่นมิตรภาพอิสราเอล-ไทย?

สนามเด็กเล่นแห่งนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นสนามเด็กเล่นที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ (inclusive playground) ซึ่งหมายความว่าเด็กทุกคน ไม่ว่าจะมีสภาพร่างกายแบบใด ก็สามารถเข้ามาเล่นและทำกิจกรรมร่วมกันได้ การมีพื้นที่เช่นนี้เป็นการส่งเสริมให้เด็กที่มีความพิการได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์

นอกจากนี้ “สนามเด็กเล่นมิตรภาพอิสราเอล-ไทย” ยังเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศอิสราเอลและประเทศไทย การร่วมมือกันในโครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของทั้งสองประเทศในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน

การสร้างสนามเด็กเล่นที่บ้านเอื้ออาทร บางใหญ่ ซึ่งมีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนกว่า 1,500 คน ถือเป็นการตอบสนองความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สนามเด็กเล่นแห่งนี้จะเป็นพื้นที่ที่เด็กๆ สามารถมาวิ่งเล่น ออกกำลังกาย สร้างสรรค์จินตนาการ และเรียนรู้ทักษะต่างๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อพัฒนาการของพวกเขาในระยะยาว

การที่สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลเป็นผู้จัดหาเครื่องเล่นและดูแลการติดตั้ง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นในการสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ การเลือกใช้อุปกรณ์และเครื่องเล่นที่มีคุณภาพและปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เด็กๆ สามารถเล่นได้อย่างสนุกสนานและมั่นใจ

“สนามเด็กเล่นมิตรภาพอิสราเอล-ไทย” ไม่ได้เป็นเพียงแค่สนามเด็กเล่นธรรมดา แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาส พื้นที่แห่งการเรียนรู้ และพื้นที่แห่งมิตรภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างสรรค์สังคมที่น่าอยู่และยั่งยืนสำหรับทุกคน

ในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสนามเด็กเล่นที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ในชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสที่จะเติบโตและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

ที่มา – สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลและการเคหะแห่งชาติจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ “สนามเด็กเล่นมิตรภาพอิสราเอล-ไทย”

ชาวบ้านนากลาง วอนเร่งกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปี

ชาวบ้านนากลาง จ.นครราชสีมา หนุนสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะ เพื่อเร่งกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปี ที่สร้างความเดือดร้อน กระทบการใช้ชีวิตและพื้นที่ทำกิน

วันที่ 9 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณกองขยะในพื้นที่ 10 ไร่ ต.นากลาง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมานานนับ 10 ปี จนปริมาณขยะเพิ่มพูนเป็นภูเขา หมักหมมส่งกลิ่นเหม็น สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก จนนำไปสู่การหาวิธีการกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปีในพื้นที่

จากการสอบถาม นางทองแก้ว อายุ 70 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว เล่าว่า บ้านของตนเองอยู่ใกล้กับกองขยะ ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้กลิ่นเหม็นตลอดเวลา ยิ่งในช่วงฤดูฝน และได้รับผลกระทบหนักขึ้นในฤดูแล้ง โดยจะมีขยะปลิวว่อน ลมพัดขยะขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าเต็มพื้นที่ ทั้งที่อยู่อาศัยและที่ทำการเกษตร ตนต้องออกแรงเก็บขยะเอง หรือไม่ก็ต้องว่าจ้างคนมาช่วยเก็บขยะ เนื่องจากอายุมากแล้ว เดินก็ไม่ค่อยสะดวก ตอนกลางคืนก็ต้องใส่หน้ากากอนามัย เพราะแสบจมูก อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานำขยะออกจากบริเวณนี้

ที่ผ่านมาทำหนังสือร้องเรียนไปที่หน่วยงานราชการหลายแห่งแต่ก็ไม่เป็นผล ตนอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวมา 20 กว่าปี แรกๆ ยังไม่มีจำนวนขยะมากเท่าปัจจุบัน ผลกระทบก็ไม่มากเท่าตอนนี้ หากมีการกำจัดขยะ หรือตั้งโรงงานกำจัดขยะ ตนจะดีใจมากที่ได้พื้นที่ทำกินคืน

