วัน: 21 กันยายน 2025

คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่ 60:40 อนุทินเร่ง 1-2 เดือน

โครงการคนละครึ่งเวอร์ชันใหม่ กำลังจะมา! เตรียมเฮ! เพราะรัฐบาลเตรียมขยายเงื่อนไขให้ผู้ยื่นภาษีเงินได้จำนวน 11 ล้านคนได้รับสิทธิพิเศษ โดยรัฐบาลจะช่วยจ่ายสมทบ 60 เปอร์เซ็นต์ และประชาชนจ่ายเอง 40 เปอร์เซ็นต์ นายกฯอนุทิน กำชับเร่งดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ภายใน 1-2 เดือนนี้

ความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง 2568” ภายใต้รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศจะรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยใช้ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เพื่อเป็นนโยบายควิกวิน กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย

ล่าสุดเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมแจก คนละครึ่ง 60:40 ภายหลังเมื่อวันเสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายกฯอนุทิน ลงพื้นที่จังหวัดอ่างทอง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และมอบถุงยังชีพ ช่วงที่จะมอบถุงยังชีพ ได้พูดถึงโครงการคนละครึ่ง ว่า

“เดี๋ยวจะรีบจัดคนละครึ่ง 60-40 มาให้พี่น้องด้วย อันนี้เป็นนโยบายที่ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เร่งดำเนินการให้เสร็จ ภายใน 1-2 เดือนนี้ โดยเร็วที่สุด”

นั่นหมายความว่า โครงการคนละครึ่ง 60:40 ประชาชนสามารถเปิดกระเป๋ารอรับได้เลย ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้

ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อัปเดตข้อมูลโครงการ คนละครึ่ง ว่า ในส่วนของนโยบายคนละครึ่ง กำลังเป็นที่จับตามอง แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้นว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ์ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป

ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

สำหรับเงื่อนไขคนละครึ่ง 2568 เบื้องต้นแบ่งตามกลุ่มประชาชน ดังนี้

  • กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้ : รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%
  • ประชาชนทั่วไป (นอกระบบภาษี) : รัฐช่วยจ่าย 50% ประชาชนจ่ายเอง 50%

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่ง 2568 เตรียมใช้สิทธิผ่านแอปฯ


ก่อนหน้านี้ นายสิริพงศ์ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังได้เปิดเผยไว้อีกว่า การระงับบัญชีม้า จะไม่กระทบกับ “โครงการคนละครึ่ง” ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล เพราะโครงการจะดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน ไม่เกี่ยวข้องกับบัญชี
สำหรับการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ “โครงการคนละครึ่ง” ที่ผ่านมา สามารถลงทะเบียนได้ 2 ช่องทาง ได้แก่

  • ลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com
  • ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” พร้อมผูกกับกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อว่า G-Wallet (กดแถบโครงการคนละครึ่ง) โดยจะต้องเติมเงินเข้าไปก่อนใช้บริการ

    คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่ 60:40 คืออะไร?

    หลายคนคงสงสัยว่า คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่ 60:40 จะแตกต่างจากเดิมอย่างไร? หลักๆ เลยคือ สัดส่วนการจ่ายที่เปลี่ยนไป โดยภาครัฐจะสนับสนุนมากขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นนั่นเอง

    โครงการนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนอย่างแน่นอน เพราะจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากทีเดียว แต่ก็ต้องติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ

    เตรียมตัวให้พร้อม! สำหรับ คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่ 60:40 ที่กำลังจะมาถึงนี้ และอย่าลืมติดตามข่าวสารจากทางภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดโอกาสดีๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นนะครับ

    (เปิดขั้นตอนสมัคร “เป๋าตัง” ลุ้นลงทะเบียน “คนละครึ่ง 2568” ใช้สิทธิผ่านแอปฯ)

    อย่างไรก็ตาม “โครงการคนละครึ่ง 2568” อยู่ภายใต้แนวคิดปรับปรุงรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าอย่างไร “ไทยรัฐออนไลน์” จะรีบรายงานให้ทราบต่อไป.

    ที่มา – คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่ 60:40 “นายกฯอนุทิน” เร่งดำเนินการให้เสร็จ ภายใน 1-2 เดือนนี้

  • จับชายต่างชาติ ลากตู้ ATM เลียนแบบหนัง เหตุเงินหมด

    เรื่องราวสุดเหลือเชื่อเกิดขึ้นเมื่อชายชาวต่างชาติรายหนึ่ง ก่อเหตุสุดอุกอาจด้วยการจับชายต่างชาติ ลากตู้ ATM เลียนแบบหนังดัง สาเหตุมาจากปัญหาเรื่องเงินทองที่รุมเร้า

    จับชายต่างชาติ ให้เมีย 10 ล้านเปิดบาร์ สุดท้ายเงินหมด ขับกระบะลากตู้ ATM เลียนแบบหนัง

    เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 21 กันยายน 2568 พ.ต.อ.ภาคภูมิ เดชะเรืองศิลป์ ผกก.สภ.บ้านเป็ด เปิดเผยถึงกรณีการจับชายต่างชาติ อายุ 60 ปี ชาวฮอลแลนด์ พร้อมของกลางเป็นตู้ ATM, อุปกรณ์ของธนาคาร, รถยนต์กระบะสีดำ ทะเบียนขอนแก่น, รอก และโซ่

    ก่อนการจับกุม สืบเนื่องจาก เวลา 02.00 น. วันที่ 21 กันยายน 2568 มีพลเมืองดีแจ้งว่า พบชายชาวต่างชาติแต่งชุดดำ ผมทอง ขโมยตู้เอทีเอ็มหน้าร้านศรีสวัสดิ์ สาขาชุมชนบ้านทุ่ม ม.2 ริมถนนมะลิวัลย์ ต.บ้านทุ่ม อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น

    เจ้าหน้าที่ตำรวจรุดไปยังที่เกิดเหตุ พบรถยนต์สีดำไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจอดอยู่หน้าอาคารร้านไทยไซโย สาขาบ้านทุ่ม ท้ายรถมีโซ่คล้องตู้เอทีเอ็มไว้ พบชายชาวต่างชาติสวมชุดดำหลบอยู่ในพงหญ้า จึงควบคุมตัว

    ผกก.สภ.บ้านเป็ด กล่าวว่า ได้ประสานตำรวจท่องเที่ยว และ ศพฐ.4 ขอนแก่น ตรวจตู้เอทีเอ็มและเก็บลายนิ้วมือ พบรอยครูดลากตู้เอทีเอ็มไปตามถนนประมาณ 20 เมตร เหมือนในหนัง Fast.5 เร็ว แรงทะลุนรก

    จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าชายผู้ก่อเหตุเลียนแบบภาพยนตร์ มาอยู่ที่ไทย 6 ปี ให้เงินภรรยา 10 ล้านบาท เปิดร้านอาหารริม ถ.ประชาสำราญ ในเมืองขอนแก่น แต่ระยะหลังเงินหมด

    ก่อนเกิดเหตุ มีปากเสียงกับภรรยาเรื่องเงิน สามีจึงขับรถออกไป ภรรยาทราบเรื่องจากตำรวจ ภรรยาไม่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ

    รถยนต์เป็นของญาติที่ใช้ร่วมกัน อุปกรณ์ต่างๆ เช่น รอกและโซ่ จะสอบสวนขยายผลต่อไป

    ทำไมชายชาวต่างชาติถึงตัดสินใจ “จับชายต่างชาติ ให้เมีย 10 ล้านเปิดบาร์ สุดท้ายเงินหมด ขับกระบะลากตู้ ATM เลียนแบบหนัง”?

    แรงจูงใจหลักมาจากการขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก ประกอบกับความเครียดจากปัญหาครอบครัว ทำให้เขาตัดสินใจก่อเหตุอุกอาจนี้ การเลียนแบบภาพยนตร์อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความคิดที่ต้องการหาทางออกอย่างสิ้นหวัง

    เบื้องต้นแจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้น และใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด ธนาคารได้แจ้งความไว้แล้ว และตำรวจคัดค้านการประกันตัว

    เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงผลกระทบของปัญหาทางการเงินที่สามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และการก่ออาชญากรรมได้ ดังนั้น การบริหารจัดการเงินอย่างรอบคอบ และการขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญกับปัญหา จึงเป็นสิ่งสำคัญ

    เรื่องราวการจับชายต่างชาติครั้งนี้ สอนให้รู้ว่าการลงทุนและความฝัน ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และสติเสมอ

    ที่มา – จับชายต่างชาติ ให้เมีย 10 ล้านเปิดบาร์ สุดท้ายเงินหมด ขับกระบะลากตู้ ATM เลียนแบบหนัง

    เพื่อไทยหาเสียงซ่อมศรีสะเกษ “ภูริกา” สานต่องานพ่อ

    แกนนำเพื่อไทยจัดทัพช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5 “ภูริกา สมหมาย” ขอคะแนนเสียงประชาชน สานต่อภารกิจ “คุณพ่ออมรเทพ” เพื่อคนศรีสะเกษ

    วันที่ 21 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวมนพร เจริญศรี สส.นครพนม และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำทัพ สส. และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย อาทิ นายจเด็จ จันทรา สส.พิษณุโลก, นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับ น.ส.ภูริกา สมหมาย หรือ กุ้ง (ลูกสาวของนายอมรเทพ สมหมาย) ผู้สมัคร สส.จากพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 5 (อ.ขุนหาญ-อ.ภูสิงห์) ที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568

    ขณะที่บรรยากาศที่วัดสรรพรัตน์ (วัดบ้านพราน) ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ น.ส.ภูริกา ได้เดินทางมาร่วมสืบสานงานประเพณีท้องถิ่นซึ่งเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนในพื้นที่เดินทางมาต้อนรับพร้อมให้กำลังใจผู้สมัคร สส. และทีมงานพรรคเพื่อไทยกันอย่างเนืองแน่น โดย น.ส.ภูริกา กล่าวกับผู้มาร่วมงานว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสมาทำบุญร่วมกับชาวขุนหาญ ซึ่งวันสารทไทย (แซนโฎนตา) ถือเป็นประเพณีทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดีงาม และได้ทำบุญรำลึกถึงบรรพบุรุษร่วมกัน

