วัน: 15 กันยายน 2025

สุชาติ เร่งสางปม เจ้าอาวาสวัดโสธร จริงหรือ?

“สุชาติ ตันเจริญ” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี “เจ้าอาวาสวัดโสธร” ถูกร้องเรียนเรื่องพัวพันสีกาและเงินวัด เรื่องนี้จริงหรือไม่? พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ณ ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาประชุมเพื่อติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีพฤติกรรมของพระเทพภาวนาวชิรคุณ วิ. เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา หลังจากที่มีหนังสือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 294/2568 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีพฤติกรรมของเจ้าอาวาสวัดโสธร โดยให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

นายสุชาติ เปิดเผยว่า ตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะยังไม่มีการโปรดเกล้ารัฐมนตรีท่านใหม่ จึงอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 ในการสั่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป แม้ว่าจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม โดยจะมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีท่านใหม่มาติดตามเรื่องนี้ต่อ

หากการสอบสวนไม่เสร็จสิ้นในสมัยของตน ก็จะพยายามทำให้เรื่องทั้งหมดกระจ่างชัดในขณะที่ยังมีวาระอยู่ คาดว่าจะทราบผลในเร็วๆ นี้ เพราะตนเองเป็นคนแปดริ้ว หากมีเรื่องราวไม่ดีหรือข้อร้องเรียนต่างๆ เกิดขึ้น ก็อยากจะแก้ไขข้อเท็จจริงให้กระจ่าง เพื่อให้พุทธศาสนิกชนสบายใจในการเดินทางมาไหว้หลวงพ่อโสธรต่อไป

เจ้าอาวาสวัดโสธร กับประเด็นร้อนที่ต้องจับตา

ประเด็นหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัดโสธรมี 2 เรื่อง คือ เรื่องทรัพย์สิน และเรื่องความสัมพันธ์กับสีกา แต่ตนเองยังไม่มั่นใจว่าเป็นเรื่องจริง จึงต้องให้ความเป็นธรรมกับเจ้าอาวาสวัดโสธร และได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ในส่วนของประเด็นสีกานั้น เกิดจากการทะเลาะวิวาทของสีกา 2-3 คน จนมีข้อมูลรั่วไหลในโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดการร้องเรียน แต่เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าเป็นเรื่องจริง จึงได้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เจ้าอาวาสวัดโสธร จะเป็นอย่างไร?

เรื่องราวของเจ้าอาวาสวัดโสธรที่ถูกกล่าวหา กำลังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียดจากคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งมีนายสุชาติ ตันเจริญ เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ ก่อนที่จะส่งมอบงานให้รัฐมนตรีท่านใหม่เข้ามาสานต่อ ความโปร่งใสและความเป็นธรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญของการตรวจสอบครั้งนี้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อวัดโสธรวรารามวรวิหาร รวมถึงชื่อเสียงของคณะสงฆ์

การตรวจสอบนี้ไม่เพียงแต่ต้องการหาข้อเท็จจริงว่าข้อกล่าวหาต่างๆ มีมูลความจริงหรือไม่ แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพุทธศาสนิกชนว่าทุกอย่างจะถูกดำเนินการอย่างถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม และหากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ก็จะต้องมีการดำเนินการตามพระธรรมวินัยต่อไป

การที่นายสุชาติ ตันเจริญ ซึ่งเป็นคนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เข้ามาจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของวัดโสธร ซึ่งเป็นวัดสำคัญและเป็นที่เคารพศรัทธาของคนไทยทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม จนกว่าผลการตรวจสอบจะออกมา ประชาชนก็ควรที่จะใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสารต่างๆ และให้โอกาสคณะกรรมการได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเพื่อให้ความจริงปรากฏออกมาอย่างชัดเจน

ทางที่ดีที่สุดคือการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และไม่ตกเป็นเหยื่อของการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง

เรื่องราวของท่านเจ้าอาวาสวัดโสธรที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ยุติธรรมและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – “สุชาติ” กำชับเจ้าหน้าที่ เร่งสางปม “เจ้าอาวาสวัดโสธร” ถูกร้องพัวพันสีกา-เงินวัด