ด้าน นายสันติ สกุลศิริวัฒน์ อายุ 58 ปี กำนันตำบลนากลาง เผยเกี่ยวกับโครงการโรงกำจัดขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ว่า ตนได้มีโอกาสไปดูงานที่โรงงานกำจัดขยะในลักษณะแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ที่ จ.นนทบุรี หลายรอบ พบว่าบรรยากาศไม่เหมือนเป็นโรงงาน มีความเงียบสงบ ร่มรื่นมาก เรื่องเกี่ยวกับขยะที่นำเข้าไปในโรงงานไม่ส่งกลิ่น ดูเรียบร้อยไม่มีขยะตกค้างหลงเหลืออยู่ภายนอกโรงงาน บริเวณโดยรอบมีความสะอาด โดยตนได้เดินทางไปพร้อมกับลูกบ้านและเห็นดีด้วยว่าจะเป็นช่องทางในการกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปีในพื้นที่ หลังจากที่ปริมาณขยะในพื้นที่ได้เพิ่มทวีคูณเป็นจำนวนมาก การฝังกลบไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ส่งผลกระทบเป็นอย่างยิ่งต่อพื้นที่เกษตรกรรมทั้งปริมาณขยะและน้ำเน่าเหม็นที่ไหลเข้าสู่พื้นที่ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี หากมีการจัดตั้งโรงงานกำจัดขยะจะส่งผลดีต่อพื้นที่ สามารถกำจัดขยะและได้ฟื้นฟูพื้นที่ซึ่งเคยเป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านได้เคยหาของป่า หาเห็ดป่าให้ฟื้นกลับคืนมาดังเดิม

นางฉวีวรรณ โกะสูงเนิน อายุ 56 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านนากลางพัฒนา เปิดเผยว่า หากโครงการโรงกำจัดขยะเกิดขึ้นจะมีส่วนดีมากกว่าส่วนเสีย ได้ลดปริมาณขยะในชุมชน ส่วนเสียคือความกังวลของชาวบ้านในเรื่องการขนย้ายขยะและเส้นทางที่รถขยะจะใช้ผ่าน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านต้องการให้นำขยะจำนวนมากเหล่านี้ออกจากชุมชน เนื่องจากประสบปัญหามลพิษจากขยะ ก่อนหน้านี้ทางโครงการได้มีการมาทำประชาคมในพื้นที่หลายครั้งและได้อธิบายชัดเจน จนตนเองมีความเชื่อมั่น โดยโครงการกำจัดขยะในรัศมี 3 กิโลเมตร จะมีพื้นที่ครอบคลุมทั้งหมด 3 ตำบล 8 หมู่บ้าน และส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในการทำการเกษตร มีผู้อยู่อาศัยไม่เกิน 20 หลังคาเรือน

ขณะที่ นายชรินทร์ ภูมิทอง หัวหน้างานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ สยามพาวเวอร์ ตัวแทนโรงงาน เปิดเผยว่าในส่วนของการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนด้วยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ขององค์การบริหารส่วนตำบลนากลาง หรือโรงกำจัดขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ขณะนี้ได้รับความเห็นชอบรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ หรือ รายงานสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่ไปพบกำนันผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านเพื่อประชาสัมพันธ์รวมถึงการพาไปดูงานโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการจริงที่จังหวัดนนทบุรี จนได้รับความยอมรับจากชุมชนเพื่อให้เข้ามาแก้ไขปัญหาบ่อขยะที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นการเทกองและสร้างปัญหาให้กับชุมชนที่อยู่โดยรอบบ่อขยะ เนื่องจากในส่วนของโรงงานกำจัดขยะจะไม่มีการนำขยะมาเทกองตรงบริเวณดังกล่าว แต่จะเป็นการกำจัดขยะที่อยู่ในบ่อขยะเดิมของ อบต.นากลาง โดยใช้ระยะเวลาตามสัญญา กำจัดขยะให้หมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 ปี

