วัน: 13 กันยายน 2025

House of Wisdom เปิดเวที OpenAI ครั้งแรกในไทย

House of Wisdom จับมือ Woody World จัดเวทีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เปิดวิสัยทัศน์ผู้บริหาร OpenAI เยือนไทยครั้งแรก

วันที่ 13 กันยายน 2568 House of Wisdom ร่วมกับ Woody World ตอกย้ำบทบาทคลับแห่งความรู้ ไม่รู้จบ ผ่านเวทีเสวนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “AI LEAP: Turning Today’s Disruption into Tomorrow’s Advantage” ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากคุณ Jason Kwon, Chief Strategy Officer ของ OpenAI เดินทางมาเยือนไทยเป็นครั้งแรก ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านอนาคตของ AI เคียงข้างคุณเรืองโรจน์ พูนผล (กระทิง), Group Chairman ของ KBTG ผู้นำด้านเทคโนโลยีและ Startup Ecosystem ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดำเนินรายการโดย วุฒิธร มิลินทจินดา เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ How Club โรงแรม SO/ Bangkok

ประเทศไทยกำลังยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้นำด้านการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งาน ChatGPT – OpenAI เปิดเผยว่า จำนวนผู้ใช้งาน ChatGPT รายสัปดาห์ในไทย เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าในรอบปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของไทยในการก้าวสู่โลกอนาคตแห่งเทคโนโลยี

งาน OpenAI Forum ครั้งแรกในประเทศไทยนี้ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีนักธุรกิจชั้นแนวหน้ากว่า 100 คนเข้าร่วม อาทิ คุณน้อง กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, คุณตุ๊ก นภัสนันท์ พรรณนิภา, คุณอู๊ด อัญชลิน พรรณิภา, คุณเต้ ภูริต ภิรมย์ภักดี, คุณเบ๊นซ์ วรภัทร ชวนะนิกุล, คุณสุรชัย พุฒิกุลางกูร, คุณหนุ่ม สินชัย ลาภศิริผล และ คุณโจ้ ธนา เทียนอัจฉริยะ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเติบโตของ AI และบทบาทของไทยบนเวทีโลก

คุณ Jason Kwon, Chief Strategy Officer ของ OpenAI กล่าวในงานว่า การมองโลกในแง่ดีและความสามารถในการปรับตัวของคนไทย คือแต้มต่อเชิงการแข่งขันของคนไทยที่เอื้อต่อการก้าวสู่ยุค AI และยังเสริมว่า คนไทยกำลังยอมรับที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อเสริมศักยภาพและเปิดโอกาสใหม่ ๆ ทั้งในด้านการศึกษา การดูแลสุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการเป็นผู้ประกอบการ AI เพื่อการเติบโตของทุกคน

ขณะที่ คุณเรืองโรจน์ พูนผล ได้กล่าวถึง AI ในฐานะเครื่องมือเพื่อสร้างความเท่าเทียม ว่าเทคโนโลยีต้องเป็นสะพาน ไม่ใช่กำแพง AI จะช่วยลดช่องว่างทางโอกาส เปิดทางให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ สร้างสรรค์ และเข้าถึงความรู้ได้อย่างเท่าเทียม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ใช้งานเทคโนโลยีรุ่นแรก ไม่ว่าจะเป็น Mobile Banking หรือ Social Media และวันนี้ ความคล่องตัวนั้นได้ขยายมาถึง AI ซึ่งทำให้ไทยอยู่ในจุดที่พร้อมจะเป็นผู้นำในการผสาน AI เข้ากับชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรมอนาคต “คนไทยเรียนรู้เร็ว ปรับตัวเก่ง สิ่งนี้อยู่ใน DNA ของเรา” – เรืองโรจน์ พูนผล เขายังกล่าวเสริมว่า ความคิดสร้างสรรค์ในระดับโลกของคนไทย ทำให้เราสามารถสร้างผลงานด้านโฆษณาและคอนเทนต์ที่ได้รับรางวัลมากมาย และเมื่อรวมเข้ากับ AI ไทยพร้อมจะก้าวสู่ความเป็นผู้นำในเวทีใหม่ของความคิดสร้างสรรค์

ส่วนล่าสุดจาก OpenAI ระบุว่า การยอมรับ AI อย่างรวดเร็วในประเทศไทย มาจากคนรุ่นใหม่อายุ 18–24 ปี ที่ใช้ ChatGPT ครอบคลุมทั้งการทำงานและชีวิตประจำวัน โดยกรณีใช้งานยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. การแปลภาษา 2. การขอคำแนะนำเชิงปฏิบัติ (How-to) 3. การเรียนรู้และการติว 4. การดูแลตนเอง 5. การเขียนเชิงสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม เวที OpenAI Forum ครั้งนี้ตอกย้ำว่า การยอมรับ AI ของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงการใช้งานในฐานะผู้บริโภค แต่ยังสะท้อนถึงพลังของคนรุ่นใหม่ การกำกับดูแลที่แข็งแรง และความมุ่งมั่นในการสร้างความเท่าเทียม ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ระบบนิเวศ AI ที่มั่นคงและยั่งยืน.

