วัน: 13 กันยายน 2025

ประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ ว่าที่ รมช.กลาโหม

เปิดประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาค 2 สายบูรพาพยัคฆ์ เตรียมดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ดีกรีไม่ธรรมดา แถมเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ “อนุทิน” ที่ วปอ. อีกด้วย

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 มีกระแสข่าวว่า พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ “บิ๊กดุลย์” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 มีชื่ออยู่ในโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม สำหรับความเป็นมาของ พล.ท.อดุลย์ นั้นเป็นนายทหารหลักในสาย “บูรพาพยัคฆ์” และเป็นผู้ที่คลุกคลีกับการทำงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและชายแดนไทย-กัมพูชามาอย่างยาวนาน โดยมีจุดเด่นในเรื่องยุทธศาสตร์และความมั่นคงชายแดน

ประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

ประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ด้านการศึกษาและการทำงาน: ท่านเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 27 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 38 นอกจากนี้ยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อีกด้วย ก่อนหน้านี้ พล.ท.อดุลย์ เพิ่งส่งมอบตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ให้กับ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา บทบาทสำคัญที่ผ่านมาคือการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนและการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การมีข่าวว่าท่านจะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าจะเป็นกำลังสำคัญในการดูแลปัญหาความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง

เส้นทางชีวิตของ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

ตลอดระยะเวลาการรับราชการ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชนชาวไทย

การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถและความทุ่มเทในการทำงานของท่านได้เป็นอย่างดี และเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ท่านมี จะสามารถนำพาประเทศชาติให้ผ่านพ้นความท้าทายต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็นที่รู้จักในฐานะนายทหารที่มีความละเอียดรอบคอบ มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน และให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความเข้าใจในสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างดี ทำให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน

การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศชาติจะได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนกองทัพไทยให้มีความเข้มแข็งและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

และด้วยความที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้เชื่อได้ว่าการทำงานร่วมกันจะเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะมีความเข้าใจและไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี

การตัดสินใจเลือก “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาร่วมงานในรัฐบาลครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารประเทศที่มองเห็นถึงศักยภาพและความสามารถของบุคคลากร และพร้อมที่จะให้โอกาสแก่ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการเข้ามาบริหารประเทศ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ และสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างสูงสุด

ที่มา – ประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ว่าที่ รมช.กลาโหม ในครม.อนุทิน 1

เลื่อนปิดดีลเอฟทีเอ อาเซียน-แคนาดา ปี 69 เร่งสรุป

การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างอาเซียนและแคนาดามีอันต้องเลื่อนออกไป โดยมีเป้าหมายใหม่เป็นปี 2569 แทนที่เป้าเดิมที่วางไว้ในปี 2568 เนื่องจากยังไม่สามารถหาข้อสรุปในหลายประเด็นสำคัญได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-แคนาดา รอบที่ 15 และการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงต้นเดือนกันยายนที่กรุงเทพฯ เพื่อผลักดันการเจรจาในประเด็นต่าง ๆ และรายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันในการปรับเป้าหมายการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 หากการเจรจาสำเร็จลุล่วง จะเป็นเอฟทีเอแรกของไทยและอาเซียนกับประเทศในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ซึ่งจะช่วยขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อย่างมาก ปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 23,500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ทำไมต้องเลื่อนปิดดีลเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-แคนาดา เป็นปี 69

สาเหตุหลักของการเลื่อนเลื่อนปิดดีลเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-แคนาดา เป็นปี 69 มาจากความคืบหน้าที่ล่าช้าของการเจรจาในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสำคัญอย่างการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน ซึ่งจำเป็นต้องมีการหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องที่จะเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการปรับเป้าหมายและแผนงาน

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ให้แนวทางในการขับเคลื่อนการเจรจา โดยเน้นย้ำให้เร่งสรุปผลการเจรจาเปิดตลาดการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน รวมถึงผลักดันให้สามารถสรุปข้อบทให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังให้หยิบยกประเด็นที่ติดขัดขึ้นมาหารือในคณะกรรมการเจรจาเอฟทีเอชุดใหญ่เพื่อหาแนวทางแก้ไข และผลักดันให้มีการประชุมทั้งในรูปแบบออนไลน์และการประชุมทางกายภาพให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้ทันตามเป้าหมายใหม่ที่กำหนดไว้

ความคืบหน้าล่าสุดของการเจรจา

ปัจจุบัน คณะทำงาน 6 กลุ่มสามารถสรุปผลการเจรจาข้อบทได้แล้ว 6 บท ได้แก่ การเคลื่อนย้ายชั่วคราวของบุคคลธรรมดา, การกำกับการบริหารจัดการเอฟทีเอ, วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, การแข่งขัน, พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า และแนวปฏิบัติที่ดีในการออกกฎหมาย รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อเสนอเปิดตลาดการค้าสินค้าระหว่างกันแล้ว

