วัน: 14 กันยายน 2025

เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิด

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) รายงานความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” หลังจากการประกาศหยุดยิง โดยในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมากถึง 349 ทุ่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง

พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ เปิดเผยว่า ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการสำรวจ เก็บกู้ และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องบก เพื่อสร้างความปลอดภัยและเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนของหน่วยงานต่างๆ

การปฏิบัติงานในระยะแรก (เฟส 1) ระหว่างวันที่ 10-23 สิงหาคม 2568 ได้จัดชุดปฏิบัติการจำนวน 9 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้ 122 ทุ่น ทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ 4 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) 50 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 1,575 รายการ

ต่อมาในระยะที่สอง (เฟส 2) ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 21 กันยายน 2568 ได้เพิ่มชุดปฏิบัติการเป็น 10 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้อีก 227 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด 25 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 467 รายการ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กันยายน 2568) โดยปฏิบัติการในพื้นที่เดิม

เคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

นอกเหนือจากการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ปะทะแล้ว ศทช. ยังให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนและให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ทราบถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และสรรพาวุธระเบิดที่อาจตกค้างอยู่ในพื้นที่พักอาศัยและพื้นที่ทำกิน

ความสำคัญของการเคลียร์พื้นที่จากทุ่นระเบิด

การเคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" จากทุ่นระเบิดเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปกติสุข

การดำเนินการอย่างต่อเนื่องของ ศทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดและวิธีการหลีกเลี่ยง

สถานการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิด รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด

ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักและความเข้าใจในอันตรายของทุ่นระเบิดในหมู่ประชาชน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

ปลัดดีอี แจงปมระงับเส้นทางเงิน เร่งปลดล็อกแยกผู้บริสุทธิ์

ปลัดดีอี เผยบัญชีที่ถูกระงับการโอนเงินที่เป็นบัญชีของสุจริตชนมีไม่มากนัก จากจำนวนบัญชีต้องสงสัยว่าเกี่ยวพันแก๊งโจรออนไลน์ทั้งหมด พบบัญชีม้าปรับกลยุทธ์ ใช้งานบัญชีธนาคารเป็นทั้งบัญชีม้าที่รับโอนเงินผิดกฎหมายและใช้เป็นบัญชีซื้อสินค้าด้วย เพื่อให้เจาะจงได้ยากขึ้น

วันที่ 14 ก.ย. 68 นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวหลังเป็นประธานการประชุมเมื่อวันนี้ (14 ก.ย.) เกี่ยวกับการดำเนินมาตรการเพิกถอนการระงับบัญชีธนาคารชั่วคราวในบัญชีที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าของมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นผลมาจากการบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)

นายวิศิษฏ์ ระบุว่า จากการตรวจสอบพบบัญชีที่ถูกระงับการโอนเงิน ที่เป็นบัญชีของสุจริตชนมีไม่มากนัก จากจำนวนบัญชีที่ถูกตรวจสอบว่าอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรทางเทคโนโลยีทั้งหมด ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ พบว่าบัญชีม้าเริ่มปรับกลยุทธ์ โดยใช้งานบัญชีธนาคารเป็นทั้งบัญชีม้าที่รับโอนเงินผิดกฎหมาย และใช้เป็นบัญชีทั่วไปในการซื้อสินค้าด้วย เพื่อให้เจาะจงได้ยากขึ้น จึงทำให้อาจมีประชาชนทั่วไปเข้าไปเกี่ยวพันกับเส้นทางเงินที่โอนเข้ามาชำระค่าสินค้า

อย่างไรก็ตามเพื่อให้คนบริสุทธิ์ไม่ได้รับผลกระทบ ที่ประชุมได้กำหนดให้เร่งตรวจสอบบัญชีที่ถูกระงับวงเงินให้เร็วขึ้น โดยให้อำนาจศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ ศูนย์ AOC 1441 ปลดล็อกการระงับวงเงินจากบัญชีธนาคารของผู้สุจริตซึ่งถูกระงับชั่วคราวได้ ผ่านการดำเนินการ ดังนี้

  1. เส้นทางการเงิน รูปแบบทางการเงินของบัญชีว่ามีลักษณะเป็นการทำธุรกรรมปกติหรือไม่
  2. เจ้าของบัญชีมีรายชื่อเกี่ยวข้องกับการอายัดบัญชีของ ปปง. และตำรวจหรือไม่ โดยขณะนี้สามารถปลดล็อกไปแล้วเป็นจำนวนหนึ่งแล้ว หากประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย สามารถติดต่อ ศูนย์ AOC โทร. 1441 กด 2 เพื่อดำเนินการเพิกถอนการระงับและคืนสิทธิ์ตามขั้นตอนต่อไป

“โดยหลักการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งตรวจสอบให้เร็วขึ้น ถ้าพบว่าเป็นบัญชีของสุจริตชน ก็จะปลดล็อกการโอนเงินนั้น แต่ถ้าพบว่าเป็นบัญชีม้าหรือที่เกี่ยวพัน ก็จะต้องระงับเส้นทางเงินเอาไว้ เพราะกฎหมายต้องการระงับการโอนเงินเพื่อนำเงินไปคืนให้ผู้ถูกหลอกลวงโดยเร็วที่สุด”

“ภายใต้พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 กำหนดให้ธนาคาร มีหน้าที่ระงับการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นการชั่วคราว โดยจะมีการระงับจำนวนเงินเฉพาะที่โอนออกไปจากบัญชีต้องสงสัยเท่านั้น ไม่ได้ระงับทั้งบัญชีแต่อย่างใด ซึ่งบัญชีธนาคารนั้น ยังคงสามารถทำธุรกรรมได้อยู่ตามปกติ ในส่วนของการอายัดบัญชี เป็นกรณีที่ตำรวจอายัดบัญชี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งจะต้องผ่านการพิสูจน์ทราบว่าเป็นบัญชีม้า ไม่ว่าจะเป็นระดับไหนก็ตาม”