อดีตเกษตรฯ เมาขับชน! จำคุก 2 ปี ไม่รออาญา

จำคุก 2 ปี ไม่รออาญา อดีตเกษตรจังหวัด เมาขับชน ตร.-เด็ก ดับ

ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา พร้อมเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ อดีตเกษตรจังหวัดนครราชสีมา หลังเมาแล้วขับวัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ 197 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ขับรถยนต์ชนตำรวจจราจรและเด็กอนุบาลเสียชีวิต บริเวณหน้าโรงเรียนในจังหวัดนครราชสีมา เหตุการณ์สะเทือนใจนี้ทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตเตรียมยื่นอุทธรณ์เพื่อขอให้เพิ่มโทษ

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.295/2568 ซึ่งเป็นคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ และครอบครัวผู้เสียชีวิต โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายสมศักดิ์ อาศรัยจ้าว อดีตเกษตรจังหวัดนครราชสีมา จำเลยในความผิดฐานขับรถขณะเมาสุราและโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522

พฤติการณ์แห่งคดีสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 16.10 น. นายสมศักดิ์ จำเลย ได้ขับรถยนต์ฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี สีบรอนซ์เงิน มุ่งหน้ากลับบ้านพักในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ขณะที่รถแล่นผ่านหลักกิโลเมตรที่ 1+450 บนทางหลวงหมายเลข 226 ถนนเพชรมาตุคลา จำเลยมีอาการเมาสุรา โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 197 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้รถเสียหลักพุ่งชนรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และประชาชนที่สัญจรอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านดอนขวาง ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นเหตุให้ ร.ต.ท.วิมุตต์ แทนสุโพธิ์ รองสารวัตรจราจร สภ.เมืองนครราชสีมา ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกในการข้ามถนนให้กับนักเรียน และ ด.ช.อัษฎาวุธ ผิวสวย อายุ 4 ปี นักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านดอนขวาง เสียชีวิต รวมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 ราย

ศาลตัดสิน จำคุก 2 ปี อดีตเกษตรจังหวัด เมาเเล้วขับ

ศาลได้พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักที่สุด โดยให้จำคุก 4 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพซึ่งเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ของจำเลย

ภายหลังจากการฟังคำพิพากษา ครอบครัวของ ร.ต.ท.วิมุตต์ ประกอบด้วยภรรยา ลูกสาว และลูกชาย ได้ปรึกษากับทนายความเพื่อเตรียมยื่นอุทธรณ์ให้เพิ่มโทษจำเลย และจะดำเนินการฟ้องร้องทางคดีแพ่งต่อไป

น.ส.วารุวรรณ บุตรสาวของ ร.ต.ท.วิมุตต์ กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าโศกว่า คำพิพากษาให้จำคุกเพียง 2 ปี นั้นน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับความสูญเสียที่ครอบครัวต้องเผชิญ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักและเป็นเสาหลักของครอบครัวเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะบรรยายได้ การตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาทีในการ จำคุก 2 ปี ไม่รออาญา อดีตเกษตรจังหวัด เมาขับชน ตร.-เด็ก ดับ ไม่มีสิ่งใดสามารถชดเชยได้

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ที่คิดจะดื่มแล้วขับ การกระทำเพียงชั่ววู่อาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ การ จำคุก 2 ปี ไม่รออาญา อดีตเกษตรจังหวัด เมาขับชน ตร.-เด็ก ดับ เป็นบทลงโทษที่สังคมคาดหวังว่าจะช่วยยับยั้งพฤติกรรมดังกล่าว และสร้างความตระหนักถึงผลร้ายของการเมาแล้วขับ

หากคุณกำลังจะดื่มแอลกอฮอล์ โปรดวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เลือกใช้บริการขนส่งสาธารณะ หรือให้เพื่อนที่ไม่ได้ดื่มเป็นผู้ขับขี่ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและรักษาชีวิตของตนเองและผู้อื่น

จำคุก 2 ปี ไม่รออาญา อดีตเกษตรจังหวัด เมาขับชน ตร.-เด็ก ดับ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายจราจร และการมีจิตสำนึกต่อสังคม การป้องกันอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับเริ่มต้นได้จากตัวเราเอง

ที่มา – จำคุก 2 ปี ไม่รออาญา อดีตเกษตรจังหวัด เมาขับชน ตร.-เด็ก ดับ

ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องด่วน รัฐบาลอนุทิน ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอ 5 เรื่องเร่งด่วนต่อรัฐบาล “อนุทิน” หวังดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ได้เข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