นางสาวโชติมา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อให้เอฟทีเออาเซียน-แคนาดาบรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว ซึ่งจะเป็นเอฟทีเอฉบับแรกของไทยและอาเซียนกับประเทศในภูมิภาคอเมริกาเหนือ และจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจ ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนที่เชื่อมโยงทั้งสองภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์การค้าโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ทำให้หลายประเทศหันมามองหาพันธมิตรตลาดใหม่ ๆ และเร่งขยายเอฟทีเอในกรอบต่าง ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาระดับการส่งออก ขณะเดียวกัน แคนาดาก็ให้ความสำคัญกับภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ดังนั้น การสรุปผลการเจรจาเลื่อนปิดดีลเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-แคนาดา เป็นปี 69 นี้โดยเร็ว จะช่วยขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้งสองภูมิภาค โดยเฉพาะในด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน

ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กรกฎาคม) การค้ารวมของไทยและแคนาดามีมูลค่า 2,186.71 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปแคนาดา 1,461.66 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากแคนาดา 725.05 ล้านเหรียญสหรัฐ

การเลื่อนปิดดีลเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-แคนาดา เป็นปี 69 อาจดูเหมือนเป็นความล่าช้า แต่ก็เป็นโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้พิจารณาและปรับปรุงข้อตกลงให้ครอบคลุมและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย การมุ่งเน้นไปที่คุณภาพของข้อตกลงมากกว่าการเร่งรีบให้เสร็จสิ้น จะเป็นผลดีต่อการค้าและการลงทุนในระยะยาว

ที่มา – เลื่อนปิดดีลเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-แคนาดา เป็นปี 69 เร่งสรุปผลขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ

ผู้เชี่ยวชาญกู้ระเบิดช่วย Revell สตีฟเนจ

การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ระเบิด อาจดูเหมือนไม่ใช่ส่วนผสมที่ชัดเจนในการวางแผนความท้าทายในการเลื่อนชั้น

แต่สำหรับอเล็กซ์ เรเวลล์ บอสของสตีฟเนจ ทุกอย่างเกี่ยวกับการพยายามทำให้แน่ใจว่าเขารู้สึกพร้อมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อรับมือกับแรงกดดันที่การจัดการทีมฟุตบอลนำมา

เจ้าหน้าที่บริการฉุกเฉิน และแม้แต่ Red Arrows ก็อยู่ในกลุ่มคนที่ Revell วัย 42 ปีได้พูดคุยด้วยขณะเข้ารับใบอนุญาต Uefa Pro

มันเป็นเรื่องของเขาเกี่ยวกับการนำเสนอเรื่องแรงกดดัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องคุ้นเคยในฐานะผู้จัดการทีม Boro แม้ว่าจะชนะห้าในหกเกมแรกของพวกเขาเพื่อขึ้นไปอยู่อันดับสี่ในลีกวันก็ตาม

“ผมได้คุยกับคนที่เคยไปอัฟกานิสถาน เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเขายืนอยู่บนกับระเบิด และเขาก็อยู่ที่นั่นเพื่อพยายามปิดใช้งานระเบิดจากข้างถนน” อดีตกองหน้าที่จบอาชีพการค้าแข้งกับสตีฟเนจในปี 2019 กล่าว

“ผมได้คุยกับ Red Arrows ในแง่ของความใกล้ชิดที่พวกเขาบินด้วยกัน และหากมีคนหนึ่งตัดสินใจผิดพลาด มันจะมีลักษณะอย่างไร และอันตรายที่มาพร้อมกับสิ่งนั้นคืออะไร”

“ผมสามารถเข้าไปในสถานที่ต่างๆ เหล่านี้และพูดคุยกับผู้คนได้ ซึ่งมันเหลือเชื่อมากสำหรับผม”

“ผมต้องการดูปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน และผมต้องการเลือกงานเหล่านั้นที่ความเป็นความตาย ผมต้องการดูที่งานที่ความเป็นความตาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ระเบิด มันคือสีแดงหรือสีน้ำเงินหรือสีเขียว สายไฟที่แตกต่างกัน”

“มีความเชื่อมากมายในความรู้สึกและการสัมผัสของตัวเองว่าพวกเขากำลังทำอะไร มีกระบวนการที่แน่นอนและพวกเขารู้กระบวนการในแต่ละวัน ซึ่งช่วยพวกเขาในสถานการณ์ที่กดดัน แต่ยังรวมถึงความมั่นใจในสาขาอาชีพของตนเอง”

“มันทำให้ผมมีมุมมองที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับผู้คนที่ต้องรับมือกับชีวิตและความตายทุกวัน”

“เมื่อคุณอยู่ในวงการฟุตบอล บางครั้งมันก็ให้ความรู้สึกแบบนั้น เพราะมันคือการแพ้และการชนะ”

“ยิ่งผมเรียนรู้มากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น คุณเพิ่งแพ้เกม เราจะกลับมาได้อย่างไร คุณจะรับมือกับมันอย่างไร และเป็นผู้นำต่อไปในทะเลที่เต็มไปด้วยพายุหรือน้ำที่สงบเงียบเป็นประกาย”

แรงกดดันและการอยู่กับมันเป็นสิ่งที่ตระกูล Revell ต้องเผชิญ – Alex อยู่บนสุดของลีกวัน และ Julia ภรรยาของเขาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิดที่โรงพยาบาล Addenbrookes ในเคมบริดจ์

