วัน: 21 กันยายน 2025

ทักษิณ ชินวัตร ยังอยู่ในเรือนจำ จริงหรือ?

มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าท่านถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ แต่ทางกรมราชทัณฑ์ได้ออกมาแถลงการณ์ยืนยันแล้วว่า ทักษิณ ชินวัตร ยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนจำคลองเปรม

ทักษิณ ชินวัตร ยังอยู่ในเรือนจำคลองเปรม

นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 ถึงกรณีข่าวลือดังกล่าวว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ขอย้ำอีกครั้งว่า ทักษิณ ชินวัตร ยังคงอยู่ในการควบคุมของเรือนจำคลองเปรม ไม่ได้มีการส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตามที่มีข่าวลือแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ตาม อาการป่วยของ ทักษิณ ชินวัตร ยังคงมีอยู่บ้าง โดยท่านมีอาการอ่อนเพลียและปวดเมื่อยตามร่างกาย ซึ่งเป็นอาการปกติของผู้สูงอายุ ทางเรือนจำได้จัดตารางนัดหมายให้แพทย์เข้าตรวจอาการของท่านเป็นประจำอยู่แล้ว โดยแพทย์จะเข้ามาตรวจอาการที่เรือนจำในวันที่ 22 กันยายน ที่จะถึงนี้

อาการล่าสุดของทักษิณ ชินวัตร

ถึงเเม้จะยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาการป่วยที่เเท้จริงของท่าน เเต่ทางกรมราชทัณฑ์ได้ยืนยันว่าท่านได้รับการดูเเลอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ คลองเปรม เเละมีการเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด

ข่าวลือเรื่องการส่งตัว ทักษิณ ชินวัตร ไปโรงพยาบาลนั้นสร้างความสับสนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การออกมาแถลงการณ์ยืนยันข้อเท็จจริงจากกรมราชทัณฑ์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและลดความตื่นตระหนก

เราจะคอยติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับสุขภาพของ ทักษิณ ชินวัตร ให้ทุกท่านทราบต่อไป หากมีข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มเติม

สถานการณ์ของทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างต่อเนื่อง การที่กรมราชทัณฑ์ออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนและทันท่วงที ช่วยลดความสับสนและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี

ที่มา – “ทักษิณ ชินวัตร” ยังอยู่ในเรือนจำคลองเปรม แม้ร่างกายอ่อนเพลีย ปวดตัว

จิรายุ ลั่น! เพื่อไทยไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร

“ชนินทร์” ชี้ หากรัฐบาล “อนุทิน” ไม่สานต่อนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย พรรคเพื่อไทยจะกลับไปผลักดันนโยบายนี้เอง “จิรายุ” ยืนยัน พท. พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่ไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ใคร

วันที่ 21 กันยายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่โครงการนำร่อง รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในสายสีแดงและสายสีม่วงที่ดำเนินโครงการมาตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 หรือเกือบ 2 ปี และอาจจะต้องยุติลงแล้วกลับไปใช้ค่าโดยสารในราคาเดิมตามปกติซึ่งมีค่าโดยสารอัตราสูงสุดอยู่ที่ 42 บาท เนื่องจากยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลภูมิใจไทยจะพิจารณาต่ออายุให้กับโครงการนี้หรือไม่ พรรคเพื่อไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลใหม่จะสานต่อสิ่งดีๆ ที่รัฐบาลเพื่อไทยได้ทำไว้เพราะเป็นประโยชน์กับประชาชน และเชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่าการปฏิเสธบางโครงการเพียงเพราะเคยเป็นโครงการของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ อยากเรียกร้องรัฐบาลใหม่ให้มีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก เดินหน้าสานต่อโครงการนำร่องดังกล่าวต่อไป เนื่องจากโครงการนี้มีประชาชนที่อาศัยอยู่ย่านเมืองได้ประโยชน์แสนกว่าคน และที่สำคัญเมื่อการดำเนินโครงการนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณมากมาย อ้างอิงข้อมูลเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา พบว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วงมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในวันธรรมดาประมาณ 8.1-8.8 หมื่นคน/วัน ส่วนรถไฟฟ้าสายสีแดง มีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยในวันธรรมดาประมาณ 4.1 – 4.5 หมื่นคน/วัน ซึ่งเมื่อมีผู้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้รัฐจ่ายชดเชยลดลงไปเท่านั้น

ดังเช่นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยข้อมูลว่า หลังจากมีการดำเนินโครงการนี้ ทำให้รถไฟฟ้าทั้ง 2 สายมีรายได้เพิ่มขึ้น 12.28% เพราะเมื่อจำนวนผู้โดยสารเพิ่ม รายได้ก็เพิ่มขึ้นด้วย หมายความว่ารัฐจะจ่ายค่าชดเชยน้อยลง หรืออาจจะไม่ต้องชดเชยเลยหากจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น หากรัฐบาลชุดนี้ไม่สานต่อนโยบาย 20 บาทตลอดสาย พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะกลับไปผลักดันนโยบายนี้เองให้สำเร็จ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในการลดค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแน่นอน

