วัน: 9 กันยายน 2025

อนุทินตั้ง “บิ๊กเล็ก” รมว.กลาโหม: ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก

คอนเฟิร์มร่วม ครม.อนุทิน 1 “นายกฯ หนู” พา “พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” โชว์ตัวนั่ง รมว.กลาโหม ประกาศให้อำนาจเต็มก่อนบินประชุม GBC ชี้ ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 9 กันยายน 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพื่อพบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อหารือถึงกรอบแนวทางการทำงาน โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พรรคภูมิใจไทย ภายหลังที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวปรากฏชื่อในโผ ครม.อนุทิน 1 นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในสัดส่วนคนนอก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือร่วมกัน นายอนุทิน ได้พา พล.อ.ณัฐพล มาโชว์ตัว และให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นทางการ ถึงการจะมารับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ว่า นี่เป็นสิ่งที่ตนปฏิบัติมาโดยตลอดช่วง 2-3 วันนี้ เมื่อตนได้เชิญผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่เป็นบุคคลภายนอก จะนำมาแนะนำให้กับประชาชนได้รับทราบ ตนใช้เวลาในการหารือจนในที่สุดขอเชิญ รมช.กลาโหม ในรัฐบาลชุด น.ส.แพทองธาร ชินวัตร คือ พล.อ.ณัฐพล ขอความกรุณาให้ท่านช่วยรับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ให้กับรัฐบาลของตน เพื่อที่จะได้เกิดความมั่นใจว่าภารกิจ หน้าที่การดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ดำเนินต่อไปโดยไม่มีสะดุดหรือชะงัก ศัพท์ทหารคือไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า พล.อ.ณัฐพล ถามกับตนประเด็นที่สำคัญคือท่านจะมีอำนาจขอบเขตในการปฏิบัติภารกิจแค่ไหน ตนยืนยันว่ามีอำนาจเต็ม ตนไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการทหาร แต่ท่านเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก เป็นเสนาธิการทหารบก เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) และตนทำงานกับท่านอย่างใกล้ชิดในช่วงที่เราจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านโควิด-19 ท่านก็เป็นเลขาธิการศูนย์ เราทำงานกันมามีความสัมพันธ์ที่ดี มีความเข้าใจในการทำงาน ยอมรับซึ่งกันและกัน

“ถือว่าการกำกับดูแลกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของผม มีความจำเป็นต้องได้ พล.อ.ณัฐพล มาดูแลงานด้านนี้”

เมื่อถามว่านอกจากเรื่องอำนาจเต็ม ยังมีเรื่องอะไรที่จะขอเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ตนขอให้ชีวิตของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ มีความเป็นปกติสุข มีสันติภาพ มีภราดรภาพ มีวิถีชีวิตที่สามารถทำมาค้าขายซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้รายได้ขาดหาย เนื่องจากความไม่เข้าใจหรือปัญหาที่พวกเขาไม่ได้ก่อ นี่คือเป้าหมายของตน

ส่วนที่มีข้อเรียกร้องในการยกเลิก MOU 2543-2544 ว่าเราเสนอไปแล้วจะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งเป็นการดำเนินงานในฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศ อย่างน้อยวันพรุ่งนี้ (10 กันยายน 2568) ที่ พล.อ.ณัฐพล จะไปประชุม GBC ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งก่อนจะประชุมใช้เวลา 35-40 วัน และที่ผ่านมาไปประชุมในฐานะ รมช.กลาโหม แต่ในวันพรุ่งนี้คู่เจรจาของไทยคือประเทศกัมพูชา จะต้องเจรจากับ พล.อ.ณัฐพล ในฐานะว่าที่ รมว.กลาโหม เพื่อให้ฝ่ายกัมพูชารู้ว่าผู้ที่ไปเจรจาคือ รมว.กลาโหม ในรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น

สำหรับการลงพื้นที่รับฟังปัญหาในจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา นายอนุทิน เผยว่า การลงพื้นที่ของตนนั้น ทำในหน้าที่ สส.อยู่แล้ว เช่นพื้นที่อีสานใต้ ทั้ง จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มี สส. ของพรรคภูมิใจไทยอยู่ในพื้นที่ ตนไม่อยากทำอะไรที่ก้าวล่วงอำนาจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันยังต้องรักษาการอยู่จนกว่ารัฐบาลของตนจะเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ดังนั้นต้องรักษาน้ำใจกัน ซึ่งในเขตพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นเขตที่เหมือนบ้านของพวกตนอยู่แล้ว ดังนั้นการไปดูแลประชาชนเป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาโดยตลอดไม่มีอะไร ส่วนการช่วยเหลือก็มีรัฐบาลรักษาการ ช่วยเหลืออยู่แล้ว

ด้าน พล.อ.ณัฐพล ให้สัมภาษณ์หลังได้รับการยืนยันชัดเจนว่าได้รับตำแหน่ง รมว.กลาโหม โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่ามีความลำบากใจในการทำงานด้านการทหารขณะที่ดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ว่า ขออนุญาตไม่พูดถึงเรื่องเก่า เนื่องจากในวันพรุ่งนี้ (10 กันยายน) ไปประชุม ตนต้องเดินทางไปประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งในวันนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้เลขาฯ ติดต่อมาหาตน ให้เข้ามาพูดคุยกัน ตนจึงถือโอกาสดีที่จะได้เข้ามารับทราบนโยบาย เพื่อไปใช้ประกอบในการประชุมในวันพรุ่งนี้

