วัน: 16 กันยายน 2025

ศาลยกฟ้องก่อการร้าย! มือยิงซีอีโอประกัน

กลายเป็นข่าวใหญ่ เมื่อผู้พิพากษารัฐนิวยอร์กตัดสินใจยกฟ้องข้อหาก่อการร้ายของนาย ลุยจิ มังจิโอนี ผู้ต้องหาในคดีสะเทือนขวัญ นั่นคือการยิงสังหารซีอีโอของบริษัทประกันชื่อดังเมื่อปลายปีก่อน อย่างไรก็ตาม เขายังคงต้องเผชิญกับการดำเนินคดีในข้อหาฆาตกรรมต่อไป

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นาย ลุยจิ มังจิโอนี ผู้ก่อเหตุยิงนาย ไบรอัน ทอมป์สัน ซีอีโอของบริษัทประกัน “ยูไนเต็ด เฮลธ์ แคร์” (UnitedHealthcare – UHC) เมื่อธันวาคมปีที่แล้ว ได้รับการยกฟ้องข้อหาก่อการร้ายใน 2 ข้อหาสำคัญ ได้แก่ ข้อหาฆาตกรรมระดับ 1 และฆาตกรรมระดับ 2 ตามกฎหมายก่อการร้ายของรัฐนิวยอร์ก โดยศาลให้เหตุผลว่าหลักฐานที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการเอาผิดในข้อหาดังกล่าว

ผู้พิพากษา เกรโกรี คาร์โร ผู้ดูแลคดีอาญาซึ่งรัฐเป็นโจทก์และนายมังจิโอนีเป็นจำเลย ได้อ่านคำตัดสินเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างการพิจารณาคดีที่ใช้เวลาเพียง 15 นาที ณ ศาลในเมืองแมนฮัตตัน โดยระบุว่าข้อกล่าวหาที่นายมังจิโอนีได้รับนั้น ไม่เข้าข่ายคำนิยามของการก่อการร้ายตามกฎหมายของรัฐนิวยอร์ก

“ข้อหาที่ 1 และ 2 ซึ่งตั้งข้อหาจำเลยในความผิดฐานฆาตกรรมโดยเจตนาระดับหนึ่ง (เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมการก่อการร้าย) และฆาตกรรมโดยเจตนาระดับสองในฐานะอาชญากรรมก่อการร้าย จึงถูกยกฟ้องข้อหาก่อการร้ายเนื่องจากมีหลักฐานทางกฎหมายไม่เพียงพอ” ผู้พิพากษาคาร์โรกล่าวอย่างชัดเจน

ถึงแม้ว่าอัยการจะพยายามโต้แย้งว่าเอกสารที่นายมังจิโอนีทิ้งไว้นั้นแสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจในการก่อการร้าย แต่ผู้พิพากษากลับเห็นว่าอัยการไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ต้องสงสัยมีเจตนาที่จะสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาล หรือพยายามที่จะสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมโดยรวม ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญของกฎหมายก่อการร้ายของรัฐนิวยอร์ก

“ไม่มีการนำเสนอหลักฐานใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ยื่นข้อเรียกร้องใดๆ ต่อรัฐบาล หรือต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ของรัฐบาลเป็นพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้กระทำการเหล่านั้นด้วยการข่มขู่หรือบีบบังคับแต่อย่างใด” ผู้พิพากษากล่าวเสริม

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาคาร์โรได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า “คณะอัยการได้นำเสนอหลักฐานทางกฎหมายที่เพียงพอสำหรับข้อหาอื่นๆ ทั้งหมด รวมถึงความผิดฐานฆาตกรรมโดยเจตนาระดับสอง (โดยไตร่ตรองไว้ก่อน)” ซึ่งหมายความว่านายมังจิโอนียังคงต้องเผชิญกับการพิจารณาคดีในข้อหาฆาตกรรม

ข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาระดับ 1 ที่ถูกยกฟ้องไปนั้น มีโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด

ในส่วนของข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาระดับ 2 (โดยไตร่ตรองไว้ก่อน) ที่ยังคงอยู่ อาจทำให้นายมังจิโอนีต้องรับโทษจำคุก 15-25 ปี นอกจากนี้ เขายังถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืนและการปลอมแปลงเอกสารอีกด้วย

นอกเหนือจากข้อกล่าวหาตามกฎหมายระดับรัฐแล้ว นายมังจิโอนียังถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมตามกฎหมายกลางของสหรัฐฯ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต

อนึ่ง ผู้พิพากษาคาร์โรได้ปฏิเสธคำร้องของทนายฝ่ายจำเลยที่ขอให้เลื่อนการพิจารณาคดีของศาลระดับรัฐออกไปก่อน จนกว่าการพิจารณาคดีของศาลรัฐบาลกลางจะมีข้อสรุป โดยผู้พิพากษาคาร์โรกำหนดให้เริ่มการพิจารณาคดีของนายมังจิโอนีในวันที่ 1 ธันวาคมที่จะถึงนี้

ยกฟ้องข้อหาก่อการร้าย: จุดเปลี่ยนในคดีดัง

คดีนี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากความโหดร้ายของอาชญากรรมและการยกฟ้องข้อหาก่อการร้ายที่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย คำถามสำคัญคือ การตัดสินใจของศาลในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อรูปคดีในภาพรวมอย่างไร และนายมังจิโอนีจะได้รับโทษสถานใดหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง

ทำไมศาลถึงยกฟ้องข้อหาก่อการร้าย?