“เธอดูแลทารกที่ตัวเล็กมาก และงานของเธอนั้นเหลือเชื่อมากในแง่สิ่งที่เธอต้องเผชิญในบางครั้ง และช่วยผมได้มากในแง่ของมุมมอง” อดีตกองหน้า Rotherham กล่าว

“เมื่อเธอกลับมาบ้านและสามารถเป็นแม่ของลูกชายสองคนของเราได้ คุณจะรู้ว่ามันคือชีวิตและความตายที่เธอกำลังเผชิญอยู่ และบทสนทนาที่เธอมีนั้นยากลำบากมาก เธอสอนอะไรหลายอย่างให้ผม”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ระเบิด ช่วยเหลือผู้จัดการทีมได้อย่างไร

Revell อยู่ในช่วงที่สองของเขาในตำแหน่งที่ Lamex Stadium โดยใช้เวลา 21 เดือนที่ Boro ขณะนำทางพวกเขาผ่านการระบาดของไวรัสโคโรนา

เข้ารับตำแหน่งรักษาการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 เพียงหนึ่งเดือนก่อนการล็อกดาวน์ สตีฟเนจจบอันดับที่ 23 ในลีกทู หลังจากฤดูกาลถูกยกเลิกและตำแหน่งต่างๆ อิงตามคะแนนต่อเกม

พวกเขารอดชีวิตมาได้ หลังจากที่ตอนแรกจบอันดับสุดท้าย หลังจากที่ Macclesfield ถูกตัดแต้มสี่แต้มเพื่อหล่นไปอยู่ใน National League

Revell ออกจากทีมในเดือนพฤศจิกายน 2021 แต่ได้รับการแต่งตั้งกลับมาในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว หลังจาก Steve Evans ออกไป โดยเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานของ Evans ที่ได้รับการเลื่อนชั้นจาก League Two ในปี 2023 โดยตระหนักว่าเขาอาจยังไม่พร้อมในตอนแรก

“นั่นไม่ใช่ความผิดของใคร นั่นอยู่ที่ผม ไม่ได้เป็นผู้นำในฐานะผู้นำ และทำให้แน่ใจว่าทุกๆ วัน ทุกคนรู้ว่าผมต้องการอะไรจากพวกเขา ในขณะที่ตอนนี้พวกเขารู้ดีว่าจำเป็นต้องมีอะไร ต้องมีอะไรบ้าง” เขากล่าว

“ทุกสิ่งเหล่านั้นคุณต้องมีความมั่นใจและความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง และผมอาจจะไม่ได้อยู่ในจุดนั้น”

“แต่การมีเวลาในตอนแรก และเห็นว่า Steve ทำงานอย่างไร ทำให้ผมมีโอกาสที่จะเริ่มเน้นย้ำในสิ่งที่ผมอยากเห็นจากทีมจริงๆ”

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ Revell ที่ฉลาดกว่ามี Stevenage ท้าทายที่ด้านบนสุดของตารางในช่วงต้น และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของลีกวันประจำเดือนสิงหาคม ซึ่ง Brian Barry-Murphy จากคาร์ดิฟฟ์เป็นผู้ชนะ ก่อนการเดินทางไป Mansfield ในวันเสาร์

สโมสรไม่เคยอยู่ในดิวิชั่นสอง โดยเข้าใกล้หลังจากแพ้ให้กับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดในการเพลย์ออฟในปี 2012 แต่ Revell เชื่อว่าทีมของเขาสามารถไปได้ไกลกว่านั้นและไปถึง Championship

ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ระเบิด สอนอะไรเกี่ยวกับความเป็นผู้นำ

เขา กล่าวว่า: “ทำไมจะไม่ล่ะ? Orient เข้าใกล้มากเมื่อปีที่แล้ว Wycombe เข้าใกล้มาก ทำไมจะไม่ล่ะ? นั่นคือสิ่งที่เรากำลังพูดซ้ำ เราต้องการปีที่พิเศษ สิ่งนั้นมีลักษณะอย่างไร มีแต่เดือนพฤษภาคมเท่านั้นที่จะบอกเราได้ แต่เราต้องการจริงๆ”

“เราต้องการสร้างสรรค์สิ่งพิเศษที่นี่”

จากเรื่องราวของ Alex Revell เราได้เห็นว่าการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาอื่นๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการจัดการทีมฟุตบอลได้อย่างไร การเข้าใจภาวะกดดัน การตัดสินใจ และความเป็นผู้นำ สามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้ ไม่ว่าจะเป็นในสนามหรือนอกสนาม

ที่มา – How bomb disposal experts helped shape Stevenage boss Revell

สะพัด! ครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” นั่ง รมช.กห.