House of Wisdom จับมือ Woody World จัดเวทีเปิดวิสัยทัศน์ผู้บริหาร OpenAI ครั้งแรกในไทย

เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการ AI ในประเทศไทย กับการจัดงาน House of Wisdom จับมือ Woody World จัดเวทีเปิดวิสัยทัศน์ผู้บริหาร OpenAI ครั้งแรกในไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากนักธุรกิจและผู้ที่อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก

ทำไมงาน House of Wisdom จับมือ Woody World จัดเวทีเปิดวิสัยทัศน์ผู้บริหาร OpenAI ครั้งแรกในไทย ถึงสำคัญ?

การที่ผู้บริหารระดับสูงของ OpenAI เดินทางมาประเทศไทยและร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจในฐานะตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตของ AI นอกจากนี้ การได้ฟังความคิดเห็นและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทิศทางและโอกาสในการประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดเวทีให้ผู้บริหาร OpenAI มาพูดคุย แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างผู้ที่สนใจใน AI ในประเทศไทยอีกด้วย การได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนา AI ในประเทศไทยในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ การที่ OpenAI มองเห็นศักยภาพของคนไทยในการปรับตัวและนำ AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สิ่งนี้เป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่า ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำในด้าน AI ในระดับภูมิภาคได้

โดยสรุปแล้ว งาน House of Wisdom จับมือ Woody World จัดเวทีเปิดวิสัยทัศน์ผู้บริหาร OpenAI ครั้งแรกในไทย เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและความสนใจใน AI ของประเทศไทย และเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เรียนรู้ สร้างเครือข่าย และเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจใน AI และต้องการที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม อาจจะลองศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ ChatGPT และเทคโนโลยี AI อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงศักยภาพและโอกาสในการนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

ที่มา – House of Wisdom จับมือ Woody World จัดเวทีเปิดวิสัยทัศน์ผู้บริหาร OpenAI ครั้งแรกในไทย

“บิ๊กตู่-อาจารย์น้อง” ส่งกระเช้าอวยพรวันเกิดอนุทิน

“พล.อ.ประยุทธ์-ภริยา” พร้อมด้วยอดีตรองนายกฯ นายกสภาวิศวกร และทูตจีนประจำประเทศไทย ส่งกระเช้าดอกไม้ ร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิด นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ถึงพรรคภูมิใจไทย ในโอกาสอายุครบ 59 ปี ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น

วันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในที่ทำการพรรคภูมิใจไทยในเช้าวันนี้ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้ส่งแจกันดอกไม้แสดงความยินดีและร่วมอวยพรวันเกิดนายกฯ อย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลา 8.42 น. มีกระเช้าดอกไม้จาก นายกิตติพงษ์ วีระโพธิ์ประสิทธิ์ นายกสภาวิศวกร ส่งมาร่วมอวยพร โดยกระเช้าดังกล่าวประดับประดาไปด้วยดอกกุหลาบหลากสีสัน ทั้งสีชมพูอ่อน สีชมพูเข้ม และสีม่วงอ่อน ซึ่งเป็นดอกไม้หลักที่จัดอยู่ในกระเช้าอย่างสวยงาม รวมถึงดอกไฮเดรนเยียสีชมพูและสีม่วงอมฟ้า และดอกคาร์เนชั่น สร้างความสดชื่นให้กับผู้ที่ได้พบเห็น

จากนั้นในเวลาประมาณ 08.47 น. มีกระเช้าดอกไม้มาเพิ่มเติม ซึ่งเป็นของ ฯพณฯ จางเจี้ยนเว่ย (Zhang Jienwei) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ส่งมาร่วมอวยพรวันเกิดนายกฯ ด้วยเช่นกัน ในกระเช้าดังกล่าวมีดอกไฮเดรนเยียสีฟ้า ดอกลิลลี่สีขาว ดอกกุหลาบสีขาว และดอกยิปโซสีขาว ซึ่งแสดงถึงความปรารถนาดีและความเคารพอย่างสูง

นอกจากนี้ ยังมีกระเช้าดอกไม้ที่ส่งมาแสดงความยินดีจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี พร้อมรองศาสตราจารย์ นราพร จันทร์โอชา ภริยา และกระเช้าของนายกร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกฯ มาร่วมอวยพรเนื่องในโอกาสพิเศษนี้ด้วย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2509 ในปีนี้จึงมีอายุครบ 59 ปี ท่ามกลางความรักและอบอุ่นจากคนรอบข้าง

“บิ๊กตู่-อาจารย์น้อง” ส่งกระเช้าอวยพรวันเกิดอนุทิน

การที่บุคคลสำคัญระดับประเทศและนานาชาติร่วมกันส่งกระเช้าดอกไม้อวยพรวันเกิดให้กับนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีและความเคารพที่ทุกฝ่ายมีต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีในการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญต่างๆ ถือเป็นแรงผลักดันให้นายกฯ อนุทิน มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ความสำคัญของการอวยพรวันเกิด “บิ๊กตู่-อาจารย์น้อง” ส่งกระเช้าอวยพรวันเกิดอนุทิน