โดยสำหรับบัญชีของประชาชนที่ถูกระงับชั่วคราว เมื่อมีคำสั่งจากศปอท.ให้ปลดล็อกแล้ว ธนาคารจะเป็นผู้แจ้งให้เจ้าของบัญชีได้รับทราบ โดยศูนย์ AOC จะทำหน้าที่รับเรื่องและประมวลผลข้อมูลเท่านั้น จะไม่ติดต่อกับประชาชนโดยตรง

ด้านนายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอี ในฐานะหัวหน้าศูนย์ AOC 1441 เปิดเผยว่า AOC 1441 จะเร่งรัดขั้นตอนการตรวจสอบบัญชีธนาคารให้เร็วขึ้น โดยต้องมีหลักในการพิสูจน์ความเชื่อมโยงของบัญชีธนาคารกับกลุ่มอาชญากรทางเทคโนโลยีให้ชัดเจน หากพบไม่เกี่ยวข้องจึงจะปลดล็อกการโอนเงินให้ เพราะหลักการทำงานของ AOC คือการระงับและหยุดเส้นทางเงินของอาชญากรทางเทคโนโลยีให้เร็วที่สุด เพื่อนำเงินกลับไปคืนเจ้าของ.

ปลัดดีอี แจงปมระงับเส้นทางเงิน เร่งปลดล็อกแยกผู้บริสุทธิ์

จากกรณีที่มีประชาชนได้รับผลกระทบจากการระงับบัญชีธนาคารชั่วคราวเนื่องจากสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาแจงปมระงับเส้นทางเงิน เร่งปลดล็อกแยกผู้บริสุทธิ์ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

ความคืบหน้าการปลดล็อกบัญชี

ทางกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบบัญชีที่ถูกระงับอย่างรวดเร็ว หากพบว่าเป็นบัญชีของสุจริตชนก็จะปลดล็อกการระงับเส้นทางเงินทันที แต่หากพบว่าเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าหรือการกระทำผิดกฎหมายก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

หากคุณเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระงับบัญชีและมั่นใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด สามารถติดต่อศูนย์ AOC 1441 กด 2 เพื่อดำเนินการเพิกถอนการระงับและขอคืนสิทธิ์ได้

การระงับเส้นทางเงินเป็นมาตรการที่จำเป็นในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ แต่ก็ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริสุทธิ์ หวังว่าการเร่งดำเนินการตรวจสอบและปลดล็อกบัญชีที่ไม่เกี่ยวข้องจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้

ที่มา – ปลัดดีอี แจงปมระงับเส้นทางเงิน ไม่ใช่อายัดบัญชี เร่งปลดล็อกแยกผู้บริสุทธิ์

ฟังรายการ Off The Ball (ออฟเดอะบอล) สด

คอบอลห้ามพลาด! เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการฟังรายการกีฬาที่เข้มข้นและเจาะลึกอย่าง Off The Ball (ออฟเดอะบอล) ที่จะมาพร้อมกับข่าวสารล่าสุด บทวิเคราะห์ที่น่าสนใจ และการสัมภาษณ์สุดพิเศษจากนักกีฬาและผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการลูกหนัง

Off The Ball (ออฟเดอะบอล)

รายการ Off The Ball (ออฟเดอะบอล) เป็นรายการวิเคราะห์ฟุตบอลยอดนิยมที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและมุมมองที่แตกต่างจากรายการอื่นๆ หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบกีฬาฟุตบอลและต้องการติดตามข่าวสารและเรื่องราวต่างๆ อย่างใกล้ชิด นี่คือรายการที่คุณไม่ควรพลาด

Off The Ball (ออฟเดอะบอล) ไม่ได้เป็นเพียงแค่รายการสรุปผลการแข่งขัน แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวิเคราะห์เจาะลึกถึงกลยุทธ์การเล่นของผู้จัดการทีม ฟอร์มการเล่นของนักเตะ และประเด็นร้อนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงการ

ทำไมต้องฟัง Off The Ball (ออฟเดอะบอล)?

  • ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ: ทีมงานของ Off The Ball (ออฟเดอะบอล) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาที่มีประสบการณ์และความรู้ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์
  • บทวิเคราะห์ที่เจาะลึก: ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแทคติกการเล่น ปัญหาภายในทีม หรือโอกาสในการคว้าแชมป์ รายการ Off The Ball (ออฟเดอะบอล) จะนำเสนอบทวิเคราะห์ที่ละเอียดและครอบคลุม
  • การสัมภาษณ์พิเศษ: พบกับการสัมภาษณ์นักกีฬา ผู้จัดการทีม และบุคคลสำคัญในวงการฟุตบอล ที่จะมาเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังและมุมมองที่คุณอาจไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
  • ความสนุกและความบันเทิง: นอกเหนือจากสาระความรู้แล้ว รายการ Off The Ball (ออฟเดอะบอล) ยังเต็มไปด้วยความสนุกสนานและความบันเทิง ทำให้การติดตามข่าวกีฬาไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

เตรียมตัวพบกับช่วงเวลาที่คุณจะได้อัพเดทข่าวสารวงการฟุตบอลแบบจัดเต็ม วิเคราะห์เกมอย่างเข้มข้น และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ทั้งหมดนี้รอคุณอยู่ในรายการ Off The Ball (ออฟเดอะบอล) อย่าลืมติดตามฟังกันนะครับ