ส.อ.ท. ได้เน้นย้ำถึงความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนภายใต้นโยบาย 4GO ได้แก่ GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global และ GO Green ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการและการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจะสนับสนุนการลงทุนและการผลิตสินค้าภายในประเทศ พร้อมเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อส่งเสริมการลงทุน

ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วน รัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ได้แก่:

  1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า
  2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs
  3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ
  4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ
  5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

มาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ชี้แจงว่า ไทยถูกสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีอัตรา 19% ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. โดยมี 2 กรณี คือ (1) สินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตมาตรการโดยรวม และ (2) สินค้าที่เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม ซึ่งจะถูกเก็บภาษีอัตรา 40%

ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ จัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC และส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัวเพื่อปรับซัพพลายเชนของไทยให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงสถานะความเปราะบางของเอสเอ็มอีไทย โดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คิดเป็น 243,026 ล้านบาท ดังนั้น ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้มาตรการ Fast Track เพื่อเอสเอ็มอี

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง

นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. สะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว

นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ

สำหรับกลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ

การที่ ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วนต่อรัฐบาล “อนุทิน” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งอย่างเป็นรูปธรรม โดยการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนควบคู่ไปกับการวางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

ที่มา – ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วน รัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

ระทึก! ไฟไหม้ร้านทำเบาะ ดับเพลิงช่วยแมวรอด

เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญ ไฟไหม้ร้านทำเบาะ ในจังหวัดนครสวรรค์ สร้างความเสียหายอย่างหนัก แต่ที่น่าประทับใจคือเจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถช่วยชีวิตแมวที่สำลักควันออกมาได้อย่างหวุดหวิด

เมื่อเวลา 09.30 น. ของวันที่ 15 กันยายน 2568 ได้เกิดเหตุไฟไหม้ร้านทำเบาะ ในพื้นที่หมู่ 14 ตำบลวัดไทรย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เปลวเพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ทำให้ทรัพย์สินภายในร้านเสียหายเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากเทศบาลนครนครสวรรค์ และตำบลวัดไทรย์ ได้ระดมรถน้ำเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้สำเร็จ

น.ส.สุรีรัตน์ เจริญสมบูรณ์ อายุ 26 ปี เจ้าของร้าน ได้ให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้นจากบริเวณชั้นเก็บสารเคมี จากนั้นไม่นานก็เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ทำให้เธอไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทัน

ไฟไหม้ร้านทำเบาะ

นอกเหนือจากการดับเพลิง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังได้แสดงความกล้าหาญและความมีน้ำใจ โดยได้เข้าช่วยเหลือแมวของเจ้าของร้าน ซึ่งติดอยู่ภายในกองเพลิงและมีอาการสำลักควันอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ได้เร่งทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยการใช้ออกซิเจนเป่าเข้าที่ตัวและจมูกของแมว รวมถึงใช้น้ำล้างตัวเพื่อลดอุณหภูมิที่สูงขึ้นเนื่องจากความร้อนจากเปลวไฟ จนในที่สุดแมวตัวดังกล่าวก็ฟื้นคืนสติและรอดชีวิตได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางความโล่งอกและประทับใจของผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์

นาทีชีวิต! ดับเพลิงช่วยแมวรอดจากเหตุไฟไหม้ร้านทำเบาะ

พ.ต.อ.เสฏวุฒิ รอดจันทร์ ได้กล่าวว่า รายละเอียดและสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ จะต้องรอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้ามาทำการตรวจสอบอย่างละเอียดเสียก่อน จึงจะสามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริง และประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

สถานการณ์เช่นนี้สอนให้เรารู้ว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมพร้อมรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรมีอุปกรณ์ดับเพลิงขั้นพื้นฐานไว้ในบ้านและร้านค้า และเรียนรู้วิธีใช้งานอย่างถูกต้อง ที่สำคัญที่สุดคือการมีสติและตั้งสติเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

การที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือแมวตัวดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญของพวกเขา ซึ่งสมควรได้รับการยกย่องเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ไฟไหม้ร้านทำเบาะ ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันอัคคีภัย และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

ที่มา – ไฟไหม้ร้านทำเบาะเสียหายหนัก ดับเพลิงช่วยชีวิตแมวรอดหวุดหวิด

จับหนุ่มใส่ป้ายแดงปลอม! ซื้อในเฟซบุ๊กใช้จริง

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ระดมจับรถเถื่อนและป้ายทะเบียนปลอม! งานนี้มีหนุ่มขับปอร์เช่ สไปเดอร์ โดนจับเพราะดันไปใส่ป้ายแดงปลอมที่ซื้อมาจากเฟซบุ๊กในราคาแค่ 3-5 พันบาท! อ้างว่าเอาไว้ใช้ในชีวิตประจำวันซะงั้น