การอวยพรวันเกิดไม่ใช่เพียงแค่การแสดงความยินดี แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความห่วงใย และความปรารถนาดีที่มีต่อกัน การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองศาสตราจารย์ นราพร จันทร์โอชา รวมถึงบุคคลสำคัญท่านอื่นๆ ร่วมกันส่งกระเช้าดอกไม้อวยพร แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีและความเคารพที่มีต่อนายกฯ อนุทิน

นอกจากนี้ การอวยพรยังเป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้ผู้รับมีพลังในการทำงานและเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างเข้มแข็ง

สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการแสดงความยินดีกับท่านนายกฯ อนุทิน เนื่องในวันคล้ายวันเกิด สามารถส่งกำลังใจผ่านช่องทางต่างๆ ได้ หรือติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของท่านนายกฯ ได้ทางเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของพรรคภูมิใจไทย

สุดท้ายนี้ ขอให้นายกฯ อนุทิน มีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป

ที่มา – “บิ๊กตู่-อาจารย์น้อง” ส่งกระเช้าดอกไม้อวยพรวันคล้ายวันเกิดนายกฯ อนุทิน

เตือนภัย! จดหมายปลอม หลอกสืบสวนเส้นทางการเงิน

ระวัง! มิจฉาชีพมาในรูปแบบใหม่ ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย “จดหมายปลอม” มิจฉาชีพแอบอ้างหน่วยงานรัฐ หลอกสืบสวนเส้นทางการเงิน เหยื่อหลงเชื่อสูญเงินหมดบัญชี

เตือนภัย “จดหมายปลอม” มิจฉาชีพแอบอ้างหน่วยงานรัฐ หลอกสืบสวนเส้นทางการเงิน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ “ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.” ได้ออกมาโพสต์เตือนภัยประชาชนให้ระมัดระวังกลโกงรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ โดยมีการสร้าง“จดหมายปลอม” มิจฉาชีพแอบอ้างหน่วยงานรัฐ หลอกสืบสวนเส้นทางการเงิน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และหลอกลวงเอาข้อมูลส่วนตัวและทรัพย์สินของประชาชน

มิจฉาชีพเหล่านี้มักจะทำทีเป็นหน่วยงานราชการ ส่งจดหมายที่มีตราสัญลักษณ์ของหน่วยงาน และลายเซ็นปลอม เพื่อหลอกให้เหยื่อเชื่อว่ากำลังถูกตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรือกระทำความผิดทางกฎหมาย จากนั้นจะให้เหยื่อติดต่อกลับไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้ในจดหมาย เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือทำการโอนเงินเพื่อ “ตรวจสอบ” หรือ “ระงับความเสียหาย”

รูปแบบการหลอกลวงของมิจฉาชีพที่ใช้จดหมายปลอม

  • อ้างว่าเป็นหน่วยงานรัฐ: มิจฉาชีพจะปลอมแปลงจดหมายให้ดูเหมือนว่าส่งมาจากหน่วยงานราชการ เช่น กรมสรรพากร ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเงิน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
  • กล่าวหาว่ามีการกระทำความผิด: เนื้อหาในจดหมายมักจะกล่าวหาว่าเหยื่อมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางกฎหมาย เช่น ฟอกเงิน หรือหลีกเลี่ยงภาษี
  • ขอข้อมูลส่วนตัวและทางการเงิน: มิจฉาชีพจะหลอกล่อให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน หรือรหัสผ่านต่างๆ
  • ข่มขู่ให้โอนเงิน: มิจฉาชีพจะข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงินเพื่อ “ตรวจสอบ” หรือ “ระงับความเสียหาย”

ตำรวจไซเบอร์ย้ำว่า หน่วยงานราชการไม่มีนโยบายส่งเอกสารในลักษณะดังกล่าวถึงประชาชนโดยตรง หากได้รับจดหมายที่น่าสงสัย อย่าหลงเชื่อ และอย่าติดต่อกลับไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้ในจดหมาย

หากมีข้อสงสัย สามารถตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง หรือติดต่อสายด่วน AOC 1441 หรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อย่าตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ! จงมีสติ และตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนให้ข้อมูลส่วนตัว หรือโอนเงินให้กับบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ แชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยคนที่คุณรักให้ระวัง “จดหมายปลอม” มิจฉาชีพแอบอ้างหน่วยงานรัฐ หลอกสืบสวนเส้นทางการเงิน กันด้วยนะครับ

ที่มา – เตือนภัย “จดหมายปลอม” มิจฉาชีพแอบอ้างหน่วยงานรัฐ หลอกสืบสวนเส้นทางการเงิน

ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน

ผอ.พรรคประชาธิปัตย์-กรรมการบริหาร-โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงยัน “เฉลิมชัย” ลาออกเพราะปัญหาสุขภาพ ปัดขัดแย้ง “เดชอิศม์” ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน พร้อมจัดทัพลุยเลือกตั้งใหญ่

