วัน: 22 กันยายน 2025

ตร.ไซเบอร์ เปิดวิธีแจ้งถอนอายัดบัญชี เตือนเอาผิด

ตำรวจไซเบอร์เปิดวิธี แจ้งถอนอายัดบัญชี สำหรับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการฟอกเงิน โดยจะพิจารณาปลดล็อกให้เร็วที่สุดเพื่อคลายความเดือดร้อน และเตือนเอาผิดทันที หากพบแฝงตัวเป็นเหยื่อ

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. เผยความคืบหน้าการตรวจสอบและดำเนินการปลดอายัดบัญชีธนาคารผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้าว่า สืบเนื่องจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ปรับวิธีการหลอกลวงประชาชนรวมถึงปรับวิธีการนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงออกจากระบบ โดยอาจจะมีการหลอกลวงผู้บริสุทธิ์ให้ตกเป็นเหยื่อในขบวนการฟอกเงินโดยไม่รู้ตัว

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ตระหนักถึงความเดือดร้อนของสุจริตชนที่อาจได้รับผลกระทบจากวิธีการกระทำผิดของคนร้ายที่นำบัญชีของร้านค้าหรือบัญชีส่วนตัวของประชาชนที่ไม่ทราบเรื่องรับโอนเงินที่ได้จากการกระทำผิดแล้วโอนเงินออกต่อไปยังบัญชีอื่น ซึ่ง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้สถานีตำรวจทุกหน่วยต้องรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการถูกอายัดบัญชีที่เชื่อว่าตนเองไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด แล้วส่งข้อมูลต่อมายังศูนย์ PCT หรือระบบ TPO ในระบบโพลิสออนไลน์ ซึ่งตำรวจไซเบอร์เป็นผู้ดูแลระบบ และจะเป็นผู้ส่งต่อประสานงานข้อมูลไปยังศูนย์ AOC ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) เพื่อส่งต่อไปยังธนาคารทำการปลดล็อคอายัดบัญชีที่สามารถยืนยันได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริง

ตร.ไซเบอร์ เปิดวิธีแจ้งถอนอายัดบัญชี

พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา กิตติถิระพงษ์ รอง ผบก.ตอท. ระบุว่า สำหรับขั้นตอนการรับเรื่องจากประชาชน สามารถแจ้งความได้ที่ 1599 หรือแจ้งยังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พบ หรือเดินทางแจ้งด้วยตนเองที่สถานีตำรวจทุกสถานีในท้องที่ใดก็ได้เพื่อรับเรื่องไว้ โดยแจ้งเพียงชื่อ สกุล เลขบัญชีธนาคาร ชื่อธนาคาร เบอร์โทรศัพท์ และเหตุผลในการขอแจ้งถอนอายัดบัญชี จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการตรวจสอบเบื้องต้นว่าแต่ละคนที่ถูกอายัดบัญชีด้วยเหตุผลใด หากถูกอายัดด้วยการเป็นบัญชีม้า จะต้องเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง หากถูกระงับด้วยเหตุอื่นที่เป็นมาตรการของทางธนาคารและยังไม่ทราบเหตุผล ตำรวจไซเบอร์จะส่งเรื่องไปยังศูนย์ AOC หรือ ศปอท. เพื่อส่งต่อไปยังธนาคารเพื่อตรวจสอบแล้วส่งกลับมาให้ตำรวจไซเบอร์เพื่อแจ้งให้ผู้แจ้งทราบ และหากพบว่าเป็นเหยื่อที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เจ้าหน้าที่จะเร่งพิจารณาให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันหากมีการแฝงตัวมาเป็นเหยื่อเพื่อขอปลดอายัดบัญชีก็จะถูกดำเนินคดีโดยทันที

ระยะเวลาในการดำเนินการขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการเป็นบัญชีม้า ต้องชี้แจงก่อนว่าการเป็นบัญชีม้ามีความเข้มข้นไม่เหมือนกัน หากเป็นบัญชีม้าดำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ว่าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงและถูกประกาศตามรายชื่อแล้ว จะต้องมีการยืนยันตัวตนอย่างเข้มข้น และต้องส่งเรื่องไปยัง ปปง. เพื่อเพิกถอนรายชื่อ ซึ่งขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่นำมาแสดงว่าเพียงพอหรือไม่ หากเพียงพอแล้วจะสามารถส่งไปยังที่ประชุมของ ปปง. ได้รวดเร็วแค่ไหน

หากเป็นม้าเทาเข้มที่มีผู้เสียหายและรู้ตัวว่ามีการกระทำผิด ต้องรีบไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นจะส่งเรื่องตามขั้นตอนซึ่งครอบคลุมระยะเวลาที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับการเข้าพบพนักงานสอบสวนเร็วแค่ไหน

ขั้นตอนการแจ้งถอนอายัดบัญชี ต้องทำอย่างไร?