จับหนุ่มใส่ป้ายแดงปลอม! ซื้อในเฟซบุ๊ก 3-5 พัน ไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พร้อมคณะ ได้ทำการจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับรถยนต์ผิดกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ร.ต.อ.ภิเชศ นาเมืองรักษ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล. ได้ร่วมกันจับกุม:

  • 1. นายพงศกานต์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี สัญชาติไทย
  • 2. นางสาวอภิญญา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี สัญชาติไทย

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “มีและใช้เอกสารราชการปลอม” ตามกฎหมายมาตรา 268

พร้อมของกลางตรวจยึด ดังนี้:

  • รถยนต์ สีเหลือง ปอร์เช่ สไปเดอร์ อาร์เอส
  • ป้ายหมายเลขทะเบียนปลอม (ป้ายแดง) จำนวน 2 แผ่น
  • ป้ายหมายเลขทะเบียนปลอม จำนวน 2 แผ่น
  • กุญแจรถยนต์จำนวน 1 ดอก
  • รถยนต์ สีขาว
  • กุญแจรถยนต์จำนวน 1 ดอก

พฤติการณ์คือ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2568 เวลาประมาณ 12.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชลบุรีพบรถยนต์สีเหลือง โดยมีนายพงศกานต์ฯ เป็นผู้ขับขี่ ทำการตรวจสอบแผ่นป้ายทะเบียนที่ติดมากับตัวรถ ปรากฏว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบกกำหนด ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าเป็นแผ่นป้ายทะเบียนปลอม นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เสม็ด ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ต่อมาภายในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชลบุรี พบรถยนต์สีขาว โดยมีนางสาวอภิญญาฯ เป็นผู้ขับขี่ ตรวจสอบทะเบียนรถคันดังกล่าว ปรากฏว่าเป็นรถทะเบียนระงับใช้ จึงทำการตรวจสอบเอกสารคู่มือประจำรถและตัวเลขถังรถ ปรากฏว่า มีนางสาวบุษาฯ เป็นผู้ครอบครอง

โดยนางสาวอภิญญาฯ (ผู้ถูกตรวจยึด) ให้การว่าได้ซื้อรถคันดังกล่าวมาจากรุ่นพี่ที่รู้จัก ในราคา 100,000 บาท ประมาณ 2 ปีที่แล้ว โดยไม่ได้มีการโอนทางทะเบียนหรือทำสัญญาซื้อขายแต่อย่างใด ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชลบุรีจึงได้ติดต่อประสานไปยัง นางสาวบุษาฯ (ผู้ครอบครอง) ซึ่งให้เพื่อนยืมรถไปใช้งาน ต่อมาทราบว่าเพื่อนได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปจำนำ และได้พยายามติดตามรถของตัวเองมาโดยตลอด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงชลบุรีประสานมาเพื่อแจ้งว่าพบรถยนต์คันที่ตามหาและตรวจยึดไว้ได้ นางสาวบุษาฯ จะเดินทางพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาติดต่อขอรับรถคืน จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดตรวจยึดจึงนำของกลางที่ตรวจยึดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินการต่อไป

ทำไมถึงต้องจับ?

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น จากการซักถาม นายพงศกานต์ ให้การว่าเมื่อปี 2563 ตนได้ซื้อป้ายแดงปลอม มาจากเพจเฟซบุ๊ก ในราคาประมาณ 3,000–5,000 บาท และนำมาติดไว้ที่รถคันนี้เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การใส่ป้ายแดงปลอม นอกจากจะเป็นความผิดทางกฎหมายแล้ว ยังอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ทางที่ดีควรทำตามกฎหมาย และอย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ จากโลกออนไลน์นะครับ

การใส่ป้ายแดงปลอม ถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และอาจทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย อย่าเสี่ยงเลยครับ!