    “เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ น.ส.ภูริกาคนนี้ได้มีโอกาสร่วมทำบุญถึงคุณพ่ออมรเทพ สมหมาย ร่วมกับชาวขุนหาญ ก่อนที่ท่านจะจากไป ท่านบอกลูกคนนี้ว่า วันหนึ่งถ้าไม่มีพ่อแล้วใครจะมาช่วยเหลือชาวอำเภอขุนหาญอย่างจริงใจ เลยเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของภูริกา ที่จะขออาสาสานงานต่อ เริ่มงานใหม่พัฒนาเพื่อชาวขุนหาญ วันนี้ภูริกาได้มาสมัครเป็นผู้แทนอย่างที่พ่อเคยวาดฝันไว้ จึงมาขอกราบความเมตตาจากพี่น้องชาวขุนหาญ เพื่อสานต่อสิ่งที่คุณพ่อได้ทำเพื่อชาวขุนหาญไว้ตลอดชีวิตนักการเมือง และขอเป็นตัวแทนคุณพ่อเพื่อมาสานต่อสิ่งที่พ่อทำเพื่อให้ชีวิตคนขุนหาญดีขึ้นต่อไป”

    ภายหลังเสร็จสิ้นงานพิธีทำบุญ น.ส.ภูริกา ได้เดินพบปะประชาชนที่มาร่วมงาน โดยมีประชาชนร่วมให้กำลังใจและอวยพรให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 28 กันยายนนี้

    เพื่อไทยช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ “ภูริกา” ขอสานต่องาน “พ่ออมรเทพ”

    ในการเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษที่กำลังจะมาถึง พรรคเพื่อไทยได้ส่ง น.ส.ภูริกา สมหมาย ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยมีเป้าหมายที่จะสานต่องานของคุณพ่ออมรเทพ สมหมาย อดีตนักการเมืองผู้เป็นที่รักของชาวศรีสะเกษ

    พรรคเพื่อไทยสนับสนุน “ภูริกา” เต็มที่ในการเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ

    พรรคเพื่อไทย ให้การสนับสนุน น.ส.ภูริกา อย่างเต็มที่ โดยส่งแกนนำพรรคลงพื้นที่ช่วยหาเสียงอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาฐานเสียงและสานต่องานพัฒนาที่อมรเทพได้เริ่มต้นไว้ การเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคเพื่อไทย

    น.ส.ภูริกา เองก็มีความมุ่งมั่นที่จะสานต่องานของคุณพ่ออย่างเต็มที่ โดยเน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวศรีสะเกษให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขอย่างตรงจุด นี่คือสิ่งที่เธอให้สัญญาในระหว่างการหาเสียงในการเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษครั้งนี้

    การเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษครั้งนี้ จึงเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความนิยมของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ น.ส.ภูริกา สมหมาย ในการสานต่องานพัฒนาของคุณพ่ออมรเทพ หากได้รับโอกาส เธอพร้อมที่จะทุ่มเททำงานเพื่อชาวศรีสะเกษอย่างเต็มที่

    อย่าลืมติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ และร่วมกันตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด เพื่อพัฒนาศรีสะเกษให้ก้าวหน้าต่อไป มาร่วมกันสนับสนุน น.ส.ภูริกา ในการเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ ที่จะมาถึงนี้กันนะคะ

    ที่มา – เพื่อไทยช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ “ภูริกา” ขอสานต่องาน “พ่ออมรเทพ”

    ไม่รอด! จับ “ท็อป” หัวหน้าแก๊งฟันมือเด็กหญิง 14 ปี

    ในที่สุดก็ไม่รอด! ตำรวจสืบสวนภาค 5 ร่วมกับสืบสวนภาค 1 รวบตัว “ท็อป” หัวหน้าแก๊งไทยใหญ่ 999 ผู้โหดเหี้ยมที่ก่อเหตุฟันมือเด็กหญิงวัย 14 ปี ได้แล้ว ที่อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่เขากำลังเตรียมการหลบหนีข้ามไปยังฝั่งประเทศกัมพูชา

    จากเหตุการณ์อุกอาจที่นายหม่อง และนายท็อป พร้อมพวกรวมเกือบ 20 คน ใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกายเด็กหญิงวัย 14 ปี จนข้อมือขาดสะบั้น อีกทั้งยังมีเพื่อนของผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ร้านสะดวกซักแห่งหนึ่งบนถนนสันกำแพงสายเก่า ตำบลหนองป่าครั่ง อำเภอเมืองเชียงใหม่ เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 16 กันยายน 2568

    ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งดำเนินการติดตามไล่ล่าผู้ก่อเหตุที่เหลืออย่างเข้มข้น จนกระทั่งสามารถจับกุมตัวนายเอ็ม หรือ หม่อง อายุ 25 ปี พร้อมด้วยกลุ่มวัยรุ่นชาวเมียนมาอีกจำนวน 14 คน ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 14-31 ปี ทั้งหมดเป็นชาวต่างด้าวและเป็นสมาชิกของแก๊งที่ร่วมกันก่อตั้งขึ้นมาภายใต้ชื่อแก๊งบัวดำและแก๊ง 999 (อ่านข่าว : แก๊งทรชนเชียงใหม่ ตระเวนล่าอริฟันผิดตัว หมอช่วยเด็กหญิง 14 ปี ต่อแขนสำเร็จ)

    ล่าสุด ในวันที่ 21 กันยายน 2568 มีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 และกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 ในการจับกุมตัว “ท็อป” หัวหน้าแก๊งไทยใหญ่ 999 ผู้เหี้ยมโหดที่ร่วมกันทำร้ายเด็กหญิงวัย 14 ปี อีกครั้ง โดยสามารถจับกุมได้ที่อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่เขากำลังวางแผนหลบหนีข้ามไปยังฝั่งประเทศกัมพูชา

    ไม่รอด! จับ “ท็อป” หัวหน้าแก๊งฟันมือเด็กหญิง 14 ปี

    การจับกุม “ท็อป” หัวหน้าแก๊งฟันมือเด็กหญิง 14 ปี ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนถึงความสามารถในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

    รายละเอียดการจับกุม “ท็อป” หัวหน้าแก๊งฟันมือเด็กหญิง 14 ปี

    ปฏิบัติการจับกุม “ท็อป” หัวหน้าแก๊งฟันมือเด็กหญิง 14 ปี ครั้งนี้ เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันของตำรวจหลายหน่วยงาน โดยมีการบูรณาการข้อมูลและข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง

    หลังจากที่เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า “ท็อป” ได้หลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา จึงได้วางแผนเข้าจับกุมอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันการหลบหนีและการต่อสู้ขัดขืน ซึ่งในที่สุดก็สามารถจับกุมตัวได้โดยละม่อม

    การสอบสวนเบื้องต้น “ท็อป” ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ร่วมก่อเหตุทำร้ายเด็กหญิงวัย 14 ปีจริง โดยมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งส่วนตัวกับกลุ่มของผู้เสียหาย

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงต้องทำการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม เพื่อหาผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ และนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    คดีนี้ถือเป็นอุทธาหรณ์เตือนใจให้กับสังคมว่า การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง และอาจนำมาซึ่งความสูญเสียและผลกระทบที่ร้ายแรงต่อตนเองและผู้อื่น

    ดังนั้น เราจึงควรหันมาใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา และร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและปราศจากความรุนแรง

    ความสำเร็จในการจับกุม “ท็อป” หัวหน้าแก๊งฟันมือเด็กหญิง 14 ปี ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรม และรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด

    อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการป้องกันอาชญากรรม และส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในสังคม

    เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ได้ โดยเริ่มจากการเป็นพลเมืองที่ดี เคารพกฎหมาย และไม่สนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

    ที่มา – ไม่รอด จับ “ท็อป” หัวหน้าแก๊งฟันมือเด็กหญิง 14 ปี คาดเตรียมหนีไปกัมพูชา

    นายกฯ เร่งเยียวยาคนชายแดน ถก UNGA ก่อนแถลงนโยบาย?

    “อนุทิน” เร่งประสานสำนักงบฯ-ปกครอง เยียวยาประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา ลั่น ทหารอดไม่ได้ หน่วยไหนขาดอาหารขอให้บอกมา จ่อคุย ก.ต่างประเทศ บินประชุม UNGA ก่อนแถลงนโยบาย ทำได้หรือไม่

    วันที่ 21 กันยายน 2566 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ จ.ศรีสะเกษ ถึงเรื่องเงินเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เป็นหน้าที่ของตน ซึ่งที่ค้างมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วยังส่งไปไม่ถึง เมื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตนได้เร่งและสั่งการไปยังว่าที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้กำกับดูแลสำนักงบประมาณให้เร่งประสานงานกับฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย และจังหวัด นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน ให้ครบทั้งหมด รายครัวเรือน รวมถึงปั๊มน้ำมัน และสถานที่อื่นตามกฎหมาย

    ผู้สื่อข่าวถามต่อ แม้สถานการณ์ชายแดนสงบ แต่ทหารบางที่ต้องออกไปซื้ออาหารด้วยตัวเอง ใช้เงินตัวเองนั้น นายอนุทิน ระบุว่า เราสนับสนุนทุกหนทาง ถ้าเป็นปัญหาเช่นนั้นจริงขอให้บอกมา ทหารอดไม่ได้

