วัน: 22 กันยายน 2025

เตือน! น้ำล้นตลิ่ง 3 จังหวัด รับมือเขื่อนป่าสักฯ ระบายเพิ่ม

สถานการณ์น้ำน่าเป็นห่วง! เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ประกาศแจ้งเตือนด่วน เตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2568 เป็นต้นไป งานนี้พี่น้องชาวจังหวัดลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา เตรียมตัวรับมือกับสภาวะน้ำล้นตลิ่ง 3 จังหวัดกันให้พร้อมนะครับ

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ว่า ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ได้ออกประกาศแจ้งเตือน ฉบับที่ 9 ให้ประชาชนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ อาจจะเกิดสภาวะน้ำล้นตลิ่ง 3 จังหวัดได้

ณ วันที่ 22 กันยายน 2568 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 743 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 77.46% ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 662 ลบ.ม./วินาที หรือ 57 ล้าน ลบ.ม./วัน มีการระบายน้ำอยู่ที่ 500 ลบ.ม./วินาที หรือ 43 ล้าน ลบ.ม./วัน

นายชูพงศ์ อิศรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ กล่าวว่า จากการติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทางด้านเหนือเขื่อน ตั้งแต่จังหวัดเพชรบูรณ์ลงมา ยังคงมีปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าเขื่อนฯ อีกมาก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ทางโครงการฯ จะดำเนินการปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเดิม 500 ลบ.ม./วินาที เป็น 650 ลบ.ม./วินาที โดยจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นวันละ 50 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

น้ำล้นตลิ่ง 3 จังหวัด: เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของประชาชน อันเนื่องมาจากระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอีกประมาณ 1.50 – 1.80 เมตร ทางโครงการฯ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

พื้นที่เสี่ยง น้ำล้นตลิ่ง 3 จังหวัด ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

  • ตลาดน้ำต้นตาล ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี
  • ตำบลแสลงพัน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี
  • ตำบลแก่งเสือเต้น และตำบลหินซ้อน อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี
  • ชุมชนวัดสะตือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทางโครงการฯ ได้แจ้งเตือนไปยังหน่วยงานราชการในพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ และขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • ติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น จัดเตรียมสิ่งของจำเป็น ย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
  • หากอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรปรึกษาหารือกับผู้นำชุมชนหรือหน่วยงานราชการเพื่อเตรียมการอพยพหากจำเป็น

รับมือน้ำท่วม: คำแนะนำเพิ่มเติม

นอกจากข้อมูลข้างต้น เรายังมีคำแนะนำเพิ่มเติมในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น:

  • เตรียมกระสอบทราย: กระสอบทรายสามารถช่วยป้องกันน้ำไหลเข้าบ้านได้
  • ตรวจสอบระบบไฟฟ้า: ปิดสวิตช์ไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น เพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่ว
  • เตรียมยาและเวชภัณฑ์: จัดเตรียมยาประจำตัว ยาสามัญประจำบ้าน และอุปกรณ์ทำแผล
  • วางแผนการเดินทาง: หลีกเลี่ยงการเดินทางในพื้นที่น้ำท่วมขัง
  • ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน: หากเพื่อนบ้านหรือคนในชุมชนต้องการความช่วยเหลือ อย่าลังเลที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

สถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง 3 จังหวัดครั้งนี้ เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญและเตรียมพร้อมรับมือกันอย่างเต็มที่ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การเตรียมตัวล่วงหน้า และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะครับ!

ที่มา – แจ้งเตือนน้ำล้นตลิ่ง 3 จังหวัด เตรียมรับมือ หลังเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระบายน้ำเพิ่ม

“พิสิษฐ์” ชี้ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2

“พิสิษฐ์” เผยรับได้หากแก้รัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 รอดูร่างของพรรคการเมืองก่อน เชื่อ สว. พร้อมยกมือไม่มีการล็อบบี้ มองนักการเมืองกลัวอยู่ 2 คำ “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์-จริยธรรมร้ายแรง”

วันที่ 22 กันยายน 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกวิปวุฒิสภา กล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับเสียงเห็นชอบจาก สว. 1 ใน 3 ว่า ในความเห็นส่วนตัวหากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการมาพิจารณาว่าแต่ละร่างมีเนื้อหาสาระอย่างไร แก้ไขอะไรบ้าง ส่วนตัวเห็นว่าหากการแก้ไม่แตะหมวด 1-2 พร้อมที่จะให้ความเห็น ขณะนี้ สว. ยังไม่ได้มีการพูดคุยหารือกันในเรื่องเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นจะมีการประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาล

