วัน: 10 กันยายน 2025

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ยื่นร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 โดยอ้างว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้อง) และภริยา ถือครองหุ้นในบริษัทที่เป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 และยังเสนอชื่อบุคคลที่เป็นกรรมการในบริษัทของตนเองให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งถือเป็นการขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ดังนั้น ผู้ร้องจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5) และขอให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) ซึ่งไม่ใช่การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้อง และการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก เพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย รวมทั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า กรณีนี้เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้อง หรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้ และมีมติไม่รับคำร้อง

ทำไมศาลรัฐธรรมนูญถึงไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้?

  • ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ
  • รัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้ในครั้งนี้ เป็นการยืนยันว่าการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามกระบวนการและเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมได้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้ในครั้งนี้ อาจเป็นเพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าประเด็นที่ถูกร้องเรียนยังไม่มีมูลเพียงพอที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่านายพีระพันธุ์ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการถือครองหุ้นและการเสนอชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเองให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่กำกับดูแล ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้รัฐมนตรี

นาทีชีวิต! ถนนถล่มทับเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ

เหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นเมื่อถนนได้ถล่มทับร่างเจ้าหน้าที่เทศบาล ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการขุดท่อระบายน้ำใต้ถนนในพื้นที่แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เหตุการณ์นาทีชีวิต ถนนถล่มทับเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ครั้งนี้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

เมื่อเวลา 11.36 น. ของวันที่ 10 กันยายน 2568 ทีมกู้ภัยเทศบาลตำบลดอนแก้ว ร่วมกับทีมกู้ภัยมนุษย์และสัตว์ ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินว่ามีเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองดอนแก้ว ประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณห้วยตึงเฒ่า โครงการหลุมขนมครก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้ได้รับบาดเจ็บคือนายประเสริฐ อายุประมาณ 50 ปี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของกองช่างเทศบาลเมืองดอนแก้ว นายประเสริฐลงไปตรวจสอบการขุดท่อระบายน้ำใต้ถนนเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ เนื่องจากพบว่าปริมาณน้ำในห้วยตึงเฒ่ามีจำนวนมาก และมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมพื้นที่ร้านค้าของประชาชนในบริเวณนั้น

ระหว่างที่นายประเสริฐกำลังปฏิบัติงานอย่างขะมักเขม้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อดินและแผ่นปูนถนนเกิดถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว ทับร่างของนายประเสริฐจนจมอยู่ในดิน ทีมกู้ภัยต้องใช้ความพยายามอย่างมากและใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการช่วยเหลือ เพื่อนำร่างผู้บาดเจ็บขึ้นมาจากซากปรักหักพังได้สำเร็จ จากนั้นจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยด่วน ล่าสุดอาการของนายประเสริฐยังคงอยู่ในขั้นวิกฤตและอยู่ในความดูแลของแพทย์ในห้องไอซียูอย่างใกล้ชิด

นาทีชีวิต ถนนถล่มทับเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ

เหตุการณ์ นาทีชีวิต ถนนถล่มทับเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ตระหนักถึงความเสี่ยงในการปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับการขุดเจาะและการระบายน้ำ ซึ่งอาจมีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องต่างระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด การทำงานเป็นทีมและความเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

การป้องกันอุบัติเหตุ: บทเรียนจากเหตุการณ์ถนนถล่ม

จากเหตุการณ์ นาทีชีวิต ถนนถล่มทับเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ทำให้เราต้องหันมาพิจารณาถึงมาตรการป้องกันอุบัติเหตุในการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยมากยิ่งขึ้น การประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด การใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม และการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ความเข้าใจในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

  • การตรวจสอบสภาพพื้นที่ก่อนเริ่มงาน
  • การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) อย่างครบถ้วน
  • การจัดทำแผนฉุกเฉินและการฝึกซ้อม
  • การมีผู้ควบคุมงานที่มีความเชี่ยวชาญ
  • การสื่อสารและประสานงานระหว่างทีมงาน

การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการทำงาน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและรักษาชีวิตของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความปลอดภัยในการทำงานเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การลงทุนในมาตรการป้องกันและอุปกรณ์ความปลอดภัย จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน และลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