    ส่วนการเดินทางไปประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่สหรัฐอเมริกา นายอนุทิน ระบุว่า เดี๋ยวจะมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งต้องเช็กระเบียบว่าถ้ายังไม่แถลงนโยบายของรัฐบาล เราไปปฏิบัติหน้าที่ต่างประเทศได้หรือไม่ แต่จริงๆ การไปประชุมสมัชชาใหญ่ที่ UN ในวันที่ 26 กันยายนนี้ ส่วนตัวก็ควรจะไปในฐานะที่เราเป็นประเทศไทย และประเทศกัมพูชาก็ร้องเรียนไว้เยอะ จึงต้องถือโอกาสชี้แจงให้เข้าใจว่าประเทศไทยเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ เมื่อถามย้ำว่าเป็นการเพิ่มพื้นที่ของประเทศเราในเวทีโลกใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ทำความเข้าใจให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้ไปทำในสิ่งที่ผิดกติกา

    สำหรับกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะมีเสียงสะท้อนจากพรรคประชาชนให้ นายอนุทิน ไปคุยกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นายอนุทิน ถึงกับร้องฮึยก่อนกล่าวว่า ประสานงานได้ อยู่ที่ทางพวกเรา ซึ่งเห็น สส. บอกว่าภายในต้นเดือนมีเริ่มดำเนินการแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่มีหรอก ไม่มีให้ไปคุยกับใคร ถ้ารัฐธรรมนูญร่างที่ยกขึ้นมามีเหตุผล ทุกคนไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีคนเดียวที่จะไปคุยกับใคร ต้องช่วยกัน ขอให้ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

    นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน

    สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน จึงถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาของประชาชนในพื้นที่

    ความสำคัญของการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

    การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทำให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ การที่รัฐบาลเร่งดำเนินการในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน

    นอกจากเรื่องการเยียวยาแล้ว ประเด็นการเดินทางไปประชุม UNGA ก่อนการแถลงนโยบายก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ การที่นายกฯ จะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการบริหารประเทศ

    การที่ประเทศไทยจะใช้เวที UNGA ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาคมโลก และเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

    การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน และพิจารณาการเข้าร่วมประชุม UNGA อย่างรอบคอบ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาต่างๆ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

    สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและพัฒนาพื้นที่ชายแดน รวมถึงแนวทางการดำเนินงานในเวทีโลก เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับนานาประเทศ

    โดยรวมแล้ว การที่นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในปัญหาของประชาชนและความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลชุดใหม่มีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยต่อไป

    ที่มา – นายกฯ เร่งประสานเยียวยาคนชายแดน จ่อคุย กต. บินประชุม UNGA ก่อนแถลงนโยบายได้หรือไม่

    “เพชร กรุณพล” เผยหมดเปลือก ส่ง “เท้ง” ชิงนายกฯ

    “เพชร กรุณพล” เปิดใจสมาชิก เผยแนวทางหาก 44 สส. สะดุด ยืนยัน “เท้ง” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เบอร์1 ของพรรค ส่วน เบอร์2 และเบอร์ 3 รอที่ประชุมสส.เคาะระหว่าง “ไหม-ต้น-เติ้ล”

    วันที่ 21 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายบุญเลิศ แสงพันธุ์ สส.สมุทรปราการ ของพรรค ได้ไลฟ์สดจัดกิจกรรมสภากาแฟครั้งที่ 1 “ไม่มีดิว มีแต่เดิน เดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหม่ เพื่อเตรียมพรรคให้พร้อมสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่ดีที่สุด” โดยมีนายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองโฆษก พรรคประชาชน เป็นหนึ่งในผู้บรรยาย พูดคุยกับผู้เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ นายกรุณพล ได้ตอบคำถามผู้เข้าร่วมงานตอนหนึ่ง เกี่ยวกับการรับมือของพรรค ในคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ถูก ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการไต่สวนเอาผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า ใน 44 สส. นั้นเป็นสส.ปัจจุบันอยู่ 25 คน เป็น สส.เขต 8 คน และบัญชีรายชื่อ 17 คน สำหรับสส.เขตปัจจุบัน ที่มีความประสงค์ไม่ไปต่อแล้วคือ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคปชน. ซึ่งเขาบอกว่า เขาทำจบแล้ว สิ่งที่เขาต้องการทำคือเรื่องสุราก้าวหน้า เขาไม่มีวาระอะไรแล้ว จบ เขาไม่ลงแล้ว ก็จะเหลือสส. 7 คน

    เชื่อกระทบไม่มาก

    นายกรุณพล ตอบคำถามอีกว่า เราเชื่อ การลงชื่อเสนอกฎหมายไม่ใช่เรื่องผิด “แต่ถ้าเกิดกรณีที่แย่ที่สุดจริงๆ ก็ให้ทุกคนไปคุย ดูว่าจะไปต่อหรือไม่ อย่างกรณี นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สส.ชลบุรี ก็ยังอยู่ในช่วงตัดสินใจ รวมถึง นายวุฒินันท์ บุญชู สส.สมุทรปราการ ก็อยู่ในช่วงตัดสินใจ ว่าจะไปต่อหรือไม่ ถ้าทั้ง 2 คน ไม่ไปต่อ ก็จะเหลือ 5 คน ก็คือ นายศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน สส.จันทบุรี นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สส.ฉะเชิงเทรา นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. ซึ่งใน 5 คนนี้เราก็ให้ไปคุยว่า คุณจะหาตัวแทน หรือไม่ ถ้าไม่หาตัวแทน คุณก็ลงสมัครเพราะถ้าถูกตัดสิทธิ์ ก็จะมีการเลือกตั้งซ่อม เพียง 5 เขต ไม่ได้มีผลอะไรมาก”