เหตุผลหลักที่ศาลยกฟ้องคือการขาดหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านายมังจิโอนีมีเจตนาที่จะก่อการร้ายตามกฎหมายของรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเน้นไปที่การสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาล หรือการสร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมโดยรวม

  • การขาดหลักฐานเชื่อมโยงกับการเมือง
  • ไม่มีการข่มขู่หรือบีบบังคับ
  • แรงจูงใจส่วนตัว

แม้ว่าเขาจะกระทำการที่รุนแรง แต่ศาลมองว่าแรงจูงใจของเขาเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าที่จะเป็นการกระทำที่มีเป้าหมายทางการเมือง

การยกฟ้องข้อหาก่อการร้ายในคดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายก่อการร้ายนั้นมีข้อจำกัดและความเฉพาะเจาะจง การกระทำที่รุนแรงใดๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการก่อการร้ายเสมอไป และศาลจะต้องพิจารณาหลักฐานและเจตนาของผู้กระทำอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสิน

ที่มา – ผู้พิพากษายกฟ้องข้อหาก่อการร้าย มือยิงซีอีโอบริษัทประกันสหรัฐฯ

สาวเป็นงูสวัด ไปหาหมอพื้นบ้าน สุดท้ายทรุดหนัก

อุทาหรณ์! แม่ค้าผักสาวเป็นงูสวัด เพื่อนแนะนำไปหาหมอพื้นบ้าน ท่องคาถาพ่นหมากพลู สุดท้ายอาการทรุดหนัก แผลพุพองลามทั่วร่าง ติดเชื้อในกระแสเลือด เกือบช็อก!

เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานข่าวของ นางเอ (นามสมมติ) อายุ 39 ปี อาชีพแม่ค้าขายผัก ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประสบกับภาวะสาวเป็นงูสวัด โดยเริ่มจากอาการบริเวณท้ายทอยและหลังใบหู นางเอตัดสินใจซื้อยามารับประทานและทาเองในเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม อาการของนางเอกลับไม่ดีขึ้น เพื่อนของเธอจึงแนะนำให้ไปรักษากับหมอพื้นบ้าน ด้วยความเชื่อ นางเอจึงตัดสินใจลองรักษาด้วยวิธีพื้นบ้าน โดยหมอพื้นบ้านใช้วิธีเคี้ยวหมากพลู พร้อมท่องคาถา และพ่นหมากพลูใส่บริเวณแผลที่ศีรษะและคอของนางเอ

หลังจากได้รับการรักษาแบบพื้นบ้าน นางเอก็เริ่มรู้สึกเจ็บแสบไปทั่วร่างกาย และมีไข้ขึ้นสูง เธอจึงซื้อยาแก้ปวดลดไข้มากินเองเป็นเวลา 7 วัน แต่อาการกลับทรุดหนักลงกว่าเดิม กลายเป็นแผลพุพองลุกลามไปทั่วร่างกาย เจ็บปวดไปทั้งตัว และมีไข้สูงขึ้นเรื่อยๆ นางเอจึงตัดสินใจไปพบแพทย์ที่คลินิกใกล้บ้าน

เมื่อแพทย์คลินิกตรวจดูอาการ พบว่าแผลมีการติดเชื้อรุนแรง ขาทั้งสองข้างบวมแดง มีตุ่มหนองขึ้นเต็มตัว ทางคลินิกแจ้งว่าไม่สามารถให้การรักษาได้ เนื่องจากอาการหนักเกินไป และแนะนำให้นางเอไปโรงพยาบาลโดยด่วน

ด้วยความช่วยเหลือจากสายด่วน 1669 นางเอได้รับการนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แพทย์ห้องฉุกเฉินให้การช่วยเหลือเบื้องต้นด้วยการให้น้ำเกลือ และแจ้งว่านางเอมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หากมาช้ากว่านี้ อาจเกิดอาการช็อกได้ เนื่องจากไข้สูงถึง 39.2 องศาเซลเซียส

นางเอเล่าว่า ก่อนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ผิวหนังทั่วร่างกายของเธอเป็นแผลพุพอง บวมแดง ดูน่ากลัวมาก หลังจากได้รับการรักษาจากแพทย์โรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ และพักฟื้นเป็นเวลา 1 สัปดาห์ อาการของเธอก็ค่อยๆ ดีขึ้น ไข้ลดลง ผิวหนังเริ่มแห้ง และแผลเริ่มตกสะเก็ด

นางเอกล่าวว่า “นี่เป็นบทเรียนราคาแพง เกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะรักษาผิดวิธี ผู้ที่เป็นโรคเริมงูสวัด ควรมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยกว่าการซื้อยามารับประทานเอง หรือรักษาตามความเชื่อที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ”