พล.อ.ณัฐพล ยอมรับด้วยว่า หลังจากได้มีการพูดคุยก็มีความมั่นใจ หลังได้ทราบนโยบายที่ชัดเจน โดยหลักๆ เน้นย้ำเรื่องของอธิปไตย การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี และประชาชนปลอดภัย ก่อนที่ตนจะได้เสนอโรดแมปที่ได้ดำเนินการอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เห็นด้วยแต่ได้ทลายข้อจำกัด เพราะรัฐบาลมีเวลาจำกัด จึงต้องดำเนินการเรื่องแก้ปัญหาประชาชนให้เร็วที่สุด

ส่วนโรดแมปที่ดำเนินการอยู่จะสามารถดำเนินการต่อให้พลิกสถานการณ์ให้ได้ภายใน 4 เดือนหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ต้องทำให้เต็มขีดความสามารถ แต่เราไม่สามารถจะรับปากได้ว่าเมื่อไหร่ แต่เมื่อรับทราบนโยบายในวันนี้แล้วก็รับปากว่าจะทำให้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าภายหลังการให้สัมภาษณ์ นายอนุทิน พา พล.อ.ณัฐพล ร่วมดื่มกาแฟที่ร้านจาริสต้า ร้านกาแฟของ นางธนนนท์ นิรามิษ คู่สมรสของนายอนุทิน โดยเครื่องดื่มในวันนี้ นายอนุทิน สั่งกาแฟอเมริกาโน่ร้อน ส่วน พล.อ.ณัฐพล ดื่มน้ำส้มยูสุโซดา ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีการเสิร์ฟเค้กส้มเหมือนกับครั้งที่พารัฐมนตรีหลายท่านมาเปิดตัว แต่วันนี้เมนูดังกล่าวหมดจึงเสิร์ฟเป็นเค้กกาหยู เมนูขนมของ จ.ระนอง ให้กับนายอนุทิน และเสิร์ฟเค้กแครอทให้กับ พล.อ.ณัฐพล

ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก: อนุทินเลือก บิ๊กเล็ก นั่ง รมว.กลาโหม

การตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เลือก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าจับตามอง ด้วยวลีที่ว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะสานต่องานที่ค้างคาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

ทำไมถึงต้อง “ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก”?

การที่นายอนุทิน เลือก พล.อ.ณัฐพล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมด้าน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความต่อเนื่องของนโยบายและความเข้าใจในสถานการณ์ การเปลี่ยนตัวบุคคลอาจทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

การที่อนุทินเน้นย้ำว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก นั้นแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานและต้องการคนที่เข้าใจสถานการณ์ในอดีตเป็นอย่างดี การเลือกคนที่คุ้นเคยกับงานและมีประสบการณ์จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

การแต่งตั้ง พล.อ.ณัฐพล เป็น รมว.กลาโหมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสานต่อนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่อนุทินยืนยันว่า ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี

ที่มา – ไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก “อนุทิน” เปิดตัว “บิ๊กเล็ก” ขยับจาก รมช. นั่ง รมว.กลาโหม

“ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้

เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตา เมื่อ “ทวี สุระบาล” และ “สุธรรม จริตงาม” สอง สส. จากพรรคพลังประชารัฐ ได้เดินทางไปยังพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับข้อเสนอชื่อ “สันติ ปิยะทัต” เพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย โดยหวังว่าจะได้รับการจัดสรรในโควตาของ สส.ใต้ จากพรรคพลังประชารัฐ ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าอาจจะไม่มีบุคคลใดจากกลุ่มของ “บิ๊กป้อม” ได้รับตำแหน่งเลย

เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คึกคักเป็นพิเศษเมื่อ นายทวี สุระบาล สส.ตรัง และ นายสุธรรม จริตงาม สส.นครศรีธรรมราช จากพรรคพลังประชารัฐ ได้ปรากฏตัวขึ้น นายทวีได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้นำรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการในส่วนของกลุ่มตนเอง มามอบให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะได้รับตำแหน่งใด แต่คาดการณ์ว่าการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์นี้

เมื่อถูกถามถึงการพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายทวีตอบว่า ได้มีการหารือกันแล้ว และ พล.อ.ประวิตร ก็เห็นด้วย

นักข่าวได้ถามเจาะจงว่า สัดส่วนรัฐมนตรีในโควตาของ พล.อ.ประวิตร จะไม่มีเลยหรือไม่ โดยเฉพาะตำแหน่งในกระทรวงกลาโหม นายทวีตอบว่า ตนไม่ทราบ และแนะนำให้สอบถามจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง

เมื่อถามย้ำว่า ไม่ได้มีการพูดคุยเผื่อ พล.อ.ประวิตร ใช่หรือไม่ นายทวีปฏิเสธที่จะตอบคำถาม เพียงแต่ส่ายศีรษะ และกล่าวว่า “ลุงก็โอเคอยู่แล้ว แกสบายๆ”

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อถามว่า การเข้ามาเจรจาตำแหน่งเพื่อกลุ่มของตนเอง จะต้องลาออกจาก สส. พรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายทวีตอบอย่างชัดเจนว่า “เป็นสิ ถ้าไม่เป็นก็โมฆะหมดสิ”

“ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายทวีได้เสนอชื่อ นายสันติ ปิยะทัต กรรมการผู้จัดการบริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้ดำรงตำแหน่ง รมช. สิ่งที่น่าสนใจคือ มีข้อสังเกตว่า ในว่าที่ ครม. ชุดใหม่ของพรรคพลังประชารัฐ อาจจะไม่มีบุคคลใดอยู่ในโควตาของ พล.อ.ประวิตร เลย แม้ว่าในรายชื่อก่อนหน้านี้จะมีชื่อของ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่คาดว่าจะได้รับตำแหน่ง รมช.กลาโหม ก็ตาม

ทำไมชื่อของ “สันติ ปิยะทัต” จึงถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง “ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้?