ส่วนประโยชน์ที่ชาวบ้านในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงจะได้จากการจัดตั้งโครงการนี้ นอกจากการกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปีเก่าที่สร้างปัญหาในทุกวันนี้ โรงงานยังมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาชุมชน โดยจะส่งเงินเข้ากองทุนไปให้กับตัวแทนของชาวบ้านโดยตรง เพื่อนำเงินไปพัฒนาสาธารณูปโภค การฝึกอาชีพพัฒนาผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ พร้อมทำกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ อย่างเช่น กองทุนเพื่อการศึกษา การตรวจสุขภาพของคนในชุมชน ส่วนถนนบริเวณทางเข้าโครงการก็จะกลายเป็นถนนคอนกรีตที่สามารถสัญจรได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีการขยายสายส่งไฟฟ้า จากเดิมในพื้นที่ที่ตั้งโครงการไม่มีไฟฟ้าใช้ จากนี้จะมีการขยายสายส่งมาถึงบริเวณที่ตั้งโครงการซึ่งทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบได้รับประโยชน์ มีการจ้างงานเป็นการส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชนเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกลุ่มคนรวมตัวคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะ ร่วมลงชื่อในหนังสือคัดค้าน 1,060 รายชื่อ โดยให้เหตุผลว่าโรงไฟฟ้าขยะจะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งกลิ่นเหม็น น้ำเสีย และฝุ่นพิษ ที่จะกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้าน จากการตรวจสอบชาวบ้านในพื้นที่ ที่อยู่ใกล้กับสถานที่ตั้งโรงงาน พบว่าไม่ทราบเรื่องนี้ ถูกอ้างชื่อโดยเจ้าตัวไม่ได้รับรู้

จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่าบุคคลดังกล่าวไม่ใช่ชาวบ้านในพื้นที่ จึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย ยืนยันว่าชาวบ้านในพื้นที่ทั้งชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ห่างโรงงานเพียง 300 เมตร มีความต้องการที่จะให้สร้างโรงกำจัดขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองที่สะสมมานานนับ 10 ปี.

ชาวบ้านนากลาง วอนเร่งกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปี

ทำไมต้องเร่งกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปีที่นากลาง?

ปัญหาขยะทับถมเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก การเร่งกำจัดขยะจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อสุขอนามัยที่ดีและสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาขยะทับถมที่นากลาง ไม่เพียงเเต่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของชาวบ้านดีขึ้น เเต่ยังเป็นเเบบอย่างของการจัดการขยะอย่างยั่งยืนให้กับพื้นที่อื่นๆ ได้อีกด้วย มาร่วมกันสนับสนุนเเละผลักดันให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ที่มา – ชาวบ้านนากลาง วอนเร่งกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปี กระทบการใช้ชีวิต-ที่ทำกิน

สสว. แถลงความสำเร็จโครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว

สสว. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แถลงความสำเร็จการดำเนินงานโครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว เพื่อให้ MSME ปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ตอบสนองต่อมาตรฐาน/การกีดกันทางการค้า ปีงบประมาณ 2568

วันที่ 9 ก.ย. 68 ดร.ปณิตา ชินวัตร รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว. มีการผลักดันผู้ประกอบการต่อเนื่องมาปีนี้เป็นปีที่ 3 ดำเนินการทั่วประเทศ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการกว่า 510 ราย เน้นคำนึงถึงเศรษฐกิจสีเขียว การปรับแผนธุรกิจให้พร้อมกับมาตรฐานใหม่ ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน โดยจัดทีมที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ ลงพื้นที่เชิงลึก ณ สถานประกอบการ 5 ครั้งต่อกิจการ มุ่งเน้นในด้านการคำนวณการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร/ผลิตภัณฑ์ (CFO/CFP) พร้อมนำร่อง Sandbox เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ปรับใช้แนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นกลุ่ม Green Hotel ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรม พัฒนาต้นแบบในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและอาหาร กลุ่มโลจิสติกส์ เพื่อพัฒนาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการขนส่ง เป็นต้น

โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ทำให้ SME มีความพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสทางการค้าในตลาดโลก ซึ่งเกิดจากความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการส่วนหนึ่ง และได้รับความร่วมมือการเชื่อมโยง และสร้างเครือข่ายของหน่วยงานผู้ให้บริการธุรกิจสีเขียว ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาแนะนำ และช่วยผลักดันให้การปรับเปลี่ยนของ SME เป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ดร.ปณิตา ระบุว่า ความสำเร็จในวันนี้ สสว. มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการในปี 2568 ก้าวสู่เป้าหมายสำคัญในอนาคต นั่นคือ การยื่นขอการทวนสอบ (Verification) คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ (CFO/CFP) อย่างเป็นทางการภายในปี 2569 การทวนสอบนี้จะเป็นการรับรองที่น่าเชื่อถือในระดับสากลว่าองค์กร/ผลิตภัณฑ์ของ SME ไทยได้ผ่านการคำนวณและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นแต้มต่อที่สำคัญในการแข่งขันทางการตลาดในเวทีโลกต่อไป

นอกจากนี้ ภายใต้โครงการมีการพัฒนา เว็บไซต์ Green SME Index – การประเมินตนเอง (Self-Assessment) ได้มีการเพิ่มส่วนของการประเมินศักยภาพในการประหยัดพลังงาน การประหยัดน้ำ และการลดของเสียและปริมาณการใช้วัตถุดิบ ต่อยอดไปจากมิติที่ 1 Sustainability Management เพื่อให้สามารถประเมินโอกาสในการยกระดับความเป็นธุรกิจสีเขียวในเชิงปริมาณได้ ซึ่งข้อมูลเชิงปริมาณที่ได้จะเป็นประโยชน์ในการกำหนดทิศทางและนโยบาย รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้การพัฒนาและส่งเสริม MSME ของประเทศสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

สสว. มุ่งหวังให้ Green SME Index เป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ในวงกว้าง ตั้งใจออกแบบให้เป็นบันไดขั้นต้นสำหรับการพัฒนา MSME ไปสู่มาตรฐานระดับชาติและระดับนานาชาติ และมุ่งให้มีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานต่างๆ ที่มีอยู่ โดยการพัฒนา Green SME Index อยู่บนพื้นฐานของแนวคิดด้านเศรษฐกิจสีเขียว, ESG, BCG และ SDGs เพื่อความยั่งยืนและแข่งขันได้ในตลาดโลก ดร.ปณิตา กล่าวปิดท้าย.

สสว. แถลงความสำเร็จโครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว

โครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว ของ สสว. ถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวเข้าสู่โลกธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การผลักดันให้ SME คำนึงถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางการแข่งขันใหม่ๆ ในตลาดโลกอีกด้วย

เป้าหมายที่สำคัญของโครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว

เป้าหมายที่สำคัญของโครงการคือการช่วยให้ SME สามารถขอการทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ภายในปี 2569 ซึ่งจะเป็นการรับรองมาตรฐานระดับสากล และเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการของไทยในตลาดโลก

การที่ สสว. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน การสนับสนุนให้ SME ปรับตัวเข้ากับกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นหลัง แต่ยังเป็นการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกอีกด้วย

โครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว เป็นมากกว่าโครงการสนับสนุน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ที่มา – สสว. แถลงความสำเร็จโครงการขับเคลื่อน MSME ไทย สู่ธุรกิจสีเขียว

