วัน: 22 กันยายน 2025

ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ หลังอิสราเอลถล่มกาซา

ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ หลังอิสราเอลถล่มกาซาดับอีก 61 ศพ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางความขัดแย้งและความสูญเสียที่เพิ่มขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประเทศฝรั่งเศสเตรียมให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ ก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นตามรอยหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, แคนาดา และโปรตุเกส ที่ได้ประกาศรับรองไปก่อนหน้านี้ การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นความพยายามล่าสุดในการผลักดันสันติภาพและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์

ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสรวมถึง เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, อันดอร์รา, ซานมาริโน และมอลตา จะประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ในเร็ววันนี้ ในขณะที่นิวซีแลนด์กำลังพิจารณาเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ประธานาธิบดีมาครงกล่าวว่า “การรับรองรัฐปาเลสไตน์ในวันนี้เป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองให้กับสถานการณ์ที่ต้องยุติลง” ซึ่งสื่อถึงสถานการณ์ในฉนวนกาซาที่ยืดเยื้อมานาน เขาหวังว่าการรับรองนี้จะนำไปสู่การหยุดยิง การปล่อยตัวประกัน และการฟื้นฟูความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ออกมาคัดค้านการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างแข็งขัน โดยกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการ “ให้รางวัลก้อนใหญ่” แก่กลุ่มฮามาส และประกาศว่า “การก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์จะไม่มีวันเกิดขึ้น” เขายังกล่าวว่าจะตอบโต้สิ่งที่เขาเรียกว่า “ความพยายามล่าสุดที่จะก่อตั้งรัฐก่อการร้าย” ในอิสราเอล หลังการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

แม้ว่านายเนทันยาฮูจะไม่ได้ระบุวิธีการตอบโต้ที่ชัดเจน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักรได้เตือนอิสราเอลไม่ให้ผนวกดินแดนบางส่วนของเวสต์แบงก์เพื่อตอบโต้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงน่าเป็นห่วง กระทรวงสาธารณสุขของกลุ่มฮามาสรายงานว่า การโจมตีล่าสุดของอิสราเอลในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 61 ศพ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมนับตั้งแต่สงครามในกาซาเริ่มต้นขึ้นอยู่ที่ 65,344 ศพ

ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์

ความเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสในการฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ครั้งนี้ จุดประกายความหวังและความกังวลในเวลาเดียวกัน ผู้สนับสนุนมองว่าเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์ในการมีรัฐของตนเอง ในขณะที่ผู้คัดค้านกังวลว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์

การตัดสินใจของฝรั่งเศสอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและกระบวนการสันติภาพ

  • แรงผลักดันทางการทูต: การรับรองอาจกระตุ้นให้ประเทศอื่น ๆ พิจารณาการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันทางการทูตต่ออิสราเอล
  • การเจรจาสันติภาพ: การรับรองอาจสร้างความสมดุลในการเจรจาสันติภาพ ทำให้ปาเลสไตน์มีอำนาจต่อรองมากขึ้น
  • ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น: การกระทำดังกล่าวอาจทำให้ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอิสราเอลตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรง

สถานการณ์ ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และผลลัพธ์สุดท้ายยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สำคัญซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของการเมืองในตะวันออกกลางไปอย่างสิ้นเชิง

ที่มา – ฝรั่งเศสเตรียมรับรองปาเลสไตน์ หลังอิสราเอลถล่มกาซาดับอีก 61 ศพ

หนุ่มอุดรฯ ผวา หญิงคลั่งรักวัย 60 บุกตื้อ!

หนุ่มอุดรธานีถึงกับผวา! เมื่อเจอหญิงคลั่งรักวัย 60 ปี บุกตามตื้อถึงบ้าน เหตุเพราะถูกใจในความหล่อและอยากมีลูกด้วย เรื่องราวความรักที่ไม่ลงตัวนี้กลายเป็น Talk of the Town ในอุดรธานีไปแล้ว

หนุ่มอุดรฯ ผวา หญิงคลั่งรักวัย 60 บุกตื้อถึงบ้าน ถูกใจความหล่ออยากมีลูกด้วย

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ร.ต.อ.ศุภชัย เหลือล้น รอง สวป.สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งเหตุหญิงสูงวัยสร้างความเดือดร้อนรำคาญหน้าบ้านหลังหนึ่งในซอยวรรณภา 1 ชุมชนบ้านถ่อน เมื่อไปถึงก็พบหญิงวัย 60 ปี พร้อมกระเป๋าเดินทาง ยืนยันจะขอพบนายต้า เจ้าของบ้าน

จากการสอบถามทราบว่า หญิงรายนี้รู้จักนายต้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย และติดตามมาตลอด เธอพยายามโทรหานายต้าอยู่เสมอ จนตำรวจต้องช่วยเรียกรถไปส่งที่ บขส. อุดรธานี ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความรู้สึกที่มีต่อนายต้า หญิงรายนี้ตอบว่า “เกิดมาไม่เคยเห็นใครหล่อขนาดนี้มาก่อนเลย หล่อแบบสุดชีวิตจิตใจ เกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยเห็นคนหล่อขนาดนี้ ต้องมาเห็นครั้งสุดท้าย ไม่เช่นนั้นนอนตายตาไม่หลับ”