นายแพทย์ธนกร ศรัณยภิญโญ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อธิบายว่า เริมและงูสวัดเป็นเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกัน แต่เป็นคนละชนิด หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็จะไม่มีปัญหา แต่ความรุนแรงของอาการจะสูงในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผิวหนังของมนุษย์เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรค โรคเหล่านี้ทำให้เกิดตุ่มพุพองและแผล ซึ่งเปิดโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น การดูแลรักษาความสะอาดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม หากอาการรุนแรง เชื้ออาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

แพทย์แผนปัจจุบันมียารักษาโรคเหล่านี้โดยตรง คือยาฆ่าเชื้อไวรัส เมื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ยาจะช่วยยับยั้งการลุกลามของโรคได้ โดยทั่วไป การรักษาใช้เวลา 7-10 วัน หรือนานสุดไม่เกิน 14 วัน แม้ว่าโรคนี้จะไม่หายขาด แต่ยาจะช่วยควบคุมอาการให้สงบได้นาน

สาวเป็นงูสวัด: อุทาหรณ์การรักษาที่ไม่ถูกต้อง

ทำไมการรักษากับแพทย์จึงสำคัญเมื่อสาวเป็นงูสวัด?

กรณีของนางเอเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของการรักษาโรคด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง การรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากแพทย์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค สามารถวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ และให้การรักษาที่ตรงจุดด้วยยาที่มีประสิทธิภาพ

สำคัญที่สุดคือ การอย่าหลงเชื่อการรักษาที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ การรักษาด้วยความเชื่ออาจทำให้เสียเวลาและเงินทองโดยเปล่าประโยชน์ ซ้ำร้ายยังอาจทำให้อาการทรุดหนักลง และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ดังนั้น หากคุณสงสัยว่าตัวเองกำลังป่วยเป็นโรคเริมงูสวัด สิ่งที่ควรทำคือรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

อย่าปล่อยให้ความเชื่อนำทางชีวิต แต่จงเลือกการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ

ที่มา – สาวเป็นงูสวัด ไปหาหมอพื้นบ้าน ท่องคาถาพ่นหมากพลู สุดท้ายทรุดหนัก

สลด! **หญิงวัย 40 ปี พลัดตกอาคารจอดรถ** ดับ

เกิดเหตุสลดใจ **หญิงวัย 40 ปี พลัดตกอาคารจอดรถ** ห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านลาดพร้าว เสียชีวิตคาที่ สร้างความตกใจและเสียใจให้กับผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวเศร้าว่า เกิดเหตุ**หญิงวัย 40 ปี พลัดตกอาคารจอดรถ**ของห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งในย่านลาดพร้าว โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุทันที

พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้เดินผ่านบริเวณดังกล่าวและยังไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ แต่เมื่อเดินกลับมาที่เดิม กลับพบร่างของหญิงรายหนึ่งนอนอยู่กับพื้น โดยมีกระเป๋าสะพายอยู่ข้างกาย ในตอนแรกสังเกตว่าไม่มีร่องรอยของเลือด จึงคิดว่าอาจเป็นลมหมดสติไป แต่หลังจากนั้นไม่นานก็สังเกตเห็นเจ้าหน้าที่เร่งรุดเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ จึงทราบว่ามีบุคคลพลัดตกจากอาคารจอดรถ

**หญิงวัย 40 ปี พลัดตกอาคารจอดรถ**

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก และทำให้เกิดคำถามถึงมาตรการความปลอดภัยของอาคารจอดรถในห้างสรรพสินค้าต่างๆ รวมถึงสาเหตุของการพลัดตกในครั้งนี้ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งทำการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ **หญิงวัย 40 ปี พลัดตกอาคารจอดรถ**

จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่ทำให้**หญิงวัย 40 ปี พลัดตกอาคารจอดรถ**ในครั้งนี้ได้ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงเพื่อหารายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์เพื่อรวบรวมข้อมูล

ทางห้างสรรพสินค้ายังไม่ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่คาดว่าจะมีการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญในการใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่สาธารณะที่มีผู้คนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก เราทุกคนควรระมัดระวังและสังเกตสิ่งรอบข้างอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น

นอกจากนี้ ญาติของผู้เสียชีวิตยังไม่ได้ออกมาให้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการติดต่อญาติเพื่อแจ้งข่าวและดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

การสูญเสียครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต และขอให้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

เราควรให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้าง หากรู้สึกว่ามีความเครียดหรือมีปัญหาในชีวิต ควรหาทางระบายหรือขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น

ที่มา – หญิงวัย 40 ปี พลัดตกอาคารจอดรถ ห้างดังย่านลาดพร้าว เสียชีวิต

Meldonium คืออะไร? ช่วยนักบอลได้จริงหรือ

Meldonium เป็นยาที่ถูกห้ามโดยองค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (Wada) ตั้งแต่ปี 2016

สารนี้ถูกพัฒนาในลัตเวียในปี 1970 และใช้ในประเทศยุโรปตะวันออกเพื่อรักษาโรคหัวใจที่จำกัดการไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย

ไม่สามารถสั่งจ่ายหรือซื้อได้ในสหราชอาณาจักร แต่การนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัวนั้นไม่ผิดกฎหมาย