พล.ต.ต.ไตรรงค์ เน้นย้ำว่าการส่งข้อมูลของเจ้าหน้าที่เป็นการส่งแบบเรียลไทม์ทางอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อรับข้อมูลเข้าระบบก็จะมีการส่งต่อเพื่อตรวจสอบเพื่อคัดแยกโดยทันทีเพื่อการปลดอายัด แต่ที่จะช้าคือกรณีมีคดีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำเป็นพยาน รวมถึงตรวจสอบพยานเอกสาร หากรับฟังได้เพียงพอก็จะไม่มีการดำเนินคดี

ดังนั้น หากคุณเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการอายัดบัญชีโดยไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด อย่ารอช้า รีบดำเนินการตามขั้นตอนที่ตำรวจไซเบอร์แนะนำ เพื่อให้การแจ้งถอนอายัดบัญชีเป็นไปอย่างรวดเร็ว และลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคุณ

การป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ ควรระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวและบัญชีธนาคารแก่ผู้อื่น และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนทำธุรกรรมใดๆ เสมอ หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ตร.ไซเบอร์ เปิดวิธีแจ้งถอนอายัดบัญชี เตือนเอาผิดทันที หากพบแฝงตัวเหยื่อ

คลินตัน, ฟูจิโนะ, กูดวิน – ประตูยอดเยี่ยม WSL

คลินตัน, ฟูจิโนะ, กูดวิน – ประตูยอดเยี่ยม WSL

This content is not available in your location.

There was an error

สรุปประตูที่โดดเด่นที่สุดจากสุดสัปดาห์ของ WSL รวมถึงประตูเปิดตัวของ เกรซ คลินตัน ที่สโมสรใหม่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

WATCH MORE: ‘It’s a tough day’ – Fara Williams’ emotional tribute to Matt Beard

Available to UK users only.

  • Section
  • Published

ฟุตบอลหญิงลีกสูงสุดของอังกฤษ หรือ WSL (Women’s Super League) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประตูสวยๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละสัปดาห์ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แฟนบอลติดตามอย่างใกล้ชิด ในสัปดาห์ล่าสุด มี 3 ประตูที่โดดเด่นเป็นพิเศษจนถูกยกให้เป็นประตูยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ ได้แก่ ประตูจาก เกรซ คลินตัน, ฟูจิโนะ และ กูดวิน

คลินตัน, ฟูจิโนะ, กูดวิน – ประตูยอดเยี่ยม WSL

เกรซ คลินตัน กองกลางดาวรุ่งที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สามารถประเดิมประตูแรกให้กับสโมสรใหม่ได้อย่างสวยงาม ด้วยการยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษ บอลพุ่งเสียบเสาเข้าไปอย่างหมดจด สร้างความฮือฮาให้กับแฟนบอลในสนามเป็นอย่างมาก

ขณะที่ ฟูจิโนะ แข้งสาวจากแดนปลาดิบ ก็โชว์ทักษะเฉพาะตัวได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเลี้ยงบอลหลบกองหลังคู่แข่ง ก่อนจะตัดสินใจยิงด้วยเท้าซ้าย บอลโค้งเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างสวยงาม เป็นประตูที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถเฉพาะตัวและความเฉียบคมในการจบสกอร์

ปิดท้ายด้วย กูดวิน ที่ทำประตูจากการประสานงานกันอย่างลงตัวของเพื่อนร่วมทีม เริ่มจากการต่อบอลจากแดนหลัง ก่อนจะมาจบที่กูดวินที่ยืนรออยู่ในกรอบเขตโทษ กูดวินจัดการแปบอลเข้าไปอย่างง่ายดาย เป็นประตูที่แสดงให้เห็นถึงทีมเวิร์คและความเข้าใจกันภายในทีม

ทำไมประตูเหล่านี้ถึงถูกยกให้เป็นประตูยอดเยี่ยม WSL?

ประตูเหล่านี้ไม่ได้มาจากการฟลุ๊ค แต่เกิดจากทักษะ ความสามารถเฉพาะตัว และทีมเวิร์คที่ยอดเยี่ยมของนักเตะแต่ละคน การที่ประตูเหล่านี้ถูกยกให้เป็นประตูยอดเยี่ยม WSL แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานที่สูงขึ้นของฟุตบอลหญิงในปัจจุบัน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักฟุตบอลหญิงรุ่นใหม่ๆ ให้มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง

การมีประตูสวยๆ เกิดขึ้นใน WSL บ่อยครั้ง ส่งผลดีต่อการประชาสัมพันธ์ลีกและการดึงดูดแฟนบอลให้เข้ามาชมเกมมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาฟุตบอลหญิงในภาพรวมต่อไปในอนาคต หวังว่าเราจะได้เห็นประตูสวยๆ แบบนี้เกิดขึ้นอีกมากมายใน WSL ฤดูกาลนี้

สรุปแล้ว ประตูของ คลินตัน, ฟูจิโนะ, กูดวิน – ประตูยอดเยี่ยม WSL เหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถและพัฒนาการของนักฟุตบอลหญิง ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ WSL กลายเป็นลีกฟุตบอลหญิงที่น่าสนใจและเติบโตอย่างรวดเร็ว

ที่มา – Clinton, Fujino, Goodwin – WSL goals of the week

ยิงสวนดับ คนร้ายลักรถ จยย. แทงตำรวจสาหัส

เกิดเหตุระทึกที่ระนอง เมื่อคนร้ายก่อเหตุลักรถ จยย. จากบ้านชาวบ้าน แต่สุดท้ายจบลงด้วยการยิงสวนดับ หลังจากที่คนร้ายคว้ามีดพกแทงตำรวจจนสาหัส เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงและเป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคม

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ศูนย์วิทยุ 191 ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุคนร้ายบุกเข้าไปจี้ชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ถึงในบ้านหลังหนึ่งใน ต.บางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง ต่อหน้าเจ้าของบ้าน พล.ต.ต.ธนวัตร วัฒนกุล ผบก.ภ.จว.ระนอง และ พ.ต.อ.เสกสรร แก้วสว่าง รอง ผบก.ภ.จว.ระนอง จึงสั่งการให้ตำรวจเร่งไล่กล้องวงจรปิดและวางกำลังสกัดจับคนร้ายทันที