ขอเป็นกำลังใจให้กับนายประเสริฐและครอบครัว ขอให้ท่านหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ววัน และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ภัยทุกท่านที่เสียสละเวลาและกำลังกายในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ที่มา – นาทีชีวิต ถนนถล่มทับเจ้าหน้าที่เทศบาลฯ ระหว่างขุดท่อระบายน้ำ

“ไชยชนก” นั่งประธาน MOU 2543-2544 ตามคาด

“ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544 ตามโผ เจ้าตัวให้คำมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เชื่อว่าจะหาทางออกที่ดีร่วมกันได้

วันที่ 10 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 2543-2544 ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก มีการเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในกรรมาธิการฯ ในที่ประชุมนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส. สตูล พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อนายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ขณะที่ ผศ. อัครพงษ์ ค่ำคูน อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ในฐานะกรรมาธิการเสนอชื่อนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงพนมเปญ ทั้งนี้ นายประศาสน์ได้ขอถอนตัว ให้เหตุผลว่า ได้รับเชิญมาเพื่อทำหน้าที่กรรมาธิการ ทำให้นายไชยชนกได้รับเป็นประธานกรรมาธิการ

ส่วนรองประธาน ประกอบด้วย 1. นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 2. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส. กระบี่ พรรคภูมิใจไทย, 3. นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, 4. ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ และ 5. นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายธนาธร โล่ห์สุนทร เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ สำหรับโฆษกคณะกรรมาธิการ คือ นายปิยรัฐ จงเทพ และ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

ลั่นแก้ปมเขตแดนสุดฝีมือ

นายไชยชนก กล่าวว่า ขอขอบคุณที่โหวตให้มาทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการ ขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ และทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง แม้ว่าแต่ละคนจะมีความเห็นต่างกัน เชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ เชื่อมั่นว่า กรรมาธิการชุดนี้จะหาทางออกที่ดีร่วมกันได้ และยังเชื่อมั่นว่า กรรมาธิการหลายคนมีประสบการณ์และความรู้ ทั้งนี้ MOU 2543 และ 2544 มีผลกระทบที่เกี่ยวข้อง และส่งผลต่อประเด็นในบ้านเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม กรรมาธิการจะรวบรวมประเด็นและทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544

การเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา MOU 2543-2544 ของนายไชยชนก ชิดชอบ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพิจารณาข้อตกลงที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและกัมพูชา โดย MOU ดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับเขตแดน ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ การทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงเป็นที่จับตาของประชาชนชาวไทยอย่างใกล้ชิด

ความสำคัญของ MOU 2543-2544

MOU 2543 และ 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศ ข้อตกลงนี้มีความสำคัญเนื่องจากมีผลต่อการกำหนดสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าว เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม MOU ดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงและมีความเห็นต่างกันในหลายฝ่าย ทำให้การพิจารณาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างล่าช้า

การที่นายไชยชนกได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการชุดนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความสามารถและความเป็นกลางของเขาในการนำพากรรมาธิการไปสู่การหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ MOU 2543-2544 ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไทยอีกด้วย

นายไชยชนกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและเป็นกลาง โดยมุ่งหวังที่จะรวบรวมประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและหาทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่กรรมาธิการชุดนี้ประกอบไปด้วยบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาประเด็นต่างๆ เป็นไปอย่างรอบด้านและครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง อดีตข้าราชการ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ การมีส่วนร่วมของบุคคลเหล่านี้จะช่วยให้กรรมาธิการสามารถเข้าถึงข้อมูลและมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจและการหาทางออกที่ดีที่สุด

โดยสรุป การแต่งตั้งนายไชยชนกเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา MOU 2543-2544 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างมานาน การทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทยและกัมพูชา การติดตามและให้กำลังใจการทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยควรให้ความสนใจ

ที่มา – “ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544 ตามโผ

“สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลังอนุทินจัด ครม.

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่าสังคมเริ่มมีความหวังอีกครั้ง หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้เริ่มเดินหน้าจัดตั้งคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและเร่งรัดนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน หนึ่งในนั้นคือการรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง เน้นย้ำว่าเนื่องจากรัฐบาลมีเวลาจำกัด การเร่งสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และการตัดสินใจปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง ถือเป็นสัญญาณที่ดี

“สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลังอนุทินจัด ครม.