การเสนอชื่อนายสันติ ปิยะทัต ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยนั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและอาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง:

  • ความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ: นายสันติ ปิยะทัต เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการภาครัฐได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุน
  • ความสัมพันธ์ทางการเมือง: การที่นายทวีและนายสุธรรมเสนอชื่อนายสันติ อาจเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีมาก่อน การสนับสนุนจาก สส. ที่มีอิทธิพลในพรรคพลังประชารัฐย่อมเป็นปัจจัยสำคัญ
  • โควต้า สส.ใต้: การผลักดันให้นายสันติซึ่งอาจเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่ภาคใต้ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย อาจเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของ สส. ในภาคใต้ และเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับปัญหาและความต้องการของประชาชนในภูมิภาคนี้

อะไรคือความท้าทายของการเข้ารับตำแหน่งของ “สันติ ปิยะทัต”?

หากนายสันติ ปิยะทัต ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยจริง เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ได้แก่:

  • การปรับตัวเข้ากับระบบราชการ: การทำงานในภาครัฐมีความแตกต่างจากการบริหารธุรกิจเอกชนอย่างมาก นายสันติจะต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับระบบราชการที่ซับซ้อน รวมถึงกฎระเบียบและขั้นตอนต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่น: ในฐานะนักการเมืองหน้าใหม่ นายสันติจะต้องสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาจากข้าราชการและประชาชน การทำงานอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ
  • การผลักดันนโยบาย: นายสันติจะต้องสามารถผลักดันนโยบายที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การมีทักษะในการเจรจาต่อรองและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็น

การที่ “ทวี-สุธรรม” ดัน “สันติ” นั่ง รมช. โควตาใต้ ครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในแวดวงการเมือง และต้องติดตามกันต่อไปว่านายสันติจะสามารถเข้ามาบริหารงานและสร้างผลงานให้กับประเทศชาติได้มากน้อยเพียงใด

การเสนอชื่อบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการดึงคนที่มีความสามารถเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกันอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ทวี-สุธรรม” เข้า ภูมิใจไทย ส่งชื่อ “สันติ ปิยะทัต” นั่ง รมช. โควตา สส.ใต้ พปชร.

นายกฯ เนปาลลาออก! ประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันรุนแรง

นายเค.พี. ชาร์มา โอลิ นายกรัฐมนตรีเนปาล ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ผู้ชุมนุมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันยังคงเดินหน้าประท้วงฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิว

ข่าวใหญ่สะเทือนการเมืองเนปาล! นายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี ประกาศลาออกวันนี้ (9 ก.ย.) ท่ามกลางกระแสประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันที่บานปลายจนเกิดการปะทะกับตำรวจ แม้ทางการจะประกาศเคอร์ฟิวไม่มีกำหนด หลังจากก่อนหน้านี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ศพ บาดเจ็บกว่า 100 คน จากเหตุรุนแรงที่ปะทุขึ้นเพราะรัฐบาลสั่งแบนโซเชียลมีเดีย

แถลงการณ์ที่นายกรัฐมนตรีโอลีลงนามระบุว่า เขาได้ลาออกเพื่อปูทางไปสู่การแก้ไขวิกฤตการณ์ปัจจุบันตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่บ้านพักของนักการเมืองระดับสูงหลายคนถูกโจมตีและทำลาย รวมถึงบ้านพักของนายโอลีและอดีตนายกรัฐมนตรีเชอร์ บาฮาดูร์ เดอูบา สำนักงานใหญ่ของพรรคการเมืองก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน และรัฐมนตรีบางคนต้องอพยพโดยเฮลิคอปเตอร์ของทหาร

รัฐบาลเนปาลยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดียหลังการประท้วงบานปลาย แต่ความไม่พอใจยังคงรุนแรง ผู้ชุมนุมหลายพันคนยังรวมตัวหน้ารัฐสภาและพื้นที่ต่าง ๆ ใจกลางกรุงกาฐมาณฑุ โดยจุดไฟเผายางรถยนต์ ขว้างปาก้อนหินใส่ตำรวจ และถ่ายคลิปเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ท่ามกลางกลุ่มควันดำโขมงขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยมีรายงานว่าประชาชนจากเมืองใกล้ชายแดนอินเดีย-เนปาลจำนวนมาก เริ่มเดินเท้ามุ่งหน้าสู่กรุงกาฐมาณฑุ เพื่อเข้าร่วมการชุมนุม

นายโอลีเรียกประชุมพรรคการเมืองต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจลาออก โดยย้ำว่าความรุนแรงไม่เป็นผลดีกับประเทศ และควรหาทางออกด้วยการเจรจาอย่างสันติ แต่สุดท้ายสถานการณ์กลับผลักให้เนปาลเข้าสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองรอบใหม่ ขณะที่ความโกรธต่อรัฐบาลยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ขณะที่ผู้ประท้วงรวมตัวกันหน้ารัฐสภาและสถานที่อื่นๆ ในเมืองหลวงกาฐมาณฑุ ฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวที่ไม่มีกำหนดเวลา

การประท้วงครั้งนี้ขยายวงกว้างไปหลายเมืองทั่วประเทศ ผู้จัดการชุมนุมเรียกขานว่าเป็น “การเคลื่อนไหวของคนรุ่น Gen Z” ที่สะท้อนความไม่พอใจของคนหนุ่มสาวต่อรัฐบาลที่ถูกมองว่าเพิกเฉยต่อการปราบคอร์รัปชันและไร้แนวทางสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ สนามบินนานาชาติกาฐมาณฑุซึ่งเป็นประตูหลักของประเทศ ต้องระงับเที่ยวบินจากทิศใต้ เนื่องจากควันไฟจากการประท้วงบดบังทัศนวิสัย เจ้าหน้าที่การบินยืนยันว่าเป็นมาตรการด้านความปลอดภัย

ผู้ประท้วงรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า “เรายังยืนหยัดอยู่ตรงนี้เพื่ออนาคตของเรา… เราต้องการให้ประเทศปลอดคอร์รัปชัน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษา โรงพยาบาล และโอกาสที่ดีกว่า”.