นางกรรณิการ์ แป้งอ่อน ผู้เสียหาย เล่าว่า ขณะเกิดเหตุ เธอกำลังนั่งทานอาหารอยู่ในบ้านกับสามีและหลานเล็กๆ ซึ่งอยู่ใกล้กับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าที่เสียบกุญแจคาทิ้งไว้ จู่ๆ คนร้ายก็เดินเข้ามาในบ้าน ขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ และชักมีดออกมาขู่ ก่อนจะถอยรถออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว เธอตกใจมากจึงตะโกนบอกคนในบ้านว่ามีโจร สามีของเธอได้ยินจึงคว้าท่อนเหล็กไปฟาดที่หลังคนร้าย 1 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถหยุดคนร้ายได้ จึงโทรแจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองระนอง สืบทราบว่าคนร้ายใช้เส้นทางบ้านระวิ ต.บางพระเหนือ อ.ละอุ่น จ.ระนอง ในการหลบหนี จึงประสานไปยัง สภ.ละอุ่น ให้ช่วยสกัดจับคนร้าย

ต่อมา ชุดสายตรวจ สภ.ละอุ่น พบคนร้ายและรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยในพื้นที่บ้านคอกช้าง หมู่ที่ 3 ต.บางพระเหนือ จึงเรียกให้จอด แต่คนร้ายกลับเร่งเครื่องหลบหนี ทำให้รถเสียหลักล้มลงข้างทาง ตำรวจจึงเข้าจับกุม แต่ในจังหวะที่ตำรวจเผลอ คนร้ายได้ใช้อาวุธมีดที่พกมา แทงเข้าที่หน้าท้องของ ส.ต.ต.พรพิพัฒน์ เทพมาลา อายุ 21 ปี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ ป. สภ.ละอุ่น จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เพื่อนตำรวจจึงตัดสินใจยิงสวนดับ คนร้ายทันทีในที่เกิดเหตุ ทราบชื่อภายหลังคือ นายบุญถิ่น หอมจันทร์

ส.ต.ต.พรพิพัฒน์ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลระนองอย่างเร่งด่วน และได้รับการผ่าตัดรักษาจนพ้นขีดอันตรายแล้ว

ยิงสวนดับ คนร้ายลักรถ จยย. คว้ามีดพกแทงตำรวจสาหัส

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ ยิงสวนดับ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ และความจำเป็นในการตัดสินใจอย่างรวดเร็วในสถานการณ์ฉุกเฉิน การที่คนร้ายกล้าที่จะต่อสู้และทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ แสดงให้เห็นถึงความไม่เกรงกลัวกฎหมาย และความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นอุทาหรณ์ให้ประชาชนระมัดระวังทรัพย์สินของตนเอง และป้องกันการเกิดเหตุร้าย โดยเฉพาะการจอดรถจักรยานยนต์ทิ้งไว้โดยไม่ดับเครื่องยนต์ หรือเสียบกุญแจคาทิ้งไว้ เพราะอาจเป็นช่องทางให้คนร้ายเข้ามาก่อเหตุได้ง่าย

ความกล้าหาญของ ส.ต.ต.พรพิพัฒน์ ที่เข้าจับกุมคนร้าย แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัส ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับตำรวจคนอื่นๆ ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประชาชน

  • การลักรถ จยย. เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
  • การพกพาอาวุธมีดในที่สาธารณะถือเป็นความผิดทางกฎหมาย
  • การต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ มีโทษทางกฎหมาย

เหตุการณ์ ยิงสวนดับ คนร้ายจากการลักรถ จยย. ครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันอาชญากรรม และการเคารพกฎหมาย

ที่มา – ยิงสวนดับ คนร้ายลักรถ จยย. คว้ามีดพกแทงตำรวจสาหัส

อนุทิน มั่นใจคนละครึ่งพลัส ไทยไม่ยอมกัมพูชา


“นายกฯ อนุทิน” ฟังแถลงผลการศึกษาจาก นศ.วปอ.รุ่น 67 บอกเห็นค่า วปอ. ไม่เหมือนผู้นำคนอื่น ลั่น ไทยมีความพร้อมไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจ “คนละครึ่งพลัส” 60:40 จูงใจคนเสียภาษี-กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 22 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 เข้าร่วมงานการแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 67 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานการแถลงผลการศึกษาฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.อ.พงศ์เทพ แก้วไชโย ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และพล.ต.เสด็จ อาคะจักร ประธานนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 67 เข้าร่วม

นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า สวัสดีพี่ๆ ทุกคน พี่หนู วปอ.61 นกหัวขวาน รายงานตัว ตนเรียน วปอ.61 แต่มางานแถลงผลการศึกษาแทบทุกปี เพราะเข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในปี 2562 ตนเห็นคุณค่าของการเป็นนักศึกษา วปอ. อย่างมาก อาจมีมุมมองต่างจากผู้นำรัฐบาลท่านอื่นๆ ตนคิดว่าการเรียน วปอ. สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อได้มาฟัง วปอ.67 ยอมรับว่าเหมือนเพลงพรหมลิขิตชักพาให้มาพบกันทันใด ทำไมเหมือนกับนโยบายรัฐบาลของตนที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภาต้นเดือนตุลาคม อาจจะมีถ้อยคำที่ต่างกัน แต่กรอบความคิด ยุทธศาสตร์ตรงกัน ที่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์คือจับต้องได้ เทคโนโลยีต้องทันโลกทันสมัย ทันท่วงที