นอกจากนี้ รศ.ดร.สุขุม ยังกล่าวชื่นชมการจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่มีการเลือกบุคคลภายนอกซึ่งเป็น “มืออาชีพ” เข้ามาทำงาน สะท้อนให้เห็นว่านายอนุทินเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น การเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาดูแลเรื่องนี้จึงเป็นการอ่านใจประชาชนได้อย่างถูกต้อง และสิ่งที่ รศ.ดร.สุขุม เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีคือ การที่สังคมเริ่มมีความหวังมากขึ้นจากการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้

การที่รัฐบาลใหม่ตัดสินใจที่จะฟื้นโครงการคนละครึ่งขึ้นมาอีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการนี้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก การที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของประเทศ

อนาคตและความหวังของสังคม

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เลือกที่จะดึงเอามืออาชีพจากภายนอกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเข้าใจในความซับซ้อนของปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

การที่สังคมเริ่มมีความหวังใหม่หลังจากที่ได้เห็นการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ความหวังเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และการที่รัฐบาลสามารถสร้างความหวังให้กับประชาชนได้ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล

  • การเร่งรัดนโยบาย: รัฐบาลควรเร่งผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ: มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
  • การสร้างความเชื่อมั่น: สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน

โดยรวมแล้ว รศ.ดร.สุขุม มองว่าการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและได้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความสามารถ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และการที่สังคมเริ่มมีความหวังจากการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง การฟื้นโครงการคนละครึ่งเป็นเเพียงจุดเริ่มต้น รัฐบาลยังคงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

การที่สังคมมีความหวังหลังการจัดตั้ง ครม. อนุทิน ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้รัฐบาลมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “สุขุม” แย้มสังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” จัดทัพ ครม. ปัดฝุ่นคนละครึ่ง

ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้า ยึด 5.5 แสนชิ้น 90 ล้าน

ตำรวจไซเบอร์บุก ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้า รายใหญ่ในสระบุรี ยึดของกลางกว่า 5.5 แสนชิ้น มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท เร่งขยายผลหาผู้ครอบครอง

ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้า ยึด 5.5 แสนชิ้น 90 ล้าน

เมื่อวันที่ 10 กันยายน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี สามารถยึดของกลางได้จำนวนมหาศาล

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ ผบ.ตร. ที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการจำหน่ายและนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน เนื่องจากพบว่ายังมีการลักลอบขายและนำเข้าอย่างต่อเนื่อง

จากการสืบสวนของตำรวจชุดสืบสวน กก.1 บก.สอท.2 และเจ้าพนักงานสรรพสามิต พบว่ามีกลุ่มขบวนการลักลอบขนบุหรี่ไฟฟ้าร็อตใหญ่เข้ามาพักในพื้นที่อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี โดยใช้รถกระบะตู้ทึบในการขนส่ง จึงได้ทำการสืบสวนและเฝ้าติดตาม

กระทั่งวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบรถกระบะต้องสงสัยจอดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ตำบลบ้านลำ อำเภอวิหารแดง จากการตรวจสอบพบว่าภายในรถและบริเวณหน้าบ้านมีบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าทำการตรวจค้นภายในบ้าน

จากการตรวจค้นพบว่าบ้านหลังดังกล่าวถูกใช้เป็นคลังเก็บ บุหรี่ไฟฟ้า ขนาดใหญ่ พบของกลางเป็นบุหรี่ไฟฟ้าชนิดดูดแล้วทิ้ง 138,680 ชิ้น หัวพอร์ตบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้แล้วทิ้ง 374,000 ชิ้น และเครื่องบุหรี่ไฟฟ้า 6,350 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 559,830 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 90 ล้านบาท

ของกลางทั้งหมดถูกนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.วิหารแดง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายละเอียดของกลางที่ตรวจยึดในการ ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้า

  • บุหรี่ไฟฟ้าชนิดดูดแล้วทิ้ง: 138,680 ชิ้น
  • หัวพอร์ตบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้แล้วทิ้ง: 374,000 ชิ้น
  • เครื่องบุหรี่ไฟฟ้า: 6,350 เครื่อง
  • รวมทั้งสิ้น 559,830 ชิ้น มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกรมสรรพสามิต ตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี และตำรวจไซเบอร์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชน ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากสารเคมีในบุหรี่ไฟฟ้า