วันที่ 13 กันยายน 2568 นางสาวเจนจิรา รัตนเพียร โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายธนิตพล ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการพรรค และนายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด กรรมการบริหารพรรค แถลงข่าวกรณีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค

นางสาวเจนจิรา กล่าวว่านายเฉลิมชัย ยื่นใบลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเรียบร้อยแล้ว โดยมอบให้นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ประธาน สส.และรองหัวหน้าพรรคดำเนินการปฏิบัติหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคแทนตามข้อบังคับพรรค โดยให้เหตุผลในการลาออกว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ เกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ โดยพรรคจะดำเนินการตามระเบียบต่อไปว่าจะต้องมีการจัดประชุมใหญ่เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ขึ้นมาภายใน 60 วัน

นางสาวเจนจิรา ยืนยันว่าไม่ได้มีความขัดแย้งภายในระหว่างหัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรค เนื่องจากเป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว เร็ว ๆ นี้ก็มีการไปรับประทานข้าวด้วยกัน ตนเองอยู่ในเหตุการณ์ก็เห็นว่าเป็นปกติอยู่ ไม่น่าจะใช่สาเหตุในการลาออกจากหัวหน้าพรรค ส่วนการนัดประชุมเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ยังไม่มีการนัด เพราะเป็นเหตุกะทันหัน ไม่มีใครทราบว่านายเฉลิมชัยได้ไปยื่นใบลาออกแล้ว

เมื่อถามว่า การลาออกของนายเฉลิมชัย ไม่ได้พูดคุยกับใครใช่หรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่าเป็นจังหวะที่มีการตั้งรัฐบาล เป็นวิกฤตทางการเมืองของประเทศหลังจากที่เกิดเรื่อง เป็นช่วงที่พวกเราเหมือนเบา ๆ ลง เนื่องจากเรื่องจบหมดแล้วก็ไม่ได้พูดคุยกัน ตนเองและพรรคก็มาดูเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนตกลงกันไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งภายใน 4 เดือน เราจึงมีการเตรียมการเลือกตั้งจนกระทั่งเมื่อวานนี้ทราบข่าวจากเอกสาร จึงยังไม่ได้มีการพูดคุยกันกับนายเฉลิมชัย

ส่วนกรณีที่หัวเรือใหญ่ออกจะสร้างแรงกระเพื่อมให้ภายในพรรคหรือไม่ และจะเตรียมการเลือกตั้งทันภายใน 4 เดือนหรือไม่ นายธนิตพล ยืนยันว่า ทัน เราเลือกตั้งหัวหน้าพรรคกันมาหลายคนแล้ว จึงเป็นเรื่องปกติ พรรคเตรียมความพร้อมไว้พอสมควร การลาออกของนายเฉลิมชัยเป็นเรื่องปกติ เมื่อถามว่าเสียใจหรือไม่ก็นิดหนึ่ง หมดกำลังใจหรือไม่ ไม่มี เพราะถือว่าทุกคนยึดพรรคเป็นหลัก คนที่จะมาบริหารงานต่อก็จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าเป็นการลาออกเพื่อล้างไพ่หรือไม่ นางสาวเจนจิรา กล่าวว่าจากการที่ได้ถามท่าน ท่านเล่าให้ฟังตามตรงว่าท่านมีปัญหาด้านสุขภาพจริง ๆ เกรงว่าพอใกล้เลือกตั้งจะทำหน้าที่ได้ไม่เต็มความสามารถ จึงตัดสินใจลาออกก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ตามกระแสโซเชียลมีเดียบอกว่าหักล้างไพ่เลือดเก่าอาจจะกลับมาและเรียกศรัทธาได้นั้น ไม่ว่าเลือดเก่าเลือดใหม่ พรรคประชาธิปัตย์มีความสามารถเป็นเรื่องดีที่คนเก่า ๆ เข้ามาช่วยฟื้นฟูนำทัพ หรือดำเนินการก้าวหน้าไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว

ทั้งนี้กรณีคนที่ลาออกไปแล้วจะมาชิงหัวหน้าพรรค สามารถเข้ามาได้เลยหรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่า หากจะกลับเข้ามาต้องทำตามกระบวนการ ต้องสมัครสมาชิกพรรค เมื่อเป็นสมาชิกพรรคก็มีสิทธิ์ทุกอย่าง ส่วนจะติดเงื่อนไขในการเป็นสมาชิก 5 ปี ตามข้อบังคับพรรคหรือไม่ ตอนนี้เหลือ 2 ปีแล้ว ตามข้อบังคับพรรค กำหนดเงื่อนไขไว้ 2 ข้อ ได้แก่ 1. ผู้สมัครกรรมการบริหารพรรคต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ 2. ต้องเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 2 ปีติดต่อกัน โดยเงื่อนไขนี้ สามารถลงมติยกเว้นได้เหมือนกับกรณีของนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และนางสาววทันยา บุนนาค อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีการกำหนดวันเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ในเร็ววันนี้