นอกจากนี้ ในรายการยังมีช่วงตอบคำถามจากผู้ฟังทางบ้าน ทำให้คุณได้มีโอกาสสอบถามประเด็นที่สงสัย หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลอีกด้วย

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนบอลทีมไหน หรือชื่นชอบนักเตะคนใด รายการ Off The Ball (ออฟเดอะบอล) จะทำให้คุณได้รับข้อมูลและความบันเทิงอย่างเต็มที่ เพราะรายการนี้มุ่งเน้นที่จะนำเสนอเรื่องราวของฟุตบอลในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในสนามหรือนอกสนาม

ดังนั้น หากคุณกำลังมองหารายการวิเคราะห์ฟุตบอลที่ให้ข้อมูลเชิงลึก บทวิเคราะห์ที่น่าสนใจ และความบันเทิงอย่างครบครัน อย่ารอช้าที่จะติดตามฟังรายการ Off The Ball (ออฟเดอะบอล) แล้วคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ที่สำคัญ อย่าลืมติดตามตารางการออกอากาศของรายการ Off The Ball (ออฟเดอะบอล) เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัพเดทและข้อมูลข่าวสารสำคัญต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณไม่ตกเทรนด์ในวงการฟุตบอล

รายการ Off The Ball (ออฟเดอะบอล) เป็นมากกว่ารายการกีฬา เพราะเป็นแหล่งรวมของข้อมูล ความคิดเห็น และความบันเทิง ที่จะทำให้คุณเข้าใจและรักในกีฬาฟุตบอลมากยิ่งขึ้น

อย่าพลาดโอกาสที่จะเติมเต็มความรู้และความสนุกไปกับรายการ Off The Ball (ออฟเดอะบอล) แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมรายการนี้ถึงได้รับความนิยมจากคอบอลทั่วโลก

ที่มา – Listen: Off The Ball

นับคะแนนเลือกตั้งซ่อมเชียงราย ผล “สง่า” นำ!

การนับคะแนนเลือกตั้งซ่อมเชียงราย เขต 7 กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยล่าสุด “สง่า พรมเมือง” จากพรรคเพื่อไทย มีคะแนนนำ “สุทัศน์ ยาละ” จากพรรคประชาชน อย่างเห็นได้ชัดเจน

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ได้มีการจัดการเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 เพื่อแทนตำแหน่งที่ว่างลง หลังจากปิดหีบลงคะแนนในเวลา 17.00 น. การนับคะแนนก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย ได้รายงานผลการนับคะแนนเบื้องต้นเมื่อเวลา 18.06 น. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่าสนใจ

  • นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนเสียงไปแล้วถึง 6,189 คะแนน
  • นายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ได้รับคะแนนเสียงไปแล้ว 3,153 คะแนน

ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเพียงรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการจาก 44 หน่วยเลือกตั้ง จากทั้งหมด 285 หน่วยเลือกตั้ง (คิดเป็น 15.44%) แต่ก็พอจะมองเห็นภาพรวมของการแข่งขันได้บ้างแล้ว ทาง กกต. คาดการณ์ว่าจะสามารถประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อมเชียงรายอย่างไม่เป็นทางการได้ในเวลาประมาณ 21.00 น.

การนับคะแนนเลือกตั้งซ่อมเชียงรายครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งซ่อมที่สำคัญ ซึ่งผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในภาพรวมได้ การติดตามผลการนับคะแนนอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจ

นับคะแนนเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ต่างก็ต้องการที่จะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความนิยมและฐานเสียงของตนเองในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

สำหรับพรรคเพื่อไทย การชนะการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ จะเป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของพรรคในพื้นที่ภาคเหนือ และเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป ในขณะที่พรรคประชาชน ก็หวังที่จะสร้างปรากฏการณ์พลิกกลับมาเป็นฝ่ายชนะ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคยังมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งและพร้อมที่จะกลับมาทวงความนิยมอีกครั้ง

ปัจจัยที่มีผลต่อการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อมเชียงรายในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นความนิยมส่วนตัวของผู้สมัคร นโยบายของพรรคการเมือง หรือแม้แต่ประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนั้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

นอกจากนี้ การจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย หากการเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ก็จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย และยอมรับผลการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยรวม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งของตนเอง เพื่อเป็นการแสดงออกถึงเจตจำนงทางการเมืองของตนเอง และเป็นการร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศชาติ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนชาวเชียงราย จะได้ร่วมกันตัดสินใจว่าใครจะเป็นผู้แทนของตนเองในสภาผู้แทนราษฎร

ไม่ว่าผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อมเชียงรายจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องเคารพการตัดสินใจของประชาชน และร่วมกันเดินหน้าพัฒนาประเทศชาติต่อไป การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและการสร้างความขัดแย้ง จะไม่นำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ มีแต่ความสามัคคีและการร่วมมือกันเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศไทยของเราเข้มแข็งและยั่งยืน

ที่มา – นับคะแนนเลือกตั้งซ่อมเชียงราย “สง่า” เพื่อไทย ขึ้นนำ “สุทัศน์” ปชน. กว่าครึ่ง

หนุ่มวัย 24 ปี ร่ำไห้ ชนจยย. สาบานเลิกเหล้า


อุบัติเหตุสลด! หนุ่มวัย 24 ปี ร่ำไห้กราบขอโทษ หลังขับรถเก๋งชนรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บสาหัสถึง 3 ราย พร้อมสาบานจะเลิกเหล้าตลอดชีวิต เหตุการณ์เกิดขึ้นบนถนนโรจนะ ขาออก ก่อนขึ้นสะพานต่างระดับอยุธยา สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก

เมื่อเวลา 01.30 น. ของวันที่ 14 กันยายน 2568 ร.ต.อ. สามารถ รักษาศักดิ์ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ มีผู้บาดเจ็บสาหัสหลายราย บริเวณถนนโรจนะ ขาออก ก่อนขึ้นสะพานต่างระดับอยุธยา ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สมาคมอยุธยารวมใจ หน่วยกู้ภัยอยุธยา

ในที่เกิดเหตุพบผู้บาดเจ็บ 3 ราย เป็นชาย 1 ราย อายุ 29 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ และหญิงอีก 2 รายที่นั่งซ้อนท้ายมาด้วยกัน ทั้งหมดได้รับบาดเจ็บสาหัสกระเด็นไปคนละทิศละทาง โดยหนึ่งในนั้นเป็นหญิงหมดสติ และมีอาการขาขวาเกือบขาด เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เร่งให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนประสานทีมแพทย์ฉุกเฉินโรงพยาบาลราชธานี นำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาโดยด่วน ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย ถูกนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา

ใกล้กันนั้นพบรถจักรยานยนต์ Honda Wave 125i ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สภาพพังยับเยิน ห่างออกไปประมาณ 50 เมตร พบรถยนต์เก๋ง Toyota Yaris สีขาว หมายเลขทะเบียนกรุงเทพฯ พลิกคว่ำหงายท้อง ชนเข้ากับตอม่อใต้สะพานกลับรถ สภาพพังยับเยินไม่แพ้กัน

คนขับรถยนต์เก๋งคันดังกล่าว ทราบชื่อภายหลังคือนายภาณุพงศ์ อายุ 24 ปี มีอาการเสียใจอย่างหนัก ถึงขั้นนั่งคุกเข่ายกมือไหว้และก้มกราบขอโทษผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้งกล่าวทั้งน้ำตาว่า “จะเลิกดื่มเหล้าตลอดชีวิต ขอให้ผู้บาดเจ็บปลอดภัย” แสดงความสำนึกผิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

หนุ่มวัย 24 ปี ร่ำไห้ กราบขอโทษ หลังชน จยย.สาหัส 3 ราย สาบานจะเลิกเหล้า

จากการสอบถามพยานผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ตนเองขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังรถเก๋งและรถจักรยานยนต์ที่ซ้อนสามกันมา เห็นรถเก๋งขับขึ้นสะพานก่อนที่จะพุ่งชนรถจักรยานยนต์อย่างแรง ทำให้รถทั้งสองคันกระเด็นชนขอบสะพานแล้วร่วงลงไปด้านล่าง รถยนต์เก๋งพลิกคว่ำ ส่วนรถจักรยานยนต์และผู้บาดเจ็บกระเด็นเข้าไปในพงหญ้า

พยานอีกรายซึ่งอยู่บริเวณร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ใกล้กับจุดเกิดเหตุ เล่าว่า เห็นรถเก๋งวิ่งมาทางตรง และเกิดเหตุชนในช่วงจังหวะที่รถจักรยานยนต์ขี่อยู่ด้านหน้าเสียงดังสนั่น จากนั้นจึงรีบขี่รถเข้าไปให้การช่วยเหลือ พร้อมทั้งโทรแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยให้เข้ามาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ

เหตุการณ์ หนุ่มวัย 24 ปี ร่ำไห้ กราบขอโทษ หลังชน จยย.สาหัส 3 ราย สาบานจะเลิกเหล้า สร้างความหดหู่ใจ

พนักงานสอบสวนได้ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน ก่อนที่จะเชิญตัวนายภาณุพงศ์ไปทำการสอบปากคำเพิ่มเติมที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งส่งตัวไปตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา เพื่อประกอบการพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่ทุกท่านระมัดระวังในการขับรถ ไม่ประมาท และที่สำคัญคือ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับรถ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียเช่นนี้อีก

หนุ่มวัย 24 ปี รายนี้ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการร่ำไห้กราบขอโทษและสาบานว่าจะเลิกเหล้า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นตั้งแต่แรก

ที่มา – หนุ่มวัย 24 ปี ร่ำไห้ กราบขอโทษ หลังชน จยย.สาหัส 3 ราย สาบานจะเลิกเหล้า

เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 ไร้ร้องเรียน รู้ผล 3 ทุ่ม

กกต. เผย เลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7 ยังไม่พบเรื่องร้องเรียน ขอบคุณทุกพรรคที่หาเสียงภายใต้กติกา ย้ำทราบผลไม่เกิน 3 ทุ่ม

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความเรียบร้อยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยกล่าวว่า ตั้งแต่เปิดหน่วยเลือกตั้งในเวลา 08.00 น. สถานการณ์โดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และขอขอบคุณผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขต 7 จังหวัดเชียงราย ที่ออกมาใช้สิทธิ์ แม้ว่าสถานการณ์อาจจะไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร จากการตรวจตามหน่วยเลือกตั้ง คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์น่าจะเป็นที่น่าพอใจ

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ที่แท้จริงจะต้องรอสรุปหลังปิดหน่วยเลือกตั้งในเวลา 17.00 น. จึงจะทราบผลอย่างเป็นทางการ และจะทราบว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ นายแสวงยังกล่าวถึงความเห็นใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยเฉพาะในบางเขตเลือกตั้ง เช่น อำเภอเชียงแสน ซึ่งกำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) แทนตำแหน่งที่ว่างเช่นกัน ทำให้ประชาชนอาจเกิดความสับสนระหว่างการเลือกตั้ง สจ. กับ สส. จนอาจทำให้เกิดบัตรเสียได้