อัปเดตโผ ครม.อนุทิน 1 พบชื่อ “บิ๊กดุลย์ อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมนั่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในโควตาคนนอก ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 ของ “อนุทิน” เอง

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโผ ครม.อนุทิน 1 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้จัดทำ ล่าสุดมีรายงานว่า พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ บิ๊กดุลย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ในส่วนของโควตาคนนอก ซึ่งการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นจากความเชี่ยวชาญของพลโทอดุลย์ในด้านงานพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทอยู่ การเข้ามาของพลโทอดุลย์จะช่วยแบ่งเบาภาระของพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เป็นอย่างดี

พลโท อดุลย์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 27 และจบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่นที่ 38 นอกจากนี้ ท่านยังเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล อีกด้วย ความสัมพันธ์อันดีนี้อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พลโทอดุลย์ได้รับความไว้วางใจให้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี

สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) โดยเฉพาะในรายชื่อบางคนที่อาจมีความสุ่มเสี่ยงอยู่บ้าง ทางนายกรัฐมนตรีได้ส่งรายชื่อแคนดิเดตสำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีเกินจำนวนที่ต้องการ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทดแทนในกรณีที่จำเป็น คาดการณ์ว่ารายชื่อทั้งหมดจะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ภายในสัปดาห์หน้า

สะพัด! ครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” นั่ง รมช.กห.

การปรับ ครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้ มีความน่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะการดึงบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาเสริมทีม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศด้วยทีมงานที่มีความสามารถหลากหลาย การได้พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาร่วมงาน น่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระทรวงกลาโหมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ภูมิภาคมีความผันผวนและมีความท้าทายด้านความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น

ทำไมต้อง “บิ๊กดุลย์” ใน ครม.อนุทิน 1?

เหตุผลสำคัญที่ทำให้พลโทอดุลย์ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม อาจมาจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้านนี้ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่พลโทอดุลย์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี ก็อาจเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดความไว้วางใจและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

  • ความเชี่ยวชาญด้านชายแดน: พลโทอดุลย์มีประสบการณ์ในการทำงานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนและมีความท้าทายด้านความมั่นคง
  • ความสัมพันธ์ส่วนตัว: การเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี ช่วยสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน
  • การแบ่งเบาภาระ: การมี รมช.กลาโหม ที่มีความสามารถ จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการฯ และทำให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งบุคคลภายนอกให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็อาจมีข้อเสียบ้าง เช่น การขาดประสบการณ์ในการทำงานในระบบราชการ หรือการไม่มีฐานเสียงทางการเมืองที่แข็งแกร่ง ดังนั้น รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเตรียมพร้อมสำหรับการบริหารจัดการความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงใน ครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน การตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือการที่รัฐบาลสามารถสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับเหตุผลและความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลต่อไป

การจับตาดูการทำงานของ ครม.อนุทิน 1 ชุดใหม่นี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะผลงานของรัฐบาลชุดนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนหรือไม่

ที่มา – สะพัดครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 นั่ง รมช.กห. โควตาคนนอก

ม.เกษตร ส่งผลึกเหลวไทย ขึ้นอวกาศ 15 ก.ย.นี้

เตรียมเฮ! มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เตรียมส่งเพย์โหลดงานวิจัย “ผลึกเหลว” ของคนไทยไปอวกาศแล้ว! ภารกิจสำคัญนี้จะเกิดขึ้นในวันที่ 15 กันยายนนี้ ร่วมกับองค์การนาซ่า (NASA) ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ไทย

ม.เกษตร เตรียมส่งผลึกเหลวไทย ขึ้นอวกาศ 15 ก.ย.นี้

รศ.ดร.ณัฐพร ฉัตรแถม จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มก. เปิดเผยว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง มก. และ NASA ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการ Thailand Liquid Crystals in Space (TLC) ตั้งแต่ปี 2564 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของ “ผลึกเหลว” ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ด้วยการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนฯ (บพค.)

ความร่วมมือครั้งนี้ทำให้ มก. เป็นสถาบันแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ร่วมทำการวิจัย “ผลึกเหลว” บนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยทีมวิจัยจาก มก. และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้ร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์อวกาศ (เพย์โหลด) ของโครงการ TLC ซึ่งผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจาก NASA ถึง 4 ครั้ง

เพย์โหลดนี้จะถูกบรรจุในยาน Cygnus เที่ยวบินที่ NG-23 ของบริษัท Northrop Grumman ภายใต้ภารกิจ Commercial Resupply Service Mission (CRS) ของ NASA โดยจะถูกส่งขึ้นสู่อวกาศโดยจรวด Falcon 9 ของ SpaceX จากแหลมคานาเวอรัล มลรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 05.02 น. ตามเวลาประเทศไทย

ทำไมต้องทดลองผลึกเหลวในอวกาศ?

รศ.ดร.ณัฐพร อธิบายว่า การทดลอง “ผลึกเหลว” ในอวกาศมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี Liquid Crystal Display (LCD) ให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น LCD ถูกใช้ในหน้าจอมือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อย่างแพร่หลาย ปัจจุบัน อุตสาหกรรม LCD มีมูลค่ามหาศาล และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

การทดลองในอวกาศจะช่วยลดผลกระทบจากแรงโน้มถ่วง ทำให้ลดจุดบกพร่องในผลึกเหลว ส่งผลให้ผลึกเหลวตอบสนองต่อสนามไฟฟ้าได้ดีขึ้น นำไปสู่การพัฒนาหน้าจอ LCD ที่มีความเร็วสูง ใช้พลังงานต่ำ และคมชัดยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ NASA ยังมีแผนนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในชุดนักบินอวกาศและพัฒนาเป็นกระจกอัจฉริยะสำหรับกระสวยอวกาศ