ขณะนี้มีคนมองไปถึงชื่อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช ถือเป็นตัวเลือกที่ดีใช่หรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่าเป็นหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ เพราะเรารอให้มีการประชุมใหญ่ซึ่งจะต้องมีการจัดใน 60 วัน หลังจากนั้นหากมีใครเสนอชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก็ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นเรื่องของที่ประชุมตอบแทนไม่ได้

นายธนิตพล ยอมรับว่ากังวล สส.ไหลออกใกล้เลือกตั้ง ซึ่งเป็นทุกสมัย ทุกพรรคมี สส.ไหลออกช่วงใกล้เลือกตั้ง ส่วนกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มีการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ยึดอุดมการณ์จะไม่มีวันตาย และขอให้นายชวน หลีกภัย กลับมานั้น นายเทพไทไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว การวิเคราะห์ของนายเทพไทเป็นการวิเคราะห์ของคนนอก

“แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อยากให้กำลังใจสมาชิกทุกคน รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาในอนาคต จะร่วมกันยึดในอุดมการณ์เดิม และเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป โดยไม่ต้องกังวล”

ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน

ความเคลื่อนไหวล่าสุด: ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน จริงหรือไม่?

สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นที่จับตามอง หลังจากที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างกะทันหัน ท่ามกลางกระแสข่าวลือต่างๆ นานา ผู้นำพรรคหลายคนได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าการลาออกเป็นเหตุผลด้านสุขภาพ และปฏิเสธความขัดแย้งภายในพรรค แต่สิ่งที่หลายคนให้ความสนใจคือความเป็นไปได้ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี อาจจะกลับคืนสู่พรรคอีกครั้ง เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากทางพรรค ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

การลาออกของนายเฉลิมชัยและการที่ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน ส่งผลกระทบต่อพรรคอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของกำลังใจของสมาชิกพรรค หรือการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง อย่างไรก็ตาม ทางพรรคยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป และจะมีการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ภายใน 60 วัน

การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ และอาจจะนำมาซึ่งความหวังใหม่ๆ ให้กับพรรค แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสามัคคีภายในพรรค หรือการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา – ประชาธิปัตย์ อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน ยัน “เฉลิมชัย” ลาออกปัดขัดแย้ง “เดชอิศม์”

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

ดีอีเตือนข่าวปลอมโจมตีไทยจากฝั่งกัมพูชายังระบาดหนัก พบเลยเถิดปล่อยเฟกนิวส์สื่อต่างประเทศ ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ข่าวปลอมที่แพร่หลายอันดับต้นๆ ในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 5 – 11 ก.ย. 2568 จากข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 998,983 ข้อความ พบส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา, การให้บริการของหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข่าวภัยพิบัติรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคม อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล

โดยข่าวปลอมที่แพร่หลายและเข้าถึงความสนใจของประชาชนเป็นอันดับแรก ได้แก่ ข่าวการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ปี 69 เบิกได้เฉพาะยาสามัญ ซึ่งกระทรวงดีอี ได้ประสานงานกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ขอให้ติดตามข่าวความคืบหน้าการดำเนินงาน ผ่านทาง www.cgd.go.th หรือ Facebook กรมบัญชีกลาง ที่มีเครื่องหมาย verify เท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง

ขณะที่ข่าวปลอมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เรื่อง “ไทยยิงปราสาทพระวิหารเสียหาย” ได้รับความสนใจเป็นอันดับถัดมา ซึ่งกระทรวงดีอีได้ประสานกองทัพบก กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวอ้างผ่านสื่อต่างประเทศ ว่า ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนในการปฏิบัติการทางทหาร จนส่งผลให้ปราสาทพระวิหารได้รับความเสียหายในช่วงการสู้รบที่ผ่านมานั้น ไม่เป็นความจริง

ข่าวปลอมอื่นๆ ที่ถูกเผยแพร่ออกมา ได้แก่ ศบ.ทก. อนุมัติ แผนสร้างรั้ว 16 กิโลเมตร หลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51, แจ้งเตือนให้พลเรือน จ.สระแก้ว ออกจากพื้นที่ชายแดน, กระทรวงวัฒนธรรม ยอมรับ รามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา, กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมยกชุดไทยให้กัมพูชา, ประกาศวันหยุดราชการพิเศษ วันที่ 12 กันยายน 2568, เลขาฯ ป.ป.ส. เตรียมยื่นใบลาออกหลังมีการประกาศนายกคนที่ 32 ของไทย เป็นต้น

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ดีอี เตือน! ข่าวปลอมไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารระบาด

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังข่าวปลอมที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะข่าวที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ล่าสุดพบว่ามีการปล่อยข่าวปลอมว่า ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหารเสียหาย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

สถานการณ์ข่าวปลอมในปัจจุบันน่าเป็นห่วงอย่างมาก มีการสร้างข่าวเท็จและบิดเบือนข้อมูลต่างๆ เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ดังนั้นประชาชนจึงควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะเชื่อและแชร์ต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมแพร่กระจายและสร้างความเสียหายต่อสังคม

ข่าวปลอม ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร: อย่าหลงเชื่อ!