“จิรายุ” ลั่น เพื่อไทยไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร

ทางด้าน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้าน แม้จะเป็นพรรคการเมืองแกนนำในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ว่า MOA ส้ม-น้ำเงินที่พรรคประชาชนภาคภูมิใจ ทำให้ได้มาซึ่งรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายประสานเสียงร้องยี้ รายชื่อที่ปรากฏได้สร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้า ซึ่งอาจจะไม่เพียงมาเพื่อยุบสภา ตาม MOA แต่จะเป็นการมาเพื่อยุบคดีบางคดีที่พี่น้องประชาชนจับตา ไม่ว่าจะเป็นคดีเขากระโดง หรือคดีฮั้วเลือก สว.

อีกทั้งเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นแล้ว ไม่เพียงทำให้พี่น้องประชาชนกังวลเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลที่อาจมีผลกระทบกับการบริหารเท่านั้น แต่ในช่วงที่ผ่านมายังพบว่ามีเสียงเตือนดังขึ้นต่อเนื่องถึงสภาพที่ไม่ปกติที่เกิดขึ้น เพราะพรรคการเมืองที่มีเสียงสูงสุดในการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยกลับบอกว่าตัวเองจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ซึ่งในเรื่องนี้พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าเราขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน ไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ใคร ตาม MOA ส้ม-น้ำเงินเด็ดขาด เพราะไม่เพียงมีที่มาของดีลแปลกประหลาดแล้วยังเป็นการก่อกำเนิดขึ้นของกลไกที่ไม่ปกติ

เพื่อไทยไม่ขอเป็นนั่งร้านให้ใครในการทำงานการเมือง

“พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะประสานงานกับพรรคประชาชนในการทำงานของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ขอเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านก็ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบสุภาพบุรุษอย่างเต็มที่ ไม่มีอ่อนข้อ ไม่มีกั๊ก และจะไม่ยอมเป็นนั่งร้าน หรือเป็นฝ่ายค้านตาม MOA ให้ใคร ขอให้พรรคประชาชนสนุกกับบทบาทนี้ตามสบายได้เลย พรรคเพื่อไทยไม่เอาด้วย”

การยืนยันของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองกันต่อไปว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร และพรรคการเมืองต่างๆ จะมีบทบาทในการพัฒนาประเทศอย่างไรต่อไป

ที่มา – “จิรายุ” ลั่น เพื่อไทยไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร “ชนินทร์” หวังรัฐบาล “อนุทิน” สานต่อสิ่งดีๆ

“ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย พบแพทย์ในเรือนจำพรุ่งนี้

“หมอเชิดชัย” พร้อมเครือข่ายสตรี 20 จังหวัดอีสาน จัดกิจกรรมให้กำลังใจอดีตนายกฯ หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ด้านราชทัณฑ์รายงานอาการ “ทักษิณ” วันนี้ยังอ่อนเพลีย มีคิวพบแพทย์ตรวจร่างกายพรุ่งนี้

วันที่ 21 กันยายน 2568 นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นางพรรณวดี ตันติศิรินทร์ ที่ปรึกษาเครือข่ายสตรี 20 จังหวัดภาคอีสาน และตัวแทนเครือข่ายสตรี 20 จังหวัดภาคอีสานจัดกิจกรรมร้อยกำลังใจมอบให้กำลังใจ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม

นายแพทย์เชิดชัย กล่าวว่า วันนี้ต้องการให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ต่อสู้ต่อไป เพราะกลุ่มสตรีเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงมีหลายกลุ่มหลายก้อน ปัจจุบันนี้ผู้หญิงเก่งกว่าผู้ชาย มีนายกรัฐมนตรีผู้หญิง 2 คนแล้ว มีผลงานดีด้วยอยู่ในตระกูลชินวัตร เมื่อถูกกระทำกลุ่มสตรีจึงต้องมาให้กำลังใจ ปัจจุบันนี้มีข่าวไม่ดีเยอะ เช่น คดีเขากระโดง คดีฮั้ว สว. ทั้งนี้ นายทักษิณ ได้ตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างกล้าหาญ ไม่ได้กระทำผิด ทำประโยชน์ให้ประเทศมากมายและเศรษฐกิจดีขึ้น ทั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ถูกแกล้งเมื่อกลับมาบ้าน ทั้งที่ได้รับอภัยโทษจาก 8 ปีเหลือ 1 ปี แล้วถูกกลั่นแกล้งว่ายังไม่ถูกจำคุก ตนแย้งว่าต้องไปถามหมอผู้เชี่ยวชาญอย่างโรคหัวใจ