พล.ต.ต.ธรรมนูญ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในขบวนการทั้งหมดแล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อขออนุมัติหมายจับ รวมถึงจะมีการตรวจสอบหาสารเสพติดในบุหรี่ไฟฟ้าล็อตดังกล่าวเพิ่มเติม หากพบก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นายสุเมธ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าบุหรี่ไฟฟ้าร็อตนี้ถูกลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยการสำแดงเท็จและปะปนมากับสินค้าอื่นๆ ก่อนที่จะนำมาพักไว้ในโกดังดังกล่าว เพื่อรอการกระจายสินค้าไปยังผู้ขายในพื้นที่ต่างๆ

การทลายเครือข่ายทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้าครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย และปกป้องเยาวชนจากอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า

บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และผิดกฎหมาย การสนับสนุนหรือมีส่วนร่วมในการจำหน่ายหรือนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ถือเป็นความผิดทางอาญา

ที่มา – ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ ยึดกว่า 5.5 แสนชิ้น มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท

MG ยิ้ม! ยอดจดทะเบียนรถอีวีในไทยอันดับ 1

MG ปลื้ม ยอดจดทะเบียนรถอีวีในไทยติดอันดับ 1 โตกว่า 70% ตอกย้ำความเชื่อมั่นในตลาดไทยกว่า 12 ปี ด้วยบริการหลังการขายที่เหนือกว่า และอะไหล่พร้อมเสมอ

นาย ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “เราประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ด้วยยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2568 ที่สูงถึง 2,230 คัน และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2568 พบว่าอัตราการเติบโตของยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าของเรา เติบโตขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับปี 2567”

ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อ MG และกลยุทธ์การวางผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นความคุ้มค่าสูงสุด ทำให้ยอดจดทะเบียนรวมทุกรุ่นในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 2,615 คัน โดยมีรุ่นยอดนิยมอย่าง NEW MG4 ELECTRIC ที่ครองอันดับ 1 ในยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าของเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ การเปิดตัว NEW MG S5 EV และ NEW MG IM6 ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของรถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพที่เข้าถึงได้ง่ายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมียอดรวมตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง สิงหาคม ปี 2568 รวมแล้วกว่า 15,783 คัน

MG ยิ้มยอดจดทะเบียนรถอีวีในไทยติดอันดับ 1

MG ยังเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเพียงแบรนด์เดียวที่มอบความมั่นใจให้ลูกค้าอย่างเต็มที่ ด้วยการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุม ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) พร้อมด้วยคลังอะไหล่ที่พร้อมจัดส่งได้อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง และเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการกว่า 125 แห่งที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

ด้วยแผนการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เอ็มจีไม่ได้เพียงแต่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัยเท่านั้น แต่ยังลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้าง MG EV ECOSYSTEM ที่สมบูรณ์แบบและครอบคลุมในทุกมิติ

ความสำเร็จด้านยอดจดทะเบียนรถอีวีในไทยติดอันดับ 1 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเท และความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้ MG เสมอมา MG พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างลูกค้าในประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในราคาที่คุ้มค่า พร้อมทั้งมอบบริการหลังการขายที่ครบครัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่เหนือกว่า

ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากแค่ฟังก์ชันที่หลากหลายเท่านั้น แต่ยังมาจากการสร้างความอุ่นใจตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ MG สามารถเติบโตเหนือกว่าแบรนด์ที่เพิ่งเข้ามาในตลาด คือความพร้อมที่จะปรับตัวให้สอดรับกับจังหวะและความเปลี่ยนแปลงของตลาดในทุกสถานการณ์ เพื่อให้แบรนด์ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงเสมอมา

ทำไม MG ถึงครองแชมป์ยอดจดทะเบียนรถอีวีในไทย?

  • ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย: MG มีรถยนต์ไฟฟ้าให้เลือกหลายรุ่น ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน
  • ราคาที่เข้าถึงได้: รถยนต์ไฟฟ้า MG มีราคาที่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับสมรรถนะและเทคโนโลยีที่ได้รับ
  • บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม: MG ให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขาย ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลที่ดี

MG ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อไป หากคุณกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่คุ้มค่าและเชื่อถือได้ MG คือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด

ที่มา – MG ยิ้มยอดจดทะเบียนรถอีวีในไทยติดอันดับ 1 โตกว่า 70% ย้ำการดูแลหลังการขายดี

ศาลฯ ชี้ชัด! **ทำร่าง รธน. ใหม่ได้** ประชามติ 3 ครั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากให้รัฐสภาสามารถ**ทำร่าง รธน. ใหม่ได้** แต่ไม่อนุญาตให้ประชาชนเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยตรง พร้อมทั้งกำหนดให้ต้องมีการทำประชามติถึง 3 ครั้ง โดยการทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 สามารถรวมกันได้

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมเพื่อพิจารณาคดีที่ประธานรัฐสภาได้ยื่นเรื่องให้วินิจฉัยเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิจารณาญัตติด่วนในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 โดยญัตติดังกล่าวเสนอโดยสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ผลการลงมติในที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบให้ส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

ต่อมาในวันที่ 21 มีนาคม 2568 ประธานรัฐสภาได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) และศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา

เนื่องจากคดีนี้ไม่มีผู้ถูกร้อง ศาลรัฐธรรมนูญจึงแจ้งคำวินิจฉัยไปยังผู้ร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 76 วรรคสาม โดยถือเอาวันที่ศาลรัฐธรรมนูญลงมติเป็นวันอ่านคำวินิจฉัย ประเด็นสำคัญในการพิจารณามีดังนี้

ศาลรัฐธรรมนูญให้**ทำร่าง รธน. ใหม่ได้**

ประเด็นที่หนึ่ง: รัฐสภามีอำนาจในการริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัด**ทำร่าง รธน. ใหม่ได้** ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือไม่?

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า รัฐสภามีอำนาจในการริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวจะต้องผ่านการออกเสียงประชามติจากประชาชนเพื่อขอความเห็นชอบก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่ไม่สามารถให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 2 ท่าน ได้แก่ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นว่ารัฐสภาไม่มีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เว้นแต่จะมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบเสียก่อน

ให้จัดทำประชามติ 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1-2 รวมกันได้

ประเด็นที่สอง: การจัด**ทำร่าง รธน. ใหม่ได้** ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติกี่ครั้ง?

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (6 ต่อ 1) วินิจฉัยว่าต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ดังนี้

  • ครั้งที่ 1: ประชาชนลงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  • ครั้งที่ 2: ประชาชนลงประชามติเกี่ยวกับวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  • ครั้งที่ 3: หลังจากรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้น ประชาชนลงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ทั้งนี้ การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 สามารถรวมกันได้

ความหมายต่ออนาคตการเมืองไทย

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทย แม้ว่าจะเปิดทางให้สามารถ**ทำร่าง รธน. ใหม่ได้** แต่ก็มีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประชาชนไม่สามารถเลือกตั้ง สสร. โดยตรงได้ และการที่ต้องมีการทำประชามติถึง 3 ครั้ง อาจทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความซับซ้อนและใช้เวลานาน

อย่างไรก็ตาม การที่ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่ารัฐสภามีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ายังมีช่องทางในการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น การทำประชามติถึง 3 ครั้งสะท้อนถึงความรอบคอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญ ให้ทำร่าง รธน. ใหม่ได้ แต่ตั้ง สสร. ไม่ได้ ไฟเขียวให้ทำประชามติ 3 ครั้ง

“สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ออกมาชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของผู้นำต้นแบบที่แท้จริง

วันที่ 10 กันยายน 2566 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมเข้ารับโทษในเรือนจำตามคำพิพากษาของศาลฎีกา โดยระบุว่า นายทักษิณเป็นสุภาพบุรุษที่ยอมรับผิดเมื่อทำผิด และหากนายทักษิณคิดดีทำดีตามที่ได้แสดงเจตจำนงไว้ ก็อาจจะก้าวขึ้นเป็นรัฐบุรุษคนต่อไป ต่อจากนายปรีดี พนมยงค์ และพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

ดร.สุวิทย์ยังกล่าวอีกว่า การกระทำของนายทักษิณ อาจทำให้แนวคิดที่ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค Post-Shinnawatra Era ต้องได้รับการทบทวนใหม่ หากนายทักษิณนำแนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” มาใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง เพราะการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยเป็นการพลิกโฉมการเมืองไทยครั้งสำคัญ ด้วยนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและประสบความสำเร็จ ทำให้ นายทักษิณเป็น Political Innovator ที่สามารถผสมผสานการเมือง ประชาชน และนโยบายได้อย่างลงตัว