การใช้ Meldonium ช่วยให้เลือดเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น เพิ่มขีดความสามารถของร่างกายในการนำพาออกซิเจน ดังนั้นในทางทฤษฎีแล้ว ประโยชน์ต่อหัวใจสามารถนำไปสู่ความแข็งแกร่งที่ดีขึ้น ความอดทนที่มากขึ้น และประสิทธิภาพโดยรวมที่เพิ่มขึ้นสำหรับนักกีฬา

การศึกษา, external ที่ตีพิมพ์ในปี 2015 พบว่า Meldonium “แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพความอดทนของนักกีฬา การฟื้นฟูที่ดีขึ้นหลังการออกกำลังกาย การป้องกันความเครียด และการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางที่เพิ่มขึ้น”

Wada ได้ดำเนินการห้ามการใช้ Meldonium โดยนักกีฬาเนื่องจากมีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่านักกีฬาทั่วโลกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

การสอบสวนในปี 2015 โดย Wada ที่ศูนย์ทดสอบในโคโลญพบว่า 182 จาก 8,320 ตัวอย่างปัสสาวะแบบสุ่มให้ผลบวกสำหรับยา ซึ่งคิดเป็นอัตรา 2.2%

การทดสอบในการแข่งขันกีฬา European Games ปี 2015 ที่บากูพบว่าผู้ได้รับเหรียญรางวัล 13 คนกำลังใช้สารนี้ในขณะนั้น

มาเรีย ชาราโปวา แชมป์วิมเบิลดัน ล้มเหลวในการทดสอบยาเสพติดในเดือนมีนาคม 2016 หลังจากตรวจพบ Meldonium ในตัวอย่างของเธอ นักเทนนิสชาวรัสเซียอ้างว่าเธอใช้สารนี้มานานนับทศวรรษเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพและไม่ได้สังเกตว่ามันถูกเพิ่มเข้าไปในรายชื่อสารต้องห้ามของ Wada เธอถูกแบนเป็นเวลา 15 เดือน

หลังจากมีการประกาศผลการตรวจที่เป็นบวกของชาราโปวา ทอม บาสซินเดล อาจารย์ด้านนิติวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ฮาลลัม บอกกับ BBC Sport ว่า “[Meldonium] ถูกโฆษณาว่าให้สมาธิจิตใจ ขจัดความเครียดภายนอกเพื่อให้คุณรู้สึกเฉียบคมยิ่งขึ้น มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางเล็กน้อย เหมือนกับสารกระตุ้นเช่นคาเฟอีน ซึ่งทำให้คุณได้เปรียบมากขึ้น

“มันจะช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นจากการออกแรงอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเทนนิสหลายเกมหรือนักปั่นจักรยานกลับมาในวันรุ่งขึ้นสำหรับอีกสเตจ นอกจากนี้ยังมีผลต่อความอดทนด้วย”

Meldonium คืออะไร: สารต้องห้ามที่นักกีฬาใช้จริงหรือ?

เกิดอะไรขึ้นกับ Mykhailo Mudryk? กรณีศึกษาเกี่ยวกับ Meldonium

สมาคมฟุตบอลได้ตั้งข้อหา Mykhailo Mudryk ปีกของเชลซี ในข้อหาใช้สารกระตุ้นหลังจากที่เขาไม่ผ่านการทดสอบยาเสพติดเมื่อปีที่แล้ว

Mudryk ถูกพักงานชั่วคราวในเดือนธันวาคมในขณะที่เขาและเชลซีรอผลการทดสอบตัวอย่าง B และ FA ได้ยืนยันแล้วว่าเขาถูกตั้งข้อหา

การขาดหายไปของนักเตะชาวยูเครนในการแข่งขัน 5 นัดของเชลซีได้รับการอธิบายว่าเป็นอาการป่วยโดยสโมสร ซึ่งต่อมายืนยันว่า “การค้นพบที่ไม่พึงประสงค์ในการทดสอบปัสสาวะตามปกติ” ได้รับรายงานไปยังพวกเขาโดย FA

Mudryk ไม่ได้ลงเล่นเกมให้กับเชลซีหรือยูเครนเลยตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024

นักเตะวัย 24 ปีอ้างว่าผลลัพธ์ที่เป็นบวก “เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง” และยืนยันว่าเขา “ไม่เคยจงใจใช้สารต้องห้ามใด ๆ หรือละเมิดกฎใด ๆ “

Meldonium คืออะไร: ใช้ในกรณีใดได้บ้าง?