ทั้งนี้ นักศึกษา วปอ.67 ยึดหลัก STEM แต่ตนจะขับเคลื่อนด้วยหลักที่คล้ายๆ กัน แต่โดยขอใช้คำว่า STECS ประกอบด้วย Systematic คือขับเคลื่อนต้องมีระบบ, Thainess ความเป็นเอกลักษณ์ของไทย เชื่อถือได้ ราคายุติธรรม, Exponential ขยายศักยภาพแบบเขย่งก้าวกระโดด และ C ที่ขอเติม S เพราะมีหลายคำ ไม่ว่าจะเป็น Connection คือสายสัมพันธ์ ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องมีจริยธรรม ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า, Continuity คือต่อเนื่องไม่สิ้นสุด และ Constructive คือคิดเป็นบวก คิดก้าวหน้า และวันนี้ปัญหาคอร์รัปชันถึงเวลาแล้วเราต้องแก้ และคนไทยรังเกียจเดียดฉันท์ความไม่โปร่งใส ไม่สะอาด ทั้งทางการทำงาน จิตใจ รักชาติรักแผ่นดินคนไทย ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการแบ่งแยกแล้ว

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า วันนี้แยกกันเดินร่วมกันตี มีความหมายกับตนมาก ทหารก็คิดยุทธศาสตร์ไป รัฐบาลก็ต้องหาวิธีที่ต้องกดดัน วันนี้ยอมไม่ได้แล้ว มาถึงขนาดนี้ไม่ใช่การไล่ตี แต่เป็นการทำงานเชิงรุก กำหนดเงื่อนไขให้คนที่มีปัญหากับเราต้องยอมรับ เพราะประเทศไทยได้เปรียบทุกประตู ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจ แสนยานุภาพ เมื่อได้เปรียบแบบนี้จะให้เรายอมก่อนไม่ได้ ตนคิดว่าตนและผู้ที่นั่งในห้องนี้สะกดคำนี้ไม่เป็น ตนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและทุกเหล่าทัพ จะใช้แนวทางนี้ดำเนินยุทธศาสตร์ต่อกรกับคนที่เรามีปัญหาอยู่ ชายแดนกัมพูชาต้องมีคำตอบมีผลลัพธ์ให้ประเทศไทยไม่สูญเสียอะไรไปมากกว่าผู้ที่เสียชีวิต ตนขอต้องไม่มีเราต้องทำให้ได้ภายใน 4 เดือน

“ประเทศไทยที่เราเบื่อหน่ายจะก้าวหน้าสักที ใครที่เคยดูถูกว่าพลังมวลชนไม่มีความหมาย พูดเลยว่าเปิดด่าน พูดเลยว่าเกี๊ยเซี๊ยะ พูดเลยว่ายอมเขา แล้วท่านจะรู้ว่านรกมีจริง”



สำหรับโครงการคนละครึ่ง นายอนุทิน ระบุว่ามีประโยชน์ เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กัน รัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60:40 และมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว รัฐบาลมีเวลาไม่มาก แต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อโดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวิน (Big Win) ของประเทศ.









นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายกฯ อนุทินได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า “นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว” และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

คนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ?

โครงการคนละครึ่งพลัส เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่รัฐบาลคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ด้วยการเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้เสียภาษีเข้าร่วมโครงการ โดยรัฐบาลจะสนับสนุน 60% และประชาชนจ่าย 40% ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น นอกจากนี้ นายกฯ ยังยืนยันว่า นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว

ประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรอบคอบและระมัดระวัง การที่นายกฯ อนุทินแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่แข็งแกร่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

การที่ผู้นำประเทศให้ความสำคัญกับการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนยุทธศาสตร์และการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

ส่งตัว “น้องข้าวต้ม” ไปบึงฉวาก ดูแลลูกช้างป่า

“น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงจากแม่ที่ทองผาภูมิ ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลัง ล่าสุดได้ถูกย้ายไปรักษาตัวต่อที่ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรีแล้ว

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 นายอรรคนิตย์ กลางประพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบช้างป่าตกลูกในพื้นที่ทำกิน เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบและเฝ้าติดตามสถานการณ์ร่วมกับเครือข่ายผลักดันช้างป่า

จนกระทั่งเมื่อวานนี้ (21 กันยายน 2568) เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพบว่าลูกช้างได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลัง และมีอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยไม่พบแม่ช้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานงานกับสัตวแพทย์เพื่อเข้าให้การช่วยเหลือเบื้องต้นในทันที

ต่อมาในเวลา 23.30 น. ทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้เดินทางมาถึงเพื่อประเมินอาการของลูกช้างอย่างละเอียด ขณะนี้ลูกช้างได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ เครือข่ายผลักดันช้าง และชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอาการของน้องเริ่มดีขึ้นแล้วในช่วงเช้าวันนี้ (22 กันยายน 2568)

นายประถม แหนกลาง ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมช้างป่าจากมูลนิธิพิทักษ์คชสาร ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ลูกช้างตัวนี้เกิดจากแม่ช้างที่ชื่อว่าแม่สุขสันต์ (อายุประมาณ 20 ปีเศษ) โดยได้คลอดออกมาเมื่อเวลา 14.30 น. ของวันที่ 21 กันยายน 2568 สาเหตุที่ลูกช้างถูกแม่ทิ้งนั้น คาดว่าเกิดจากความไม่แข็งแรงของลูกช้างหลังคลอด ทำให้แม่ต้องทิ้งลูกไว้และตามโขลงช้างป่าอื่นๆ ออกจากพื้นที่ โดยมีทิศทางมุ่งหน้าเข้าไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกับบ้านห้วยเสือ