ความสัมพันธ์เราเปลี่ยนไป: นูโน่ ก่อนโดนปลด

ความสัมพันธ์เราเปลี่ยนไป: นูโน่ ก่อนโดนปลด

นูโน่ เอสปิริโต ซานโต กุนซือของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ กล่าวในเดือนสิงหาคมว่าความสัมพันธ์ของเขากับเจ้าของสโมสร เอวานเจลอส มารินาคิส “เปลี่ยนไป”

ไม่ถึงสามสัปดาห์ต่อมา กุนซือชาวโปรตุกีสก็ถูกฟอเรสต์ไล่ออก หลังจากคุมทีมไปเพียงสามเกมในฤดูกาลนี้

ความสัมพันธ์เราเปลี่ยนไป: นูโน่ ก่อนโดนปลด

สถานการณ์ของนูโน่ เอสปิริโต ซานโต ที่น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและนำไปสู่การวิเคราะห์มากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดการทีมกับเจ้าของสโมสร การที่นูโน่กล่าวว่า ความสัมพันธ์เราเปลี่ยนไป ก่อนที่จะถูกไล่ออกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทำให้เกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นเบื้องหลัง

เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์

การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัดการทีมกับเจ้าของสโมสรอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลงานของทีมที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ความขัดแย้งในเรื่องการเสริมทัพ หรือความไม่ลงรอยกันในเรื่องปรัชญาการทำทีม การที่นูโน่ เอสปิริโต ซานโต สามารถพูดออกมาเช่นนั้นแสดงให้เห็นว่าปัญหาอาจจะสะสมมาเป็นระยะเวลานานและยากที่จะแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น

ผลกระทบต่อทีมและสโมสร การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมกลางฤดูกาลมักส่งผลกระทบต่อทีมในหลายด้าน ทั้งในเรื่องของขวัญและกำลังใจของผู้เล่น ความต่อเนื่องในการฝึกซ้อม และความเข้าใจในแท็กติกของทีม นอกจากนี้ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสโมสรในสายตาของแฟนบอลและผู้สนับสนุน

การตัดสินใจของเจ้าของสโมสรในการปลดนูโน่ เอสปิริโต ซานโต อาจเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสโมสร อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมบ่อยครั้งก็อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีเสมอไป เพราะอาจทำให้ทีมขาดความต่อเนื่องและเสียเวลาในการปรับตัว

ความท้าทายข้างหน้า คือการหาผู้จัดการทีมคนใหม่ที่สามารถเข้ามาสานต่อและนำพาน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ไปสู่ความสำเร็จได้ ผู้จัดการทีมคนใหม่จะต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการทีม มีความเข้าใจในฟุตบอลสมัยใหม่ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เล่นและแฟนบอลได้

ในโลกของฟุตบอลอาชีพ การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้จัดการทีมต้องพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่างๆ ที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของผลงานของทีม การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความสัมพันธ์กับเจ้าของสโมสร หรือการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของแท็กติกของทีม

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนูโน่ เอสปิริโต ซานโต ที่น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้จัดการทีมทุกคนว่าความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าของสโมสรเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ถ้าผลงานของทีมไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

การที่กุนซือชาวโปรตุกีสถูกปลดหลังจากคุมทีมไปเพียง 3 เกม แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันมหาศาลในโลกฟุตบอลปัจจุบัน ที่ผลงานต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ แม้ว่า ความสัมพันธ์เราเปลี่ยนไป จะเป็นสัญญาณเตือนภัย แต่ก็ไม่อาจช่วยให้เขาอยู่รอดได้

ดังนั้น ไม่ว่า ความสัมพันธ์เราเปลี่ยนไป จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้จากประสบการณ์และมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองต่อไป เพื่อให้พร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ‘Our relationship has changed’ – Nuno on Forest owner weeks before sacking

อิ๊งค์ โพสต์รูปคู่ทักษิณ เขียนแคปชั่นสั้นๆ “พ่อ”