นายกฯ เนปาลลาออก ขณะการประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันยังรุนแรง

สถานการณ์ทางการเมืองในเนปาลกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การลาออกของนายกฯ โอลิท่ามกลางการประท้วงที่รุนแรงแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมเนปาล

เหตุใดการประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันจึงรุนแรง?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันในเนปาลทวีความรุนแรงขึ้น มาจากความรู้สึกที่สั่งสมมานานของประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ที่มองว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซาและโอกาสที่จำกัดสำหรับคนหนุ่มสาวก็เป็นอีกปัจจัยที่จุดชนวนให้เกิดความไม่พอใจ

ผลกระทบจากการลาออกของนายกฯ โอลิ จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของเนปาลอย่างไร? การลาออกของนายกฯ โอลิ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในเนปาล อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและสร้างความโปร่งใสในสังคมเนปาลได้หรือไม่

ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในเนปาล:

  • ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ในเนปาลอย่างใกล้ชิด
  • สนับสนุนองค์กรที่ทำงานเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและต่อต้านคอร์รัปชันในเนปาล
  • ร่วมแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องให้รัฐบาลเนปาลดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน

การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่มันเป็นไปได้ หากเราทุกคนร่วมมือกัน

ที่มา – นายกฯ เนปาลลาออก ขณะการประท้วงต่อต้านคอร์รัปชันยังรุนแรง

9 เดือน 9 ขอโชค “กุมารสมบัติ” ลุ้นเลขเด็ด

วัดไผ่ล้อมคึกคัก สาธุชนถือฤกษ์วันดี 9 เดือน 9 แห่กราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคลในชีวิต ไม่ลืมขอ “เลขเด็ดงวดนี้” กุมารสมบัติ หวังลุ้นโชคลาภ 16/9/68

เมื่อตอนสายวันที่ 9 ก.ย. 68 ที่วัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศช่วงใกล้วันหวยออกที่บริเวณวัดไผ่ล้อม โดยเฉพาะในศาลาหลวงพ่อพูล มีสาธุชนจำนวนมากเดินทางมากราบไหว้ขอพรสรีระหลวงพ่อพูลที่ไม่เน่าเปื่อย นอนอยู่ภายในโลงแก้ว และขอโชคกุมารสมบัติ ที่ตั้งอยู่ภายในวัดไผ่ล้อม ซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

โดยเฉพาะคนไทยที่มากราบไหว้ ต่างมีความเชื่อว่าวันนี้เป็นวันดี วันที่ 9 เดือน 9 ถือเป็นเลขมงคล ได้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมีความก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน การค้าขาย หรือโชคลาภ ถือเป็นวันสำคัญที่จะต้องมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังจากกราบไหว้ขอพร ขอโชคลาภองค์หลวงพ่อพูลเสร็จ ขาดไม่ได้ที่จะขอโชคลาภจาก “กุมารสมบัติ” กุมารคู่กายหลวงพ่อพูล ที่มีความเชื่อว่าสามารถบันดาลโชคลาภให้เงินทองไหลมาเทมา

สำหรับประวัติกุมารสมบัตินั้น หลวงพ่อพูลอดีตเจ้าอาวาส ได้เดินทางไปเป็นพระคู่สวดที่จังหวัดสุพรรณบุรี และการเดินทางในครั้งนั้น ทำให้ท่านได้กุมารทองกลับมาด้วย เป็นกุมารทองขนาดองค์ใหญ่ เนื้อโลหะสำริด มีฐานกว้างขนาด 9 นิ้ว สูง 15 นิ้ว ท่านได้นำมาประดิษฐานไว้ที่กุฏิของท่าน และตั้งชื่อให้ว่ากุมารทองสมบัติ นับเป็นกุมารทององค์เก่าแก่องค์แรก และองค์เดียวของหลวงพ่อพูล ซึ่งได้แสดงอิทธิฤทธิ์ออกช่วยเหลือผู้คน ญาติโยม และสาธุชนที่เดินทางมาขอพรโดยตลอด มีความเชื่อว่า หากใครได้บูชาหรือกราบไหว้กุมารสมบัติ จะสามารถบันดาลโชคลาภให้เงินทองไหลมาเทมา รวมไปถึงการค้ากิจการก็เจริญเติบโตไปด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สาธุชนที่เดินทางมากราบไหว้ขอพร ทุกสายตาต่างตะลึงเมื่อเห็นน้ำแดงกองมหึมา กว่า 500 โหล และของเด็กเล่น รถไฟฟ้าแบตเตอรี่ จักรยานถีบ ตุ๊กตากุมารทอง กองรายล้อมจนแน่นบริเวณโดยรอบ ซึ่งสาธุชนที่ได้มาขอโชคลาภแล้วประสบผลตามที่ขอ ได้นำมามอบให้

เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่วัด เผยว่า ที่เห็นนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ในแต่ละอาทิตย์ หลวงพี่น้ำฝนจะนำออกไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านที่ยากจน หรือแจกให้ผู้เฝ้าไข้ตามโรงพยาบาล หรือโรงเรียนเด็กเล็ก สถานพักฟื้นผู้สูงอายุ เป็นต้น