โขลงช้างป่าดังกล่าวมีจำนวนมากกว่า 30 ตัว เดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ ก่อนที่จะอพยพข้ามแม่น้ำแควน้อยเข้ามาหากินในพื้นที่ตำบลชะแล เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา

ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. ของวันนี้ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พร้อมด้วยทีมสัตวแพทย์ ได้นำตัว “น้องข้าวต้ม” ช้างป่าพลัดหลงจากทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีอาการซึมๆ และอิดโรย แต่เริ่มดีขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าอาการบาดเจ็บที่ขายังไม่หายดีและยังแสดงอาการเจ็บอยู่ ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเคลื่อนย้าย น้องข้าวต้ม ไปรักษาต่อที่ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี

ส่งตัว “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง บาดเจ็บขาหลัง ย้ายไปดูแลต่อที่บึงฉวาก

ด้านนายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้าฝ่ายจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า กรมอุทยานฯ กำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยบึงฉวากได้จัดเตรียมคอกและโรงเรือนที่อบอุ่นสำหรับการดูแลรักษา น้องข้าวต้ม ที่กำลังเดินทางมาถึงในช่วงค่ำของวันนี้ ซึ่งสร้างความปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมต้องบึงฉวาก? การดูแล “น้องข้าวต้ม” ที่เหมาะสม

การตัดสินใจย้าย “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง ไปยังศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวากนั้น เป็นการพิจารณาถึงความพร้อมของสถานที่และทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลสัตว์ป่าโดยเฉพาะ โดยบึงฉวากมีประสบการณ์ในการดูแลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บหรือพลัดหลงมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่พร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

  • ความพร้อมด้านสถานที่: บึงฉวากมีคอกและโรงเรือนที่เหมาะสมสำหรับการดูแลลูกช้าง มีพื้นที่ให้ลูกช้างได้เคลื่อนไหวและออกกำลังกายได้อย่างอิสระ
  • ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ: ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ของบึงฉวากมีความรู้และความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของช้างเป็นอย่างดี สามารถให้การดูแลที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและจิตใจของลูกช้าง
  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: บึงฉวากมีสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบและเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้ลูกช้างรู้สึกผ่อนคลายและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ง่ายขึ้น

นอกเหนือจากการดูแลด้านร่างกายแล้ว การดูแลด้านจิตใจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เจ้าหน้าที่ของบึงฉวากจะให้ความรักและความเอาใจใส่แก่ น้องข้าวต้ม อย่างเต็มที่ เพื่อให้ลูกช้างรู้สึกปลอดภัยและได้รับการเยียวยาจากความบอบช้ำทางจิตใจ

การดูแล “น้องข้าวต้ม” ครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจที่ท้าทาย แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งกรมอุทยานฯ ทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่บึงฉวาก และประชาชน เราเชื่อมั่นว่า น้องข้าวต้ม จะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดและสามารถกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างแข็งแรงในอนาคต

การช่วยเหลือ น้องข้าวต้ม ไม่ได้เป็นเพียงแค่การช่วยชีวิตสัตว์ป่าตัวหนึ่ง แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ การดูแลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บหรือพลัดหลงนั้น เป็นการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ป่า และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ที่มา – ส่งตัว “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง บาดเจ็บขาหลัง ย้ายไปดูแลต่อที่บึงฉวาก

ช็อก! ผู้จัดการ Yeovil ลาออกหลังคุมทีม 10 วัน

เกิดเรื่องช็อกวงการฟุตบอลอังกฤษ เมื่อ แดนนี่ เว็บบ์ ผู้จัดการทีม Yeovil Town ประกาศลาออกจากตำแหน่งหลังจากเพิ่งเข้ารับงานได้เพียง 10 วันเท่านั้น สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลและผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

อดีตโค้ชของ Chesterfield เพิ่งเข้ารับตำแหน่งที่ Huish Park เมื่อต้นเดือนนี้ เพื่อเข้ามาแทนที่ มาร์ค คูเปอร์ ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ การเข้ามาของเว็บบ์สร้างความหวังให้กับแฟนบอลว่าจะสามารถพาทีมทำผลงานได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เว็บบ์ได้ให้เหตุผลถึงการลาออกด้วยเหตุผลส่วนตัวและครอบครัว ทำให้เขากลายเป็นผู้จัดการทีมที่อยู่ในตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Yeovil อย่างน่าเสียดาย

ภายใต้การคุมทีมระยะสั้นๆ ของเขา เว็บบ์นำทีม Glovers คว้าชัยชนะ 1-0 เหนือ Woking ในเกมแรกที่เขาคุมทีม ก่อนที่จะพ่ายแพ้ 1-0 ให้กับ Tamworth เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ทีมอยู่ในอันดับที่ 17 ใน National League

สโมสรได้แต่งตั้ง ริชาร์ด ดรายเดน โค้ชของทีม ขึ้นเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวไปจนจบฤดูกาลนี้

“เขาได้แสดงความเสียใจส่วนตัวที่ต้องออกจากสโมสร แต่รู้สึกว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องสำหรับเขาและครอบครัว” แถลงการณ์ของ Yeovil Town ระบุ