    บัญชีรายชื่อจ่อหาคนลงแทน

    นายกรุณพล กล่าวอีกว่า ขณะที่ในส่วนสส.บัญชีรายชื่อ 17 คน ถ้าถูกตัดสิทธิ์ ก็จะดันคนข้างหลังขึ้นมา เลยไม่คิดว่ามีปัญหา หรือกำลังคุยกันอยู่ว่าหลายคน ที่เป็นสส.มา และเป็นประเด็นชัดเจน อย่างเช่น นายณัฐชา จะมาอยู่บัญชีรายชื่อแทนหรือไม่ และหาคนลงเขตแทน ทุกอย่างมีการพูดคุยแต่ยังไม่ตกผลึกใน สส.อนาคตใหม่ เดิม

    “เพชร กรุณพล”เผยหมดเปลือก ส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเต็มจำนวน “เท้ง” อันดับหนึ่ง ที่เหลือรอสส.เคาะ

    ส่งบัญชีแคนดิเดตนายกฯเต็มสูบ

    นายกรุณพล กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคปชน.นั้น ยืนยันว่ามีแน่นอน มีมากกว่า 1 คน น่าจะเต็ม 3 คน ส่วนการจัดสรรนั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 ส่วนเบอร์ 2-3 เป็นทีมทำงาน ทีมนโยบายที่ทุกคนเห็นหน้าอยู่ ขณะที่การคัดเลือกแคนดิเดต 2-3 นั้น กระบวนการ ก็คือในที่ประชุม สส. ว่าจะเป็นใคร โดยจะดูความเหมาะสมแต่ยังไม่ลงตัวว่าจะเป็นใคร ซึ่งก็มีชื่อแพลม ๆ ออกมาหลายคน สุดท้ายขึ้นอยู่กับที่ประชุม สส. คงไม่ได้เข้าที่ประชุมใหญ่ แบบที่ให้ประชาชนร่วมโหวต เพราะประชาชนก็ไม่รู้จักหลายคนในพรรค

    รอ สส. เลือก “ไหม-ต้น-เติ้ล” ชิงตำแหน่ง

    “อย่างอาจารย์ต้น ประชาชนก็ไม่รู้ว่าแกเป็นใคร แต่ในพรรคอาจารย์ต้นคือคนวางนโยบายทั้งหมดของพรรค หรือคุณไหม ก็เป็นคนทำนโยบายทั้งหมด ของพรรค หรือพี่เติ้ล ก็เป็นคนร่างนโยบาย เรามีคนแบบนี้เยอะมาก และก็มีคนนอกที่เป็นซัพพอร์ตเตอร์ อยู่ข้างหลัง ที่ตนไม่สามารถบอกได้จริงๆว่าเป็นใคร แต่ผมบอกได้แค่ว่าเปิดตัวมา คือรู้จักทั้งประเทศ และก็มีหลายคนที่บอกว่า ขอใกล้วันแล้วจะขอตัดสินใจอีกทีหนึ่ง เลือกตั้งครั้งหน้า ถ้ามี 5 ตำแหน่ง ก็ใส่เต็ม ”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “อาจารย์ต้น” เป็นชื่อเล่นของ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายยุทธศาสตร์ ส่วน “ไหม” คือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ฝ่ายนโยบาย ส่วน “เติ้ล” คือ นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ

    สรุปคือ พรรคประชาชนเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมี “เท้ง” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง ตามที่ “เพชร กรุณพล” เผยหมดเปลือก ส่วนเบอร์สองและสามต้องรอ สส. เคาะกันอีกที การที่พรรคมีแคนดิเดตพร้อมถือเป็นสัญญาณบวก และน่าจับตามองว่าใครจะได้รับเลือกในที่สุด

    ที่มา – “เพชร กรุณพล”เผยหมดเปลือก ส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเต็มจำนวน “เท้ง” อันดับหนึ่ง ที่เหลือรอสส.เคาะ

    สลด! **พ่อม่ายฆ่าโหดผู้ช่วยพยาบาลสาวดับคารถ**

    สะเทือนขวัญ! พ่อม่ายวัย 63 ปี ก่อเหตุ**พ่อม่ายฆ่าโหดผู้ช่วยพยาบาลสาวดับคารถ** ก่อนใช้มีดปาดคอตัวเองหวังหนีความผิด อาการสาหัส คาดปมเหตุจากความหึงหวง

    เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 มีรายงานว่า เมื่อเวลา 22.30 น. ของวันที่ 20 กันยายน พ.ต.ท. สนั่น บุตรยา สว.(สอบสวน) สภ.วชิรบารมี จ.พิจิตร ได้รับแจ้งเหตุฆาตกรรม บริเวณถนนสาย 117 ขาขึ้น พิจิตร-นครสวรรค์ แยกบ้านไหล่โก ต.หนองหลุม อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.ประวิทย์ แหวนหล่อ ผกก.สภ.วชิรบารมี