ที่มา – จับหนุ่มขับรถหรู ใส่ป้ายแดงปลอม ซื้อมาในเฟซบุ๊ก 3-5 พัน ไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน

คอหวยแห่ขอโชค กุมารไอ้ไข่ (เหนือ) ส่องเลขเด็ดงวดนี้

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 กันยายน 2568 เหล่านักเสี่ยงโชคต่างพากันแสวงหาเลขเด็ดตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ หนึ่งในสถานที่ยอดนิยมคือ วัดหนองทอง จังหวัดสุโขทัย ที่มีชื่อเสียงเรื่อง กุมารไอ้ไข่ (เหนือ)

บรรยากาศที่วัดหนองทองคึกคักเป็นพิเศษในวันที่ 15 กันยายน 2568 ผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลมากราบไหว้ขอพร กุมารไอ้ไข่ (เหนือ) เพื่อขอโชคลาภและเลขเด็ดนำไปเสี่ยงโชคกันอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะการล้วงไหทองคำ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักเสี่ยงโชคที่เชื่อว่าจะได้เลขนำโชค

คอหวยแห่ขอโชค กุมารไอ้ไข่ (เหนือ)

ศรัทธาและความเชื่อที่มีต่อ กุมารไอ้ไข่ (เหนือ) นั้นแรงกล้า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการขอพร มักจะนำสิ่งของมาถวายแก้บน ไม่ว่าจะเป็นน้ำแดง ของเล่น หรือชุดทหาร และในวันนี้ มีผู้ใจบุญนำรถจักรยานสีแดงคันใหม่เอี่ยมมาถวายเป็นการแก้บนอีกด้วย

นอกจากการกราบไหว้ขอพรแล้ว การล้วงลูกปิงปองจากไหทองคำก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก นักเสี่ยงโชคต่างตั้งใจล้วงเพื่อหวังจะได้เลขเด็ดนำไปเสี่ยงโชคในงวดวันที่ 16/9/68 นี้ โดยเลขที่ได้ในวันนี้คือ 606 ซึ่งหลายคนเชื่อว่าจะนำโชคมาให้

เลขเด็ดจากกุมารไอ้ไข่ (เหนือ) งวดนี้

สำหรับใครที่กำลังมองหาเลขเด็ดงวดนี้ ลองพิจารณาเลข 606 ที่ได้จากไหทองคำของ กุมารไอ้ไข่ (เหนือ) วัดหนองทองดู อาจเป็นเลขนำโชคที่ทำให้คุณสมหวังก็เป็นได้

  • เลขเด่น: 6
  • เลขรอง: 0
  • เลขชุด: 606

อย่างไรก็ตาม การเสี่ยงโชคเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล ควรเล่นอย่างมีสติ และไม่ควรลงทุนจนเกินกำลังทรัพย์ ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการเสี่ยงโชคในงวดนี้ครับ

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการมีสติและความหวังที่ดีเสมอ การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่การใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรมและขยันหมั่นเพียรต่างหากที่จะนำพาความสำเร็จมาให้เราอย่างแท้จริง

ที่มา – คอหวยแห่ขอโชค กุมารไอ้ไข่ (เหนือ) ไม่พลาดส่องเลขเด็ด เสี่ยงโชคงวด 16/9/68

“อี้แทนคุณ-ต้นอ้อ” ร้อง ตร. ทบทวนอายัดบัญชี

อี้แทนคุณ จิตต์อิสระ พร้อมด้วย ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง นำผู้เสียหายร้องเรียนต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อขอให้ทบทวนมาตรการอายัดบัญชีธนาคารให้มีความละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น หรือพิจารณากำหนดวงเงินขั้นต่ำในการอายัดบัญชี เช่น พิจารณาอายัดบัญชีที่มียอดเงินเกินกว่า 50,000 บาทขึ้นไป

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม และต้นอ้อ ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง ได้นำประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการถูกอายัดบัญชีธนาคารเข้าร้องเรียน โดยผู้เสียหายเหล่านี้ถูกอายัดบัญชีเนื่องจากมีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับบัญชีม้า แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงหรือหลอกลวงใด ๆ ก็ตาม การอายัดบัญชีเป็นเวลานานถึง 7 เดือนโดยที่ยังไม่ได้รับการปลดล็อคได้สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายอย่างมากต่อการทำธุรกรรมทางการเงินของพวกเขา