ด้านนายต้า อายุ 44 ปี อดีตอินฟลูเอนเซอร์ เปิดเผยว่า เขาไม่เคยรู้จักหญิงรายนี้เป็นการส่วนตัว แต่เธอติดตามเขาจาก Instagram, Facebook และ TikTok เขาได้รับข้อความจากเธอ แต่เนื่องจากอ่านไม่เข้าใจจึงไม่ได้สนใจอะไร

ความเดิม หญิงคลั่งรักวัย 60 บุกตื้อถึงบ้าน หนุ่มอุดรฯ ไม่รู้จะทำอย่างไร

นายต้าเล่าว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2567 เมื่อหญิงคนดังกล่าวโทรศัพท์มาอ้างว่าจะมาดูสุนัขที่บ้าน แต่เมื่อมาถึงกลับพยายามเข้ามาในบ้านพร้อมกระเป๋าจำนวนมาก

“ครั้งแรก เขามาเกาะรั้วหน้าบ้านและอยากจะเข้ามาในบ้านอย่างเดียว เอากระเป๋ามาเยอะมาก กระเป๋าลาก 1 ใบ กระเป๋าสะพายอีก 2 ใบ ใส่แมสก์ปิดหน้าปิดตา มายืนรอ 1 ชั่วโมงก็ไม่ไป ตนก็ไม่กล้าเปิดประตูเพราะไม่รู้จักกัน ก็มีพี่ข้างบ้านมาเคลียร์ให้นานเป็นชั่วโมงก็ไม่ไป บอกว่าอยากให้ผมออกไปคุย เราไปยืนที่ไหนก็ตามไปดูหน้า ท้ายที่สุดก็เลยเรียกพี่ผู้ชายเพื่อนบ้านมา 6-7 คน มาบอกว่าต้องกลับนะ มันไม่ดี มันอันตราย สุดท้ายเขาก็ยอมกลับไป”

หลังจากนั้น นายต้าได้บล็อกช่องทางโซเชียลมีเดียของผู้หญิงคนนี้ แต่เธอก็ยังคงสร้างบัญชีใหม่มาติดตามอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งบุกมาที่บ้านอีกครั้ง พร้อมขอแต่งงานและอ้างว่าอยากมีลูกด้วย

“ผ่านไป 3-4 เดือน เขาก็มาอีกเป็นครั้งที่ 2 มาแบบเดิม ขนของใส่กระเป๋ามายืนอยู่หน้าบ้าน รอบนี้มาขอแต่งงาน อยากมีลูกด้วย อยากอะไรด้วย แล้วก็อ้างทรัพย์สิน ว่าเป็นลูกคนนั้นคนนี้ ว่าเป็นลูกผู้ดี”

ล่าสุด หญิงคลั่งรักได้บุกมาเป็นครั้งที่ 3 คราวนี้เธอโวยวายและพยายามจะกระโดดกอดนายต้า จนเพื่อนบ้านต้องเข้ามาช่วยเหลือ เหตุการณ์วุ่นวายกินเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่หญิงรายนี้จะยอมกลับไป พร้อมกับบอกว่าจะไม่มาอีกแล้ว

“ส่วนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ก็มาแบบเดิม ขนกระเป๋ามาเกาะหน้าบ้าน แต่ครั้งนี้โวยวาย ซึ่งป้าข้างบ้านก็รู้แล้ว เพราะเตรียมการกันไว้ เรียกเพื่อนบ้านมาช่วย ซึ่งรอบนี้เขากระโจนใส่ตน จะกระโดดกอด จะขอแต่งงาน เริ่มพูดเสียงดังโวยวาย พอชาวบ้านได้ยินเสียงก็เข้ามาช่วยอีก ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า เขาจึงยอมไป พร้อมกับบอกว่าจะไม่มาอีกแล้วเพราะเขาจะแต่งงาน ท่านปู่ท่านย่า พ่อแม่ หาคู่ให้แล้ว จะแต่งงานจริงๆ แล้ว แต่พอป้าข้างบ้านดูกล้องวงจรปิดให้ กลับพบว่า เขาไปหลบฝนอยู่ข้างบ้านยายข้างบ้าน ป้าจึงโทรมาบอกตนให้ระวัง”

แม้จะดูเหมือนจบลงด้วยดี แต่นายต้าก็ยังคงรู้สึกหวาดระแวง เขาฝากบอกไปยังหญิงคลั่งรักว่า ไม่ต้องการให้กลับมาที่บ้านอีก เพราะที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนตัว และการกระทำดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนอย่างมาก

เพื่อนบ้านของนายต้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หญิงรายนี้คลั่งไคล้ในหน้าตาของนายต้า และเคยบอกว่ามาจากกรุงเทพฯ

เรื่องราวของ หนุ่มอุดรฯ ผวา หญิงคลั่งรักวัย 60 บุกตื้อถึงบ้าน ถูกใจความหล่ออยากมีลูกด้วย กลายเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงอันตรายของการติดตามใครบางคนมากเกินไปบนโลกโซเชียลมีเดีย และความสำคัญของการเคารพพื้นที่ส่วนตัวของผู้อื่น นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความเดือดร้อนที่อาจเกิดขึ้นจากความรักที่ไม่สมหวัง และความสำคัญของการจัดการอารมณ์ของตนเองอย่างเหมาะสม

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การแสดงความชื่นชมหรือความสนใจในผู้อื่น ควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร การรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว หรือการแสดงออกที่เกินเลย อาจนำมาซึ่งปัญหาและผลกระทบที่ไม่คาดคิดได้