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะโมเดลสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ไม่สามารถมาจากการเลือกตั้งทางตรงได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ชัดเจน ซึ่งหากวุฒิสภาแต่ละคนได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมอย่างชัดเจนอาจจะมีมุมมองเช่นเดียวกัน หากสมาชิกวุฒิสภาได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมของแต่ละพรรคการเมืองมีเนื้อหารายละเอียดอย่างไร เชื่อว่า สว. ก็มีโอกาสได้หารือพูดคุยกัน พร้อมยังแสดงความเห็นว่าโมเดล ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนทางอ้อม สามารถทำได้ ตามที่หลายภาคส่วนมีการเสนอโมเดลออกมา โดยไม่ได้เลือกตั้งโดยตรง เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาหรือขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน นายพิสิษฐ์ เผยอีกว่า ผู้ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเพียงนักการเมือง ส่วนตัวไม่มั่นใจว่าประชาชน ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นคือนักการเมืองกลัว กลัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลัวอยู่ 2 คำ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ กับจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็น 2 คำที่นักการเมืองกลัวมาก ดังนั้นเขาจึงอยากแก้ ถามว่าประชาชนจะสนใจหรือไม่สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือจริยธรรมอย่างร้ายแรง พบว่าไม่กระทบกระเทือน”

ในตอนท้าย นายพิสิษฐ์ ระบุถึงข้อสังเกตความสัมพันธ์กับ สว. และบ้านใหญ่ทางการเมืองบุรีรัมย์ จนได้ชื่อเป็น สว.สีน้ำเงิน ว่า เป็นความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่มองกัน แต่ยืนยันว่า สว. ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง และตนเองไม่ได้รู้จักนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการส่วนตัว หรือนักการเมืองเป็นการส่วนตัว แต่การพูดคุยกันทุกอย่างอยู่บนหลักการคือพรรคการเมืองเสนอร่างมา หากวุฒิสภาเห็นชอบด้วยก็พร้อมที่จะยกมือให้ ยืนยันไม่มีการล็อบบี้.

“พิสิษฐ์” ชี้ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2

จากกรณีที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมากล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมือง ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับท่าทีของ สว. ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนและอาจส่งผลต่อการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การที่นายพิสิษฐ์ระบุว่า หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 สว. พร้อมที่จะให้ความเห็นนั้น แสดงให้เห็นว่า สว. ให้ความสำคัญกับการรักษาสถาบันหลักของชาติไว้ ซึ่งเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ของ สว. ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและผลประโยชน์ของชาติ การแสดงท่าทีดังกล่าวอาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้คำนึงถึงประเด็นนี้ในการยกร่างแก้ไข

นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ยังได้กล่าวถึงความกลัวของนักการเมืองต่อคำว่า “สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “จริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการเมือง การที่นักการเมืองกลัวคำเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายและจริยธรรมยังไม่เข้มแข็งพอที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่น่าสนใจ: สว. กับการ แก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 คืออะไร?

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองต่างๆ จะมีเนื้อหาสาระอย่างไร และ สว. จะมีท่าทีอย่างไรต่อร่างแก้ไขเหล่านั้น การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศ การที่ สว. แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 นั้น ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญและอาจส่งผลต่อทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต สิ่งที่ประชาชนควรทำคือติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและผลกระทบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

การที่นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สว. พร้อมที่จะยกมือให้หากเห็นชอบด้วย และยืนยันว่าไม่มีการล็อบบี้นั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและอาจมีแรงกดดันทางการเมืองเกิดขึ้นได้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ สว. ออกมาแสดงท่าทีว่าจะ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 นั้น เป็นสัญญาณที่สำคัญและอาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 “พิสิษฐ์” เชื่อ สว. พร้อมยกมือ ไม่มีล็อบบี้

อนุทินเร่งแก้เศรษฐกิจหลังคุยสมาคมธนาคารไทย

“อนุทิน” เผยหลังหารือร่วมสมาคมธนาคารไทย พร้อมเร่งเครื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเน้นการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและส่งเสริมศักยภาพ SMEs เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“อนุทิน” เผยหลังหารือร่วมสมาคมธนาคารไทย พร้อมเร่งเครื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยว่า ได้นำทีมเศรษฐกิจมาหารือกับสมาคมฯ เพื่อขอความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาหนี้สินของประชาชนและ SMEs