อี้แทนคุณและต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ได้ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมีข้อเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการอายัดบัญชีและจัดการกับบัญชีม้า โดยเสนอให้สนับสนุนการอายัดเฉพาะยอดเงินโอนที่เกี่ยวข้องกับบัญชีต้องสงสัยว่าเป็นบัญชีม้าเท่านั้น เพื่อแยกผู้บริสุทธิ์ที่ทำมาหากินสุจริตออกจากกระบวนการนี้ และป้องกันไม่ให้พวกเขาได้รับผลกระทบจากการอายัดบัญชี นอกจากนี้ยังเสนอให้เพิ่มความละเอียดในการตรวจสอบก่อนทำการอายัด หรือกำหนดวงเงินขั้นต่ำในการอายัด เช่น อายัดเฉพาะบัญชีที่มีเงินเกินกว่า 50,000 บาท เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ที่มีรายได้น้อย

“อี้แทนคุณ-ต้นอ้อ” พาผู้เสียหายร้อง ตร.ขอทบทวนมาตรการอายัดบัญชี กำหนดวงเงินขั้นต่ำ

ผู้เสียหายหญิงรายหนึ่งซึ่งประกอบอาชีพร้านเสริมสวยเล่าว่า เมื่อ 7 เดือนก่อน เธอได้รับโอนเงินจากลูกค้าจำนวน 1,200 บาท แต่หลังจากนั้นบัญชีธนาคารของเธอกลับถูกอายัดเงินกว่า 100,000 บาท เธอทราบเรื่องเมื่อต้องการจะไปจ่ายค่าเทอมให้ลูก เมื่อสอบถามไปยังธนาคารจึงทราบว่าบัญชีถูกอายัดเนื่องจากมีส่วนเชื่อมโยงกับการรับเงินจากบัญชีม้า ซึ่งเธอได้ยืนยันว่าเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ และได้ติดตามเรื่องมาตลอด 7 เดือน แต่ก็ยังไม่ได้รับการถอนอายัด ทำให้เธอได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ตามปกติ เธอต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและจ่ายค่าเทอมลูก

ผู้เสียหายหญิงอีกรายซึ่งเป็นไรเดอร์ให้ข้อมูลว่า เธอรับงานจากลูกค้าประจำ ซึ่งลูกค้าจะโอนเงินเข้าบัญชีของเธอเพื่อให้เธอถอนเงินสดไปจ่ายเป็นค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอได้รับการโอนเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งลูกค้าแจ้งว่าให้นำไปจ่ายเป็นค่าสินค้าและบริการตามปกติ ซึ่งตอนนั้นเธอไม่ได้คิดอะไร เพราะรับงานกันมาเป็นประจำและบางครั้งยอดโอนเงินก็มากกว่า 100,000 บาทด้วยซ้ำ จนกระทั่ง 4-5 เดือนหลังจากได้รับการโอนเงินครั้งนั้น บัญชีของเธอก็ถูกอายัด ทำให้เธอไม่สามารถใช้บัญชีธนาคารได้เลย

ข้อเสนอแนะเพื่อการทบทวนมาตรการอายัดบัญชีปัจจุบัน

จากกรณีที่เกิดขึ้น อี้แทนคุณและต้นอ้อได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงมาตรการอายัดบัญชีให้มีความยุติธรรมและรอบคอบมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่อของกระบวนการทางกฎหมายที่ไม่สมเหตุสมผล การกำหนดวงเงินขั้นต่ำในการอายัด และการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนทำการอายัด จะช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และช่วยให้พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเรื่องร้องเรียนของผู้เสียหายและรับปากว่าจะนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

การแก้ไขปัญหาบัญชีม้าและการอายัดบัญชีอย่างไม่เป็นธรรมเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ การทบทวนมาตรการ **“อี้แทนคุณ-ต้นอ้อ” พาผู้เสียหายร้อง ตร.ขอทบทวนมาตรการอายัดบัญชี กำหนดวงเงินขั้นต่ำ** จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสนใจ

ที่มา – “อี้แทนคุณ-ต้นอ้อ” พาผู้เสียหายร้อง ตร.ขอทบทวนมาตรการอายัดบัญชี กำหนดวงเงินขั้นต่ำ

“นายกฯ อนุทิน” ขึ้นโครงร่างแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว

“นายกฯ อนุทิน” เผย ขึ้นโครงร่างแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว รายชื่อ “ครม.อนุทิน 1” ถือว่า 100% หลังตรวจประวัติเสร็จนำขึ้นทูลเกล้าฯ สัปดาห์นี้ ส่งทีมงานยื่นเอกสารเพิ่ม สลค. ทำเนียบฯ อังคารนี้งดประชุม ครม.