ที่มา – หนุ่มอุดรฯ ผวา หญิงคลั่งรักวัย 60 บุกตื้อถึงบ้าน ถูกใจความหล่ออยากมีลูกด้วย

น้องข้าวต้มถึงบึงฉวาก! ภารกิจสำเร็จ

ภารกิจเคลื่อนย้ายสำเร็จ! “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงจากทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เดินทางถึงมือสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่บึงฉวากแล้ว เตรียมเข้ารับการตรวจสุขภาพและเริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม

จากกรณีข่าวเศร้าของ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าที่พลัดหลงจากแม่ของมันในพื้นที่ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยน้องข้าวต้มได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลัง ทีมสัตวแพทย์ได้พิจารณาแล้วเห็นสมควรให้เคลื่อนย้ายน้องไปรับการดูแลรักษาต่อที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมผู้เชี่ยวชาญ (อ่านข่าว : ส่งตัว “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง บาดเจ็บขาหลัง ย้ายไปดูแลต่อที่บึงฉวาก)

นายอรรคนิตย์ กลางประพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าอาการของลูกช้างป่าพลัดหลงที่ถูกนำมาพักฟื้นว่า น้องมีอาการดีขึ้นเเละเริ่มร่าเริงขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ขาหลังของน้องยังคงอ่อนเเรงและไม่สามารถยืนด้วยตัวเองได้ ซึ่งเป็นอาการที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

“ด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพของลูกช้าง เมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ (22 ก.ย. 68) เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ดำเนินการส่งมอบลูกช้างให้กับทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ณ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เพื่อให้ลูกช้างได้รับการรักษาฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเเละเหมาะสมที่สุด” นายอรรคนิตย์กล่าว

ต่อมาในเวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่ได้นำลูกช้างป่าเดินทางถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว โดยสัตวเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด จากนั้นจะเริ่มกระบวนการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบต่อไป ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ มุ่งมั่นที่จะติดตามความคืบหน้าและดูแลน้องข้าวต้มอย่างใกล้ชิดจนกว่าน้องจะกลับมาเเข็งแรงสมบูรณ์

ภารกิจสำเร็จ “น้องข้าวต้ม” ถึงบึงฉวากแล้ว

การเดินทางของน้องข้าวต้มในครั้งนี้ ถือเป็นความหวังใหม่ในการที่จะช่วยชีวิตลูกช้างป่าที่พลัดหลงจากเเม่เเละได้รับบาดเจ็บ ให้กลับมามีสุขภาพเเข็งเเรงเเละสามารถใช้ชีวิตอยู่ในผืนป่าได้อย่างปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ สัตวแพทย์ เเละประชาชนทั่วไป แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าเเละการช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่ต้องการความช่วยเหลือ

การดูแล”น้องข้าวต้ม”หลังจากนี้

หลังจากที่ “น้องข้าวต้ม” เดินทางถึงบึงฉวากเเล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประเมินสุขภาพโดยรวมของน้องอย่างละเอียด เพื่อให้ทีมเเพทย์สามารถวางแผนการรักษาเเละฟื้นฟูได้อย่างเหมาะสมเเละมีประสิทธิภาพ การดูเเลในช่วงเเรกนี้จะเน้นไปที่การบรรเทาอาการเจ็บปวด การป้องกันการติดเชื้อ การให้สารอาหารที่เพียงพอ เเละการสร้างความคุ้นเคยกับสภาพเเวดล้อมใหม่ นอกจากนี้ ทีมเเพทย์จะทำการกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูความเเข็งเเรงของขาหลังที่ได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง จนกว่าน้องจะสามารถกลับมายืนเเละเดินได้อย่างปกติอีกครั้ง

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการสร้างสภาพเเวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับ “น้องข้าวต้ม” เพื่อให้น้องรู้สึกปลอดภัยเเละไม่เครียด การจัดพื้นที่พักฟื้นที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ เเละมีลักษณะทางธรรมชาติที่ใกล้เคียงกับถิ่นที่อยู่เดิมของน้อง จะช่วยให้น้องปรับตัวเข้ากับสภาพเเวดล้อมใหม่ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การให้ความรัก ความเอาใจใส่ เเละการปฏิสัมพันธ์กับน้องอย่างอ่อนโยน จะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างน้องเเละผู้ดูเเล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูสภาพจิตใจของน้อง

ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เเค่การช่วยเหลือลูกช้างป่าที่พลัดหลง เเต่เป็นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าเเละผืนป่า ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์เหล่านั้น เราทุกคนมีส่วนร่วมในการ ดูเเลรักษาธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม เพื่อให้สัตว์ป่าทุกชนิดสามารถอยู่ร่วมกับเราได้อย่างยั่งยืนตลอดไป รวมถึงช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบเห็นสัตว์ป่าได้รับบาดเจ็บ หรือพลัดหลง โปรดเเจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วเเละมีประสิทธิภาพ

มาร่วมส่งกำลังใจให้น้องข้าวต้มหายไวๆ และกลับมาแข็งแรงนะคะ!