“วันนี้ได้มาหารือกับสมาคมธนาคารไทยในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องความห่วงใย การขอรับการสนับสนุนจากสมาคม ในการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน เอสเอ็มอี การผ่อนปรนภาระดอกเบี้ย และการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการให้แข่งขันในตลาดโลกได้” นายอนุทินกล่าว

รัฐบาลพร้อมที่จะเร่งดำเนินการเพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่างๆ เช่น ภาคท่องเที่ยว เมดิคัล เวลล์เนส ภาคเกษตร อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมไฮเทค เพื่อขยายขนาดทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวถึงกรณีค่าเงินบาทแข็งค่าและเงินทุนไหลเข้าจำนวนมากว่า สมาคมฯ ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีแล้ว และกำลังเร่งดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจสอบที่มาของเงินทุน โดยร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและ ปปง.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้จัดตั้งทีมงานขึ้นมาดูแลเรื่องค่าเงิน โดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

ประเด็นสำคัญจากการหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย

  • รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาหนี้สินครัวเรือนและ SMEs
  • สมาคมธนาคารไทยพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา
  • มีการหารือเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าและเงินทุนไหลเข้า
  • รัฐบาลเร่งเครื่องเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้ฝากโจทย์ใหญ่เรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งต้องแก้ไขทั้งระบบ ภาคธนาคารพร้อมร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินมาตรการ “บิ๊กควิกวิน” ภายในระยะเวลา 4 เดือน

สมาคมธนาคารไทยไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทำอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจมีความเข้าใจในเรื่องการเงินการธนาคารเป็นอย่างดี

นายผยง กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเดินทางมาหารือกับสมาคมธนาคารไทยด้วยตนเอง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 58 ปีของสมาคมฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

สำหรับมาตรการในการเพิ่มสภาพคล่อง ข้อมูลเป็นจุดสำคัญที่ระบบยังขาด เนื่องจาก SMEs จำนวนมากยังอยู่นอกระบบ ทำให้ไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งนายกรัฐมนตรีเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

โดยสรุปแล้ว การหารือร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีและสมาคมธนาคารไทยในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและ SMEs ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย การเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะช่วยให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการที่ “อนุทิน” เผยหลังหารือร่วมสมาคมธนาคารไทย พร้อมเร่งเครื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถือเป็นข่าวดีเเละมีความหวังของประชาชน

ที่มา – “อนุทิน” เผยหลังหารือร่วมสมาคมธนาคารไทย พร้อมเร่งเครื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

รีวิว CHERY X3L: อเนกประสงค์สายหล่อ!

Chery Fulwin X3L คือรถเอสยูวีทรงไฮเทคที่น่าจับตามอง มีทั้งรุ่นพลังงานไฟฟ้า 100% และรุ่นที่ติดตั้งระบบส่งกำลังแบบขยายระยะทาง ซึ่งเหมาะกับรถอเนกประสงค์ที่เน้นการขับขี่ระยะทางไกล มากกว่าแค่ขับในเมืองด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียวๆ X3L ออกแบบมาเพื่อการขับทางไกลหรือลุยบนเส้นทางทุรกันดาร ดีไซน์ของ Fulwin X3L นั้นได้รับการออกแบบโดยทีมดีไซน์เนอร์จากยุโรป ซึ่งเป็นรุ่นที่เปลี่ยนโลโก้ของ iCar 03T ที่ Chery เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว

X3L มีความยาว 4,545 มม. กว้าง 1,950 มม. สูง 1,815 มม. ฐานล้อยาว 2,783 มม. รูปทรงของมันได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถคลาสสิกอย่าง Land Rover Defender ทรงกล่องแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสตั้งตรงในรถอเนกประสงค์เอสยูวีนั้นมีมานานแล้ว และ X3L ก็ทำได้ดี สามารถดึงดูดสายตาผู้คนบนท้องถนนให้หันมามองได้ ราคาในจีนค่อนข้างเป็นมิตร โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 119,900 หยวน (ประมาณ 534,000 บาท) และสูงสุดที่ 149,900 หยวน (ประมาณ 667,000 บาท) หากเข้าไทยแล้วทำราคาให้ดี น่าจะตลาดแตกเหมือนกับ Jaecoo 5 EV

สื่อรถยนต์จีนรายงานว่า X3L มีให้เลือกทั้งแบบไฟฟ้าล้วนและแบบ REEV รุ่นที่ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าล้วน มีทั้งขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 185 kW หรือ 248 แรงม้า แบตเตอรีความจุ 68.355 kWh ชาร์จเต็มวิ่งไกล 520 กิโลเมตร รุ่นมอเตอร์คู่ ขับเคลื่อนด้วยทุกล้อมีกำลังรวม 255 kW หรือ 342 แรงม้า ส่วนรุ่นขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ + เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร REEV ใช้เครื่องยนต์ Kunpeng Golden ซึ่งเป็นขุมกำลังเบนซินแถวเรียงสี่สูบของ Chery อัดอากาศด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ ความจุ 1.5 ลิตร กำลัง 154 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า