ภารกิจทดลองในอวกาศจะใช้เวลา 3 เดือน รวม 144 ชั่วโมง โดยนักบินอวกาศ NASA จะร่วมมือกับทีมนักวิจัยไทยและนิสิต มก. ที่ประจำการภาคพื้นดิน ณ เมืองฮูสตัน มลรัฐเท็กซัส หลังจากนั้น เพย์โหลด TLC จะถูกส่งกลับมายังโลกพร้อมข้อมูลการทดลอง เพื่อให้นักวิจัยไทยได้วิเคราะห์และต่อยอดต่อไป

การส่งเพย์โหลด “ผลึกเหลว” ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่เป็นความสำเร็จของประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ หากคุณสนใจติดตามภารกิจนี้ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ SpaceX

ที่มา – ม.เกษตร เตรียมร่วมส่งเพย์โหลดงานวิจัย “ผลึกเหลว” ของคนไทย ไปอวกาศ 15 ก.ย.นี้

Franz Ferdinand สนับสนุนทีมฟุตบอลเยาวชน

วงร็อคชื่อดัง Franz Ferdinand สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมฟุตบอลเยาวชน Symington Tinto 2014s ในสกอตแลนด์ การสนับสนุนครั้งนี้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างโค้ชของทีมกับ Bob Hardy มือเบสของวง Franz Ferdinand

Daniel Harwood รองประธานสโมสร Symington Tinto เปิดเผยว่า การติดต่อวง Franz Ferdinand เพื่อขอเป็นสปอนเซอร์เป็นเหมือน “การยิงปืนในความมืด” แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นเกินความคาดหมาย ปัจจุบันสโมสรกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการผลิตชุดแข่ง replica ที่มีโลโก้ของวง Franz Ferdinand ซึ่งได้รับความสนใจจากแฟนเพลงทั่วโลก

สโมสร Symington Tinto มีทีมฟุตบอลสมัครเล่นสำหรับผู้ใหญ่และทีมเยาวชนอีก 8 ทีม ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Symington ใน South Lanarkshire Harwood กล่าวว่าพวกเขามองหาผู้สนับสนุนทีมอยู่เสมอ และการได้วง Franz Ferdinand มาสนับสนุนถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก

ความสนใจในชุดแข่งที่มีโลโก้ Franz Ferdinand นั้นสูงมาก แต่ Harwood กล่าวว่ายังไม่มีแผนการผลิตในขณะนี้ เนื่องจากต้องมีการจัดการเรื่องลิขสิทธิ์กับทางวงเสียก่อน แต่เขาก็ยอมรับว่ามีความต้องการอย่างมากสำหรับสินค้าดังกล่าว

การสนับสนุนจากวง Franz Ferdinand หรือผู้สนับสนุนรายอื่นๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสโมสรที่ดำเนินการโดยอาสาสมัคร การสนับสนุนเหล่านี้ช่วยให้สโมสรสามารถมอบโอกาสให้เด็กๆ ในหมู่บ้านได้เข้าถึงกีฬาฟุตบอลได้ง่ายขึ้น

Franz Ferdinand สนับสนุนทีมฟุตบอลเยาวชน จริงหรือ?

Franz Ferdinand ไม่ใช่วงดนตรีแรกที่ให้การสนับสนุนทีมฟุตบอล ในสกอตแลนด์ช่วงต้นทศวรรษ 90 วง Wet Wet Wet ได้สนับสนุนทีมบ้านเกิดของพวกเขา Clydebank นอกจากนี้ยังมีวง Biffy Clyro ที่สนับสนุน Bonnyton Thistle Under-9s และวง Mogwai ที่เป็นสปอนเซอร์เสื้อให้กับทีมฟุตบอลโรงเรียนประถมในกลาสโกว์

The Libertines ก็เคยเป็นสปอนเซอร์หลักให้กับทีม Margate FC ในปี 2018 Super Furry Animals สนับสนุนเสื้อของ Cardiff City สำหรับการแข่งขัน FAW Cup ในปี 1999 และ Goldie Lookin’ Chain สนับสนุนสโมสรบ้านเกิดของพวกเขา Newport County ในปี 2004

เมื่อไม่นานมานี้ วง Fontaines D.C. ได้ร่วมมือกับ Bohemians FC ในลีกสูงสุดของไอร์แลนด์ และ Ed Sheeran แฟนบอลตัวยงของ Ipswich Town ก็ได้เป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมรักของเขาในปี 2021

ทำไม Franz Ferdinand ถึงสนับสนุนทีมฟุตบอลเยาวชน?