นักกีฬาคนอื่น ๆ ที่มีผลตรวจเป็นบวกสำหรับ Meldonium นับตั้งแต่มีการเพิ่มเข้าไปในรายชื่อสารต้องห้าม ได้แก่ นักเต้นไอซ์สเก็ต Ekaterina Bobrova นักมวยอาชีพ Alexander Povetkin และนักปั่นจักรยาน Eduard Vorganov ซึ่งทั้งหมดมาจากรัสเซีย

นักกีฬาชาวยูเครนที่พบว่าใช้ Meldonium ได้แก่ นักกรีฑาประเภทสัตตกรีฑา Anastasiya Mokhnyuk และนักพายเรือแคนู Oleksandr Senkevych

นอกจากนี้ นักวิ่งระยะกลางชาวเอธิโอเปีย-สวีเดน Abeba Aregawi นักวิ่งวิบากชาวอิตาลี Ahmed Abdelwahed และนักฟุตบอลเกลิคชาวไอริช Ray Walker ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวก

มีการทดสอบที่เป็นบวกสำหรับ Meldonium 70 ครั้งทั่วโลกในปี 2022 ตาม ตัวเลขที่เผยแพร่ล่าสุดของ Wada, external แสดงให้เห็นว่าการใช้ Meldonium ในทางที่ผิดลดลงอย่างมากนับตั้งแต่มีการแนะนำการแบน

บทความนี้เป็นบทความล่าสุดจากทีม ถามอะไรก็ได้ ของ BBC Sport

ถามอะไรก็ได้คืออะไร

เราต้องการตอบแทนเวลาของคุณด้วยการบอกสิ่งที่คุณไม่รู้และเตือนสิ่งที่คุณรู้

ทีมงานจะค้นหาสิ่งที่คุณต้องรู้และสามารถขอความช่วยเหลือจากเครือข่ายผู้ติดต่อของเรา รวมถึงผู้เชี่ยวชาญและนักวิจารณ์ของเรา

เราจะตอบคำถามของคุณจากใจกลางห้องข่าวของ BBC Sport และไปเบื้องหลังเหตุการณ์กีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การรายงานข่าวของเราจะครอบคลุมเว็บไซต์ แอป โซเชียลมีเดีย และบัญชี YouTube ของ BBC Sport รวมถึง BBC TV และวิทยุ

คำถามเพิ่มเติมที่ได้รับคำตอบ….

โดยสรุป, meldonium คืออะไร? มันคือยาที่ครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางกายของนักกีฬา, แต่ปัจจุบันถูกแบนเนื่องจากข้อกังวลด้านจริยธรรมและความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม

ที่มา – What is meldonium and can it enhance a footballer’s performance?

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหาร-ตำรวจ รวม 2,951 ราย

ข่าวดีวันนี้! มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล 90 ราย เป็นกรณีพิเศษ รวมถึงพระราชทานยศร้อยตำรวจตรีเป็นกรณีพิเศษให้แก่ดาบตำรวจเกษียณอายุราชการอีก 56 ราย นอกจากนี้ ยังมีข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่ประพฤติดีได้รับพระราชทานยศอีกถึง 2,895 ราย รวมทั้งสิ้น 2,951 ราย ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล 90 ราย ตร.ประพฤติดี-เกษียณราชการ 2,951 ราย

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษให้แก่นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกระทรวงกลาโหม ที่ได้รับราชการมาด้วยความเรียบร้อยเป็นผลดีแก่ทางราชการ จำนวน 90 ราย ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568 ประกาศ ณ วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568

(รายชื่อทหาร 90 ราย)

นอกจากนี้ ยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งมีเนื้อหาว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศร้อยตำรวจตรีเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศดาบตำรวจที่มีความประพฤติเรียบร้อยและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะตลอดมา ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 56 ราย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568 ประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568

(รายชื่อข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศดาบตำรวจทั้ง 56 ราย)

และยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอีกฉบับ เรื่อง พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ซึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะตลอดมา จำนวน 2,895 ราย ประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568

(รายชื่อข้าราชการตำรวจประพฤติดี 2,895 ราย)

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ฉบับนี้ มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ:

  • ยศทหารชั้นนายพล: พระราชทานให้แก่นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกระทรวงกลาโหม จำนวน 90 ราย ที่ปฏิบัติราชการด้วยความเรียบร้อยและเป็นผลดีแก่ทางราชการ
  • ยศร้อยตำรวจตรี: พระราชทานเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศดาบตำรวจ จำนวน 56 ราย ที่มีความประพฤติดีและจะเกษียณอายุราชการในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
  • ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร: พระราชทานให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 2,895 ราย ที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะ

การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล 90 ราย และตำรวจที่ประพฤติดีอีก 2,951 รายนี้ แสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การได้รับพระราชทานยศครั้งนี้ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตของข้าราชการทุกท่าน ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับพระราชทานยศในครั้งนี้ด้วยนะครับ อย่าลืมตรวจสอบรายชื่อของท่านและคนรู้จักได้ตามลิงก์ที่ระบุไว้ข้างต้นนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล 90 ราย ตร.ประพฤติดี-เกษียณราชการ 2,951 ราย

แมนยูภายใต้ อโมริม: มีสัญญาณความคืบหน้าบ้างไหม?

แมนยูภายใต้ อโมริม: มีสัญญาณความคืบหน้าบ้างไหม?