Chery X3L EV มอเตอร์คู่ ให้กำลังรวม 422 แรงม้า แรงบิด 505 นิวตันเมตร ใช้เวลาเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4.7 วินาที ถือว่าเร็วมากสำหรับรถอเนกประสงค์ยกสูง ความเร็วขนาดนั้นอาจควบคุมได้ยากเมื่อกดคันเร่งลงไปเต็มๆ ส่วนรุ่น REEV ระยะวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน จะแตกต่างกัน รุ่นมอเตอร์คู่ วิ่งไฟฟ้าเพียวไกล 135 กิโลเมตร ส่วนรุ่นมอเตอร์เดี่ยว ใช้ไฟขับเคลื่อนเพียวๆ ไปไกล 215 กิโลเมตร เมื่อรวมเครื่องยนต์และถังน้ำมันเชื้อเพลิงความจุ 60 ลิตร X3L รุ่นมอเตอร์เดี่ยว น่าจะวิ่งได้ไกลถึง 1,200 กิโลเมตรเลยทีเดียว

X3L มีโหมดการขับขี่แบบออฟโรดให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติบนเส้นทางออฟโรด ฟังก์ชันสำหรับการคลานด้วยความเร็วต่ำบนทางวิบาก บันไดข้าง ประตูฝาท้ายเปิดด้านข้าง ออปชันเสริม ชุดแต่งออฟโรดทั้งกล่องอุปกรณ์ บันไดข้าง แรคหลังคาและกล่องใส่ยางอะไหล่

ห้องโดยสายแม้จะไม่ได้รางวัลด้านความคิดสร้างสรรค์แต่ออกแบบได้ดีมาก จุดเด่นของรถ X3L ได้แก่ จอแสดงผลอินโฟเทนเมนต์ขนาด 15.6 นิ้ว มาตรวัดดิจิทัล TFT ขนาดเล็ก ช่องระบายอากาศทรงสี่เหลี่ยม มือจับขนาดใหญ่สไตล์รถเอสยูวีสายลุย

ดูจากการทำตลาดที่กล้าได้กล้าเสีย พร้อมแข่งกับแบรนด์ร่วมชาติแบบไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรี Chery น่าจะนำ X3L เข้ามาขายในไทยตามหลัง Jaecoo 6 EV รถไฟฟ้าทรงกล่องรุ่นขายดี (แถมยังขับได้ดีอีกตะหาก)

อวยรถจีน CHERY X3L อเนกประสงค์สายหล่อ!

Chery X3L: รถ SUV ที่น่าจับตามอง

ทำไมต้องอวยรถจีน CHERY X3L?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงต้อง อวยรถจีน CHERY X3L อเนกประสงค์สายหล่อ! ก็เพราะว่าเจ้ารถคันนี้มันมีดีกว่าที่เห็นเยอะเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่โดดเด่น สมรรถนะที่น่าประทับใจ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ทำให้ Chery X3L กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังมองหารถ SUV ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

สรุปแล้ว อวยรถจีน CHERY X3L อเนกประสงค์สายหล่อ! ไม่ใช่แค่คำพูดที่เกินจริง แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นและความน่าสนใจของรถรุ่นนี้อย่างแท้จริง ใครที่กำลังมองหารถ SUV สักคัน ลองพิจารณา Chery X3L ดูนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

ที่มา – อวยรถจีน CHERY X3L อเนกประสงค์สายหล่อ!

“พลอยทะเล” ย้ายซบภูมิใจไทย เหตุ ปชป. มีปัญหา

“พลอยทะเล” รับย้ายซบภูมิใจไทยเพราะพรรคประชาธิปัตย์มีปัญหาภายใน ทำให้ไม่สามารถทำงานดูแลประชาชนได้เต็มที่ นี่คือประเด็นหลักที่นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุการย้ายพรรคในครั้งนี้

วันที่ 22 กันยายน 2568 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ได้เปิดเผยเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยว่า ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์ที่ขาดความเข้มแข็ง ซึ่งส่งผลต่อการทำงานทางการเมืองอย่างมาก การจะทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอยู่ในองค์กรที่เข้มแข็งและสามารถให้การสนับสนุนได้จริง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการทำงานมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยเฉพาะการจัดการเรื่องวัคซีนและโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่ประสบความสำเร็จ