ที่มา – ภารกิจสำเร็จ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงเดินทางถึงบึงฉวากแล้ว

ท่าเรือระนองปี 68 โต! การท่าเรือฯ โชว์ศักยภาพ

การท่าเรือฯ โชว์ศักยภาพท่าเรือระนองปี 68 ยอดตู้สินค้าพุ่งแรงกว่า 6.5 พันทีอียูต่อปี ตั้งเป้าปีหน้ารองรับ 1-1.2 หมื่น ทีอียูต่อปี สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน–ผู้ประกอบการ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการ เสริมบทบาทประตูการค้าอันดามัน เชื่อมโยงเศรษฐกิจการค้าไทยสู่เวทีโลก

นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือ กทท. เปิดเผยว่า ท่าเรือระนองถือเป็นท่าเรือที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าระหว่างประเทศ ด้วยทำเลซึ่งเป็นประตูการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงฝั่งอันดามันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรป รวมถึงกลุ่มประเทศ BIMSTEC อีกทั้งยังตั้งอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์สำคัญบนฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย ปัจจุบันท่าเรือระนองมีศักยภาพรองรับการขนส่งสินค้าทั้งตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าทั่วไป โดยมีผลการดำเนินงานในรอบ 11 เดือน (ตุลาคม 2567 – สิงหาคม 2568) มีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่า 6,300 ที.อี.ยู. สินค้าผ่านท่า 186,000 ตัน และเรือผ่านท่า 235 เที่ยว โดยคาดการณ์ว่าตลอดทั้งปีงบประมาณ 2568 นี้ จะมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่า 6,500 ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 140% และสินค้าผ่านท่า 196,000 ตัน ลดลง 39% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าปีหน้า จะมีปริมาณตู้ผ่านท่า 10,000-12,000 ทีอียู อย่างไรก็ตามแม้ปริมาณสินค้าทั่วไปจะปรับตัวลดลงจากการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเมียนมา แต่ในภาพรวมยังคงมีสินค้าที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น กระดาษม้วน ปูนซีเมนต์ อุปกรณ์สุขภัณฑ์ ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ยางรถยนต์ เป็นต้น อีกทั้งการขยายตัวของตู้สินค้าซึ่งเป็นปัจจัยจากสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมาที่ทำให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนมาใช้เส้นทางผ่านท่าเรือระนองมากขึ้น รวมถึงการเปิดสัมปทานการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในประเทศเมียนมาทำให้มีกลุ่มของเรือสนับสนุนปฏิบัติงานทางทะเลมีการใช้บริการผ่านท่าเรือระนองปี 68 เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงศักยภาพและความเชื่อมั่นที่ผู้ประกอบการมีต่อท่าเรือระนอง

อย่างไรก็ดี ท่าเรือระนองยังมีข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่เชื่อมตรงสู่อ่าวเบงกอล จึงมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการเป็น Western Gateway ของประเทศไทยไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC และภูมิภาคอื่นๆ ในอนาคต โดยได้มีการขยายความร่วมมือกับท่าเรือพันธมิตรในภูมิภาค BIMSTEC และอาเซียน ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับท่าเรือที่มีศักยภาพในประเทศบังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา ซึ่งได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Joint Working Group Meeting) อย่างต่อเนื่อง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหารือแนวทางพัฒนาความร่วมมือเกี่ยวกับท่าเรือระหว่างกันในอนาคต รวมถึงสนับสนุนการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ อันจะช่วยผลักดันท่าเรือระนองสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ที่สำคัญในภูมิภาค ซึ่งการขนส่งสินค้าในเส้นทางระนอง–BIMSTEC ไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อมต่อท่าเรือกับท่าเรือ แต่เป็นการเชื่อมเศรษฐกิจของไทยเข้ากับโอกาสใหม่ในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเส้นทางนี้เพื่อขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในระดับภูมิภาค

กทท. พร้อมเดินหน้าพัฒนาท่าเรือระนองปี 68 ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบการบริหารจัดการให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการด้านโลจิสติกส์ ผลักดันท่าเรือระนองให้เป็นท่าเรือยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนการค้า การขนส่งระหว่างประเทศ ตอบรับการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต รวมทั้งการจัดหาเครนและเครื่องมือทุ่นแรงใหม่ การปรับปรุงคลังสินค้าและท่าเทียบเรือ ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายถนน–ราง–อากาศ เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่จะเพิ่มขึ้น และลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา เสริมศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาด BIMSTEC และอาเซียน

สำหรับ Positioning ของท่าเรือระนองในอนาคต หากรัฐบาลเริ่มมีการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะเชื่อมโยงท่าเรือชุมพร กับ ท่าเรือระนองแห่งใหม่ เพื่อสร้างเส้นทางลัดการค้าระหว่างอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน บทบาทของท่าเรือระนองจะปรับบทบาทจากท่าเรือหลัก ไปเป็นท่าเรือสนับสนุนที่เน้นตลาดเฉพาะ (Niche Market) เช่น สินค้าแช่แข็ง สินค้าชายแดนไทย-เมียนมา และสินค้า Fast-track ฯลฯตลอดจนการมุ่งสู่การเป็นฐานโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้าที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มด้านคลังสินค้า เพื่อสนับสนุนการค้าชายแดนและภูมิภาค (BIMSTEC, South Asia) และดึงดูดธุรกิจ SME หรือธุรกิจท้องถิ่นให้มาใช้บริการ ซึ่งเป็นการพลิกบทบาทจากท่าเรือหลักสู่ฐานสนับสนุนแลนด์บริดจ์