“แพทองธาร” เดินทางเข้าพรรค “เพื่อไทย” เพื่อร่วมประชุม สส. ประจำสัปดาห์ โดยไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชน ได้แต่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะโพสต์รูปภาพคู่กับ “ทักษิณ” ลงในอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมเขียนแคปชั่นสั้นๆ แต่มีความหมายลึกซึ้งว่า “พ่อ” สร้างความประทับใจให้กับผู้ติดตามเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 14.10 น. ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางมาถึงเพื่อเข้าร่วมการประชุม สส. ประจำสัปดาห์ น.ส.แพทองธาร มีสีหน้าสงบนิ่ง โดยมีรัฐมนตรีหลายท่าน อาทิ น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, และนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มารอต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงบรรยากาศการประชุมในวันนี้ (9 ก.ย.) ว่าจะมีการให้กำลังใจ สส. พรรคเพื่อไทยอย่างไรบ้าง แต่ น.ส.แพทองธาร เพียงแต่พยักหน้าตอบรับกับสื่อมวลชนเท่านั้น ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามเพิ่มเติมว่าได้เดินทางไปส่งนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าเรือนจำหรือไม่ และกำลังใจของนายทักษิณเป็นอย่างไรบ้าง น.ส.แพทองธาร ก็ไม่ได้ตอบคำถามเช่นกัน ก่อนที่จะเดินขึ้นไปยังห้องประชุมทันที

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า การเดินทางมายังพรรคเพื่อไทยวันนี้ น.ส.แพทองธาร มาพร้อมกับ นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 14.26 น. นางสาวแพทองธารได้โพสต์รูปภาพคู่กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งเขียนแคปชั่นน่ารักๆ ว่า “พ่อ” พร้อมติดแฮชแท็ก #9sep2025 ซึ่งเป็นช่วงเวลาภายหลังจากที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุก 1 ปี ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยให้เริ่มนับโทษใหม่จนกว่าจะครบ 1 ปี และให้นำตัวไปควบคุมยังเรือนจำทันที สังเกตได้ว่าชุดที่นางสาวแพทองธารสวมใส่ในวันนี้เป็นชุดเดียวกับที่ใส่เดินทางไปยังศาลฎีกา

อิ๊งค์ โพสต์รูปคู่ทักษิณ เขียนแคปชั่นสั้นๆ “พ่อ”

การกระทำของ น.ส.แพทองธาร ที่โพสต์รูปคู่ “ทักษิณ” เขียนแคปชั่นสั้นๆ “พ่อ” แสดงให้เห็นถึงความรักและความผูกพันในครอบครัว แม้ว่านายทักษิณจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ความหมายของการโพสต์รูปคู่ “ทักษิณ” เขียนแคปชั่นสั้นๆ “พ่อ”

การโพสต์รูปภาพดังกล่าวอาจมีความหมายหลายอย่าง นอกเหนือจากความรักใคร่ในครอบครัว อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยว่า นายทักษิณยังคงเป็นที่รักและเคารพของครอบครัวชินวัตร และยังคงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย

  • เป็นการแสดงความรักและความผูกพันในครอบครัว
  • เป็นการส่งกำลังใจให้นายทักษิณ
  • เป็นการสื่อสารกับกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

อนึ่ง การไม่ตอบคำถามของสื่อมวลชนของ น.ส.แพทองธาร ขณะเดินทางเข้าประชุมพรรคเพื่อไทย อาจเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดี หรืออาจเป็นเพราะต้องการเก็บข้อมูลบางอย่างไว้เพื่อหารือภายในพรรคก่อนที่จะแถลงต่อสาธารณชน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน การเคลื่อนไหวของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ จำเป็นต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศไทย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว และความผูกพันที่มีต่อบุคคลอันเป็นที่รัก แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก กำลังใจจากคนในครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวผ่านอุปสรรคไปได้

ที่มา – “อิ๊งค์” โพสต์รูปคู่ “ทักษิณ” เขียนแคปชั่นสั้นๆ “พ่อ” ไม่ตอบสื่อขณะเข้าประชุมเพื่อไทย