ข่าวปลอมเรื่อง ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างข่าวเท็จเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือสร้างความแตกแยกในสังคม ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักถึงอันตรายของข่าวปลอมและร่วมมือกันต่อต้านการเผยแพร่ข่าวเท็จ

นอกจากข่าว ไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร แล้ว ยังมีข่าวปลอมอื่นๆ ที่แพร่หลายในโลกออนไลน์ เช่น ข่าวเกี่ยวกับการปรับสิทธิค่ายาข้าราชการ ข่าวการสร้างรั้วชายแดน ข่าวการยอมรับรามเกียรติ์เป็นของกัมพูชา และข่าววันหยุดราชการพิเศษ ซึ่งล้วนเป็นข่าวเท็จที่สร้างความเข้าใจผิดและความสับสนให้กับประชาชน

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ หรือสื่อมวลชนที่ได้รับความไว้วางใจ ก่อนที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลใดๆ ก็ตาม นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบข่าวปลอมต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อช่วยในการตรวจสอบข้อมูลได้อีกด้วย

การรู้เท่าทันข่าวปลอมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เพราะข่าวปลอมสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล ทั้งต่อตัวบุคคล สังคม และประเทศชาติ ดังนั้นเราจึงต้องร่วมมือกันในการต่อต้านข่าวปลอมและสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

การตระหนักถึงภัยของข่าวปลอม และการช่วยกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ต่อ เป็นวิธีที่ช่วยลดผลกระทบจากข่าวปลอมได้ดีที่สุด เริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเรา เพื่อสังคมที่ดีขึ้น

ที่มา – ดีอี เตือนเฟกนิวส์จากฝั่งกัมพูชาโจมตีไทย ยังระบาดหนัก ปลอมข่าวไทยยิงปราสาทเขาพระวิหาร

ภาพดาวเทียมเผย กาซาซิตีถูกทำลายราบ เป็นจริง!

ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดแสดงให้เห็นความเสียหายอย่างกว้างขวางในกาซาซิตีถูกทำลายราบหลังจากการสู้รบที่เข้มข้น ข้อมูลจาก CNN เผยให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจในพื้นที่ ซึ่งตอกย้ำถึงผลกระทบอันเลวร้ายของความขัดแย้งที่มีต่อพลเรือน

รายงานจาก CNN นำเสนอการเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียมก่อนและหลังเหตุการณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากาซาซิตีถูกทำลายราบในหลายพื้นที่ อาคารบ้านเรือนกว่า 1,800 หลังถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม โดยส่วนใหญ่เป็นย่านที่อยู่อาศัยของผู้คน ทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงยิ่งขึ้น

กาซาซิตีถูกทำลายราบ: หายนะที่ไม่อาจมองข้าม

ภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกระหว่างวันที่ 9 สิงหาคม ถึง 5 กันยายน เผยให้เห็นว่าการทำลายส่วนใหญ่เกิดจากการรื้อถอนอย่างเป็นระบบ โดยใช้เครื่องจักรกลหนัก เช่น รถขุดและรถตัก มากกว่าการทิ้งระเบิดทางอากาศโดยตรง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ ไซตูน อัลตุฟฟะห์ และจาบาลิยา ซึ่งเป็นที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก การทำลายล้างดังกล่าวทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องไร้ที่อยู่อาศัยและเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

สถานการณ์ในกาซาซิตีทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออิสราเอลประกาศให้ชาวปาเลสไตน์อพยพออกจากพื้นที่ก่อนเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ การอพยพครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการพลัดถิ่นครั้งใหญ่ และความเสี่ยงที่พลเรือนจะได้รับอันตรายจากการสู้รบที่กำลังดำเนินอยู่ แม้จะมีความเสี่ยง หลายครอบครัวเลือกที่จะอยู่ในบ้านของตนเอง โดยไม่เต็มใจที่จะละทิ้งทุกสิ่งที่พวกเขารู้จัก

โฆษกหน่วยงานป้องกันพลเรือนในกาซาระบุว่า ระหว่างวันที่ 5 ถึง 8 กันยายน กองทัพอิสราเอลได้โจมตีอาคารสูง 5 แห่ง ซึ่งมีห้องพักอาศัยรวม 209 ห้อง แต่ละห้องมีผู้อยู่อาศัยอย่างน้อย 20 คน ทำให้ประชากรกว่า 4,000 คนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในชั่วข้ามคืน การทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคเลวร้ายลง

ผลกระทบต่อพลเรือนและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

กาซาซิตีถูกทำลายราบ ท่ามกลางวิกฤตความอดอยากที่สหประชาชาติระบุว่าเป็น “ฝีมือมนุษย์” สถานการณ์มีแนวโน้มที่จะเลวร้ายลงหากการโจมตียังคงดำเนินต่อไป ความอดอยากและความยากจนที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้คนจำนวนมากอยู่ในภาวะที่เปราะบางและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถูกจำกัดอย่างมากจากการสู้รบและการปิดล้อม ทำให้การบรรเทาทุกข์เป็นไปได้ยากสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