นายแสวงยังเน้นย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่พบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และยังไม่มีการคัดค้านผลการเลือกตั้งแต่อย่างใด สถานการณ์โดยรวมยังคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการร้องเรียนใดๆ ซึ่งต้องขอขอบคุณพรรคการเมืองและผู้สมัครที่หาเสียงภายใต้กรอบกติกา และหวังว่าในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ทุกเขตเลือกตั้งจะเป็นเช่นนี้ รวมถึงขอขอบคุณทีมงานผู้สมัคร ผู้ว่าราชการจังหวัด คณะอนุกรรมการ และกรรมการเขต ตลอดจนผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่ได้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ” นายแสวงกล่าว

นอกจากนี้ นายแสวงยังกล่าวถึงการนับคะแนนที่ศูนย์อำเภอแม่จัน ซึ่งเป็นสถานที่รวมผลคะแนนของเขตเลือกตั้งที่ 7 โดยจะมีการรายงานคะแนนแบบเรียลไทม์ และจากการสอบถามกรรมการเขตเลือกตั้ง คาดว่าจะทราบผลการเลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7 ไม่เกินเวลา 21.00 น.

เลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7

ความคืบหน้าล่าสุด เลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7

การเลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7 ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีรายงานการร้องเรียนหรือการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรม ผลการเลือกตั้งที่คาดว่าจะทราบในคืนนี้ จะเป็นตัวแทนของประชาชนในเขต 7 จังหวัดเชียงรายต่อไป

การที่ กกต. ย้ำว่าจะทราบผลเลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7 ไม่เกิน 3 ทุ่ม แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และการให้ความสำคัญกับการรายงานผลอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

ที่มา – เลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7 ยังไม่พบเรื่องร้องเรียน กกต. ย้ำทราบผลไม่เกิน 3 ทุ่ม

สส. เกาะติดงบ Soft Power แฉอบรมไม่เข้าเป้า

สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power เผยโครงการเรือธงอบรมทักษะขนาดใหญ่ ตั้งเป้าหมายอบรมคนไทย 20 ล้านคนภายใน 4 ปี แต่ปรากฏ 2 ปีผ่านมา อบรมได้เพียง 2 หมื่นคนเท่านั้น กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

วันที่ 14 ก.ย. 2568 นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กระบุว่า จากกรณีเพจ THACCA ที่อ้างว่าปี 2567 ได้รับงบประมาณเพียง 635 ล้านบาทนั้น ตนในฐานะ สส. ที่ติดตามนโยบายด้าน Soft Power มาโดยตลอด ขอชี้แจงถึงข้อเท็จจริงที่ได้เคยอภิปรายในสภา คือ

1. THACCA ยังไม่ได้จัดตั้งเป็นหน่วยงานส่วนราชการ ไม่มีงบประมาณเป็นของตัวเอง ไม่มีตัวตนอยู่จริง การดำเนินงานนั้นจะเป็นการกระจายเงินงบประมาณไปยังกระทรวงและกรมต่าง ๆ เพื่อดูแลโครงการ เช่น ด้านภาพยนตร์อยู่กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ด้านอาหารอยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

2. งบประมาณปี 2567 จริงอยู่ คณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ได้งบ 635.54 ล้านบาท จากงบกลาง แต่นอกเหนือจากงบก้อนนั้น รัฐบาลยังของบเพิ่มเติมซอฟต์พาวเวอร์เพื่อจัดงานมหาสงกรานต์และอีเวนต์อีก 404.96 ล้านบาท และยังมีงบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ในกระทรวงอื่น ๆ อีก 2,188.96 ล้านบาท ดังนั้น งบซอฟต์พาวเวอร์ในปี 67 มากกว่า 3,000 ล้านบาท

3. ในปี 2568 คณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ได้รับงบไป 2,318.42 ล้านบาท และยังมีการขอเพิ่มเติมในงบกลางอีก 1,336.72 ล้านบาท และยังมีงบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ในกระทรวงอื่น ๆ อีก 2,082.85 ล้านบาท ดังนั้นงบในปี 2568 รัฐบาลเพื่อไทยได้ใช้เงินในเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ไปกว่า 5,000 ล้านบาท หากรวมเงินงบประมาณสองปีแล้ว เกือบ 8,000 ล้านบาท

4. โครงการเรือธงที่อยู่ภายในโครงการนี้ที่สำคัญคือ OFOS (one family one soft power) เป็นโครงการอบรมทักษะขนาดใหญ่ โดยใช้งบประมาณในปี 2567 ถึง 227 ล้านบาท และในปี 2568 ถึง 752 ล้านบาท โดยโครงการนี้มีเป้าหมายอบรมคนไทย 20 ล้านคนให้ได้ภายใน 4 ปี แต่ปรากฏว่าภายในสองปีที่ผ่านมา ผลผลิตของผู้อบรมได้เพียง 20,355 คน เท่านั้น ดังเช่น โครงการ OFOS อาหาร ที่ตั้งเป้าหมายในปี 2567 ว่าจะมีเชฟอาหารไทยถึง 10,000 คนในปีนั้น แต่ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมเพียง 1,300 คนเท่านั้น นี่คือความน่ากังวลของการใช้งบประมาณ

5. ในปีงบประมาณ 2569 นั้นรัฐบาลเพื่อไทย ได้ของบประมาณในแผนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์กว่า 3.9 พันล้านบาท แต่หลังจากการพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ทำให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์สิ้นสภาพไปด้วย แต่งบกว่า 3.9 พันล้านบาทที่ผ่านสภาไปแล้วนั้น ยังคงจะกระจายไปอยู่ตามหน่วยงานอื่น ๆ เช่น เงินอุดหนุนภาพยนตร์ก็ยังคงอยู่กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เงินอบรมเชฟอาหารไทยอยู่กับ กระทรวงการอุดมศึกษา เป็นต้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า จากนี้สิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ๆ ตนในฐานะ สส.จะติดตามตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณก้อนนี้ ที่กระจายอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ ต่อไป

สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power

สถานการณ์สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ทำไม สส. ต้องเกาะติดงบ Soft Power?