ทางด้าน นางพรรณวดี เผยว่า ตนเองต่อสู้มาตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปี 2554 ตอนรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีนโยบายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จึงทำให้สตรีได้มีบทบาท วันนี้เห็นความไม่ถูกต้องที่อดีตนายกฯ ทักษิณ และครอบครัวถูกกระทำ ในฐานะผู้หญิงด้วยกันจึงให้กำลังใจ นายทักษิณ, คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, น.ส.ยิ่งลักษณ์, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ให้อดทนเข้มแข็งและสู้ต่อไป พร้อมย้ำว่าพวกเราจะไม่ทิ้งกัน พวกเราจะเป็นนักรบในสนามเลือกตั้งทุกพื้นที่ทั้งในภาคอีสานและทั่วประเทศ เราจะเอาชนะคืนมาให้กับนายทักษิณ และพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกัน เครือข่ายสตรี 20 จังหวัดภาคอีสานได้เตรียมพวงมาลัยมาเป็นน้ำใจของกลุ่มสตรี 20 จังหวัดภาคอีสาน และผู้รักประชาธิปไตยของอีสานใต้ เพื่อให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน ขอให้ทั้งครอบครัวสู้ๆ เราจะเป็นพลังในพื้นที่ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงทำกิจกรรมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น และตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ทั้งในและนอกเครื่องแบบมาดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยบริเวณริมถนนงามวงศ์วาน ส่วนบริเวณด้านในพื้นที่ของเรือนจำมีเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์คอยดูแลความสงบเรียบร้อย

ทางด้านความคืบหน้าอาการของนายทักษิณ ที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม หลังมีกระแสข่าวว่าเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ถูกส่งตัวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เนื่องจากมีอาการอ่อนเพลีย ปวดตามร่างกาย ประกอบกับนายทักษิณมีโรคประจำตัวอยู่ และเป็นผู้สูงอายุ โดยเมื่อตรวจร่างกายเสร็จก็ได้นำตัวกลับไปคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรมเช่นเดิม ไม่ได้มีการแอดมิทภายในโรงพยาบาล

ต่อมา นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า วันนี้อาการของนายทักษิณ ยังคงอ่อนเพลีย และปวดตามร่างกายอยู่บ้าง ตามปกติของผู้สูงอายุ โดยอาการคงที่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม และในวันพรุ่งนี้ (22 กันยายน 2568) ที่เรือนจำเปิดทำการ ก็จะมีแพทย์เข้ามาตรวจผู้ต้องขังในเรือนจำตามปกติ ซึ่งนายทักษิณก็มีคิวนัดพบแพทย์ ตรวจสุขภาพและโรคประจำตัวด้วย.

“ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย พบแพทย์ในเรือนจำพรุ่งนี้

อาการ “ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับอาการของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในเรือนจำยังคงได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ ข่าว “ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย พบแพทย์ในเรือนจำพรุ่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของอดีตนายกรัฐมนตรี

การที่ “ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย พบแพทย์ในเรือนจำพรุ่งนี้ เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้ต้องขังในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล รวมถึงความโปร่งใสในการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังที่มีชื่อเสียง การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันจะช่วยลดความกังวลของประชาชนและป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนได้

การที่นายแพทย์เชิดชัยและเครือข่ายสตรีออกมาให้กำลังใจนายทักษิณ แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่านายทักษิณจะอยู่ในเรือนจำ การสนับสนุนและความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไป เพราะอาจส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคต

ในขณะที่สังคมจับตามองเรื่อง “ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย พบแพทย์ในเรือนจำพรุ่งนี้ การให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ต้องขังทุกคน และการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียมเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญ การสร้างมาตรฐานในการดูแลผู้ต้องขังให้เป็นไปตามหลักสากล จะเป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับกระบวนการยุติธรรมของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ที่มา – “ทักษิณ” ยังอ่อนเพลีย พบแพทย์ในเรือนจำพรุ่งนี้ “เชิดชัย” นำเครือข่ายสตรีให้กำลังใจ

สารวัตรแจ๊ะจับครูศิลปะ ล่วงละเมิด ป.5!

ข่าวช็อกสะเทือนวงการการศึกษา! “สารวัตรแจ๊ะ” นำทีมบุกจับ “ครูศิลปะ” โรงเรียนดังในจังหวัดสระแก้ว หลังก่อเหตุสุดอื้อฉาว ล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.5 งานนี้ทำเอาผู้ปกครองและชาวบ้านต่างตกตะลึงกับพฤติกรรมของครูที่ควรจะเป็นแบบอย่าง

ปฏิบัติการฟ้าผ่าเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 07.00 น. ของวันที่ 21 กันยายน 2568 พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ อินทสิทธิ์ ผกก.สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว พร้อมด้วย พ.ต.ท.สกลรัตน์ เขมสวัสดิ์ รอง ผกก.สส.สภ.โคกสูง พ.ต.ท.หญิง ชาดา เสสะเวช สว.กก.ดส. และ พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. นำกำลังเข้าจับกุมตัว นายสมิท (นามสมมติ) อายุ 49 ปี ข้าราชการครู สอนวิชาศิลปะ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสระแก้ว ที่ 281/2568 ลงวันที่ 16 ก.ย. 68 ได้คาคอนโดมิเนียมหรูย่านบางกอกน้อย ขณะที่กำลังหลบหนีความผิด