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 15 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา จะให้พรรคร่วมรัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมหรือไม่ ว่า เราขึ้นโครงร่างมาแล้ว จะส่งเนื้อหาของกระทรวงที่พรรคร่วมรัฐบาลรับผิดชอบเพื่อให้พิจารณาเพิ่มเติมแก้ไข รวมไปถึงตัดบางส่วนเพื่อทำให้รัฐมนตรีมั่นใจว่าสามารถเข้ามาแล้วทำงานได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบประวัติว่าที่รัฐมนตรีเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน ตอบว่าใกล้แล้ว เพราะรายชื่อถือว่า 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งการตรวจประวัติถือเป็นขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ โดยจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้

ส่วนคำถามว่าหากมีการโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาภายในกี่วัน นายอนุทิน ระบุว่า เราจะรอการถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งระหว่างนั้นคงจะทำงานได้ระดับหนึ่ง เพราะต้องเร่งแถลงนโยบาย เนื่องจากการจะทำงานได้เต็มที่ต้องรอการแถลงนโยบาย ระหว่างนี้ก็อยู่ระหว่างการเตรียมนโยบาย ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยก็จะนัดประธานรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายและทำงานเลย

ทั้งนี้ เมื่อตอบคำถามจบ นายอนุทิน บอกว่า “พอแล้วนะ” โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามต่อว่ามีการรายงานรายชื่อ ครม. ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติหรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว ก่อนจะเดินออกจากวงสัมภาษณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมความคืบหน้าการจัดตั้ง ครม.อนุทิน 1 ภายหลังนายอนุทิน ระบุว่า ในส่วนของรายชื่อถือว่า 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ในสัปดาห์นี้ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ทีมงานของนายอนุทิน นำเอกสารมาส่งที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพิ่มเติม โดยคาดว่าเป็นเอกสารคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีเพื่อทำการตรวจสอบ ขณะที่เมื่อเวลา 13.30 น. นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล ขณะเดียวกัน สลค. ได้มีการแจ้งงดการประชุม ครม. ในวันที่ 16 กันยายน 2568

“นายกฯ อนุทิน” เผย ขึ้นโครงร่างแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว รายชื่อ ครม. ถือว่า 100%

ความคืบหน้าล่าสุด “นายกฯ อนุทิน” กับการจัดตั้งรัฐบาล

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกฯ อนุทิน” การที่นายกฯ ออกมายืนยันว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีถือว่า 100% แล้ว แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม และเป็นสัญญาณที่ดีถึงการมีรัฐบาลที่พร้อมเดินหน้าบริหารประเทศในเร็ววัน

การที่ “นายกฯ อนุทิน” เร่งดำเนินการเรื่องนโยบายของรัฐบาล ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง การที่เปิดโอกาสให้พรรคร่วมรัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาเนื้อหาของนโยบาย ก็แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการตรวจสอบประวัติและความเหมาะสมของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคคลเหล่านั้นมีความเหมาะสมและมีคุณสมบัติครบถ้วนในการทำหน้าที่สำคัญนี้

การงดประชุม ครม. ในวันที่ 16 กันยายน 2568 อาจเป็นผลมาจากการที่หลายฝ่ายกำลังเร่งดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งต้องใช้เวลาและความรอบคอบเป็นอย่างมาก

โดยรวมแล้ว สถานการณ์การเมืองในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ การที่ “นายกฯ อนุทิน” และทีมงานสามารถดำเนินการต่างๆ ได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว ก็จะเป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ประชาชนได้รับทราบถึงแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสนใจและติดตาม

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” เผย ขึ้นโครงร่างแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว รายชื่อ ครม. ถือว่า 100%

AI ตรวจพบรถต้องสงสัย เครือข่ายยาบ้า ยึดไอซ์ 100 กก.

AI ตรวจพบรถต้องสงสัย เครือข่ายแก๊งค้ายา ยึดไอซ์ 100 กก. ยาบ้า 3.7 ล้านเม็ด

ตำรวจสืบสวนภาค 5 ใช้เทคโนโลยี AI สุดล้ำตรวจจับรถต้องสงสัยพัวพันเครือข่ายยาเสพติด ก่อนนำไปสู่การไล่ล่าระทึก ยิงยางสกัด และจับกุมได้ในที่สุด ผลการตรวจค้นพบไอซ์จำนวนมหาศาลถึง 100 กิโลกรัม และยาบ้าอีกกว่า 3.7 ล้านเม็ด! พบว่าเป็นเครือข่ายยาเสพติดของ “นายเสือ” ซึ่งมีพฤติการณ์ซุกซ่อนยาบ้าในรถบรรทุกกะหล่ำปลีเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายอนุสรณ์ มาสุข อายุ 24 ปี ชาวจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ พร้อมของกลางยาบ้า 3,730,000 เม็ด ยาไอซ์ 100 กิโลกรัม และรถกระบะอีซูซุ สีเทา ทะเบียนนครราชสีมา ที่ใช้ในการขนส่งยาเสพติด

AI สุดล้ำ ตรวจจับรถต้องสงสัยได้อย่างไร?