การที่ สส. ต้องเกาะติดเรื่องสส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power เนื่องจากงบประมาณก้อนนี้มีขนาดใหญ่ และเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศชาติ การตรวจสอบอย่างโปร่งใสจะช่วยป้องกันการทุจริต และส่งเสริมให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า

หลายภาคส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ Soft Power ที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการอบรมทักษะที่ดูเหมือนจะไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การที่ สส. ออกมาเปิดเผยข้อมูลและตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณ จึงเป็นเรื่องที่น่ายกย่องและควรสนับสนุน

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่การมีนโยบาย Soft Power แต่อยู่ที่การบริหารจัดการและการดำเนินงานที่อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การปรับปรุงกลไกการทำงาน การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้การใช้งบประมาณ Soft Power เกิดประโยชน์สูงสุด

ต่อไปนี้เป็นข้อเสนอแนะบางส่วนเพื่อให้การใช้งบประมาณ Soft Power มีประสิทธิภาพมากขึ้น:

  • กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้
  • สร้างกลไกการติดตามประเมินผลที่เข้มแข็ง
  • เปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส
  • รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

การลงทุนใน Soft Power เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ต้องทำอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การที่ สส. ออกมาเกาะติดเรื่องสส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power ถือเป็นการทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะตัวแทนของประชาชน เราหวังว่าการตรวจสอบนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสร้างผลประโยชน์ที่แท้จริงให้กับประเทศชาติ

ที่มา – สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power แฉโครงการเรือธงอบรมทักษะไม่เข้าเป้า

คนละครึ่ง 2568 มาเมื่อไร? เงื่อนไขล่าสุด!

คนละครึ่ง 2568 : อัปเดตความคืบหน้าล่าสุด ได้เมื่อไร ขณะที่ สช. ชงไอเดีย ฟิตเนสคนละครึ่ง หนุนคนออกกำลังกาย

ความคืบหน้า “คนละครึ่ง 2568” หลังจากที่ “รัฐบาลอนุทิน” มีแนวคิดคืนชีพโครงการคนละครึ่ง กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน เบื้องต้นงบประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท

คนละครึ่ง 2568 ได้เมื่อไร

สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ หรือ คนละครึ่ง 2568 คาดการณ์ว่าเริ่มใช้ได้เร็วสุด เดือนตุลาคม 2568 นี้ โดยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความเร็วในการแถลงนโยบายจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ด้วย หากรัฐบาลแถลงนโยบายแล้วสามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งจะจบ 30 กันยายนนี้ หากหลังจากนั้นจะต้องไปใช้งบประมาณปี 2569

ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ตอบคำถามไว้ว่า “โครงการคนละครึ่งจะได้ใช้เร็วสุดเมื่อไรนั้น คิดว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์ หลังจากมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ระยะเวลาจะตามที่ปลัดกระทรวงการคลังได้พูดไว้”

เงื่อนไขใหม่ “คนละครึ่ง 2568” คนเสียภาษีได้สิทธิ 60:40

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคนในอัตรา 50:50 แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีจะได้รับการสนับสนุนในอัตราที่สูงกว่า อาจอยู่ที่ 60:40

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิมากกว่า คือผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เสียภาษีจริงกับรัฐเท่านั้น โดยเงื่อนไขการใช้จ่ายเบื้องต้นจะไม่แตกต่างจากโครงการเดิมมากนัก แต่อาจมีลูกเล่นใหม่เพิ่มเติมให้น่าสนใจมากขึ้น ส่วนวงเงินการใช้จ่ายต่อวันและวงเงินรวมของโครงการยังไม่ได้ข้อสรุป

สำหรับแหล่งเงินทุน รัฐบาลมีวงเงินเหลือจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดก่อน 25,000 ล้านบาท ที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที หากใช้วงเงินนี้จะสามารถเดินหน้าโครงการได้เร็ว แต่ขนาดของโครงการจะขยายใหญ่กว่านี้หรือไม่ ต้องรอการตัดสินใจจากนโยบาย

โครงการ คนละครึ่ง 2568 ใครได้บ้าง

สำหรับโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา จะเปิดให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตามวันและเวลาที่กำหนด เมื่อลงทะเบียนผ่านแล้ว ให้ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน ดังนี้

  • ประชาชน ติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อใช้จ่าย
  • ร้านค้า ติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อรับชำระเงินจากการขายสินค้า

ชงไอเดีย “ฟิตเนสคนละครึ่ง”

ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่งของการประชุมคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยมี นพ.โสภณ เมฆธน เป็นประธาน เพื่อร่วมกันหารือถึงความคืบหน้าและแนวทางในการลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ตามมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นฯ ที่มุ่งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำมติไปขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อส่งเสริมการสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ หรือ NCDs Ecosystem

นพ.โสภณ เปิดเผยว่า ปัจจัยของการลดโรค NCDs ต้องมุ่งความสำคัญในสองเรื่อง ได้แก่ การลดน้ำหนักควบคู่กับการออกกำลังกาย เรื่องนี้สามารถขับเคลื่อนได้ทั้งสองระดับคือในระดับนโยบายส่วนกลาง ที่ต้องแสวงหามาตรการหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในภาพกว้าง กับอีกส่วนคือการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในระดับท้องถิ่น หน่วยงาน องค์กร หรือชุมชน ที่จะนำเครื่องมือหรือนวัตกรรมที่เกิดขึ้นไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของแต่ละแห่ง