    ในที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะสีดำ ทะเบียนนครสวรรค์ ภายในรถพบร่าง น.ส.พจนา อายุ 31 ปี ผู้ช่วยพยาบาลใน จ.สุโขทัย นั่งอยู่เบาะด้านหน้าข้างคนขับ ถูกแทงด้วยมีดหลายแห่งบริเวณหน้าอก กลางหลัง และลำคอ เสียชีวิตคาที่ ส่วนที่เบาะคนขับ พบ นายสมบัติ อายุ 63 ปี ชาว จ.นครสวรรค์ อาชีพรับเหมาก่อสร้าง มีบาดแผลฉกรรจ์ที่ลำคอ ในมือถือมีดปลายแหลม เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยจึงรีบนำตัวส่ง รพ.วชิรบารมี และต่อมาได้ส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.พิจิตร เนื่องจากอาการสาหัส

    จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายสมบัติ ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างทั่วไป ภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน จากนั้นได้คบหากับ น.ส.พจนา โดยคบกันมาประมาณ 4-5 เดือน

    ก่อนเกิดเหตุ นายสมบัติ ได้ยืมรถยนต์กระบะของนายจ้าง โดยอ้างว่าจะไปรับ น.ส.พจนา ที่ จ.สุโขทัย ระหว่างทางเกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง เนื่องจากนายสมบัติเกิดความหึงหวง ด้วยเหตุที่ฝ่ายหญิงมีอายุน้อยกว่าเกือบ 30 ปี นายสมบัติจึงใช้อาวุธมีดที่เตรียมมา จ้วงแทง น.ส.พจนา บริเวณลำคอ หน้าอก หลัง และไหล่หลายแผล จนเสียชีวิต

    จากนั้น นายสมบัติ ได้โทรศัพท์ไปแจ้งนายจ้างว่าได้**พ่อม่ายฆ่าโหดผู้ช่วยพยาบาลสาวดับคารถ** โดยนายจ้างได้แนะนำให้นายสมบัติมอบตัวกับตำรวจที่อยู่ใกล้เคียง หลังจากวางสาย นายสมบัติได้ใช้อาวุธมีดปาดคอตัวเองหวังฆ่าตัวตายตาม อาการเป็นตายเท่ากัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวส่ง รพ.วชิรบารมี และส่งต่อไปยัง รพ.พิจิตร ซึ่งขณะนี้ยังคงอยู่ในห้องไอซียู

    **พ่อม่ายฆ่าโหดผู้ช่วยพยาบาลสาวดับคารถ**

    คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และผลกระทบจากความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุล การที่นายสมบัติตัดสินใจลงมือก่อเหตุร้ายแรงเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความกดดันและความสิ้นหวังที่สะสมอยู่ภายในจิตใจ

    ประเด็นที่น่าสนใจจากคดี**พ่อม่ายฆ่าโหดผู้ช่วยพยาบาลสาวดับคารถ**

    • ความหึงหวงเป็นสาเหตุหลักของการก่อเหตุ
    • ความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุลทางอายุอาจนำไปสู่ปัญหา
    • การแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงไม่ใช่ทางออก

    เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการมีสติ การควบคุมอารมณ์ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่กำลังมีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่น พิจารณาหาทางออกร่วมกัน หรือขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นอีก

    การสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและคนใกล้ชิดของผู้เสียชีวิต และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

    ความรุนแรงไม่เคยเป็นคำตอบ และการใช้ชีวิตด้วยสติและการให้อภัย จะนำมาซึ่งความสงบสุขที่แท้จริง

    ที่มา – พ่อม่ายฆ่าโหดผู้ช่วยพยาบาลสาวดับคารถ ก่อนใช้มีดปาดคอหนีความผิด

    โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

    ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร เป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” สร้างความปลาบปลื้มยินดีแก่ข้าราชการผู้นี้และวงศ์ตระกูล

    เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน 2568 เรื่อง พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร โดยมีรายละเอียดดังนี้

    มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479

    จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร ให้แก่ พันตรีวรุจจ์ เกิดเสวียด เป็น พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน พุทธศักราช 2568
    ประกาศ ณ วันที่ 12 กันยายน พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

    โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

    การได้รับพระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ในครั้งนี้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นเกียรติประวัติอันสูงยิ่งแก่ตัวข้าราชการและวงศ์ตระกูล การได้รับพระราชทานยศนั้นมิใช่เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งทางราชการเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความไว้วางพระราชหฤทัยที่พระองค์ทรงมีต่อข้าราชการผู้นั้น ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อไป

    การประกาศพระบรมราชโองการในราชกิจจานุเบกษาเป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพระราชทานยศมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์และเป็นที่รับทราบโดยทั่วกัน การเผยแพร่ข่าวสารดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