นอกจากนี้ ท่าเรือระนองยังสามารถทำหน้าที่เตรียมเป็นพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ให้กับโครงการ แลนด์บริดจ์ในเชิงนโยบายและปฏิบัติการ โดยเป็นฐานทดลองระบบโลจิสติกส์หลายด้าน เช่น การเชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) ระบบดิจิทัล ระบบการจัดการของกรมศุลกากร และการทดลองโมเดล Green Port เพื่อรองรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งการเป็นพื้นที่ต้นแบบนี้จะทำให้ท่าเรือระนองเดิมเป็นแม่แบบสำคัญที่ขยายผลและต่อยอดไปสู่การพัฒนาท่าเรือระนองแห่งใหม่ของโครงการ Land bridge ให้ประสบความสำเร็จในอนาคตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับข้อมูลทั่วไปท่าเรือระนองปี 68 มีท่าเทียบเรือ 2 ท่า ได้แก่ ท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ความยาว 134 เมตร รองรับเรือสินค้าไม่เกิน 500 ตันกรอส และท่าเทียบเรือตู้สินค้าความยาว 150 เมตร รองรับเรือสินค้าไม่เกิน 12,000 เดดเวทตัน อีกทั้งยังมีร่องน้ำกว้าง 120 เมตร ลึก 8 เมตร จากระดับน้ำลงต่ำสุด ระยะทาง 28 กิโลเมตร ซึ่งเหมาะสมต่อการเดินเรือและการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่จัดเก็บสินค้าทั้งคลังสินค้า ลานวางสินค้าทั่วไป และลานวางตู้คอนเทนเนอร์ รวมพื้นที่มากกว่า 36,000 ตารางเมตร รองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้สูงสุดถึง 648 ที.อี.ยู.

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

การท่าเรือฯ โชว์ศักยภาพท่าเรือระนองปี 2568 โตกว่า 6.5 พันทีอียู

ทำไมท่าเรือระนองปี 68 ถึงเติบโต?

ท่าเรือระนองปี 68 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งและบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของไทยกับภูมิภาค BIMSTEC และเอเชียใต้ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของปริมาณตู้สินค้าเป็นสัญญาณที่ดี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องจะยิ่งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

ที่มา – การท่าเรือฯ โชว์ศักยภาพท่าเรือระนอง ยอดตู้สินค้าปี 2568 โตกว่า 6.5 พันทีอียู

ทำไม PSG และ Real Madrid ไม่ไป Ballon d’Or

งานประกาศรางวัล Ballon d’Or ที่จะมอบรางวัลให้ผู้เล่นฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว แต่มีสองทีมที่จะไม่เข้าร่วมงานนี้

Paris St-Germain (PSG) จะไม่เข้าร่วมงานเนื่องจากมีโปรแกรมลงเล่นเกมลีกเอิงที่เลื่อนมาจากกำหนดเดิมในคืนวันจันทร์ ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ มีผู้เล่นของ PSG ถึง 9 คนที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในปีนี้

Ousmane Dembele, Desire Doue และ Joao Neves คาดว่าจะอยู่ที่ Theatre du Chatelet เนื่องจากยังอยู่ในช่วงพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ส่วน Achraf Hakimi, Khvicha Kvaratskhelia, Nuno Mendes, Fabian Ruiz และ Vitinha จะไม่เข้าร่วมงานเนื่องจากมีชื่ออยู่ในทีมชุดเดิมของ Paris St-Germain สำหรับเกม ‘Le Classique’ หรือ ‘ศึกแห่งฝรั่งเศส’ นั่นเอง

Real Madrid ก็จะไม่เข้าร่วมงาน Ballon d’Or เป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมพิธีเมื่อ Vinicius Junior พลาดรางวัลผู้เล่นชายยอดเยี่ยมให้กับ Rodri จาก Manchester City

เหตุผลสำหรับการไม่เข้าร่วมงานในปีนี้อาจเป็นเพราะตารางการแข่งขัน Real Madrid มีเกมลาลีกาเยือน Levante ในคืนวันอังคาร ในปี 2024 ทีมได้รับรางวัลสโมสรแห่งปี และ Carlo Ancelotti ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมในขณะนั้นได้รับรางวัลโค้ชชายยอดเยี่ยม

ในปีนี้มีผู้เล่น Real Madrid สามคนที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ได้แก่ Jude Bellingham, Kylian Mbappe และ Vinicius Junior

Mbappe กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังเกมแชมเปี้ยนส์ลีกที่ Real ชนะ Marseille ว่าเขาจะดู Ballon d’Or ทางทีวี และหวังว่า Dembele เพื่อนร่วมทีมชาติฝรั่งเศสจะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครอง

บทความนี้เป็นข้อมูลล่าสุดจากทีม Ask Me Anything ของ BBC Sport

ทำไม PSG และ Real Madrid ไม่ไป Ballon d’Or?

เหตุผลที่ PSG และ Real Madrid ไม่ได้ไปร่วมงาน Ballon d’Or

Ask Me Anything คืออะไร?