การเริ่มต้นฤดูกาลที่น่าผิดหวังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เพิ่มแรงกดดันต่อผู้จัดการทีม รูเบน อโมริม ซึ่งเก็บชัยชนะได้เพียง 25.8% ในเกมพรีเมียร์ลีกที่เขาคุมทีม

ปีศาจแดงมีชัยชนะเพียงสองครั้งจาก 13 นัดล่าสุดในลีกสูงสุด และยังคงแสดงผลงานที่น่าผิดหวังอย่างต่อเนื่องในเกมที่แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

แม้ว่าความไม่สบายใจจากภายนอกที่มีต่อ อโมริม จะเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรจากการพ่ายแพ้ในเกมดาร์บี้แมตช์ แต่ผู้บริหารระดับสูงยังคงให้การสนับสนุนกุนซือชาวโปรตุกีสอย่างเต็มที่

แหล่งข่าวของสโมสรยืนยันว่าจากสถิติส่วนใหญ่ ยูไนเต็ดทำผลงานได้ดีกว่าฤดูกาลที่แล้ว แม้ว่าจะอยู่ในอันดับที่ 14 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992-93 โดยมีเพียงสี่แต้มจากสี่เกมแรก

สถิติพื้นฐานบางส่วนของพวกเขาก็เผยให้เห็นถึงพัฒนาการเล็กน้อยในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา แต่มักจะถูกบ่อนทำลายด้วยปัญหาในทั้งสองกรอบเขตโทษ นับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ยูไนเต็ด ทำประตูได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ 9 ประตู โดยพิจารณาจากคุณภาพของโอกาสที่พวกเขาสร้างขึ้น (ตัวเลข expected goals ของพวกเขา ไม่รวมจุดโทษ) และเสียไป 3.4 ประตู ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงการจบสกอร์ที่สิ้นเปลืองและการทำหน้าที่ผู้รักษาประตูที่ไม่แน่นอน

แผนภูมิด้านล่างแสดงผลการแข่งขัน 31 นัดในลีกภายใต้การคุมทีมของ อโมริม โดยเส้นสีเหลืองที่ตกลงมาแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของประตูที่ไม่ใช่จุดโทษใน 10 เกมที่เปลี่ยนแปลงไป (ผลการแข่งขันของพวกเขา) และเส้นสีดำที่สูงขึ้นแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของประตูที่คาดหวัง (ความโดดเด่นของพวกเขาในเกม)

แล้วอะไรคือสัญญาณความคืบหน้าของ แมนยูภายใต้ อโมริม กันแน่?

นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ยูไนเต็ด บันทึกความแตกต่างของประตูที่คาดหวังที่ไม่ใช่จุดโทษได้ค่อนข้างดี โดยมีเพียงเจ็ดทีมเท่านั้นที่ทำได้ดีกว่า

ปัญหาสำหรับ อโมริม คือสิ่งนี้ไม่ได้แปลเป็นผลลัพธ์ในสนาม ทีมของเขาเก็บได้เพียง 13 แต้มในช่วงเวลานี้ ซึ่งรวมถึง เวสต์แฮม ซึ่งเป็นผลรวมที่ต่ำที่สุดร่วมกันของสโมสรที่อยู่ในพรีเมียร์ลีก

ดังนั้น ในขณะที่อาจมีสัญญาณที่ละเอียดอ่อนบางอย่างที่บ่งบอกว่า อโมริม เริ่มที่จะพลิกสถานการณ์ การปรับปรุงที่จับต้องได้มากขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งหากกุนซือชาวโปรตุกีสต้องการที่จะได้รับเวลามากขึ้นในการคุมทีม

โดยรวมแล้ว ถึงแม้สถิติบางอย่างจะดีขึ้น แต่ผลงานในสนามจริงยังไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้เกิดคำถามว่า แมนยูภายใต้ อโมริม จะสามารถพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน และเขาจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้หรือไม่

ดังนั้น แมนยูภายใต้ อโมริม จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อปรับปรุงทีมทั้งในด้านเกมรุกเเละเกมรับ

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นอาจเป็นทางออกให้กับ แมนยูภายใต้ อโมริม เพื่อให้ทีมกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ควรจะเป็นได้

ที่มา – Are Man Utd showing any signs of progress under Amorim?

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตขรก. กทม.

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “สวาท ห้วยทราย” อดีตข้าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หลังพบการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างร้ายแรง จนนำไปสู่การถูกไล่ออกจากราชการ เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจข้าราชการให้ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม

เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ใจความสำคัญของประกาศดังกล่าวคือ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรพรรดิมาลา ที่นางสวาท ห้วยทราย อดีตข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ตำแหน่งเจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ชำนาญงาน งานบริการที่จอดยานยนต์ กองรายได้ สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร เคยได้รับพระราชทาน

สาเหตุของการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ในครั้งนี้ เนื่องมาจากนางสวาท ห้วยทราย กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้อื่น หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต และกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งขัดต่อมาตรา 85 (1) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และเป็นกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามข้อ 65 (3) ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 ประกอบมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2554

นอกจากนี้ นางสวาท ห้วยทราย ยังถูกสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562 โดยคำสั่งอันถึงที่สุด ซึ่งเป็นเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 และนางสวาท ห้วยทราย เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว

โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตข้าราชการ กทม. ประพฤติชั่วร้ายแรง-มีคำสั่งไล่ออก