“เวลาและลักษณะของการตัดสินใจนี้เป็นสิ่งที่น่าผิดหวังสำหรับพวกเราทุกคน และเราได้ยอมรับการลาออกของเขาด้วยความเสียใจ แต่ด้วยความเข้าใจ”

“เราเข้าใจดีว่าข่าวนี้เป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากกระบวนการสรรหาบุคลากรอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่นำแดนนี่มาสู่สโมสร ในขณะที่เราเคารพในความจำเป็นของเขาในการให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับแรก สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญในตอนนี้คือเสถียรภาพและความสำเร็จของทีม”

บอร์ดบริหารของ Yeovil กล่าวว่าพวกเขาจะสนับสนุนดรายเดน ซึ่งชนะ 2 จาก 3 เกมที่เขาคุมทีมชั่วคราวในช่วงกลางเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนนี้

ปัจจุบัน Town อยู่เหนือตำแหน่งตกชั้นใน National League เพียงสองคะแนนหลังจากผ่านไป 10 เกม

“เขา (ดรายเดน) จะได้รับทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อให้ทีมสามารถแข่งขันในสนามได้อย่างต่อเนื่องผ่านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น” แถลงการณ์ของ Yeovil กล่าวเสริม

“เราขอการสนับสนุนอย่างไม่เปลี่ยนแปลงจากคุณเมื่อเรามุ่งหน้าสู่การแข่งขันนัดต่อไป มายืนหยัดร่วมกันและสนับสนุนริชาร์ดและทีมกันเถอะ”

ช็อก! ผู้จัดการ Yeovil ลาออกหลังคุมทีม 10 วัน

การลาออกอย่างกะทันหันของ แดนนี่ เว็บบ์ สร้างความสั่นสะเทือนให้กับสโมสรและแฟนบอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามมากมายเกิดขึ้นเกี่ยวกับเหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตของทีม

ผลกระทบต่อทีม Yeovil หลังผู้จัดการลาออก

การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมกลางคันมักส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของนักเตะ รวมถึงรูปแบบการเล่นของทีม ริชาร์ด ดรายเดน จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทีมและนำพา Yeovil ให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง

  • ความท้าทายในการปรับตัว: นักเตะจะต้องปรับตัวเข้ากับแนวทางการทำทีมใหม่ของผู้จัดการทีมคนใหม่
  • ความไม่แน่นอนในทีม: สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนอาจส่งผลต่อสมาธิและความมุ่งมั่นของนักเตะ
  • ความกดดันจากแฟนบอล: แฟนบอลคาดหวังว่าทีมจะสามารถกลับมาทำผลงานได้ดีโดยเร็ว

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะดูยากลำบาก แต่ด้วยการสนับสนุนจากบอร์ดบริหาร แฟนบอล และความมุ่งมั่นของนักเตะ Yeovil ยังมีโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์และประสบความสำเร็จได้

การลาออกของผู้จัดการทีม Yeovil ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับวงการฟุตบอลอาชีพ ที่แสดงให้เห็นว่าปัจจัยส่วนตัวและครอบครัวมีความสำคัญอย่างยิ่ง และสโมสรควรให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้จัดการทีมและนักเตะควบคู่ไปกับผลงานในสนาม

การแต่งตั้งริชาร์ด ดรายเดน ขึ้นเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวเป็นโอกาสที่ดีที่เขาจะได้แสดงศักยภาพของตนเอง และพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถนำพา Yeovil ไปสู่ความสำเร็จได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ Yeovil ต้องรวมใจเป็นหนึ่งเดียวและเดินหน้าต่อไป เพื่อให้สโมสรกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความท้าทายก็ตาม

อนาคตของ Yeovil Town หลังจากเหตุการณ์ ผู้จัดการ Yeovil ลาออก จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – Yeovil manager Webb quits after 10 days in charge

หลักฐานชัด! บ้านหนองหญ้าแก้ว อธิปไตยไทย MOU43

กองทัพไทยยืนยันชัดเจนว่า “บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน)” ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างแน่นอน ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนตามที่มีข้อกังขา โดยมีหลักฐานรับรองจากคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 อย่างชัดเจน

โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย พลตรี วิทัย ลายถมยา ได้ออกมาอธิบายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลักเขตแดนที่ 42 นั้นตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน) ตำบลโคกสูง ส่วนหลักเขตแดนที่ 43 ตั้งอยู่ที่บ้านโนนหมากมุ่น ตำบลเดียวกัน การกำหนดแนวเขตแดนในบริเวณนี้เป็นเส้นตรงที่ลากจากหลักเขตแดนที่ 41 ไปยังหลักเขตแดนที่ 42 และต่อเนื่องไปยังหลักเขตแดนที่ 43 จากนั้นแนวเขตแดนจะเลาะไปตามคลองระลมระสือจนถึงหลักเขตแดนที่ 44

หลักฐานยืนยัน บ้านหนองหญ้าแก้ว ในเขตอธิปไตยไทย

กระบวนการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน Terms of Reference (TOR) โดยชุดสำรวจร่วมไทย–กัมพูชาได้ทำการสำรวจสภาพและที่ตั้งของหลักเขตแดนทั้งหมด 74 หลัก เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 สำหรับหลักเขตแดนที่ 42 ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ได้รับการสำรวจในช่วงเดือนตุลาคม 2549 ซึ่งผลการสำรวจพบว่าหลักเขตยังอยู่ในสภาพดี แต่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นต่างกันเล็กน้อยในเรื่องที่ตั้ง ประมาณ 80 เมตร ในส่วนของหลักเขตแดนที่ 43 ได้สำรวจในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2549 พบว่าหลักเขตล้มและถูกฝังอยู่ในดิน แต่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงที่ตั้งที่ถูกต้องร่วมกันได้ และได้สร้างหมุดชั่วคราว (Temporary Marker: TM) ไว้ ณ ตำแหน่งนั้น