นพ.โสภณ กล่าวว่า ในระดับนโยบายตัวอย่างเช่น หากปัจจุบันมีการพูดถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการ “คนละครึ่ง” เราจะนำมากระตุ้นการออกกำลังกายด้วยได้หรือไม่ เมื่อประชาชนไปสมัครฟิตเนสแล้วรัฐช่วยออกให้อีกส่วนแบบนี้เป็นต้น ซึ่งบางองค์กรเอกชนก็มีการทำในลักษณะนี้ หรือ “หวยเกษียณ” ที่เป็นการออมเงินและลุ้นรางวัล ถ้าเอามาใช้กับกิจกรรมทางกายภาพ เดินออกกำลังกายสะสมเป็นแคลอรีเครดิตแล้วมาลุ้นรางวัลได้ เหล่านี้คือกลไกที่สามารถออกแบบมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสภาวะแวดล้อมเพื่อลดโรค NCDs

ขณะเดียวกันในระดับพื้นที่เอง ก็สามารถดำเนินเป็นนโยบายของท้องถิ่น ตัวอย่างเช่นกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ใช้กลไกภาษีที่ดินกระตุ้นให้ภาคเอกชนนำที่ดินเปล่ารกร้างมาให้ กทม. ทำสวน 15 นาที เป็นการปรับสภาพแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางกาย (Physical Activity: PA) หรือบางจังหวัดนำเครื่องมือ Calories Credit Challenge (CCC) ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปสร้างแรงจูงใจให้คนออกกำลังกาย เป็นต้น นอกจากนี้อีกส่วนสำคัญคือพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data รวมถึงระบบการกำกับ ติดตาม ประเมินผล เพื่อที่จะสามารถชี้วัดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสุขภาพของประชาชนได้

“สำหรับรัฐบาลใหม่ นายกรัฐมนตรีเองก็เคยเป็น รมว.สาธารณสุข เชื่อว่าท่านรู้ว่าคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ มาตรการอะไรที่ดีและตรงกับนโยบายของท่าน ก็น่าจะถูกดึงไปขับเคลื่อนได้ในเร็ววัน ซึ่งก็ต้องรอติดตามกันต่อไป แต่ความจริงแล้วเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้มีนโยบายระดับประเทศออกมาเท่านั้น เพราะในระดับจังหวัด องค์กร ชุมชน ล้วนสามารถเดินหน้าทำในภาพของแต่ละแห่งไปได้เลย มีอะไรเป็นนวัตกรรม รูปแบบการขับเคลื่อนที่ดี ก็สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขยายไปด้วยกัน” นพ.โสภณ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอความชัดเจนอีกครั้งจากรัฐบาล หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

โครงการคนละครึ่ง 2568 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าสนใจ และอาจมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด!

ที่มา – อัปเดตล่าสุด “คนละครึ่ง 2568” ได้เมื่อไร เปิดเงื่อนไขใครมีสิทธิร่วมโครงการ

“ทักษิณ” กักโรคครบ เตรียมเยี่ยมครอบครัว 15 ก.ย.นี้


ทักษิณ ชินวัตร” กักโรคครบ 5 วัน เตรียมเปิดให้ญาติเข้าเยี่ยมในวันที่ 15 ก.ย. นี้ อาการโดยรวมดีขึ้น ความดันโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ โดยเบื้องต้นจะพักอยู่ในเเดนผู้สูงอายุก่อนเพื่อรอการจัดเเบ่งเเดน

วันที่ 14 กันยายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เข้าสู่กระบวนการกักโรคโควิด-19 เป็นเวลา 5 วัน ภายในเเดนเเรกรับของเรือนจำกลางคลองเปรม ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และจะสิ้นสุดการกักโรคในวันที่ 13 กันยายน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเยี่ยมญาติในวันจันทร์ที่ 15 กันยายน

ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อระหว่างบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการดูแลกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการเยี่ยมผู้ต้องขังไว้ดังนี้

  1. บุคคลภายนอกต้องได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจำ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ในการเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง โดยต้องเเสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรที่ออกโดยราชการที่มีรูปถ่าย เเก่เจ้าพนักงานเรือนจำ เพื่อบันทึกข้อมูลของผู้มาติดต่อเป็นหลักฐาน โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับผู้ต้องขัง ธุระ หรือประโยชน์ในการเข้าเยี่ยม
  2. การเยี่ยมหรือติดต่อ จะอนุญาตเฉพาะผู้ต้องขังที่ได้รับสิทธิ์เท่านั้น
  3. การเยี่ยมหรือติดต่อต้องเป็นไปตามวันเเละเวลาที่เรือนจำกำหนด หากมีเหตุพิเศษที่จำเป็นต้องพบผู้ต้องขัง นอกเหนือจากเวลาที่กำหนด จะต้องขออนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจำ เเต่ต้องไม่ใช่ระหว่างเวลาที่ผู้ต้องขังอยู่ในห้องขัง เว้นเเต่ผู้บัญชาการเรือนจำจะเห็นสมควร

ระเบียบดังกล่าวยังระบุอีกว่า เพื่อประโยชน์ในการควบคุมความมั่นคงของเรือนจำ ผู้บัญชาการเรือนจำอาจกำหนดให้ผู้ต้องขัง เเจ้งรายชื่อบุคคลภายนอก ที่จะเข้ามาพบหรือติดต่อภายในเรือนจำล่วงหน้า โดยรายชื่อดังกล่าวจะต้องมีจำนวนไม่เกิน 10 คน หากต้องการเเก้ไขเปลี่ยนแปลง จะต้องเเจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ในกรณีที่มีเหตุพิเศษ ผู้บัญชาการเรือนจำสามารถพิจารณาอนุญาต ให้บุคคลภายนอกนอกเหนือจากที่ได้เเจ้งไว้ เข้าเยี่ยมหรือติดต่อได้