“นายกฯ อนุทิน” เห็นใจ “ทักษิณ” กรณีโดนโทษ

“นายกฯ อนุทิน” เห็นใจ “ทักษิณ ชินวัตร” หลังศาลฎีกาการเมือง สั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี บอกเสียใจ คนเคยบริหารประเทศต้องมาเจอสภาพนี้

วันที่ 9 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่พรรคภูมิใจไทย ถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุก 1 ปี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุสั้นๆ ว่า “ผมก็เสียใจ ผมก็เห็นใจท่าน คนระดับท่าน คนระดับนี้ที่บริหารประเทศมา เราก็ไม่อยากให้มาเจอกับสภาพเช่นนี้”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี มีท่าทีเศร้าและหยุดนิ่งไปสักครู่เมื่อได้ยินผู้สื่อข่าวถามคำถาม และคล้ายพูดด้วยความลำบากใจระหว่างตอบคำถามกรณีมีคำสั่งให้บังคับโทษนายทักษิณ.

“นายกฯ อนุทิน” เห็นใจ “ทักษิณ” เสียใจคนเคยบริหารประเทศต้องมาเจอสภาพนี้

จากกรณีข่าวดังกล่าว ประเด็นที่น่าสนใจคือท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่แสดงความเห็นใจต่อคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางกฎหมายที่ยากลำบาก การแสดงออกถึงความเห็นใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ทางการเมือง และมิตรภาพส่วนตัวที่อาจมีอยู่ แม้จะมีความแตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมือง

การที่ “นายกฯ อนุทิน” เห็นใจ “ทักษิณ” นั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะทั้งสองท่านต่างก็เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในการบริหารประเทศ และเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ร่วมกัน การที่อดีตผู้นำประเทศต้องมาเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะมีภูมิหลังทางการเมืองอย่างไรก็ตาม

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงแสดงความเห็นใจ?

เหตุผลที่นายกรัฐมนตรีอนุทินแสดงความเห็นใจต่อคุณทักษิณ อาจมีหลายปัจจัยประกอบกัน ดังนี้:

  • ความเคารพในฐานะอดีตผู้นำ: คุณทักษิณเคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศมาแล้ว การแสดงความเคารพต่ออดีตผู้นำถือเป็นสิ่งที่เหมาะสม
  • ความเข้าใจในความท้าทาย: การเป็นผู้นำประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย นายกฯ อนุทินอาจเข้าใจถึงแรงกดดันและความยากลำบากที่อดีตนายกฯ ทักษิณเคยเผชิญ
  • มิตรภาพส่วนตัว: แม้จะมีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน นายกฯ อนุทิน และคุณทักษิณ อาจมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีต่อกัน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นเครื่องเตือนใจว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และผลของการกระทำย่อมตามมาเสมอ อย่างไรก็ตาม การแสดงความเห็นใจและความเข้าใจต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นสิ่งที่ควรกระทำไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร

การที่ “นายกฯ อนุทิน” เห็นใจ “ทักษิณ” สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่ยังคงมีอยู่ในแวดวงการเมือง แม้ว่าการเมืองจะเป็นเรื่องของการแข่งขันและการต่อสู้เพื่ออำนาจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องละทิ้งความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

การเมืองเป็นเรื่องของการบริหารจัดการผลประโยชน์ของชาติ และการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็ควรให้ความสำคัญกับหลักการของความยุติธรรม และการเคารพสิทธิมนุษยชน การที่ “นายกฯ อนุทิน” เห็นใจ “ทักษิณ” เป็นการแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจที่ควรมีในสังคม

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” เห็นใจ “ทักษิณ” เสียใจคนเคยบริหารประเทศต้องมาเจอสภาพนี้