Ask Me Anything คือบริการที่ตอบคำถามของคุณ เราต้องการตอบแทนเวลาของคุณด้วยการบอกสิ่งที่คุณไม่รู้และเตือนสิ่งที่คุณรู้

ทีมงานจะค้นหาทุกสิ่งที่คุณต้องรู้ และสามารถเรียกใช้เครือข่ายผู้ติดต่อ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญและนักวิจารณ์ของเรา

เราจะตอบคำถามของคุณจากใจกลางห้องข่าว BBC Sport และเบื้องหลังเหตุการณ์กีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การรายงานข่าวของเราจะครอบคลุมเว็บไซต์ BBC Sport แอป โซเชียลมีเดีย และบัญชี YouTube รวมถึง BBC TV และวิทยุ

คำถามที่ตอบเพิ่มเติม…

สรุปได้ว่า PSG มีภารกิจต้องลงแข่งขันในเกมลีกที่เลื่อนมา ทำให้ไม่สามารถส่งตัวแทนมาร่วมงาน Ballon d’Or ได้ ส่วน Real Madrid อาจติดขัดเรื่องตารางการแข่งขันที่ชนกับเกมลาลีกา อย่างไรก็ตาม การที่สโมสรใหญ่ไม่ได้เข้าร่วมงานย่อมทำให้บรรยากาศขาดสีสันไปบ้าง

ที่มา – Why are PSG and Real Madrid not at Ballon d’Or?

สคบ. ฟ้อง NETA ปกป้องสิทธิผู้บริโภค

สคบ.เดินหน้าฟ้องคดีรถยนต์ไฟฟ้า NETA ปกป้องสิทธิผู้บริโภค หลังลูกค้าพบปัญหาการบริการหลังการขาย อะไหล่รอนาน ศูนย์บริการปิดตัว

จากเหตุการณ์ที่มีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย กรณีซื้อรถยนต์ไฟฟ้า NETA จาก บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด แล้วประสบปัญหาเกี่ยวกับการให้บริการหลังการขาย เช่น การเคลมตามสัญญารับประกันคุณภาพสินค้าที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการรออะไหล่หรืออุปกรณ์รถยนต์ ส่งมอบป้ายทะเบียนล่าช้า การปิดตัวของศูนย์บริการ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ก.ย.68 นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กล่าวว่า กรณีเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าเนต้าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค สคบ. ได้เดินหน้าอย่างเต็มกำลังเพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม ที่ผ่านมานั้นสคบ. เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด

โดยมีการลงพื้นที่ บริษัท เนต้าฯ เพื่อสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีผู้บริโภคไม่ได้รับบริการหลังการขาย และสั่งการให้เจ้าที่ สคบ. ลงพื้นที่ บริษัท เนต้าฯ ทุกสัปดาห์ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเร่งรัดให้บริษัท เนต้าฯ ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมทั้งเชิญตัวแทนบริษัท เนต้าฯ และผู้บริโภค มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อทำการเจรจาไกล่เกลี่ย ซึ่งสามารถเจรจาตกลงได้บางส่วน และสำหรับกรณีไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ ปัจจุบัน สคบ. ดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเสนอต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาดำเนินคดี ตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 แทนผู้บริโภคด้วยแล้ว

ทั้งนี้ สคบ. มุ่งมั่นที่จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชน พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ประกอบธุรกิจประกอบธุรกิจอย่างมีธรรมภิบาล โดยจะผลักดันกลไกการคุ้มครองสิทธิให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

หากผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากการใช้สินค้าและบริการ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน 1166 ร้องเรียนผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect หรือ เว็บไซต์ www.ocpb.go.th รวมถึงคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัดทุกจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน เมืองพัทยา และสำนักงานเขตทุกแห่งในกรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังสามารถใช้ช่องทางดิจิทัลผ่านระบบ Traffy Fondue (ทราฟฟี่ ฟองดูว์) เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้บริโภค

สคบ.เดินหน้าฟ้องคดีรถยนต์ไฟฟ้า NETA ปกป้องสิทธิผู้บริโภค

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า NETA แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีหน่วยงานที่พร้อมจะปกป้องสิทธิผู้บริโภคอย่าง สคบ. การดำเนินการฟ้องร้องคดีนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า สคบ. พร้อมที่จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภค

สคบ. ปกป้องสิทธิผู้บริโภค กรณีรถยนต์ไฟฟ้า NETA

การตัดสินใจของ สคบ. ในการฟ้องร้องคดีรถยนต์ไฟฟ้า NETA ปกป้องสิทธิผู้บริโภค ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการบริการหลังการขายที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ประกอบการรายอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค และให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้กับลูกค้า

  • การดำเนินการของ สคบ. ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิผู้บริโภค
  • เป็นการสร้างบรรทัดฐานให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม
  • ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลและเงื่อนไขการรับประกันก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า

จากกรณีนี้ ผู้บริโภคควรตระหนักถึงสิทธิของตนเอง และกล้าที่จะร้องเรียนเมื่อได้รับความเสียหาย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที การรวมตัวของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการเรียกร้องความเป็นธรรมและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม

ที่มา – สคบ.เดินหน้าฟ้องคดีรถยนต์ไฟฟ้า NETA ปกป้องสิทธิผู้บริโภค

แม่ใจสลาย! ลูก 2 ขวบตับแตก พ่อเลี้ยงอ้างแค่เล่น

ข่าวเศร้าสะเทือนใจ! แม่ใจสลายเมื่อลูกชายวัย 2 ขวบ แม่ใจสลาย ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิต หลังพ่อเลี้ยงอ้างว่าแค่ “เล่น” ต่อท้อง ทำให้เกิดความสูญเสียที่ไม่มีวันหวนกลับ

แม่ใจสลาย! ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิต พ่อเลี้ยงอ้างแค่เล่น