ในการเข้าเยี่ยมเเต่ละครั้ง จะอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ครั้งละ 1 คน เป็นเวลา 30-40 นาที เเละ 1 คน สามารถเข้าเยี่ยมได้วันละ 1 ครั้งเท่านั้น ญาติจะต้องเเสดงบัตรที่ออกโดยทางราชการ ต่อเจ้าพนักงานเรือนจำทุกครั้ง โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้

  • บุคคลภายนอกที่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยม จะต้องอยู่ในบริเวณที่เรือนจำกำหนด
  • ห้ามนำสิ่งของใด ๆ เข้ามาหรือนำออกจากเรือนจำ หรือส่งมอบให้เเก่ผู้ต้องขัง โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ห้ามใช้โทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสารใดๆ ในขณะเยี่ยม
  • ห้ามรับฝากสิ่งของจากบุคคลภายนอกให้เเก่ผู้ต้องขัง

สำหรับรอบการเยี่ยมผู้ต้องขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม แบ่งเป็นรอบเช้าเเละรอบบ่าย โดยรอบเช้ามี 5 รอบ ตั้งเเต่เวลา 08:30-11:00 น. เเละรอบบ่ายมี 5 รอบ ตั้งเเต่เวลา 12:00-14:30 น.

ในการเยี่ยมญาติของนายทักษิณ ทางราชทัณฑ์คาดว่า จะมีกลุ่มครอบครัว ญาติ เพื่อน องค์กรสิทธิมนุษยชน ทั้งในเเละต่างประเทศ ที่ประสงค์จะเดินทางเข้าเยี่ยมเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ราชทัณฑ์จึงต้องวางเเผนบริหารจัดการ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้บัญชาการเรือนจำฯ ตามความเหมาะสม

พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันครบกำหนด 5 วัน ของการกักตัวเฝ้าระวังโรค อาการโดยรวมของนายทักษิณดีขึ้น ความดันโลหิตที่สูงก่อนหน้านี้ ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนการเเยกแดน จะเป็นไปตามวงรอบของเเต่ละเรือนจำ ซึ่งทราบว่าเรือนจำจะมีการประชุมทุกเดือน โดยขณะนี้ยังไม่มีการเเยกเเดน ทำให้นายทักษิณจะอยู่ในเเดนของผู้สูงอายุก่อน เนื่องจากเป็นผู้ต้องขังที่มีอายุเกิน 65 ปี

สำหรับวันที่ 15 ก.ย. ที่จะอนุญาตให้ญาติเเละทนายความเข้าเยี่ยม เรือนจำมีความพร้อม เเต่จะไม่มีการจัดสถานที่เยี่ยมเป็นพิเศษ ทุกอย่างจะเป็นไปตามปกติเหมือนผู้ต้องขังทั่วไป นายทักษิณตั้งตารอวันนี้ เพราะจะได้พบกับครอบครัว ซึ่งเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิต เบื้องต้นได้รับรายงานว่าจะมีญาติเข้าเยี่ยม เเต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร โดยการเยี่ยมจะเป็นการพูดคุยผ่านกระจกใส เนื่องจากการเยี่ยมยังไม่เป็นการเยี่ยมญาติเเบบใกล้ชิดที่สามารถสัมผัสกันได้ ส่วนการรักษาความปลอดภัย หากมีกลุ่มคนเสื้อเเดงเข้ามาให้กำลังใจ ก็จะประสานตำรวจท้องที่เข้ามาดูเเลอำนวยความสะดวก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อบุคคล 10 ท่าน ที่นายทักษิณได้เเจ้งไว้กับเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อครั้งถูกส่งตัวออกไปรักษาภายนอกที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ประกอบไปด้วย น.ส.เเพทองธาร ชินวัตร, นายปิฎก สุขสวัสดิ์ (สามี น.ส.เเพทองธาร), น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์, นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ (สามี น.ส.พินทองทา), นายพานทองเเท้ ชินวัตร, และ น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ (ภรรยาของนายพานทองเเท้)

ส่วนอีก 4 ท่านที่เหลือ คือ บรรดาหลาน ๆ ของนายทักษิณ จึงเป็นที่จับตาว่าในการเยี่ยมญาติครั้งนี้ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ บังคับโทษ 1 ปี จะมีบุคคลใดในครอบครัว ทยอยเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณภายในเรือนจำ ในวันเเละเวลาใด รวมถึงกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยเเละคนใกล้ชิด

“ทักษิณ” กักโรคครบ เตรียมเยี่ยมครอบครัว 15 ก.ย.นี้

จับตาการเยี่ยม “ทักษิณ” หลังกักโรคครบ 5 วัน

การกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร และการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ได้สร้างความสนใจให้กับสังคมอย่างมาก การเยี่ยมครอบครัวในวันที่ 15 กันยายนนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่หลายฝ่ายจับตามอง หวังว่ากำลังใจจากครอบครัว จะช่วยให้นายทักษิณสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่นี้ได้ เเละกระบวนการทางกฎหมายจะเป็นไปอย่างโปร่งใสเเละยุติธรรม

ที่มา – “ทักษิณ” กักโรคครบ 5 วัน ตั้งตารอเจอครอบครัว จับตาเยี่ยมครั้งแรก 15 ก.ย. 68