สารวัตรแจ๊ะจับครูศิลปะ ล่วงละเมิด ป.5

จากการสืบสวนขยายผล พบว่า ครูหื่นรายนี้ได้ก่อเหตุ ล่วงละเมิดทางเพศ เด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.5 จริง โดยใช้วิธีการล่อลวงเหยื่อไปกระทำการชำเราหลายครั้ง มิหนำซ้ำยังใช้ความรุนแรงจนเด็กได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลนานนับเดือน

หลังได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว ตำรวจ สภ.โคกสูง ไม่รอช้า เร่งรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด จนสามารถขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดสระแก้ว และนำไปสู่การติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้อย่างรวดเร็ว

รายละเอียดข้อกล่าวหา สารวัตรแจ๊ะจับครูศิลปะ ล่วงละเมิด ป.5

นายสมิท ถูกแจ้งข้อกล่าวหาหนัก ได้แก่ กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร และพาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

ในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา แต่แก้ตัวอย่างหน้าไม่อายว่า เด็กเป็นฝ่ายยั่วยวนตนเองก่อน

หลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. กล่าวถึงคดีนี้ว่า “การสืบสวนติดตามจับกุมดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และผู้บังคับบัญชาระดับสูงทุกท่าน ที่มุ่งเน้นปราบปรามอาชญากรรมภัยสังคมทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความสงบสุขและความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องประชาชน”

“การกระทำเช่นนี้เป็นอาชญากรรมร้ายแรง ผู้ก่อเหตุเป็นครู แต่กลับทำตัวเป็นภัยสังคม เป็นอาชญากรเสียเอง ตำรวจจะไม่ยอมให้คนแบบนี้ลอยนวลไปก่อเหตุซ้ำ ต้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด” พล.ต.ต.นพศิลป์ กล่าวย้ำ

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้สังคมตระหนักถึงภัยร้ายที่แฝงตัวอยู่ใกล้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานศึกษา ซึ่งควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กๆ การที่ครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจ กลับกลายเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ ผู้ปกครองและโรงเรียนต้องร่วมมือกันสอดส่องดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

สำหรับใครที่กำลังประสบปัญหา หรือทราบเบาะแสเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ สามารถแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วน 1300 เพื่อขอความช่วยเหลือได้ทันที

ที่มา – “สารวัตรแจ๊ะ” บุกจับ “ครูศิลปะ” ล่วงละเมิดทางเพศ เด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.5

เพื่อไทยเหน็บตั๋วช้างสีส้ม หวั่นรัฐมนตรีสร้างปัญหา

เพื่อไทย แซะ “ปกรณ์วุฒิ” ทำหน้าที่เหมือนโฆษกภูมิใจไทย ปกป้องค่ายสีน้ำเงิน เติมเสียง สส. หวั่น รมต.ปราสาทสายฟ้า อาจสร้างปัญหาการตรวจสอบและดำเนินคดีของหน่วยงานต่างๆ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 กันยายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงในตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ประชาชนเห็นสัญญาณชัดเจน การเร่งเติมเสียงของพรรคภูมิใจไทย มีนักการเมืองพรรคต่างๆ เปิดตัวเข้าร่วมงานมากขึ้น น่าแปลกใจที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน มองไม่เห็น ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้รวมเสียงข้างมาก ไม่เป็นสัญญาณให้เกิดเสียงเพิ่มเติมในรัฐบาล

นายชนินทร์ เผยต่อไปว่า หลายฝ่ายสับสน นายปกรณ์วุฒิ เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาชนหรือโฆษกพรรคภูมิใจไทยคนใหม่กันแน่ พรรคประชาชนต้องเข้าใจว่าข้อตกลงรัฐบาลเสียงข้างน้อยของสีส้มและสีน้ำเงินนั้น พรรคเพื่อไทยไม่ได้ร่วมรับผิดชอบด้วย แม้จะมี สส.พรรคเพื่อไทย 9 คน สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล แต่พรรคประชาชนคือคนโหวตหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรียกพรรค ต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินการของรัฐบาลนี้

ขณะเดียวกัน คนเริ่มครหารัฐบาลนี้ไม่ได้ตั้งมาเพื่อยุบสภา แต่ตั้งมาเพื่อยุบคดีสีน้ำเงิน รัฐบาลนี้ตั้งขึ้นด้วยกลไกประหลาด มีผู้นำฝ่ายค้านหามแคนดิเดตพรรคภูมิใจไทยขึ้นเสลี่ยง มีประธานวิปฝ่ายค้านทำหน้าที่เสมือนโฆษกพรรคภูมิใจไทยให้ สส.กว่า 140 คน แบกองค์ประชุมแทนรัฐบาล ขัดที่เคยประกาศว่า การรักษาองค์ประชุมเป็นหน้าที่รัฐบาล วิปที่ตั้งขึ้นมาคือวิปฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้ำให้รัฐบาลสีน้ำเงินกันแน่