ด้าน น.ส.วิภา สุพรรณี อายุ 45 ปี ชาวสุพรรณบุรี ได้เดินทางมาขอพรกับหลวงพ่อพูล และถือโอกาสมาขอโชคกุมารสมบัติ เผยว่า เคยเดินทางมาขอพรแล้วติดใจ ก่อนหน้านี้เคยเดินทางมาขอเกี่ยวกับเรื่องการค้าขายที่ดิน โดยนำโฉนดมาตั้งอธิษฐานใส่ไว้ในย่ามของกุมารสมบัติ แล้วปรากฏว่าขายได้อย่างไม่น่าเชื่อ ได้กำไรงาม ครั้งนี้จึงกลับมาอีก เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญ 9 เดือน 9 หวังได้โชคลาภขอเลขเด็ดจากกุมารสมบัติ โดยทำการจุดธูปเลขมงคล ได้เลข  2 3 7 ขอให้เป็นเลขเด็ดเลขมงคลในรอบนี้ เนื่องจากเป็นช่วงใกล้วันหวยออกแล้ว อยากได้โชคลาภ จะได้เดินทางกลับมาทำบุญต่อบุญ และจะร่วมนำเงินสมทบช่วยทำบุญซื้อเครื่องฟอกไตช่วยทางวัด.

9 เดือน 9 ขอโชค “กุมารสมบัติ” ลุ้นเลขเด็ด

ทำไมต้องขอพร กุมารสมบัติ ในวันที่ 9 เดือน 9?

ความเชื่อในเรื่องของตัวเลขและวันมงคลเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน การที่ผู้คนเดินทางมาขอพร กุมารสมบัติ ในวันที่ 9 เดือน 9 นั้น เป็นเพราะเชื่อว่าเป็นวันที่พลังงานดีมารวมกัน การขอพรในวันนี้จะช่วยเสริมสิริมงคลในชีวิต ทำให้สิ่งที่ปรารถนาเป็นจริงได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้เลข 9 ยังเป็นเลขมงคลที่สื่อถึงความก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรืองอีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังมองหาโชคลาภ หรือต้องการเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต การเดินทางไปกราบไหว้ขอพร กุมารสมบัติ ในช่วงวันดีๆ เช่น วันที่ 9 เดือน 9 ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความดีและประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นเกราะป้องกันภัยและนำพาความสุขความเจริญมาสู่ชีวิตได้อย่างแท้จริง

ไม่ว่าคุณจะเชื่อในเรื่องโชคลาภหรือไม่ การเดินทางไปวัดไผ่ล้อมและกราบไหว้หลวงพ่อพูล รวมถึง กุมารสมบัติ ก็ถือเป็นการทำบุญและพักผ่อนจิตใจไปในตัว ลองหาเวลาไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลกันนะครับ

ที่มา – สาธุชนถือฤกษ์วันดี 9 เดือน 9 กราบขอโชค “กุมารสมบัติ” ลุ้นเลขเด็ด 16/9/68

โพนางดำออก ชัยนาท เร่งทำคันดิน รับมือเขื่อนเจ้าพระยา

สถานการณ์น้ำท่วมท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในจังหวัดชัยนาทเริ่มส่งผลกระทบต่อประชาชนในตำบลโพนางดำออก ทำให้ทางเทศบาลต้องเร่งดำเนินการทำคันดินเพื่อป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน หลังจากเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและปกป้องทรัพย์สินของพวกเขา

ต.โพนางดำออก จ.ชัยนาท เร่งทำคันดิน รับมือ “เขื่อนเจ้าพระยา” เพิ่มการระบายน้ำ

นายกเทศมนตรีตำบลโพนางดำออก ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ระดมกำลังทำคันดินป้องกันน้ำท่วมแทนการใช้กระสอบทรายแบบเดิม โดยเน้นย้ำว่าจะพยายามป้องกันอย่างเต็มที่จนถึงระดับน้ำ 2,300 ลบ.ม./วินาที สถานการณ์ปัจจุบันคือเขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มการระบายน้ำเป็น 1,800 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเริ่มเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในหมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 5 แล้ว

วันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต.โพนางดำออก จ.ชัยนาท ว่าเริ่มรุนแรงขึ้น หลังจากเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำ ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ

นายมนตรี คุ้มเขตร์ นายกเทศมนตรีตำบลโพนางดำออก กล่าวว่าทีมงานได้ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ ช่วยกันสร้างคันดินกั้นน้ำเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นระยะทาง 1.3 กิโลเมตร คันดินนี้สร้างขึ้นแทนกระสอบทรายแบบเดิม ซึ่งได้รับการยืนยันว่าสามารถป้องกันน้ำได้เกือบทั้งหมด ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือยังมีน้ำฝนและน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาบางส่วนซึมเข้ามา ทำให้ต้องติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน

ถึงแม้ว่าคันดินจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากน้ำท่วมได้ แต่ทางนายกเทศมนตรีฯ ก็ยอมรับว่าไม่มั่นใจว่าคันดินจะสามารถต้านทานกระแสน้ำได้นานแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำสูงถึง 2,000 ลบ.ม./วินาที อย่างไรก็ตาม นายกเทศมนตรีฯ ยืนยันว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันต.โพนางดำออก จ.ชัยนาท จนถึงระดับ 2,300 ลบ.ม./วินาที

ประชาชนใน ต.โพนางดำออก ชัยนาท ต้องเตรียมพร้อมรับมือ

นอกจากนี้ นายกเทศมนตรีฯ ยังได้แนะนำให้ประชาชนในหมู่ที่ 5 โดยเฉพาะบริเวณวัดมะปราง ซึ่งเริ่มได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นแล้ว ให้รีบยกสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย และเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์น้ำท่วมในต.โพนางดำออก จ.ชัยนาท เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การเตรียมพร้อมรับมือและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ทางเทศบาลตำบลโพนางดำออกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แม้ว่าสถานการณ์จะยังคงน่ากังวล แต่ความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนจะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