การสนับสนุนทีมฟุตบอลเยาวชนของ Franz Ferdinand แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพวกเขาในการตอบแทนสังคมและการสนับสนุนกีฬาในระดับรากหญ้า นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ของวงในวงกว้างอีกด้วย

การที่วงดนตรีชื่อดังอย่าง Franz Ferdinand หันมาสนับสนุนทีมฟุตบอลเยาวชนเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนกีฬาในระดับรากหญ้า และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนที่มีความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ

การสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาวงการกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับเยาวชน เพราะช่วยให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเข้าถึงการฝึกฝนและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาตนเอง

ที่มา – Rock band Franz Ferdinand sponsor youth football team

เพื่อไทยจวก! หยุดใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ”

“พร้อมพงศ์” แนะ อย่าเอาความแค้นส่วนตัวมาเล่นงานเฉพาะบุคคล หลังม็อบแห่กดดันราชทัณฑ์คัดค้าน “ทักษิณ” พักโทษกักขังนอกเรือนจำ ยันเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลแทรกแซงใครไม่ได้

วันที่ 13 กันยายน 2568 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการนำมวลชนไปกดดันยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์คัดค้านการให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับสิทธิพักโทษกักขังนอกเรือนจำว่า นายทักษิณจะได้รับพักโทษหรือไม่ เป็นหน้าที่กรมราชทัณฑ์ ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ ถือเป็นสิทธินายทักษิณเหมือนผู้ถูกคุมขังคนอื่นๆ ไม่มีใครบังคับหรือสั่งกรมราชทัณฑ์ให้อำนวยประโยชน์ต่อบุคคลใดได้ วันนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่มีใครไปแทรกแซงได้ อย่าเอาความแค้นส่วนตัวมาเล่นงานเฉพาะบุคคล ยังมีผู้ถูกคุมขังคนอื่นๆที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว อาจได้รับผลกระทบไปด้วย ฝ่ายแค้นอย่าตีตนไปก่อนไข้ บางคนอาจมองนายทักษิณได้รับโทษ ทำให้พรรคอ่อนแอ แต่พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมือง มีบุคลากรเก่งๆมากมาย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำสส.คนอื่นๆ ไม่มีใครถอดใจ พร้อมสู้ต่อไป ข่าวลือที่ถูกปล่อยจากฝั่งตรงข้าม พรรคเพื่อไทยใกล้แตก สส.หนีออก ไม่เป็นความจริง กระแสตีกลับมายังพรรคเพื่อไทย มีกระแสดีขึ้นกว่าเดิม ทุกคนในพรรคไม่ย่อท้อ เตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง จะได้รับความนิยมมากกว่าเดิม

เพื่อไทยจวกหยุดใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ”สกัดสิทธิคุมขังนอกเรือนจำ

จากกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อคัดค้านการพักโทษกักขังนอกเรือนจำของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยเน้นย้ำว่าการพิจารณาพักโทษเป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ และหากนายทักษิณมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ ก็ถือเป็นสิทธิที่พึงมีเช่นเดียวกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีอำนาจในการแทรกแซงการทำงานของกรมราชทัณฑ์ และขอให้ยุติการใช้ความแค้นส่วนตัวมาเล่นงานบุคคล นายทักษิณ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ นายพร้อมพงศ์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวลือที่ว่าพรรคเพื่อไทยใกล้แตกและมี สส. เตรียมย้ายออก โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และพรรคเพื่อไทยยังคงมีความเข้มแข็ง พร้อมที่จะเดินหน้าต่อไป

ทำไมถึงต้องหยุดใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ”

เหตุผลที่นายพร้อมพงศ์ออกมาเรียกร้องให้หยุดใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ” สกัดสิทธิคุมขังนอกเรือนจำนั้น มีหลายประการ ประการแรก คือ การพิจารณาพักโทษเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกฎหมาย หากนายทักษิณมีคุณสมบัติครบ ก็ควรได้รับสิทธิเช่นเดียวกับผู้ต้องขังรายอื่นๆ การใช้ความแค้นส่วนตัวมาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมไม่เป็นผลดีต่อสังคม

ประการที่สอง การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์เช่นเดียวกัน การกีดกันสิทธิของนายทักษิณ อาจเป็นบรรทัดฐานให้ผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาพักโทษ

ประการที่สาม พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง แม้ว่านายทักษิณจะได้รับโทษ ก็ไม่ได้ทำให้พรรคอ่อนแอลง พรรคยังมีบุคลากรที่มีความสามารถอีกมากมายที่พร้อมจะนำพาพรรคไปข้างหน้า

ดังนั้น การยุติการใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ” สกัดสิทธิคุมขังนอกเรือนจำ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อรักษาหลักการของความยุติธรรม และเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ต้องขังรายอื่น ๆ

การออกมาแสดงจุดยืนของนายพร้อมพงศ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงยึดมั่นในหลักการของความถูกต้องและเป็นธรรม แม้ว่านายทักษิณจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของพรรค แต่พรรคก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามหลักเกณฑ์และกฎหมาย

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเรียกร้องให้หยุดใช้ความแค้นส่วนตัวในการตัดสินใจทางการเมือง ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าพรรคพร้อมที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งและมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาประเทศ

อนาคตทางการเมืองของนายทักษิณจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกรมราชทัณฑ์และกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงจุดยืนในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันว่าพรรคยังคงให้ความสำคัญกับหลักการของความถูกต้องและเป็นธรรมเหนือสิ่งอื่นใด

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความขัดแย้งและความเห็นต่าง แต่การที่เราจะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งเหล่านั้นไปได้ เราต้องเริ่มจากการเคารพซึ่งกันและกัน และยึดมั่นในหลักการของความถูกต้องและเป็นธรรม

การหยุดใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ” ไม่ได้หมายความว่าเราเห็นด้วยกับการกระทำของเขา แต่หมายถึงการที่เราเคารพสิทธิของเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่จะตัดสินว่าเขาควรได้รับอะไร

การสร้างสังคมที่ยุติธรรมและเสมอภาค เป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม ไม่ว่าเราจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไร เราก็ควรที่จะร่วมมือกันสร้างสังคมที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

ที่มา – เพื่อไทยจวกหยุดใช้ความแค้นราวี “ทักษิณ”สกัดสิทธิคุมขังนอกเรือนจำ

จำได้ไหม? 11 ตัวจริง แมนฯ ซิตี้ บุกถล่ม แมนฯ ยู 6-1

ศึกดาร์บี้แมตช์เมืองแมนเชสเตอร์กำลังจะกลับมาอีกครั้งในวันอาทิตย์นี้ โดยทั้ง แมนฯ ซิตี้ และ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่างก็เริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างไม่ค่อยน่าประทับใจนัก

เราจะได้เห็นเกมที่จบลงด้วยสกอร์ขาดลอยเหมือนกับเกมที่ แมนฯ ซิตี้ บุกไปถล่ม แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง โอลด์ แทรฟฟอร์ด 6-1 ในปี 2011 อีกครั้งหรือไม่?

เกมนั้นคือเกมที่เราเลือกมาใช้ในแบบทดสอบรายชื่อผู้เล่นตัวจริงประจำสัปดาห์นี้

คุณจะสามารถจำชื่อผู้เล่นได้กี่คน? คุณมีเวลา 7 นาที ขอให้โชคดี!

จำได้ไหม? 11 ตัวจริง แมนฯ ซิตี้ บุกถล่ม แมนฯ ยู 6-1

สำหรับแฟนบอลรุ่นใหม่ อาจจะไม่คุ้นเคยกับเหตุการณ์ครั้งนั้นมากนัก ลองมาทบทวนความทรงจำกันสักหน่อยดีกว่าครับ ว่าในเกมที่ แมนฯ ซิตี้ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการบุกไปเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ถึงถิ่นด้วยสกอร์ 6-1 นั้น ใครคือผู้เล่น 11 ตัวจริงของทีมเรือใบสีฟ้าในวันนั้นบ้าง

เรามาดูกันว่าคุณจะสามารถตอบได้ถูกต้องกี่คน

ลองทาย 11 ตัวจริง แมนฯ ซิตี้ บุกถล่ม แมนฯ ยู 6-1 กัน!

ลองนึกภาพย้อนกลับไปถึงบรรยากาศในวันนั้น เสียงเชียร์กระหึ่มจากแฟนบอลในสนาม รวมถึงความตื่นเต้นเร้าใจที่เกิดขึ้นตลอด 90 นาทีเต็ม แล้วลองเขียนรายชื่อผู้เล่นที่คุณคิดว่าน่าจะเป็น 11 ตัวจริงของ แมนฯ ซิตี้ ในเกมนั้นออกมา

เพื่อเพิ่มความท้าทาย ลองจับเวลาดูด้วยนะครับ ว่าคุณจะสามารถจำชื่อผู้เล่นทั้งหมดได้ภายใน 7 นาทีหรือไม่

และถ้าคุณตอบได้ไม่ครบ ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะนี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้รื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับเกมคลาสสิกเกมนี้อีกครั้ง

สำหรับใครที่ยังจำรายชื่อผู้เล่นไม่ได้ทั้งหมด หรือต้องการตรวจสอบคำตอบของตัวเอง สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวต่างๆ หรือเว็บไซต์กีฬาชั้นนำทั่วไป

หลังจากที่ได้ลองทายรายชื่อผู้เล่น 11 ตัวจริงของ แมนฯ ซิตี้ บุกถล่ม แมนฯ ยู 6-1 กันไปแล้ว หวังว่าทุกคนจะได้รับความสนุกสนานและได้รื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับเกมประวัติศาสตร์เกมนี้กันนะครับ

นอกจากนี้ การได้ลองทายรายชื่อผู้เล่นยังเป็นวิธีที่ดีในการทดสอบความรู้และความทรงจำเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอลอีกด้วย

ดังนั้น อย่ารอช้า ลองหาเกมคลาสสิกอื่นๆ มาทายรายชื่อผู้เล่นกันดูนะครับ รับรองว่าจะช่วยเพิ่มความสนุกสนานและความท้าทายในการชมกีฬาฟุตบอลได้อย่างแน่นอน

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนบอลของทีมใด ก็สามารถเข้าร่วมสนุกและทายรายชื่อผู้เล่นในเกมต่างๆ ได้อย่างอิสระ เพราะกีฬาฟุตบอลเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเข้าด้วยกัน

มาร่วมสนุกและทายรายชื่อผู้เล่นในเกมคลาสสิกต่างๆ เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำและเพิ่มความสนุกสนานในการชมกีฬาฟุตบอลกันนะครับ และอย่าลืมติดตามข่าวสารและบทความเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอลจากเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ

จดจำ แมนฯ ซิตี้ บุกถล่ม แมนฯ ยู 6-1 เพราะนี่คือประวัติศาสตร์

อยากทดสอบความจำของคุณ? เล่น แบบทดสอบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หรือไปที่ หน้าแบบทดสอบฟุตบอลโดยเฉพาะของเรา และลงทะเบียนรับการแจ้งเตือนเพื่อรับแบบทดสอบล่าสุดส่งตรงไปยังอุปกรณ์ของคุณ

การได้เห็นทีมรักของเราประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องที่น่ายินดีเสมอ และเกมที่ แมนฯ ซิตี้ บุกถล่ม แมนฯ ยู 6-1 ก็เป็นหนึ่งในเกมที่เราจะจดจำไปตลอดกาล

ที่มา – Can you name the line-ups from Man City’s 6-1 win at Man Utd?

อายัดบัญชี ใครโดนบ้าง? ธปท. แจงแล้ว

ช่วงนี้หลายคนบ่นกันระงมเรื่องถูก อายัดบัญชี โดยไม่รู้ตัว! บางคนถึงกับโอดครวญว่าเดือดร้อนหนัก เพราะการปลดอายัดบัญชีล่าช้า จนต้องแห่กันไปถอนเงินสดออกมาพกติดตัว ล่าสุดทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาแจงถึงเรื่องนี้แล้ว พร้อมเร่งแก้ไขและปรับปรุงกระบวนการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น หากใครมีปัญหาสามารถโทร. ร้องเรียนได้ที่หมายเลข 1213

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการถูก อายัดบัญชี กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังจากที่เพจ Drama-addict ได้โพสต์ข้อความว่ามีลูกเพจหลายรายแจ้งว่า บัญชีธนาคารของตนเองมียอดติดลบและถูกอายัด เมื่อสอบถามไปยังธนาคารก็ได้รับคำตอบว่า เป็นเพราะมีเงินเข้าจากบัญชีม้า และให้แจ้งความที่ 1441

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและบอกเล่าประสบการณ์ที่ตนเองก็ประสบปัญหา อายัดบัญชี ในลักษณะเดียวกัน บางรายบ่นว่าต้องรอถึง 2-3 เดือน บัญชีถึงจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

ทางเพจ Drama-addict ยังได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า การใช้มาตรการที่เข้มงวดในการระงับบัญชีที่สงสัยว่าเป็นบัญชีม้า อาจส่งผลกระทบต่อบัญชีของประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง หลายคนจึงเริ่มถอนเงินสดออกมาเก็บไว้กับตัวแทน

ธปท. แจงกรณีประชาชนถูก อายัดบัญชี

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยนางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ธปท. ได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงจากธนาคารที่เกี่ยวข้องแล้ว พบว่าสาเหตุของยอดเงินในบัญชีติดลบมี 2 ประการคือ:

  • เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 มีการปรับปรุงข้อมูลรายการเคลื่อนไหวของเงินฝากช่วงสิ้นวันไม่ครบถ้วน ทำให้บัญชีเงินฝากจำนวนหนึ่งมียอดเงินคงเหลือไม่เป็นปัจจุบัน ซึ่งธนาคารได้แก้ไขให้ถูกต้องเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2568
  • เกิดจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งธนาคารให้อายัดเงินในบัญชีต้องสงสัย แต่เงินในบัญชีเหลือน้อยกว่าจำนวนเงินที่ตำรวจแจ้งให้อายัด ระบบจึงแสดงยอดเงินในบัญชีติดลบ

ธปท. ได้สั่งการให้ธนาคารดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทุกราย รวมถึงได้เข้าตรวจสอบและติดตามให้ธนาคารมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้อีกในอนาคต

จะทำอย่างไรเมื่อโดน อายัดบัญชี ?

สำหรับประเด็นการอายัดบัญชีต้องสงสัยเพื่อติดตามเงินกลับมาคืนผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด ซึ่งอาจจะกระทบการทำธุรกรรมของประชาชน ธปท. ธนาคารพาณิชย์ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องรับทราบปัญหาและอยู่ระหว่างเร่งปรับปรุงกระบวนการอายัดและการปลดอายัด ให้สามารถจัดการกับมิจฉาชีพและดูแลผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิผล โดยไม่กระทบต่อผู้ใช้บริการปกติ รวมทั้งมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะการปลด อายัดบัญชี กรณีผู้บริสุทธิ์

ทั้งนี้ หากประชาชนพบปัญหาในการใช้บริการทางการเงินและไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงทีจากสถาบันการเงิน สามารถติดต่อศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ธปท. ที่หมายเลข 1213 โดย ธปท. จะเร่งให้สถาบันการเงินตรวจสอบและแก้ปัญหาอย่างเร็วที่สุด

การถูก อายัดบัญชี โดยไม่ทราบสาเหตุเป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนอย่างมาก ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและช่องทางการติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือจึงเป็นสิ่งสำคัญ และที่สำคัญที่สุดคือการระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – หลายคนบ่นอุบ ถูก “อายัดบัญชี” ต้องสงสัยทำผิด – เป็นบัญชีม้า ล่าสุด ธปท. แจงแล้ว