นายชนินทร์ ยังกล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยหวังว่ารัฐบาลใหม่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ยึดผลประโยชน์ประชาชนและประเทศมากกว่าผลประโยชน์พวกพ้อง หรือมีเจตนาเข้ามาสะสางปัญหาคดีความที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเผชิญ วันนี้ประชาชนกังวลรายชื่อรัฐมนตรีเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ผลประโยชน์ทับซ้อนเชื่อมโยงกลุ่มอิทธิพลการเมือง เป็นรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้าคอนเนคชั่น อาจสร้างปัญหาการตรวจสอบและดำเนินคดีของหน่วยงานต่างๆ

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมทีม สส. รวบรวมข้อมูลอภิปราย การแถลงนโยบายรัฐบาล 2 ประเด็น คือ 1. นโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภาในการบริหารราชการแผ่นดิน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2. คุณสมบัติรัฐมนตรี ความรู้ความสามารถ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ทั้งคดีเขากระโดง คดีฮั้วเลือก สว. รวมทั้งรัฐมนตรีอื่นๆ ที่มีข้อครหาไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด แต่ได้รับตั๋วช้างสีส้มจากพรรคประชาชนเข้าสู่ตำแหน่ง จะต้องได้รับการวินิจฉัยในมาตรฐานเดียวกับที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยถูกตรวจสอบ

สำหรับประเด็นหลักที่เป็นไฮไลต์การแถลงนโยบายครั้งนี้คือ การตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า การที่พรรคภูมิใจไทยทำทุกวิถีทาง ยอมทุกอย่างเพื่อเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในเวลา 4 เดือน มีความเกี่ยวข้องอะไรกับคดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดงหรือไม่ อาจทำให้ถึงจุดจบบางพรรคการเมือง.

เพื่อไทยเหน็บตั๋วช้างสีส้ม หวั่นรัฐมนตรีสร้างปัญหา

พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานของรัฐบาลผสม และบทบาทของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงการที่ สส. พรรคอื่นออกมาปกป้องการทำงานของพรรคภูมิใจไทย

กังวลเรื่องตั๋วช้างสีส้ม

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลเกี่ยวกับ “ตั๋วช้างสีส้ม” ที่อาจทำให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีบางท่าน

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังได้เตรียมทีม สส. เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยจะเน้นไปที่ 2 ประเด็นหลัก คือ นโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา และคุณสมบัติของรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความขัดแย้งทางผลประโยชน์

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่พรรคเพื่อไทยตั้งคำถามถึงแรงจูงใจที่พรรคภูมิใจไทยยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยเชื่อมโยงกับคดีความต่างๆ ที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเผชิญอยู่

ประเด็นเรื่อง ตั๋วช้างสีส้ม สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายถึงความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล และการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

พรรคเพื่อไทยแสดงความกังวลว่าการได้รับ ตั๋วช้างสีส้ม ของรัฐมนตรีบางท่านอาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคต

ที่มา – พท. เหน็บตั๋วช้างสีส้ม หวั่น รมต.ปราสาทสายฟ้า สร้างปัญหา แซะ “ปกรณ์วุฒิ” ป้อง ภท.

เพื่อไทยจี้ ปชช. เร่งคุยภูมิใจไทย แก้รัฐธรรมนูญ

“ชนินทร์” เรียกร้องพรรคประชาชน เร่งคุยภูมิใจไทย ส่งสัญญาณ สว.สีน้ำเงิน เปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ เผย เพื่อไทยเตรียมร่างกฎหมายไว้แล้ว พร้อมเข้าชื่อนำเสนอต่อรัฐสภา

วันที่ 21 กันยายน 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการเดินหน้าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในหมวด 15 ว่าด้วยการจัดให้มีกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ส่งตัวแทนเข้าร่วมการประชุมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน เสนอแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15 เพื่อเปิดช่องทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้ง 2 พรรคมีความคิดเห็นร่วมกันว่าจะต้องเพิ่มเติมแนวทางเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และในส่วนของพรรคเพื่อไทยเองก็ได้มีการจัดเตรียมร่างดังกล่าวไว้แล้ว พร้อมที่จะเข้าชื่อเพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาต่อไป

แต่ที่ยังไม่ชัดเจนคือการเสนอแนวทางของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งยังไม่ได้มีการส่งตัวแทนหรือข้อเสนอของพรรคเข้ามาเพื่อพิจารณา แม้ทาง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้แจงแทนว่า นายภารดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย ติดภารกิจไม่สามารถร่วมประชุมได้นั้น พรรคเพื่อไทยจึงขอเรียกร้องไปยังพรรคภูมิใจไทย ตลอดจนทั้งพรรคประชาชนด้วยอีกทางว่า ควรเร่งรัดให้พรรคแกนนำรัฐบาลกระตือรือร้นออกแบบแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยเร็ว เพราะถ้ายืดเยื้อออกไปอีกอาจจะไม่ทันกรอบระยะเวลา 4 เดือน ตาม MOA ที่ทั้ง 2 พรรครับปากกับพี่น้องประชาชนไว้