การทำคันดินป้องกันน้ำท่วมเป็นมาตรการที่จำเป็นและเร่งด่วน แต่ในระยะยาว การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและการวางแผนป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเรียนรู้และการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกชุมชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำ

ที่มา – ต.โพนางดำออก จ.ชัยนาท เร่งทำคันดิน รับมือ “เขื่อนเจ้าพระยา” เพิ่มการระบายน้ำ

“อรรถพล” ลั่น! ไม่แบ่งเค้กพลังงานไทย-กัมพูชา

ว่าที่ รมว.พลังงานลั่น ไม่เจรจากับกัมพูชาเรื่องพลังงานในพื้นที่ทับซ้อน จนกว่าปัญหาเขตแดนจะยุติ ยันความมั่นคงของชาติสำคัญที่สุด

วันที่ 9 กันยายน 2568 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาให้ความเห็นถึงปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับประเทศกัมพูชาอย่างชัดเจนว่า จะไม่มีการเจรจาหรือดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการพลังงานทั้งสิ้น จนกว่าปัญหาเรื่องเขตแดนและดินแดนจะยุติลงอย่างสมบูรณ์

นายอรรถพลระบุว่า แนวทางของรัฐบาลชุดใหม่สอดคล้องกับจุดยืนของนายกรัฐมนตรีที่เคยประกาศไว้ว่า จะไม่ยอมเสียดินแดนของประเทศไทยแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว โดยปัจจุบันปัญหาดังกล่าวเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงและการต่างประเทศที่ต้องดำเนินการให้ได้ข้อยุติก่อน

นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า แนวคิดการแบ่งปันผลประโยชน์แบบที่เคยมีการพูดถึงในอดีต จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ เพราะเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ อธิปไตย และดินแดน” เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใด

“อรรถพล” ลั่น รัฐบาลใหม่ไม่แบ่งเค้กพลังงานไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ความขัดแย้งเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน ซึ่งต้องอาศัยการเจรจาและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ การที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่ารัฐบาลใหม่จะไม่ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับพลังงานในพื้นที่ดังกล่าว จนกว่าปัญหาเขตแดนจะยุติลงนั้น ถือเป็นท่าทีที่ชัดเจนและเด็ดขาด

ประเด็นเรื่อง “อรรถพล” ลั่น รัฐบาลใหม่ไม่แบ่งเค้กพลังงานไทย-กัมพูชา ได้สร้างความสนใจและเกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงของประเทศ การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การระงับการเจรจาเรื่องพลังงานชั่วคราวจนกว่าข้อพิพาทเรื่องเขตแดนจะได้รับการแก้ไข ถือเป็นกลยุทธ์ที่รอบคอบและระมัดระวัง

ทำไม “อรรถพล” ถึงเน้นย้ำเรื่องนี้?

เหตุผลที่นายอรรถพลเน้นย้ำถึงเรื่องนี้ อาจมาจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ปัจจุบัน หากมีการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการแบ่งปันผลประโยชน์ทางพลังงานในขณะที่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนยังไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่ปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาวได้

นอกจากนี้ การตัดสินใจของรัฐบาลใหม่ยังสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการให้รัฐบาลรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ การแสดงจุดยืนที่แข็งแกร่งในประเด็นนี้ อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนได้

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติ อธิปไตย และดินแดนเหนือสิ่งอื่นใด สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง การแก้ไขปัญหาเขตแดนกับกัมพูชาถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นธรรมและยั่งยืน

การที่ “อรรถพล” ประกาศชัดเจนถึงจุดยืนดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาล

แน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาเขตแดนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความอดทน แต่การมีจุดยืนที่ชัดเจนและการให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติ จะช่วยนำไปสู่การเจรจาและการแก้ไขปัญหาที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือ หลังจากนี้รัฐบาลจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเขตแดนกับกัมพูชาอย่างไร และจะมีการเจรจาเกิดขึ้นเมื่อใด นี่คือสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการตัดสินใจของ “อรรถพล” ที่จะระงับการเจรจาเรื่องพลังงานจนกว่าปัญหาเขตแดนจะยุติ? ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลย!

ที่มา – “อรรถพล” ลั่นรัฐบาลใหม่ไม่แบ่งเค้กพลังงานไทย-กัมพูชา จนกว่าปมเขตแดนจะจบ

สถิติหวยออกวันอังคาร: เลขเด็ดงวดนี้ที่คนรักโชคต้องรู้!

เปิดสถิติหวยออกวันอังคาร ย้อนหลังหลายปี! สำหรับนักเสี่ยงโชคที่กำลังมองหา เลขเด็ดงวดนี้ เพื่อไปลุ้นรางวัลในงวดวันที่ 16/9/68 ห้ามพลาด! เราได้รวบรวมสถิติหวยที่ออกในวันอังคารมาให้คุณแล้ว มาดูกันว่ามีเลขอะไรที่ออกบ่อย และงวดนี้จะมีเลขไหนน่าสนใจบ้าง!