โวล์เกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เตือนว่าการยกระดับการโจมตีในกาซาซิตีจะนำไปสู่การพลัดถิ่นครั้งใหญ่ การสังหารพลเรือน และการทำลายล้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รายงานล่าสุดของสหประชาชาติประเมินว่ากว่า 78% ของอาคารในฉนวนกาซาได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายจากการโจมตีที่ยืดเยื้อมาเกือบสองปี สถานการณ์นี้เรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องพลเรือนและยุติความขัดแย้ง

การทำลายล้างที่เกิดขึ้นในกาซาซิตีถูกทำลายราบเป็นเครื่องเตือนใจถึงต้นทุนที่แท้จริงของสงครามที่มีต่อชีวิตมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน นานาชาติจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างทันท่วงทีและผลักดันให้มีการเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตระหนักถึงความหายนะที่เกิดขึ้น และร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – ภาพดาวเทียมเผย กาซาซิตีถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในเวลาเพียง 1 เดือน

สั่งปลด! นักบินดื่มแอลกอฮอล์ทำเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์

เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นในวงการการบิน เมื่อสายการบิน Air Peace สั่งปลดนักบินทันที หลังพบว่านักบินและผู้ช่วยนักบินมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกำหนด ส่งผลให้เครื่องบินเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์ระหว่างลงจอดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงและเป็นอุทาหรณ์สำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยในการบิน

เหตุการณ์เครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์ดังกล่าว เกิดขึ้นกับเครื่องบินโบอิ้ง 737 ของสายการบิน Air Peace ซึ่งผลการสอบสวนอย่างละเอียดโดยสำนักงานสอบสวนความปลอดภัยการบินของไนจีเรีย (NSIB) ยืนยันว่า นักบินและผู้ช่วยนักบินมีแอลกอฮอล์ในร่างกายจริง

จากการตรวจสอบพบว่า นักบินวัย 64 ปี และผู้ช่วยนักบินวัย 28 ปี มีผลตรวจเป็นบวกต่อ Ethyl Glucuronide (EtG) ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ยังพบสาร THC ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในกัญชาในพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินด้วย โชคดีที่ผู้โดยสารทั้ง 103 คนปลอดภัย

สั่งปลดนักบิน! เหตุเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์

หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว สายการบิน Air Peace ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันการปลดนักบินอาวุโสออกจากตำแหน่งทันที เนื่องจากละเมิดมาตรการความปลอดภัยด้านการบินอย่างร้ายแรง ส่วนผู้ช่วยนักบินได้รับอนุญาตให้กลับมาทำงาน หลังหน่วยงานกำกับการบินพลเรือนไนจีเรีย (NCAA) สรุปผลสอบเบื้องต้นว่ามีสุขภาพการบินสมบูรณ์

รายงานระบุว่า นักบินที่ถูกไล่ออกมีประสบการณ์การบินกว่า 18,000 ชั่วโมง ในขณะที่ผู้ช่วยนักบินมีชั่วโมงบินสะสมเกือบ 1,200 ชั่วโมง

บทเรียนจากเหตุการณ์เครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์

แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไนจีเรียจะไม่มีอุบัติเหตุเครื่องบินตก แต่ก็ยังคงเกิดเหตุการณ์เครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์ หรือยางแตกขณะลงจอดอยู่บ้าง NSIB จึงได้แนะนำให้เพิ่มการอบรมลูกเรือ และเสริมมาตรการตรวจสอบภายใน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการบิน การดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดก่อนปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นความประมาทอย่างร้ายแรง และอาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมได้

สายการบินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสภาพร่างกายและจิตใจของลูกเรือ รวมถึงบังคับใช้มาตรการลงโทษที่รุนแรง เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

นอกจากนี้ ผู้โดยสารเองก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยของสายการบิน และควรให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำของลูกเรือ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เหตุการณ์ เครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์ ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทุกฝ่ายต้องนำไปพิจารณาและปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้การเดินทางทางอากาศปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – สั่งปลดทันที นักบินดื่มแอลกอฮอล์ ทำเครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์

เตือน! ทั่วไทยระวังอันตรายจาก “ฝนตกหนัก” เช็กเลย!

สถานการณ์ “ฝนตกหนัก” กำลังเป็นที่น่ากังวล! “กรมอุตุนิยมวิทยา” ออกมาเตือนทั่วไทยให้ระวังอันตรายจาก “ฝนตกหนัก” พร้อมทั้งให้ตรวจสอบรายชื่อจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

วันที่ 13 กันยายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า โดยระบุว่า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนอง และมี “ฝนตกหนัก” บางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่าง และอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

เตือนทั่วไทยระวังอันตรายจาก “ฝนตกหนัก”

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06:00 น. วันนี้ ถึง 06:00 น. วันพรุ่งนี้:

ภาคเหนือ: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง ตาก พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 5-15 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมี “ฝนตกหนัก” บางแห่ง บริเวณจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคกลาง: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมี “ฝนตกหนัก” บางแห่ง บริเวณจังหวัดราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคตะวันออก: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมี “ฝนตกหนัก” บางแห่ง บริเวณจังหวัดสระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก): มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมี “ฝนตกหนัก” บางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก): มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมี “ฝนตกหนัก” บางแห่ง บริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพและปริมณฑล: มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมี “ฝนตกหนัก” บางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

จังหวัดไหนบ้างที่ต้องระวัง “ฝนตกหนัก” เป็นพิเศษ?