อีกทั้งเงื่อนไขสำคัญของการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือจะต้องได้เสียงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 1 ใน 3 มาร่วมเห็นชอบด้วย ก็หวังว่าพรรคประชาชน ในฐานะผู้ร่วมรับรองนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน จะสามารถเจรจากับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ สว.สีน้ำเงิน แสดงท่าทีที่ชัดเจนในการเปิดทางให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ด้วย

ขณะเดียวกัน นายชนินทร์ ระบุด้วยว่า การกระทำรัฐประหารปี 2549 ที่อาศัยข้ออ้างการ “แก้ปัญหาระบอบทักษิณ” ทำลายล้างพรรคไทยรักไทย ทำลายความต่อเนื่องทางการเมือง เป็นการบั่นทอนโอกาสการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย อย่างมหาศาล

การเลือกตั้งด้วยเสียงของประชาชน 1 สิทธิ์ 1 เสียงเท่ากัน ถูกทำลายลงไปกับการฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่เคารพเสียงประชาชน แล้วเขียนกติกาใหม่ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองแบบวนลูป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พรรคเพื่อไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกกับสังคมไทย และโอกาสนี้จะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เราจะสามารถปลดล็อกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นให้ได้ในที่สุด.

เพื่อไทยจี้ ปชน. เร่งคุยภูมิใจไทย แก้รัฐธรรมนูญ

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไป พรรคเพื่อไทยได้ออกมาเรียกร้องให้พรรคประชาชนเร่งหารือกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อหาทางออกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ การผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลผสมปัจจุบัน

ความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นกระบวนการที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

พรรคเพื่อไทยมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดทางการเมืองและสร้างความปรองดองในสังคม การเร่งรัดให้พรรคภูมิใจไทยและ สว. เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาจี้ ปชน. เร่งคุยภูมิใจไทย แก้รัฐธรรมนูญ นั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ และพรรคเพื่อไทยหวังว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตยและมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การที่ สว. จะเปิดทางให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การเรียกร้องให้เร่งคุยภูมิใจไทยเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทย การติดตามความคืบหน้าในประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหวังว่าการดำเนินการครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืนในประเทศไทย

การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเรียกร้องเช่นนี้ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในขณะนี้ การจับตาดูการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

พรรคเพื่อไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม

กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย การติดตามข่าวสารและการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนทุกคนสามารถทำได้

ถึงแม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อน แต่ก็เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรให้ความสนใจ เพราะสิ่งนี้จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศเรา

การจี้ให้เร่งคุยภูมิใจไทยเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง และเราทุกคนควรติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ที่มา – เพื่อไทย จี้ ปชน. เร่งคุยภูมิใจไทย ส่งสัญญาณ สว.สีน้ำเงิน เปิดทางแก้รัฐธรรมนูญ

อังกฤษส่งเครื่องบินขับไล่คุ้มกันโปแลนด์ ตอบโต้โดรนรัสเซีย

อังกฤษส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์แล้ว เพื่อตอบโต้การรุกล้ำของโดรนรัสเซีย กองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) ได้ยืนยันการส่งเครื่องบินขับไล่ ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน ไปปฏิบัติภารกิจป้องกันภัยทางอากาศร่วมกับนาโตเหนือน่านฟ้าโปแลนด์

ภารกิจนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ เครื่องบินขับไล่ "ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน" ของอังกฤษได้บินลาดตระเวนเหนือโปแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวป้องกันด้านตะวันออกของพันธมิตรทางทหาร

ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นจากการที่รัสเซียละเมิดน่านฟ้าของประเทศสมาชิกนาโตอย่างต่อเนื่องในเดือนนี้ ทั้งโดรนที่ตรวจพบในโรมาเนีย และเครื่องบินรบที่รุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย แม้ว่ารัสเซียจะปฏิเสธหรือลดทอนความสำคัญของการละเมิดดังกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอังกฤษ นายจอห์น ฮีลีย์ กล่าวว่าการส่งเครื่องบินรบครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า "น่านฟ้าของนาโตจะได้รับการปกป้อง" พร้อมยกย่องนักบินและเจ้าหน้าที่อังกฤษที่เข้าร่วมปฏิบัติการนี้

ปฏิบัติการครั้งนี้มีเครื่องบินขับไล่ 2 ลำจากฐานทัพอากาศ Coningsby ในอังกฤษ บินลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าโปแลนด์ โดยมีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศรุ่น Voyager คอยสนับสนุน

นาโตได้ประกาศภารกิจนี้ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Eastern Sentry เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุโดรนบุกรุกน่านฟ้าโปแลนด์ถึง 19 ครั้งในวันเดียว ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดและเป็นครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกนาโตเผชิญหน้ากับโดรนรัสเซียโดยตรงนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดยโปแลนด์สามารถยิงโดรนตกได้ถึง 3 ลำ

นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ โดนัลด์ ทัสก์ กล่าวว่า สถานการณ์นี้ "ใกล้เคียงที่สุดกับสงครามเปิดเต็มรูปแบบนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง" นายฮีลีย์ยังเน้นย้ำว่า "เมื่อเราถูกคุกคาม เราจะตอบโต้ร่วมกัน" โดยระบุว่าการกระทำของรัสเซียนั้น "ประมาท, อันตราย และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน"

ผู้บัญชาการทัพอากาศอังกฤษ มาร์แชล ฮาร์ฟ สมิธ เสริมว่า ความร่วมมือกับนาโตในปัจจุบัน "แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา" และย้ำว่าอังกฤษ "พร้อมฉายกำลังทางอากาศได้ทุกระยะ" โดยเขายังชี้ถึงความหมายเชิงประวัติศาสตร์ว่า 85 ปีก่อน นักบินโปแลนด์เคยร่วมสู้กับกองทัพอากาศอังกฤษ ในยุทธการบริเตน (Battle of Britain) เพื่อป้องกันน่านฟ้าอังกฤษจากการโจมตีของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่สอง

อังกฤษส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์

การตัดสินใจของอังกฤษในการส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องพันธมิตรและรักษาความมั่นคงในภูมิภาค การตอบโต้ต่อการรุกล้ำของโดรนรัสเซียเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการยั่วยุที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ร้ายแรงกว่า

ทำไมอังกฤษจึงส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์?

เหตุผลหลักคือการตอบโต้การรุกล้ำน่านฟ้าโดยโดรนรัสเซีย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของโปแลนด์และนาโต การส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์เป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนและความพร้อมในการปกป้องพันธมิตร

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังและการตอบสนองที่รวดเร็วต่อภัยคุกคาม การที่อังกฤษและนาโตตอบสนองอย่างแข็งขันเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัสเซียว่าการกระทำที่ก้าวร้าวจะไม่ได้รับการยอมรับ

นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างอังกฤษและโปแลนด์ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและความมุ่งมั่นร่วมกันในการรักษาความมั่นคงในยุโรป ดังที่ผู้บัญชาการทัพอากาศอังกฤษกล่าว ความร่วมมือกับนาโตในปัจจุบันแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา

การตัดสินใจอังกฤษส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์เป็นสิ่งที่ถูกต้องและจำเป็น การกระทำเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับพันธมิตรและป้องปรามการกระทำที่ก้าวร้าวของรัสเซียในอนาคต

ที่มา – อังกฤษส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์ ตอบโต้โดรนรัสเซีย

แสนสะท้านยัน! ป้องกันตัวฮุคซ้ายคู่กรณีร่วง

จากกรณีเหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นในงานประเพณีแข่งเรือที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับยอดมวยชื่อดัง “แสนสะท้าน พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ล่าสุด แสนสะท้านยัน! ป้องกันตัวฮุคซ้ายคู่กรณีร่วง เพราะเห็นว่าจำเป็นต้องปกป้องตัวเองและทีมงาน

แสนสะท้านยัน! ป้องกันตัวฮุคซ้ายคู่กรณีร่วง

เรื่องราวเริ่มต้นจากกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่พยายามขึ้นไปเต้นบนลำโพงหน้าเวทีหมอลำคณะดอกเหมยเพ็ญนภา สมสุข และเมื่อถูกตักเตือนก็เกิดความไม่พอใจ จนนำไปสู่การบุกเข้าไปในพื้นที่หลังเวที ซึ่งขณะนั้นเองที่นายสุทิวัส เช่นพิมาย หรือ “แสนสะท้าน พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม” อดีตแชมป์โลกมวยไทย อยู่ในเหตุการณ์และพยายามเข้าไประงับเหตุ

จากการให้สัมภาษณ์ของแสนสะท้าน เผยว่า กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวได้พยายามที่จะทำร้ายทีมงานของหมอลำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ทำให้เขาต้องเข้าไปปกป้อง และในการชุลมุนนั้นเอง เขาได้ชกไปที่ใบหน้าของวัยรุ่นคนหนึ่งจนล้มลง ทำให้เกิดความวุ่นวายมากยิ่งขึ้น

“ผมเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องป้องกันตัวและปกป้องทีมงานจริงๆ ครับ” แสนสะท้านกล่าว “พวกเขาพยายามที่จะเข้ามาทำร้ายร่างกายพวกเรา ผมไม่มีทางเลือกอื่น”

ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ เผยชนวนเหตุ

พล.ต.ต.ศิรสัณห์ เยื้อนสงวนชัย ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ชนวนเหตุของเรื่องมาจากความมึนเมาและคึกคะนองของกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงอาจจะมีความรู้สึกอับอายที่ถูกตักเตือนให้ลงจากลำโพง ทำให้เกิดการโต้เถียงและนำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว

หลังจากเกิดเหตุการณ์ แสนสะท้านยัน! ป้องกันตัวฮุคซ้ายคู่กรณีร่วง ก็ได้เข้าให้ปากคำกับตำรวจ สภ.กมลาไสย พร้อมกับยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของทีมงาน

“ผมอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการคดีนี้อย่างเต็มที่ เพราะผมและทีมงานรู้สึกไม่ปลอดภัย” แสนสะท้านกล่าว

เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล โดยมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับการกระทำของแสนสะท้านที่ปกป้องทีมงาน และผู้ที่เห็นว่าการใช้กำลังเป็นสิ่งที่เกินเลย

อย่างไรก็ตาม แสนสะท้านยังคงยืนยันว่า เขาทำไปเพราะมีความจำเป็นที่จะต้องปกป้องตัวเองและทีมงาน และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นที่ถกเถียงกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหา และการเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันในสังคม

แสนสะท้านยัน! ป้องกันตัวฮุคซ้ายคู่กรณีร่วง เพราะสถานการณ์บีบบังคับ แต่การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการใช้กฎหมายเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

ที่มา – ยอดมวย “แสนสะท้าน” ยัน จำเป็นที่ต้องป้องกันตัว ฮุคซ้ายเข้าปลายคางคู่กรณีร่วง

นายกฯ อังกฤษเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษเตรียมประกาศการรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากอิสราเอลว่าเป็น “เป็นการให้รางวัลแก่การก่อการร้าย”

การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้มีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมว่า อังกฤษจะเปลี่ยนจุดยืนหากอิสราเอลไม่บรรลุเงื่อนไขสำคัญ ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงในกาซา และการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนเพื่อนำไปสู่แนวทาง “สองรัฐ”

แหล่งข่าวจากรัฐบาลระบุว่า สถานการณ์ในกาซาเลวร้ายลงอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งจากภาพผู้คนอดอยากและความรุนแรงที่เกิดขึ้น รวมถึงการปฏิบัติการทางภาคพื้นดินครั้งล่าสุดของอิสราเอลในเมืองกาซาซิตี้ ซึ่งทำให้ผู้คนหลายแสนคนต้องอพยพหนีตาย นอกจากนี้ ยังมีการขยายถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ได้รับเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากรัฐบาลอิสราเอลและครอบครัวตัวประกัน นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเวลานี้คือ “การให้รางวัลแก่การก่อการร้าย”

ด้านนางเคมิ บาเดนอค ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวในบทความของหนังสือพิมพ์เดอะเทเลกราฟว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเวลานี้และก่อนการปล่อยตัวประกันที่เหลือ จะเป็น “การให้รางวัลแก่การก่อการร้าย” อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับครอบครัวตัวประกันที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการใดๆ จนกว่าตัวประกันจะได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด

แม้จะเผชิญแรงกดดัน แต่นายสตาร์เมอร์ยืนยันว่าถึงเวลาที่ต้องดำเนินการเพื่อรักษาความหวังของข้อตกลงสันติภาพระยะยาวไว้ ขณะที่รัฐมนตรีอังกฤษให้เหตุผลว่า การกระทำนี้เป็นความรับผิดชอบเชิงศีลธรรม

ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกสหประชาชาติกว่า 75% ที่รับรองรัฐปาเลสไตน์ แต่ด้วยสถานะที่ยังไม่มีพรมแดนที่แน่ชัด เมืองหลวง หรือกองทัพ การยอมรับ “รัฐปาเลสไตน์” โดยอังกฤษ จึงเป็นสัญญาณทางการเมืองที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อเวทีโลก และเพิ่มแรงกดดันให้อิสราเอลต้องหันกลับมาสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพตามแนวทางสองรัฐ

นายกฯ อังกฤษเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์: ความเคลื่อนไหวล่าสุด

การที่ นายกฯ อังกฤษเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของอังกฤษ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของนานาชาติต่อปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ได้

ทำไมนายกฯ อังกฤษจึงเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์?

เหตุผลสำคัญที่ นายกฯ อังกฤษเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์ มาจากสถานการณ์ที่เลวร้ายในกาซา การขยายถิ่นฐานของอิสราเอลในเวสต์แบงก์ และความต้องการที่จะรักษาสันติภาพระยะยาวเอาไว้ แม้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่รัฐบาลอังกฤษเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ นายกฯ อังกฤษเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์ นั้นมีความหลากหลาย ตั้งแต่การเพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอล ไปจนถึงการสร้างความหวังใหม่ให้กับชาวปาเลสไตน์ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

  • ผลกระทบต่ออิสราเอล: การรับรองรัฐปาเลสไตน์อาจทำให้แรงกดดันต่ออิสราเอลเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ
  • ผลกระทบต่อปาเลสไตน์: การรับรองนี้อาจเป็นกำลังใจให้กับชาวปาเลสไตน์ และอาจนำไปสู่การสร้างรัฐปาเลสไตน์ที่แท้จริง
  • ผลกระทบต่อเวทีโลก: การรับรองรัฐปาเลสไตน์อาจเป็นสัญญาณให้ประเทศอื่นๆ ทำตาม และอาจนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี

การตัดสินใจของนายกฯ อังกฤษในการเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของภูมิภาคตะวันออกกลาง และทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจนำมาซึ่งความหวัง และความท้าทายมากมาย ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ อังกฤษเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์