สถิติหวยออกวันอังคาร

สำหรับใครที่กำลังมองหาแนวทางในการซื้อหวยงวดที่จะถึงนี้ การดูสถิติหวยที่ออกในวันอังคารถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะอาจจะเจอ เลขเด็ดงวดนี้ ที่ซ่อนอยู่ก็เป็นได้ ไปดูสถิติที่เรารวบรวมมากันเลย:

  • หวยงวดวันที่ 1 ก.ค. 2568

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 949246
เลขท้าย 2 ตัว 91
เลขหน้า 3 ตัว 680, 169
เลขท้าย 3 ตัว 918, 261

  • หวยงวดวันที่ 1 เม.ย. 2568

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 669687
เลขท้าย 2 ตัว 36
เลขหน้า 3 ตัว 760, 635
เลขท้าย 3 ตัว 666, 180

  • หวยงวดวันที่ 1 ต.ค. 2567

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 718665
เลขท้าย 2 ตัว 59
เลขหน้า 3 ตัว 812, 053
เลขท้าย 3 ตัว 079, 566

  • หวยงวดวันที่ 16 ก.ค. 2567

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 367336
เลขท้าย 2 ตัว 21
เลขหน้า 3 ตัว 011, 331
เลขท้าย 3 ตัว 618, 421

  • หวยงวดวันที่ 16 เม.ย. 2567

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 943598
เลขท้าย 2 ตัว 79
เลขหน้า 3 ตัว 727, 729
เลขท้าย 3 ตัว 154, 200

  • งวดวันที่ 16 พ.ค. 2566

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 132903
เลขท้าย 2 ตัว 99
เลขหน้า 3 ตัว 739, 678
เลขท้าย 3 ตัว 693, 731

  • งวดวันที่ 2 พ.ค. 2566

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 843019
เลขท้าย 2 ตัว 65
เลขหน้า 3 ตัว 500, 780
เลขท้าย 3 ตัว 269, 187

  • วันอังคารที่ 17 ม.ค. 2566

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 812519
เลขท้าย 2 ตัว 47
เลขหน้า 3 ตัว 389, 443
เลขท้าย 3 ตัว 564, 849

  • วันอังคารที่ 1 พ.ย. 2565

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 913106
เลขท้าย 2 ตัว 70
เลขหน้า 3 ตัว 722, 839
เลขท้าย 3 ตัว 343, 922

  • วันอังคารที่ 16 ส.ค. 2565

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 331583
เลขท้าย 2 ตัว 42
เลขหน้า 3 ตัว 271, 300
เลขท้าย 3 ตัว 876, 284

  • วันอังคารที่ 1 มี.ค. 2565

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 061905
เลขท้าย 2 ตัว 07
เลขหน้า 3 ตัว 236, 834
เลขท้าย 3 ตัว 234, 691

  • วันอังคารที่ 1 ก.พ. 2565

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 944308
เลขท้าย 2 ตัว 30
เลขหน้า 3 ตัว 061, 942
เลขท้าย 3 ตัว 485, 509

  • วันอังคารที่ 16 พ.ย. 2564

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 032761
เลขท้าย 2 ตัว 57
เลขหน้า 3 ตัว 471, 648
เลขท้าย 3 ตัว 844, 245

  • วันอังคารที่ 1 มิ.ย. 2564

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 292972
เลขท้าย 2 ตัว 45
เลขหน้า 3 ตัว 620, 193
เลขท้าย 3 ตัว 723, 978

  • วันอังคารที่ 16 มี.ค. 2564

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 890422
เลขท้าย 2 ตัว 19
เลขหน้า 3 ตัว 036, 902
เลขท้าย 3 ตัว 256, 396

  • วันอังคารที่ 16 ก.พ. 2564

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 424603
เลขท้าย 2 ตัว 39
เลขหน้า 3 ตัว 318, 861
เลขท้าย 3 ตัว 057, 817

  • วันอังคารที่ 1 ธ.ค. 2563

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 100994
เลขท้าย 2 ตัว 84
เลขหน้า 3 ตัว 776, 093
เลขท้าย 3 ตัว 834, 984

  • วันอังคารที่ 1 ก.ย. 2563

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 999997
เลขท้าย 2 ตัว 98
เลขหน้า 3 ตัว 725, 636
เลขท้าย 3 ตัว 957, 342

  • วันอังคารที่ 16 มิ.ย. 2563

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 516967
เลขท้าย 2 ตัว 64
เลขหน้า 3 ตัว 882, 876
เลขท้าย 3 ตัว 625, 565.

การดูสถิติเป็นเพียงแนวทางหนึ่งในการเลือกซื้อ เลขเด็ด เท่านั้น การตัดสินใจซื้อขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและความเชื่อส่วนบุคคล ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการเสี่ยงโชคในงวดนี้!

ที่มา – สถิติหวยออกวันอังคาร คนรักโชคยิ้มหวาน อาจได้ “เลขเด็ดงวดนี้” ไปลุ้นโชค 16/9/68

เปิดขั้นตอนคุมขัง “ทักษิณ” ฝากเงินในคุกได้

หลังจากศาลฎีกามีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุก 1 ปีกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนในการรับตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กระบวนการดังกล่าวมีรายละเอียดที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่การทำประวัติ การตรวจค้น ไปจนถึงการดูแลด้านสุขภาพและความปลอดภัย วันนี้เราจะมาเจาะลึก เปิดขั้นตอน ราชทัณฑ์คุมขัง “ทักษิณ” ฝากเงินใช้ซื้อของในคุกได้ไม่เกิน 15,000 บาท

เปิดขั้นตอน ราชทัณฑ์คุมขัง “ทักษิณ” ฝากเงินใช้ซื้อของในคุกได้ไม่เกิน 15,000 บาท

เมื่อนายทักษิณเดินทางถึงเรือนจำ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามระเบียบ เริ่มจากการจัดทำประวัติส่วนตัว ข้อมูลคดี ประวัติการรักษาพยาบาล และรายละเอียดเกี่ยวกับครอบครัว เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนดูแลที่เหมาะสม เนื่องจากนายทักษิณมีอายุ 76 ปี จึงถือเป็นผู้ต้องขังสูงอายุ ซึ่งมีขั้นตอนการดูแลเป็นพิเศษ

รายละเอียดขั้นตอนการคุมขังและฝากเงิน

การตรวจค้นและทรัพย์สิน: สิ่งของที่นำติดตัวมาจะถูกแยกเป็นสิ่งของต้องห้าม สิ่งของที่อนุญาต และสิ่งของที่ไม่ได้รับอนุญาต เงินสดจะถูกรับฝากไว้ และสามารถใช้ซื้อของใช้ส่วนตัวภายในเรือนจำได้ โดยมีข้อกำหนดให้เปิดขั้นตอน ราชทัณฑ์คุมขัง “ทักษิณ” ฝากเงินใช้ซื้อของในคุกได้ไม่เกิน 15,000 บาท