ในช่วงที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้วาดฝันถึง “โมเดลประเทศไทยในโลกที่หนึ่ง” ไว้ 7 ประการ ได้แก่ การมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติและวัฒนธรรมของตน การมีบทบาทสำคัญในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก การมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง การเป็นผู้นำโลกในบางอุตสาหกรรม การเป็นสังคมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการเรียนรู้ การมีผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งสามารถแข่งขันในเวทีโลก และการเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่ดี แต่น่าเสียดายที่ความฝันเหล่านี้ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากการรัฐประหาร

ดร.สุวิทย์กล่าวว่า นายทักษิณอาจเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยที่ต้องเข้าเรือนจำ แต่ก็เป็นผู้นำที่เป็นต้นแบบของความเป็น Visionary x Actionable Leadership การยอมเข้าเรือนจำของนายทักษิณจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Moral Leadership ทำให้นายทักษิณเป็นต้นแบบของผู้นำที่สมบูรณ์แบบ ครบเครื่องทั้ง Visionary x Moral x Actionable Leadership เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่รัฐคุณธรรมอย่างแท้จริง

“สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก

การออกมาแสดงความเห็นของ ดร.สุวิทย์ ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจและมีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ จนทำให้ ดร.สุวิทย์ ต้องออกมาโพสต์ข้อความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “อภัยทาน” ซึ่งเป็นทานที่มีความสูงส่งที่สุดในพระพุทธศาสนา หมายถึงการให้ความไม่โกรธ การไม่ผูกพยาบาท และการให้อภัยแก่ผู้อื่น

ทำไม “สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก ถึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ?

การที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะเป็นการแสดงความเห็นจากบุคคลที่เคยอยู่ในแวดวงการเมืองและเคยมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากนายทักษิณ การที่ ดร.สุวิทย์ มองว่าการยอมรับผิดและรับโทษของนายทักษิณเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นผู้นำต้นแบบ แสดงให้เห็นถึงมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับบทบาทของนายทักษิณในการเมืองไทย

นอกจากนี้ การที่ ดร.สุวิทย์ กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่นายทักษิณจะก้าวขึ้นเป็นรัฐบุรุษคนต่อไป ก็เป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาบทบาทของนายทักษิณในอนาคตอย่างเปิดกว้างมากขึ้น

การที่ “สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างความปรองดองและความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้นในสังคมไทย

การยอมรับผิดและรับโทษของนายทักษิณ อาจเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างรัฐคุณธรรมอย่างแท้จริง ดังที่ ดร.สุวิทย์ ได้กล่าวไว้

ที่มา – “สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก เชื่อจุดเริ่มต้นผู้นำต้นแบบ

แห่กราบ “พระอุเชนทร์” วัดสวนขัน หลังดราม่า!

ประชาชนจำนวนมากเดินทางไปวัดสวนขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อกราบ “พระอุเชนทร์” หลังเกิดกระแสดราม่ากรณีอาจารย์ชื่อดังอัญเชิญออกจากวัดไปประกอบพิธี และมีภาพกอดจูบที่ไม่เหมาะสมเผยแพร่ออกมา ทำให้หลายคนอยากเห็นกับตาว่า “พระอุเชนทร์” ยังอยู่ที่วัดหรือไม่ ด้านเจ้าอาวาสวัดสวนขันได้ออกมาชี้แจงว่าหลังจากนี้จะไม่อนุญาตให้ใครนำ “พระอุเชนทร์” ออกจากวัดอีกแล้ว

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่วัดสวนขัน ตำบลสวนขัน อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่ามีประชาชนทยอยเดินทางเข้ามากราบไหว้พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ เกจิอาจารย์ชื่อดัง และพระอุเชนทร์กันอย่างต่อเนื่อง บริเวณกุฏิของพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ บนชั้นสอง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระอุเชนทร์ ปัจจุบันมีการเก็บรักษาไว้อย่างดี มีการครอบแก้ว และจัดห้องให้มีการติดเครื่องปรับอากาศ ดูแลความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยมีผู้ดูแลวัดคอยนำประชาชนขึ้นไปกราบไหว้พระอุเชนทร์