ผลการสำรวจร่วมของหลักเขตแดนทั้งหมด รวมถึงหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ได้รับการรับรองในการประชุม JBC ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 แม้ว่าจะยังไม่ได้มีการสำรวจแนวเขตแดนในส่วนของเส้นตรงที่ลากเชื่อมระหว่างหลักทั้งสอง แต่ในหลักฐานบันทึกวาจาและแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดน ซึ่งเป็นไปตามที่ระบุไว้ใน MOU ปี 2543 ได้กำหนดแนวเขตแดนเป็นเส้นตรงระหว่างหลักทั้งสองไว้อย่างชัดเจน

บันทึกวาจาและแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 จัดทำขึ้นโดยข้าหลวงปักหลักเขตแดนระหว่างประเทศสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ. 1908–1909 โดยใช้ต้นไม้หรือเสาไม้ติดแผ่นโลหะเป็นหลักเขตแดน ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1919–1920 ได้มีการเปลี่ยนเป็นหลักคอนกรีตทดแทน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับหลักไม้หรือเสาไม้เดิม และในแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดนของบันทึกวาจาทั้งสองช่วง ได้กำหนดแนวเขตแดนเป็นเส้นตรงระหว่างหลักที่ 42 และ 43 โดยแนวเส้นตรงดังกล่าวผ่านกึ่งกลางของหลักเขตแดนทั้งสองอย่างชัดเจน

MOU 2543 ยืนยัน บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นของไทย

กองทัพไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน) ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนที่เกิดจากความแตกต่างของการลากเส้นตรงระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกระบวนการและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการรับรองร่วมกันแล้ว ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU 2543) และการหารือในระดับคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และประเด็นนี้ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากหลักฐานและกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ

ที่มา – หลักฐานชัด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” อยู่ในเขตอธิปไตยไทย สอดคล้อง MOU43

เอกนิติสั่งทีม! หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทย

“เอกนิติ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง สั่งปลัดกระทรวงการคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าประเทศไทยจำนวนมาก หลังถูกจับตาเป็นเงินสีเทา พร้อมดำเนินการทันทีหลังแถลงนโยบาย

วันที่ 22 กันยายน 2568 จากกรณีที่มีเงินทุนปริศนาไหลเข้าประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งถูกจับตาเป็นเงินสีเทา ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการกระทรวงการคลัง ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานต่างๆ แล้ว

“ปลัดกระทรวงการคลังได้ตั้งทีมมาศึกษาเรื่องนี้แล้ว เพื่อตอบโจทย์การเชื่อมโยงข้อมูลให้เห็นว่า ตกลงเงินมาจากตรงไหน จะได้เกาให้ถูกที่คัน แก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยหลังจากที่ถวายสัตย์ฯ และมีการแถลงนโยบายเสร็จ ก็จะดำเนินการเรื่องนี้ทันที”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับที่มาของเงินทุนจำนวนมหาศาลนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการตรวจสอบ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

เงินทุนที่ไหลเข้าประเทศไทยอย่างผิดปกติ อาจมีแหล่งที่มาจากหลากหลายช่องทาง ทั้งการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การหลีกเลี่ยงภาษี หรือการทำธุรกิจสีเทา การตรวจสอบที่มาของเงินทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน หรือเป็นที่พักพิงของธุรกิจผิดกฎหมาย

การที่นายเอกนิติ สั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน เพื่อตรวจสอบที่มาของเงินปริศนาไหลเข้าไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

เอกนิติสั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทย

ทำไมต้องตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนา?

การตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนาที่ไหลเข้าประเทศไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • ป้องกันการฟอกเงิน: เงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย มักจะถูกนำมาฟอกเพื่อให้ดูเหมือนว่าได้มาอย่างถูกต้อง การตรวจสอบที่มาของเงินทุน จะช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน
  • รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ: เงินทุนที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ การตรวจสอบที่มาของเงินทุน จะช่วยรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน: การที่ประเทศไทยมีระบบการตรวจสอบที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
  • บังคับใช้กฎหมาย: การตรวจสอบที่มาของเงินทุน จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

การดำเนินการตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนาไหลเข้าไทยอย่างรวดเร็วและโปร่งใส จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทยในระยะยาว

การที่นายเอกนิติ สั่งการให้เร่งดำเนินการเรื่องนี้ทันทีหลังจากการแถลงนโยบาย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

อนาคตของการตรวจสอบเอกนิติสั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทยจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

โดยรวมแล้ว การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนา ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – “เอกนิติ” สั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทย ถูกจับตาเงินสีเทา

23 จังหวัดต้องระวัง! แผ่นดินถล่ม-น้ำป่าไหลหลาก

กรมทรัพยากรธรณี แจ้งเตือน 23 จังหวัดเฝ้าระวังแผ่นดินถล่ม – น้ำป่าไหลหลาก ระหว่างวันที่ 22-26 ก.ย. 68 เนื่องจากร่องมรสุมที่พาดผ่าน ส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมาก

วันที่ 22 ก.ย. 68 มีรายงานว่า กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอให้อาสาสมัครเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แพร่ ตาก พะเยา ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี หนองคาย อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย อุบลราชธานี ขอนแก่น ระยอง จันทบุรี และตราด เฝ้าระวังภัยแผ่นดินถล่ม – น้ำป่าไหลหลาก ในระหว่างวันที่ 22-26 ก.ย. 68 เนื่องจากร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้นเป็นกำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรง ส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมาก อาจส่งผลให้เกิดแผ่นดินถล่ม – น้ำป่าไหลหลากได้

ทั้งนี้ ขอให้อาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัยของกรมทรัพยากรธรณีเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังภัย และวัดปริมาณน้ำฝนอย่างต่อเนื่อง หากเกิดเหตุให้แจ้งเตือนสถานการณ์แผ่นดินถล่ม – น้ำป่าไหลหลากให้ประชาชนในหมู่บ้านได้รับทราบ และขอให้เครือข่ายฯ ทธ. วัดปริมาณน้ำฝนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

แผ่นดินถล่ม – น้ำป่าไหลหลาก

เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ให้เตรียมพร้อมอพยพทันทีเมื่อได้รับการแจ้งเตือน เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

พื้นที่เฝ้าระวังแผ่นดินถล่ม – น้ำป่าไหลหลาก

กรมทรัพยากรธรณีได้ระบุพื้นที่เสี่ยงภัยใน 23 จังหวัด ดังนี้:

ภาคเหนือ

แม่ฮ่องสอน : แม่สะเรียง แม่ลาน้อย สบเมย ขุนยวม เมืองแม่ฮ่องสอน ปางมะผ้า ปาย

เชียงราย : แม่สาย เชียงของ เทิง เมืองเชียงราย แม่ฟ้าหลวง แม่สรวย เวียงแก่น เวียงป่าเป้า พญาเม็งราย

เชียงใหม่ : แม่อาย แม่แจ่ม แม่วาง แม่แตง แม่ริม แม่ออน เมืองเชียงใหม่ ฝาง ไชยปราการ อมก๋อย จอมทอง

เชียงดาว สะเมิง พร้าว ดอยสะเก็ด กัลยาณิวัฒนา ดอยหล่อ ฮอด เวียงแหง หางดง

น่าน : เมืองน่าน ท่าวังผา บ่อเกลือ ปัว ภูเพียง แม่จริม เวียงสา สันติสุข นาน้อย นาหมื่น ทุ่งช้าง เชียงกลาง

สองแคว เฉลิมพระเกียรติ บ้านหลวง

แพร่ : เด่นชัย เมืองแพร่ ร้องกวาง ลอง วังชิ้น สอง สูงเม่น

ตาก : เมืองตาก ท่าสองยาง พบพระ แม่ระมาด แม่สอด อุ้มผาง บ้านตาก วังเจ้า สามเงา

พะเยา : จุน เชียงคำ เชียงม่วน ดอกคำใต้ ปง ภูกามยาว ภูซาง เมืองพะเยา แม่ใจ

ลำพูน : ทุ่งหัวช้าง บ้านธิ บ้านโฮ่ง ป่าซาง เมืองลำพูน แม่ทา ลี้

ลำปาง : เกาะคา งาว แจ้ห่ม เถิน เมืองปาน แม่ทะ แม่เมาะ วังเหนือ สบปราบ เสริมงาม ห้างฉัตร

อุตรดิตถ์ : ทองแสนขัน ท่าปลา น้ำปาด บ้านโคก พิชัย ฟากท่า เมืองอุตรดิตถ์ ลับแล

สุโขทัย : คีรีมาศ ทุ่งเสลี่ยม บ้านด่านลานหอย เมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย ศรีสำโรง

พิษณุโลก : ชาติตระการ นครไทย เนินมะปราง วังทอง วัดโบสถ์

เพชรบูรณ์ : เขาค้อ ชนแดน น้ำหนาว บึงสามพัน เมืองเพชรบูรณ์ วังโป่ง หล่มเก่า หล่มสัก

ภาคกลาง

กาญจนบุรี : ด่านมะขามเตี้ย ทองผาภูมิ ไทรโยค บ่อพลอย ศรีสวัสดิ์ สังขละบุรี หนองปรือ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

หนองคาย : โพธิ์ตาก สังคม

อุดรธานี : นายูง น้ำโสม หนองวัวซอ

หนองบัวลำภู : ศรีบุญเรือง สุวรรณคูหา

เลย : ด่านซ้าย ปากชม เชียงคาน ท่าลี่ นาด้วง นาแห้ว ภูกระดึง ภูเรือ ภูหลวง เมืองเลย วังสะพุง

อุบลราชธานี : นาจะหลวย น้ำยืน บุณฑริก

ขอนแก่น : ภูผาม่าน

ภาคตะวันออก

ระยอง : บ้านค่าย เมืองระยอง เขาชะเมา

จันทบุรี : เมืองจันทบุรี โป่งน้ำร้อน ขลุง เขาคิชฌกูฏ

ตราด : เขาสมิง บ่อไร่ เกาะช้าง เกาะกูด

ในช่วงฤดูฝน การเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การติดตามข่าวสาร พยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการ จะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากแผ่นดินถล่ม – น้ำป่าไหลหลากได้

ที่มา – เตือน 23 จังหวัด เฝ้าระวังแผ่นดินถล่ม – น้ำป่าไหลหลาก 22-26 ก.ย. 68