การดูแลสุขภาพ: มีการตรวจสุขภาพเบื้องต้นและคัดกรองโรค หากมีโรคประจำตัวหรือบาดแผล จะมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

การกักโรค: ผู้ต้องขังใหม่จะต้องกักโรคเป็นเวลา 5 วัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

การจำแนกแดน: จะมีการพิจารณาว่าจะคุมขังผู้ต้องขังในแดนใด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงการคุมขังร่วมกับคู่กรณี

สิทธิและหน้าที่: ผู้ต้องขังจะได้รับแจ้งข้อบังคับของเรือนจำ ระเบียบการปฏิบัติตัว สิทธิ หน้าที่ และประโยชน์ต่างๆ

  • การเยี่ยมญาติ: สามารถเยี่ยมได้หลังกักโรค โดยต้องเป็นญาติที่ระบุชื่อไว้ (10 รายชื่อ) และเปลี่ยนแปลงรายชื่อได้ทุก 30 วัน
  • การฝากเงิน: ญาติสามารถฝากเงินให้ผู้ต้องขังใช้จ่ายในเรือนจำได้

สิ่งของที่ไม่อนุญาต: เสื้อผ้า สิ่งของมีค่า เครื่องประดับ จะถูกเก็บรักษาไว้ และญาติต้องติดต่อขอรับคืน

การฝากเงินและการใช้จ่าย: ญาติสามารถฝากเงินเข้าบัญชีผู้ต้องขังได้ แต่มีวงเงินจำกัด เปิดขั้นตอน ราชทัณฑ์คุมขัง “ทักษิณ” ฝากเงินใช้ซื้อของในคุกได้ไม่เกิน 15,000 บาท เพื่อใช้ซื้อของใช้ส่วนตัวภายในเรือนจำ เช่น สบู่ ยาสีฟัน หรืออาหารเสริม

ข้อควรระวังและความปลอดภัย

กรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ต้องขังเป็นอย่างมาก มีมาตรการป้องกันการทะเลาะวิวาท การกลั่นแกล้ง และการทำร้ายร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีการดูแลสุขภาพจิตของผู้ต้องขัง เพื่อป้องกันการคิดสั้น

กระบวนการทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความละเอียดและความใส่ใจของกรมราชทัณฑ์ในการดูแลผู้ต้องขังทุกราย ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังทั่วไปหรือผู้ต้องขังที่มีชื่อเสียง เพื่อให้การควบคุมและการแก้ไขฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

แม้ว่าการจำกัดวงเงินฝากจะไม่เกิน 15,000 บาท อาจดูเป็นจำนวนที่จำกัด แต่ก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังภายในเรือนจำ และเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้สำหรับผู้ต้องขังทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – เปิดขั้นตอน ราชทัณฑ์คุมขัง “ทักษิณ” ฝากเงินใช้ซื้อของในคุกได้ไม่เกิน 15,000 บาท

ผอ.สำนักงบฯ ชี้ ดึงงบปี 68 ทำ “คนละครึ่ง” ต้องทัน

นายกฯ เผย ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านทำ “คนละครึ่ง” ได้ แต่ต้องทัน ก.ย.นี้ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณยืนยันว่างบประมาณมีเพียงพอต่อการสนองนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนต่างรอคอย

วันที่ 9 กันยายน 2568 นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลถึงความพร้อมในการดำเนินนโยบายตามรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจว่า “พร้อม ยืนยันว่างบประมาณมีพอ” เมื่อถามต่อไปว่าหากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ประกาศใช้ จะสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายอนันต์ ตอบว่าใช่ รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อถามถึงกรณีงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือจาก 1.57 แสนล้านบาท สามารถนำมาดำเนินโครงการคนละครึ่งได้หรือไม่ นายอนันต์ ระบุ ต้องดูว่าจะใช้ทันสิ้นปีงบประมาณ 2568 หรือไม่ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ หากสามารถดำเนินการทันก็ต้องทำเลย.

ผอ.สำนักงบฯ เผย ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านทำ “คนละครึ่ง” ได้ แต่ต้องทัน ก.ย.นี้

สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต การกลับมาของโครงการนี้จึงเป็นที่คาดหวังของประชาชนจำนวนมาก

ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการดึงงบประมาณปี 2568 มาใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาถึงระยะเวลาการดำเนินงานที่เหลืออยู่ เนื่องจากปีงบประมาณ 2568 จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ หากสามารถดำเนินการได้ทันก็สามารถนำงบประมาณส่วนนี้มาใช้ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การดำเนินโครงการ “คนละครึ่ง” เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในการดึงงบปี 68 มาทำ “คนละครึ่ง”

  • ระยะเวลาที่เหลือของปีงบประมาณ: การเร่งรัดกระบวนการต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่จำกัดเป็นสิ่งสำคัญ
  • ความพร้อมของระบบ: ระบบการลงทะเบียนและการใช้จ่ายต้องมีความพร้อมและเสถียร เพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้งานจำนวนมาก
  • การประชาสัมพันธ์: การสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับโครงการให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึงและถูกต้อง
  • การติดตามและประเมินผล: การติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดและการประเมินผลกระทบของโครงการ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

การที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณออกมาให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการ “คนละครึ่ง” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจว่าจะดึงงบประมาณปี 2568 มาใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทุกคน

ที่มา – ผอ.สำนักงบฯ เผย ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านทำ “คนละครึ่ง” ได้ แต่ต้องทัน ก.ย.นี้