    การได้รับพระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การเลื่อนยศนี้ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการท่านอื่น ๆ มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน

    ความหมายของการได้รับพระราชทานยศ “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด”

    การได้รับพระราชทานยศนั้นมีความหมายมากกว่าเพียงแค่การเลื่อนตำแหน่ง แต่ยังเป็นการแสดงถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการที่ได้รับพระราชทานยศจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ นอกจากนี้ การได้รับพระราชทานยศยังเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความก้าวหน้าในชีวิตราชการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าราชการทุกคนใฝ่ฝัน

    ขอแสดงความยินดีกับพันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด และขอเป็นกำลังใจให้ท่านปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

    ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศเป็น “พันโทวรุจจ์ เกิดเสวียด” ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

    บ้านหนองหญ้าแก้ว-หนองจานตึงเครียด!


    บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียด

    สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียด มวลชนกัมพูชารวมตัวเพิ่ม ถือไม้กระบอง-ท่อนไม้ ขณะที่กองกำลังบูรพา ฝั่งไทย ยังคงตรึงกำลังเข้ม จัดกำลังทหารราบและชุดควบคุมฝูงชนประจำการ

    วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 13.10 น. สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พบว่ามวลชนกัมพูชาเข้ามาประชิดแนวลวดหนามของไทย

    โดยมวลชนกัมพูชามีการรวมตัวอยู่บริเวณเพิงพักใกล้หลักเขต 46 บ้านหนองจาน ซึ่งมีรายงานระบุมาว่าวันที่ฝั่งกัมพูชาได้มีงานประเพณี “แซนโดนตา” จากนั้นจึงได้มีการเกณฑ์ชาวบ้านและเด็กจากจังหวัดใกล้เคียงเข้าพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่แนวชายแดน ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับเจ้าหน้าที่ไทย

    ทางฝั่งไทย เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองประจำแนวชายแดน ยังคงตรึงกำลังอย่างเข้มงวด มีการตรวจสอบทุกการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรงหรือความขัดแย้งข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มวลชนกัมพูชามาประชิดแนวลวดหนาม

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ประชาชนไทยในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานยังคงจับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มกัมพูชาอย่างใกล้ชิด และคาดว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อหากทั้งสองฝ่ายยังไม่มีการเจรจาหรือประสานงาน

    เจ้าหน้าที่ไทยยืนยันว่าจะรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง และพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ พร้อมทั้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้อยู่ในความปลอดภัยและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

    ต่อมา เวลา 14.30 น. แหล่งข่าวจากกัมพูชารายงานว่า พบมวลชนมารวมตัวที่หมู่บ้านเปรยจัน ตำบลโอว์เบยจัน อำเภอโอว์จรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้วฝั่งไทย โดยส่วนใหญ่เป็นชายวัยแรงงานปะปนกับสตรีและเยาวชน

    เวลา 15.00 น. กลุ่มมวลชนได้ทยอยเคลื่อนตัวออกมาตามถนนสายหลักในหมู่บ้านเพื่อรวมกลุ่มใกล้จุดพักชั่วคราว บางส่วนมีการเปล่งเสียงตะโกน และส่งสัญญาณรวมตัว ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกัมพูชามีการควบคุมดูแลห่าง ๆ แต่ไม่มีการสลายฝูงชน

    เวลา 15.20 น. จำนวนผู้รวมตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลายคนเริ่มถือไม้กระบองและท่อนไม้ในลักษณะพร้อมปะทะกับเจ้าหน้าที่ไทย สร้างบรรยากาศตึงเครียดและกดดันแนวรั้วลวดหนามบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยม็อบมีลักษณะจัดตั้งเป็นกลุ่มย่อย ๆ แบ่งโซนตามสัญลักษณ์เสื้อผ้าและผ้าโพกหัว

    ด้าน กองกำลังบูรพา ฝั่งไทย ยังคงตรึงกำลังเข้มที่แนวชายแดน มีการจัดกำลังทหารราบและชุดควบคุมฝูงชนประจำการ พร้อมทั้งใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่เพื่อเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

    บรรยากาศล่าสุดในพื้นที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง ขณะที่ประชาชนฝั่งไทยในหมู่บ้านหนองหญ้าแก้วและพื้นที่ใกล้เคียงยังคงจับตาเหตุการณ์ด้วยความกังวล โดยหลายครอบครัวได้เตรียมอพยพหากสถานการณ์ลุกลามบานปลาย.

    สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน

    จากเหตุการณ์ความตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การรวมตัวของมวลชนกัมพูชาพร้อมอาวุธ สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

    เจ้าหน้าที่ไทยต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกความเป็นไปได้ การเจรจาและการประสานงานระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย กลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

    ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ควรเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก การเตรียมพร้อมอพยพ และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญในช่วงเวลาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียดเช่นนี้

    สถานการณ์ บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสติ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

    ที่มา – บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียด ม็อบกัมพูชารวมตัวเพิ่มถือไม้กระบอง-ท่อนไม้