ชาวบ้านที่เดินทางมาวัดเปิดเผยว่า หลังจากทราบข่าวที่เกิดขึ้น ก็อยากจะมาดูให้เห็นกับตาว่าพระอุเชนทร์ยังอยู่ที่วัดสวนขันตามปกติหรือไม่ และต้องการมากราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลและขอพร

แห่กราบ “พระอุเชนทร์” วัดสวนขัน

พระครูกิตติวิมล เจ้าอาวาสวัดสวนขัน ได้กล่าวถึงประเด็นดราม่าที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์เชียงและการกอดจูบพระอุเชนทร์ ว่าภาพที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2566 โดยคณะของอาจารย์เชียง ซึ่งปกติจะเดินทางมาทำพิธีและกราบไหว้บูชาพระอุเชนทร์ที่วัดสวนขันอยู่เป็นประจำ ในครั้งนั้น คณะของอาจารย์เชียงได้แจ้งความประสงค์ขอนิมนต์พระอุเชนทร์ไปทำพิธีบวงสรวงพระพิฆเนศครั้งใหญ่ที่บ้าน ซึ่งเป็นพิธีพิฆเนศจตุรศรี อาตมาเองก็ไม่เคยเห็นจึงอยากไปร่วมงานด้วย จึงแจ้งอาจารย์เชียงว่าต้องขออนุญาตไปยังสำนักงานศิลปากรที่ 12 เนื่องจากพระอุเชนทร์ได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุโบราณ ทางคณะได้ทำหนังสือขออนุญาตไปยังสำนักศิลปากรและได้รับการอนุมัติ โดยให้ทางวัดเป็นผู้ตัดสินใจ ทางวัดจึงอนุญาต แต่ออกเงื่อนไขว่าขอให้เป็นเพียงครั้งเดียว

อาตมาได้เดินทางไปพร้อมกับคณะ และอัญเชิญพระอุเชนทร์ไปประกอบพิธีที่บ้านของอาจารย์เชียง ในขณะที่กำลังทำพิธี อาตมาอยู่ห่างออกไป เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากรายล้อมพระอุเชนทร์อยู่ อาตมาเองไม่ได้สังเกตเห็นภาพการกอดจูบหรือโอบกอดตามที่ปรากฏในภาพ เมื่อเสร็จสิ้นพิธี ก็ได้อัญเชิญพระอุเชนทร์กลับมายังวัดทันที

ที่ผ่านมา นอกจากคณะของอาจารย์เชียงแล้ว ยังเคยมีคณะของพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล นายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ ได้มาอัญเชิญพระอุเชนทร์ไปประกอบพิธีเช่นกัน แต่ในครั้งนั้น ทางวัดได้มอบพระอุเชนทร์องค์จำลองไปแทนองค์จริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมองว่าเป็นเรื่องของความศรัทธา แต่อาจจะไม่เหมาะสม ต่อไป ทางวัดจะไม่อนุญาตให้นำพระอุเชนทร์ออกจากวัดเพื่อไปทำพิธีอีกแล้ว เหตุการณ์ที่ผ่านมาถือเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย

ทำไมคนถึงแห่แหนไปกราบ “พระอุเชนทร์”

ความศรัทธาและความเชื่อที่มีต่อ “พระอุเชนทร์” เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกในจิตใจของชาวนครศรีธรรมราชและผู้คนจากทั่วสารทิศ เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิฤทธิ์ของพระอุเชนทร์ที่เล่าขานกันมาอย่างยาวนาน ทำให้ผู้คนหลั่งไหลมากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรือง และความสำเร็จในชีวิต นอกจากนี้ กระแสดราม่าที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนอยากเห็นและสัมผัสองค์พระอุเชนทร์ด้วยตาตนเอง เพื่อพิสูจน์ความจริงและยืนยันว่าพระอุเชนทร์ยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดสวนขัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งศรัทธาและความเชื่อที่ยังคงแข็งแกร่งในสังคมไทย แม้จะมีข่าวสารและข้อมูลมากมายที่หลั่งไหลเข้ามา การตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อยังคงเป็นสิทธิส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม การเคารพในความเชื่อและความศรัทธาของผู้อื่นเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงเสมอ

ที่มา – คนแห่กราบ “พระอุเชนทร์” วัดสวนขัน อยากเห็นกับตาว่าอยู่ไหม หลังดราม่าอาจารย์เชียง