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากการทำงานของระบบไลเซนส์เพลต ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาโดยสืบสวนภาค 5 โดยระบบสามารถตรวจพบรถกระบะต้องสงสัยที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ รถคันดังกล่าวมีลักษณะมุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอแม่แตง อำเภอสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูนอย่างมีพิรุธ

ต่อมาในวันที่ 13 กันยายน ชุดปฏิบัติการได้เฝ้าสังเกตการณ์และพบรถยนต์อีซูซุ สีเทา ทะเบียนนครราชสีมา มีผ้าใบคลุมกระบะท้าย ขับไปตามถนนเชียงใหม่-พร้าว มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ ลักษณะเป็นการบรรทุกสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก โดยมีรถยนต์อีซูซุ สีเทาอีกคันหนึ่ง ป้ายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ขับนำทาง มุ่งหน้าไปยังจังหวัดลำพูน

ในเวลาประมาณ 22.00 น. รถคันดังกล่าวขับมาถึงบริเวณตลาดแม่ทา อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ก่อนถึงด่านตรวจแม่ทาประมาณ 100 เมตร รถคันดังกล่าวกลับรถอย่างกะทันหันและขับเข้าไปในพื้นที่ตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน กระทั่งเวลาประมาณ 03.50 น. ของวันที่ 14 กันยายน พบรถยนต์ต้องสงสัยคันดังกล่าวขับออกจากพื้นที่หมู่บ้านหล่ายทา ตำบลทาสบเส้า มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองลำพูน ชุดปฏิบัติการจึงได้ไล่ติดตาม ผ่านอำเภอเมืองลำพูน อำเภอสารภี อำเภอเมืองเชียงใหม่ และขับไปตามถนนเชียงใหม่ – พร้าว ฝ่าไฟแดงแยกรวมโชค แยกหนองจ๊อม แยกแม่โจ้ และแยกโรงพยาบาลสันทราย

การไล่ล่าสิ้นสุดลงในเวลาประมาณ 04.30 น. เมื่อชุดปฏิบัติการตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงยาง จนสามารถหยุดรถยนต์คันดังกล่าวได้บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อสาขาบ้านไร่สหกรณ์ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พบนายอนุสรณ์ หรือ สนุ๊ก มาสุข เป็นคนขับ จากการตรวจค้นภายในรถพบของกลางยาเสพติดจำนวนมาก ทั้งยาบ้าและไอซ์ จึงจับกุมตัวพร้อมของกลางส่งดำเนินคดี ส่วนรถยนต์อีซูซุ สีเทา ทะเบียนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นรถนำสำรวจเส้นทาง ได้หลบหนีมุ่งหน้าไปยังอำเภอแม่แตง และหลุดการติดตาม เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการขยายผลเพิ่มเติม

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 5 ได้พัฒนาเทคโนโลยีในการตรวจและติดตาม AI ตรวจพบรถต้องสงสัย ที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ ถือเป็นนวัตกรรม AI ที่นำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านการปราบปรามยาเสพติด สำหรับการจับกุมผู้ต้องหาคดีนี้พบว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันกับกลุ่มนายเสือ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้เมื่อสองปีก่อนพร้อมของกลางยาบ้า 6 ล้านเม็ด และไอซ์อีก 30 กิโลกรัม ซุกรถกระบะขนกะหล่ำปลี การใช้ AI ตรวจพบรถต้องสงสัย ครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้น

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์ใช้ในการปราบปรามยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ระบบ AI ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับรถต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่กระจายไปในสังคม และ AI ตรวจพบรถต้องสงสัย จะเป็นเครื่องมือสำคัญต่อไป

ที่มา – AI ตรวจพบรถต้องสงสัย เครือข่ายแก๊งค้ายา ยึดไอซ์ 100 กก. ยาบ้า 3.7 ล้านเม็ด