ประกาศดังกล่าวลงวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ผลกระทบและความสำคัญของการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ

การโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ในกรณีนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายต่อผู้ที่ได้รับพระราชทาน การกระทำทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ และการโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ถือเป็นการลงโทษและแสดงให้เห็นว่าการกระทำผิดจะไม่ได้รับการละเว้น

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ การยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต และการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คือสิ่งที่ข้าราชการพึงกระทำ เพื่อรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตนเองและองค์กร หากข้าราชการประพฤติมิชอบ ย่อมต้องได้รับโทษตามกฎหมาย และอาจถูกโปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ ซึ่งถือเป็นความเสื่อมเสียอย่างยิ่ง

การที่ข้าราชการถูกไล่ออกจากราชการและถูกเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตัวข้าราชการผู้นั้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและคนรอบข้างอีกด้วย ดังนั้น ข้าราชการทุกคนจึงควรตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง และตั้งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจสอบและลงโทษข้าราชการที่กระทำผิด นอกจากนี้ การสร้างจิตสำนึกและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

เราควรเรียนรู้จากกรณีนี้ เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม โดยเริ่มจากตัวเราเองในการเป็นพลเมืองที่ดีและส่งเสริมค่านิยมที่ถูกต้อง การเคารพกฎหมายและการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่น่าอยู่

ที่มา – โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตข้าราชการ กทม. ประพฤติชั่วร้ายแรง-มีคำสั่งไล่ออก

รถยนต์เลี้ยวเข้าซอย เฉี่ยวยาย 79 ปีเจ็บ

อุทาหรณ์ รถยนต์เลี้ยวเข้าซอย เฉี่ยวยายวัย 79 ปีเจ็บ เหตุการณ์รถยนต์เลี้ยวเข้าซอยแล้วเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนคนเดินถนนเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดมีกรณีรถยนต์เลี้ยวเข้าซอยเฉี่ยวคุณยายวัย 79 ปี จนได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั่งอยู่บนถนนกับเพื่อน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 14.15 น. ในซอยสวัสดี บริเวณถนนจรัญยานนท์ หมู่ที่ 7 ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

จากคลิปวิดีโอที่บันทึกได้จากกล้องหน้ารถของพลเมืองดี เผยให้เห็นภาพคุณยายวัย 79 ปี นั่งอยู่บนถนนกับเพื่อนที่อายุใกล้เคียงกัน ในขณะที่นายสิทธินันท์ อายุ 30 ปี กำลังขับรถยนต์เลี้ยวเข้าซอย ด้วยลักษณะของถนนที่เป็นทางลาด ทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลง ส่งผลให้นายสิทธินันท์มองไม่เห็นคุณยายที่นั่งอยู่บนถนน ทำให้รถยนต์เฉี่ยวชนคุณยายเข้าไปใต้ท้องรถ โชคดีที่พลเมืองดีขับรถสวนทางมาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงบีบแตรส่งสัญญาณเตือน ทำให้นายสิทธินันท์หยุดรถได้ทันท่วงที

หลังเกิดเหตุ พลเมืองดีได้รีบลงจากรถเพื่อช่วยเหลือคุณยายที่ได้รับบาดเจ็บออกจากใต้ท้องรถ และโทรศัพท์แจ้งหน่วยกู้ชีพเทศบาลตำบลท่าสะอ้าน เพื่อนำตัวคุณยายส่งโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 เพื่อทำการรักษาต่อไป

อุทาหรณ์ รถยนต์เลี้ยวเข้าซอย เฉี่ยวยายวัย 79 ปีเจ็บ

เหตุการณ์ รถยนต์เลี้ยวเข้าซอย เฉี่ยวยายวัย 79 ปีเจ็บ ในครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ขับขี่รถยนต์ทุกคนที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณซอย ถนนที่มีลักษณะลาดชัน หรือบริเวณที่มีคนเดินเท้าสัญจรไปมา

ข้อควรระวังในการขับขี่รถยนต์ในซอย

  • ลดความเร็ว: การลดความเร็วเมื่อขับขี่ในซอย จะช่วยให้มีเวลาในการมองเห็นสิ่งกีดขวางและตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงที
  • สังเกตการณ์: สังเกตการณ์คนเดินเท้า เด็ก สัตว์เลี้ยง และสิ่งกีดขวางอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ
  • ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ: ในบริเวณที่ทัศนวิสัยไม่ดี เช่น ทางโค้ง ทางลาดชัน หรือในเวลากลางคืน
  • ให้สัญญาณ: ให้สัญญาณไฟเลี้ยวทุกครั้งก่อนเลี้ยว
  • รักษาระยะห่าง: รักษาระยะห่างจากรถคันหน้าและคนเดินเท้าให้เหมาะสม

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเบรกและระบบไฟส่องสว่าง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลเพิ่มเติมว่าคุณยายทั้งสองมักจะขอเงินจากชาวบ้านในละแวกนั้น โดยอ้างว่าจะนำเงินกลับบ้านเกิดต่างจังหวัด และจะหายไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะกลับมาขอเงินอีกครั้ง

รถยนต์เลี้ยวเข้าซอย เฉี่ยวยายวัย 79 ปีเจ็บ เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมีสติและความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน และสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนให้กับทุกคน

ที่มา – อุทาหรณ์ รถยนต์เลี้ยวเข้าซอย เฉี่ยวยายวัย 79 ปีเจ็บ หลังนั่งกับเพื่อนบนถนน

สกลนคร! โจรฆ่าวัว เฉือนขา เจ้าของแทบช็อก

สกลนครระทึก! เกิดเหตุสุดสะเทือนใจ เมื่อคนร้ายลงมือก่อเหตุ โจรฆ่าวัว เฉือนขา ควักเครื่องใน ทิ้งซากวัวครึ่งตัวไว้ให้เจ้าของดูต่างหน้า ผู้ใหญ่บ้านเตือนลูกบ้านให้เพิ่มความระมัดระวัง หลังเจ้าของต้องชำแหละซากที่เหลือขาย ได้เงินเพียง 1,000 บาทเท่านั้น

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “นงลักษณ์ ซึมเมฆ” ได้โพสต์ภาพสุดหดหู่ เป็นภาพวัวที่ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม เหลือเพียงซากครึ่งตัว ขาหลังทั้งสองข้างถูกเฉือนหายไป พร้อมข้อความระบุว่า โจรฆ่าวัว เฉือนขา เครื่องในหายเกลี้ยง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านหนองผือ ตำบลนาแก้ว อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร สร้างความตกใจและความโกรธแค้นให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

โจรฆ่าวัว เฉือนขา สกลนคร อาละวาด

นางนงลักษณ์ ซึมเมฆ ผู้ใหญ่บ้านหนองผือใหม่ หมู่ 8 ตำบลนาแก้ว ซึ่งเป็นเจ้าของโพสต์ เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. ได้รับแจ้งจากนายสมจิต ปิตะแสง ลูกบ้าน ซึ่งเป็นญาติกันว่า วัวที่เลี้ยงไว้ 3 ตัว ได้เดินออกจากคอกไปตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 15 กันยายน คาดว่าน่าจะออกไปหากินหญ้า แต่ในช่วงดึก วัวกลับมาที่คอกเพียง 2 ตัว ส่วนอีกตัวซึ่งเป็นเพศเมีย อายุประมาณ 10 เดือน หายไป ทำให้แม่วัวส่งเสียงร้องเรียกหา นายสมจิตจึงออกตามหา

จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น นายสมจิตก็พบซากวัวที่หายไป บริเวณป่าละเมาะริมสระน้ำ ห่างจากเถียงนาไปทางทิศตะวันออกประมาณ 700-800 เมตร สภาพศพวัวน่าสลดใจอย่างยิ่ง มีบาดแผลถูกของมีคมแทงบริเวณช่วงอกต่อลำคอ ขาหลังทั้งสองข้างถูกเฉือนหายไป รวมทั้งเครื่องในถูกควักหายไป เหลือเพียงลำไส้เท่านั้น

ตำรวจเร่งล่าตัว โจรฆ่าวัว เฉือนขา

หลังทราบเรื่อง ผู้ใหญ่บ้านจึงได้แจ้งไปยังสถานีตำรวจภูธรกุสุมาลย์ ให้มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่เนื่องจากเหตุเกิดในป่าละเมาะในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นสถานที่เปลี่ยว ไม่มีบ้านเรือนผู้คนอาศัยอยู่ใกล้เคียง ทำให้การหาร่องรอยหลักฐานเป็นไปได้ยาก เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าคนร้ายอาจเป็นกลุ่มคนติดยาเสพติด หรือเป็นพวกหัวขโมยลักเล็กขโมยน้อยในละแวกใกล้เคียง ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในหมู่บ้านมาก่อน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำให้ชาวบ้านเพิ่มความระมัดระวังสัตว์เลี้ยงของตนเอง ผู้ใหญ่บ้านจึงได้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนชาวบ้านหนองผือใหม่ และหมู่บ้านใกล้เคียง ให้ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะเกรงว่ากลุ่มคนร้ายอาจย่ามใจก่อเหตุซ้ำอีกได้ ส่วนซากวัวที่เหลือนั้น นายสมจิตได้ชำแหละแบ่งขาย ได้เงินมาประมาณ 1,000 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ โจรฆ่าวัว เฉือนขา ในครั้งนี้ สร้างความหวาดกลัวและความกังวลใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลายคนเริ่มตื่นตัวที่จะเฝ้าระวังสัตว์เลี้ยงของตนเอง และมีการจัดเวรยามเพื่อสอดส่องดูแลความปลอดภัยในหมู่บ้านมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคืนความปลอดภัยให้กับชุมชน

การสูญเสียสัตว์เลี้ยงที่เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัวเช่นนี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง หวังว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถจับตัวคนร้ายมาลงโทษได้โดยเร็ว และขอให้เหตุการณ์เช่นนี้อย่าได้เกิดขึ้นอีกเลย

ที่มา – โจรฆ่าวัว เฉือนขา ควักเครื่องใน ทิ้งซากอีกครึ่งตัวให้เจ้าของดูต่างหน้า