กัมพูชาเปิดใช้สนามบินนานาชาติเตโช รับเที่ยวบินแรก

สนามบินนานาชาติเตโช ในกรุงพนมเปญ ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว ด้านนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้กล่าวยกย่องว่า นี่คือ “ประตูสู่โลกใบใหม่ของกัมพูชา”

สนามบินนานาชาติเตโช ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของกัมพูชา ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ โดยสนามบินแห่งนี้ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดกันดาลและตาแก้ว และจะทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมกัมพูชาสู่ประชาคมโลก

เที่ยวบินปฐมฤกษ์ที่มาถึงคือ สายการบินแอร์แคมโบเดีย เที่ยวบินที่ K6 611 เดินทางมาจากประเทศจีน พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเครื่องบินได้ผ่านพิธีต้อนรับด้วยอุโมงค์น้ำอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งมีนายเมา ฮาวันนัล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการบินพลเรือน และนายฮวต ฮัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี

ผู้โดยสารทุกคนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับของชาวกัมพูชา ด้วยการแสดงศิลปะพื้นบ้าน ระบำผ้าขาวม้า การคล้องพวงมาลัยดอกไม้ และของที่ระลึก ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของเหตุการณ์นี้ต่อภาคการบินและการท่องเที่ยวของประเทศ

ด้านนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีต่อการเปิดตัวสนามบินนานาชาติเตโช โดยกล่าว ยกย่องสนามบินนานาชาติเตโชให้เป็นประตูสู่โลกใบใหม่ของกัมพูชา และจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ โดยฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

สื่อกัมพูชาระบุว่า ท่าอากาศยานนานาชาติเตโชตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 16,250 ไร่ ในเขตกันดาลสตุง จังหวัดกันดาล และบางส่วนของเขตบาตี จังหวัดตาแก้ว ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงพนมเปญ ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 20 กิโลเมตร

หนึ่งในจุดเด่นของท่าอากาศยานแห่งนี้คือการจัดระดับเป็นท่าอากาศยานระดับ 4F ซึ่งเป็นระดับสูงสุดด้านการบินระหว่างประเทศ ด้วยการจัดระดับนี้ ท่าอากาศยานแห่งนี้สามารถรองรับอากาศยานได้ทุกประเภท รวมถึงอากาศยานขนาดใหญ่อย่างแอร์บัส A380 และโบอิ้ง 747

ในระยะแรก ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 13 ล้านคนต่อปี และรองรับสินค้าได้ 26,000 ตัน.

กัมพูชาเปิดใช้สนามบินนานาชาติเตโชอย่างเป็นทางการ ต้อนรับเที่ยวบินแรกจากจีน

การเปิดตัวสนามบินนานาชาติเตโช ถือเป็นก้าวสำคัญของกัมพูชาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ สนามบินแห่งใหม่นี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและสินค้า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมุ่งมั่นในการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก

ทำไมสนามบินนานาชาติเตโชถึงสำคัญ?

  • ยกระดับการท่องเที่ยว: คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: สนามบินระดับ 4F ช่วยให้กัมพูชาสามารถรองรับเที่ยวบินจากทั่วโลก
  • สร้างงาน: การก่อสร้างและการดำเนินงานของสนามบินจะสร้างโอกาสการจ้างงานจำนวนมาก
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: การขนส่งสินค้าและการค้าจะเติบโตขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องการเดินทางไปกัมพูชา สนามบินนานาชาติเตโช จะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สะดวกสบายและทันสมัย และคาดว่าจะมีการเพิ่มเที่ยวบินจากประเทศไทยไปยังพนมเปญในอนาคตอันใกล้นี้ เตรียมตัวสัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และสำรวจความงดงามของกัมพูชาได้เลย!

การเปิด สนามบินนานาชาติเตโช ถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งชาวกัมพูชาและนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของกัมพูชาในระยะยาว

ที่มา – กัมพูชาเปิดใช้สนามบินนานาชาติเตโชอย่างเป็นทางการ ต้อนรับเที่ยวบินแรกจากจีน