วันที่ 22 กันยายน 2568 ที่วัดแก้วจันทราราม อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เต็มไปด้วยความโศกเศร้ากับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพของ ด.ช.ณัฐภพ หรือ น้องยู วัยเพียง 2 ขวบ น้องยูเสียชีวิตจากการถูกทำร้ายร่างกาย หลังจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างมาจากสถาบันนิติเวช

น.ส.ประกายแก้ว ผู้เป็นแม่ใจสลาย! ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิต เล่าทั้งน้ำตาว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ผ่านมา นายไม้ พ่อเลี้ยงของน้องยู อ้างว่าได้หยอกล้อโดยการชกต่อยที่ท้องน้องยู แต่น้องเกิดหมดสติไป จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโคกสำโรง แต่น่าเศร้าที่น้องเสียชีวิตระหว่างทาง แพทย์ตรวจพบร่องรอยฟกช้ำหลายแห่งบริเวณท้อง จึงส่งศพไปชันสูตรอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์

ผลการชันสูตรออกมาอย่างน่าตกใจ พบว่าน้องยูเสียชีวิตจากการบาดเจ็บรุนแรงในช่องท้อง อวัยวะภายในฉีกขาด ตับแตก ปอดฉีก ม้ามแตก ซึ่งเป็นผลมาจากการถูกกระแทกอย่างรุนแรง น.ส.ประกายแก้ว จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.โคกสำโรง โดยสงสัยว่านายไม้ สามีใหม่ของตน เป็นผู้ลงมือทำร้ายลูกชายจนเสียชีวิต

นอกจากนี้ แม่ใจสลาย ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิตยังเล่าว่า ตนเองอยู่กินกับนายไม้ได้เพียง 5 เดือน ด้วยความคิดถึงลูกจึงไปรับน้องยูมาจากบ้านย่า เพื่อนำมาเลี้ยงที่บ้านแม่ของนายไม้ โดยน้องยูจะนอนกับแม่ของนายไม้ในช่วงกลางคืน ส่วนกลางวันนายไม้จะเล่นกับน้องยูตามลำพัง จนกระทั่งน้องได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เมื่อสอบถาม นายไม้กลับบอกว่าแค่เล่นหยอกล้อต่อยท้องเท่านั้น แต่ด้วยความรักที่มีต่อลูก น.ส.ประกายแก้วไม่เชื่อว่าเป็นการหยอกล้อธรรมดา จึงตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับนายไม้

ตำรวจเร่งสอบสวนคดี แม่ใจสลาย! ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิต

พ.ต.อ. จาตุรนต์ อนุรักษ์บัณฑิต ผกก.สภ.โคกสำโรง เปิดเผยว่า ทางตำรวจได้ส่งศพเด็กไปชันสูตรที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์แล้ว และผลการชันสูตรก็สอดคล้องกับหลักฐานและการสอบสวนพยาน ที่เชื่อว่านายไม้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุ แม้ว่านายไม้จะปฏิเสธ แต่ตำรวจมีหลักฐานเพียงพอที่จะนำตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม หากพบความผิดจริง ก็จะแจ้งข้อกล่าวหาและออกหมายจับต่อไป

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ปกครองทุกคนระมัดระวังในการดูแลบุตรหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องฝากฝังไว้กับผู้อื่น ควรตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆ อย่างถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดใจเช่นนี้ขึ้นอีก

การสูญเสียลูกเป็นความเจ็บปวดที่เกินจะบรรยาย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของน้องยู และขอให้กระบวนการยุติธรรมนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษโดยเร็ว

แม่ใจสลาย ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิต กระตุ้นให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องเด็ก และสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา

ที่มา – ​แม่ใจสลาย ลูกชาย 2 ขวบตับแตก ปอดฉีก เสียชีวิต พ่อเลี้ยงอ้างเล่นต่อยท้อง

กรมศุลฯ จับมือ ร.ฟ.ท. พัฒนาระบบโลจิสติกส์

นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลฯได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการขนส่งของที่อยู่ในอารักขาของศุลกากรทางรถไฟและการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ให้มีมาตรฐานระดับสากล และเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า และควบคุมทางศุลกากร เพื่อให้การนำเข้า ส่งออก และการผ่านแดนเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังมีภารกิจสำคัญในการปกป้องสังคมจากการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ผิดกฎหมาย รวมถึงป้องกันภัยคุกคามที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร
นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร

อีกทั้งต้องร่วมกันกำหนดแนวทางและกรอบการปฏิบัติงานที่ชัดเจนในด้านการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าที่อยู่ในอารักขาของศุลกากร ผ่านแพลตฟอร์มกลางการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว National Single Window (NSW) ซึ่งเป็นระบบกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการ

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย
นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

“การพัฒนาระบบนี้จะช่วยให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น รายงานยานพาหนะเข้า/ออก บัญชีสินค้าทางรถไฟ และข้อมูลการปฏิบัติพิธีการศุลกากร มีความถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย และตรวจสอบย้อนกลับได้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

ทั้งนี้ปัจจุบัน บทบาทของระบบขนส่งสินค้าทางราง มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะภายใต้บริบทของยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ชาติ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อสร้างเครือข่ายการขนส่งที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

การลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้ เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของไทย

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้มีมาตรฐานระดับสากล ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติอีกด้วย

กรมศุลกากร ผนึก ร.ฟ.ท. พัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ให้มีมาตรฐานระดับสากล

การเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกรมศุลกากรและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ระบบ National Single Window (NSW) จะช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่น ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และลดระยะเวลาในการดำเนินการ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

  • ลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งสินค้า
  • เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในกระบวนการนำเข้า-ส่งออก
  • ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและดึงดูดการลงทุน
  • ยกระดับมาตรฐานโลจิสติกส์ของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล

การบูรณาการระบบข้อมูลและการทำงานร่วมกันระหว่างกรมศุลกากรและ ร.ฟ.ท. เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญในภูมิภาค การลงทุนในเทคโนโลยีและการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

ที่มา – กรมศุลกากร ผนึก ร.ฟ.ท. พัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ให้มีมาตรฐานระดับสากล

กกต. ดำเนินคดี 2 พรรค ใช้เงินผิดกฎหมาย

กกต. ดำเนินคดี “พรรคพลังประชาธิปไตย” ใช้เงินอุดหนุนไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรียกเงินคืนแล้ว “พรรครักแผ่นดินแม่” ไม่รายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนในระยะเวลาที่กำหนด

วันที่ 22 กันยายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารเผยแพร่เรื่องการกกต. ดำเนินคดี 2 พรรค “พลังประชาธิปไตย-รักแผ่นดินแม่” ใช้เงินอุดหนุนไม่เป็นไปตามกฎหมายกำหนด โดยคณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองได้ติดตามและดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ดังนี้

1. พรรคพลังประชาธิปไตย ได้รับจัดสรรเงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในปี 2562 จำนวน 1,153,467.31 บาท พรรคพลังประชาธิปไตยได้รายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด กกต. มีมติให้เรียกคืนเงินที่พรรคใช้จ่ายไม่เป็นไปตามกฎหมาย แต่พรรคไม่คืนเงินภายในระยะเวลาที่กำหนด สำนักงาน กกต. จึงได้ดำเนินคดีแก่พรรคพลังประชาธิปไตย และคณะกรรมการบริหารพรรค โดยได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 และศาลจังหวัดธัญบุรี ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ม 219/2567 คดีหมายเลขแดงที่ ม 438/2567 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2567 ให้พรรคพลังประชาธิปไตย ชำระเงิน 161,325.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของเงินต้น 153,544.50 บาท กับชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท และพรรคพลังประชาธิปไตยได้ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้ว

2. พรรครักแผ่นดินแม่ ได้รับจัดสรรเงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในปี 2568 จำนวน 1,061,443.32 บาท พรรครักแผ่นดินแม่ไม่รายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุนภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา 84 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมืองดำเนินการเปรียบเทียบความผิดแก่หัวหน้าพรรครักแผ่นดินแม่ ตามมาตรา 129 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 โดยได้กำหนดค่าปรับตามอัตราในบัญชีท้ายระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเปรียบเทียบความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2562 เป็นเงินจำนวน 30,000 บาท พรรครักแผ่นดินแม่ ได้ชำระค่าปรับดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ถือว่าคดีอาญาเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา.

กกต. ดำเนินคดี 2 พรรค “พลังประชาธิปไตย-รักแผ่นดินแม่” ใช้เงินอุดหนุนไม่เป็นไปตามกฎหมาย

การที่ กกต. ดำเนินการตรวจสอบและลงโทษพรรคการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใสและความถูกต้องในการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมือง การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าเงินภาษีที่สนับสนุนพรรคการเมืองจะถูกใช้อย่างมีความรับผิดชอบและเป็นไปตามวัตถุประสงค์

การที่พรรคพลังประชาธิปไตยถูกศาลพิพากษาให้ชำระเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย และพรรครักแผ่นดินแม่ถูกปรับเนื่องจากการไม่รายงานการใช้จ่ายเงินอุดหนุน แสดงให้เห็นถึงกลไกการตรวจสอบที่เข้มงวดและการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง จากกรณีนี้ เราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการบริหารจัดการเงินอุดหนุนอย่างโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดของพรรคการเมือง

ผลกระทบต่อพรรคการเมืองและการเลือกตั้งครั้งต่อไป

แน่นอนว่าเหตุการณ์กกต. ดำเนินคดี 2 พรรค “พลังประชาธิปไตย-รักแผ่นดินแม่” ใช้เงินอุดหนุนไม่เป็นไปตามกฎหมายนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง การที่พรรคการเมืองถูกตรวจสอบและพบว่ามีการใช้จ่ายเงินไม่ถูกต้อง อาจทำให้ประชาชนขาดความไว้วางใจและส่งผลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคการเมืองอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีความโปร่งใส

การที่ กกต. ออกมาเปิดเผยข้อมูลและดำเนินคดีกับพรรคการเมืองที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการสร้างระบบการเมืองที่สะอาดและโปร่งใส อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเช่นนี้ควรทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต และเพื่อให้พรรคการเมืองทุกพรรคตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ดังนั้น ปรากฎการณ์ กกต. ดำเนินคดี 2 พรรค “พลังประชาธิปไตย-รักแผ่นดินแม่” ใช้เงินอุดหนุนไม่เป็นไปตามกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองอย่างจริงจัง และเป็นเครื่องเตือนใจให้พรรคการเมืองทุกพรรคต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและพัฒนาระบบการเมืองของไทยให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – กกต. ดำเนินคดี 2 พรรค “พลังประชาธิปไตย-รักแผ่นดินแม่” ใช้เงินอุดหนุนไม่เป็นไปตามกฎหมาย