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, ตาก, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: ราชบุรี, นครปฐม, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม
  • ภาคตะวันออก: สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก): สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส
  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก): กระบี่, ตรัง, สตูล
  • กรุงเทพและปริมณฑล: ทั่วพื้นที่

ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ “ฝนตกหนัก” ที่อาจเกิดขึ้น และหลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่เสี่ยงภัย

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ “ฝนตกหนัก” เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน ควรตรวจสอบสภาพบ้านเรือน ช่องทางระบายน้ำ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ที่มา – เตือนทั่วไทยระวังอันตรายจาก “ฝนตกหนัก” เช็กจังหวัดไหนบ้างคาดจะได้รับผลกระทบ

เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุ

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม ถูกยิงเสียชีวิต ทำให้หลายคนอยากรู้ว่า เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุสะเทือนขวัญ คดีนี้ได้สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

ไทเลอร์ โรบินสัน วัย 22 ปี ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์ เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา การจับกุมโรบินสันทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับแรงจูงใจและภูมิหลังของเขา

โรบินสันไม่ใช่คนที่ไม่ได้รับการศึกษา เขามีผลการเรียนดี สอบได้คะแนนสูงสุดติด 1% ของประเทศในการสอบ ACT และได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยยูทาห์สเตต แม่ของเขาเคยภูมิใจในความสำเร็จของลูกชายและโพสต์เรื่องนี้ลงบนเฟซบุ๊ก

ชีวิตของโรบินสันพลิกผันเมื่อเขากลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดียิง ชาร์ลี เคิร์ก การกระทำของเขาขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของนักเรียนที่มีความสามารถที่เคยมีมา

แรงจูงใจในการก่อเหตุยังไม่ชัดเจน แต่ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ สเปนเซอร์ ค็อกซ์ กล่าวว่าครอบครัวของโรบินสันให้ข้อมูลว่าผู้ต้องหามีท่าทีไม่พอใจกับแนวคิดของเคิร์ก

เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนที่มีข้อความต่อต้านฟาสซิสต์ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับมุมมองทางการเมืองของโรบินสัน

ตามประวัติ โรบินสันไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน เขาเคยลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด

โรบินสันเคยเรียนที่มหาวิทยาลัยยูทาห์สเตตหนึ่งภาคเรียน ก่อนที่จะย้ายไปเรียนต่อในหลักสูตรช่างไฟฟ้าที่วิทยาลัยเทคนิคดิกซี

โรบินสันอาศัยอยู่กับพ่อแม่และน้องชายอีก 2 คน พ่อของเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับหินแกรนิต ส่วนแม่ทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อนบ้านบอกว่าครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่น่ารักและเคยไปโบสถ์มอร์มอนด้วยกัน

เพื่อนร่วมโรงเรียนเก่าเล่าว่าโรบินสันเป็นคนเงียบ ๆ สนใจดนตรี และมักอยู่กับเพื่อนในวงดุริยางค์โรงเรียน

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ใช้เวลา 33 ชั่วโมงในการตามล่าตัวผู้ก่อเหตุ มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 2 ราย แต่ถูกปล่อยตัวไป จนกระทั่งเพื่อนครอบครัวโทรแจ้งตำรวจว่าโรบินสันพูดหรือแสดงท่าทีคล้ายยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือยิง

เจ้าหน้าที่จับกุมโรบินสันในคืนวันพฤหัสบดี เขาถูกคุมขังที่เรือนจำยูทาห์เคาน์ตี และถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ทำไมต้อง เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุสะเทือนขวัญ

เหตุผลที่ต้อง เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุสะเทือนขวัญ ก็เพื่อทำความเข้าใจถึงเบื้องหลังและแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต.

เจาะลึก เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุสะเทือนขวัญ

เมื่อเจาะลึกถึงประวัติของไทเลอร์ โรบินสัน ทำให้เห็นว่าเขาเคยเป็นเด็กหนุ่มที่มีอนาคตสดใส แต่มีบางอย่างที่ทำให้เขาตัดสินใจก่อเหตุร้ายแรงนี้ อาจมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น ความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง หรือปัญหาทางจิตใจที่ซ่อนอยู่

การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป เพื่อค้นหาความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์นี้ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุสะเทือนขวัญ กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญและเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ

ที่มา – เปิดประวัติมือยิง ชาร์ลี เคิร์ก เป็นใคร ทำไมถึงก่อเหตุสะเทือนขวัญ