นางสาวพลอยทะเลยอมรับว่า ปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจย้ายพรรค เพื่อหาพื้นที่ทำงานที่สามารถตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ส่วนกระแสตอบรับจากประชาชนในพื้นที่นั้นมีหลายมุมมอง แต่เธอมั่นใจในการตัดสินใจของตนเองและยังคงได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางการทำงานของเธอ

“พลอยทะเล” ย้ายซบภูมิใจไทย เหตุ ปชป. มีปัญหา

การตัดสินใจย้ายพรรคของนางสาวพลอยทะเลครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน การที่อดีตกรรมการบริหารพรรค ตัดสินใจย้ายไปร่วมงานกับพรรคอื่น ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัจจัยที่ทำให้ “พลอยทะเล” ตัดสินใจย้ายพรรค

  • ปัญหาภายในพรรค: นางสาวพลอยทะเลระบุว่า ปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เธอไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
  • การสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย: พรรคภูมิใจไทยแสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการทำงานและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความต้องการทำงานเพื่อประชาชน: นางสาวพลอยทะเลต้องการทำงานในพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

การย้ายพรรคของนางสาวพลอยทะเล ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรคภูมิใจไทย ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การได้รับโอกาสในการทำงานที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้นางสาวพลอยทะเลตัดสินใจย้ายพรรคในครั้งนี้

แน่นอนว่าการตัดสินใจครั้งนี้ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่นางสาวพลอยทะเลได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และเชื่อมั่นว่าการย้ายพรรคครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานเพื่อประชาชนในระยะยาว และยังคงได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางการทำงานของเธอ

การย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยของ “พลอยทะเล” ครั้งนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในแวดวงการเมืองไทยอีกด้วย การที่นักการเมืองรุ่นใหม่กล้าที่จะตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ตนเองเชื่อมั่น จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ดังนั้น การตัดสินใจของ “พลอยทะเล” จึงเป็นมากกว่าการย้ายพรรค แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน และความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองที่จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยได้

ที่มา – “พลอยทะเล” รับย้ายซบภูมิใจไทยเพราะ ปชป. มีปัญหาภายใน

“อนุทิน” เตรียมบิน UN ย้ำไทยต้องอยู่บนเวทีโลก

“อนุทิน” ยอมรับ เตรียมแผนบิน UN แล้ว แต่ขอหารือ ครม. นัดแรก 24 ก.ย.นี้ก่อน  หากไปไม่ได้สั่ง “รมว.ต่างประเทศ” สแตนด์บายแล้ว ย้ำ ไทยควรอยู่ในเวทีนี้ หลัง “กัมพูชา” โร่ร้องนานาชาติ

วันที่ 22 ก.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมพร้อมบิน UN ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ตอนนี้กำลังตรวจสอบดูอยู่ว่าทางประธานรัฐสภาจะกรุณาให้แถลงนโยบายวันไหน โดยตนได้ขอไปวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 แต่เวที UN ที่ให้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ เกิดขึ้นในวันที่ 26 กันยายน และวันที่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ คือวันพุธที่ 24 กันยายน หลังจากที่เข้าเฝ้าแล้วจะเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีทันที โดยจะหารือเรื่องนี้ด้วยกับหลายหน่วยงาน ทั้งกฤษฎีกาและกระทรวงการต่างประเทศว่าสถานะของรัฐบาล ในการไปประชุมสมัชชาใหญ่ UN จะสามารถไปได้หรือไม่ หากไปได้ก็จะสามารถไปพบปะหารือ หรือร่วมทวิภาคี โดยมีความชัดเจนตรงนั้น

ย้ำไทยต้องอยู่บนเวที UN

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การไปเวที UN มีความจำเป็น เพราะอยู่ดี ๆ ประเทศไทยก็หายไปจากวง UN ทั้งที่เรื่องที่คนไปร้องเรียนว่าประเทศไทยละเมิดกฎนานาชาติ ซึ่งจริง ๆ แล้วเราถูกละเมิดมากกว่าจึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ไปพบกับประชาคมโลก และผู้นำประเทศที่จะชี้แจงให้ทราบว่าไทยไม่ได้เป็นตามที่ถูกกล่าวหามา ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นและได้เตรียมให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้สแตนด์บายไว้ ตนนั้นได้อยู่แล้วและได้ให้เตรียมแผนการเดินทางแล้ว ไปเช้าเย็นกลับใช้เวลาเดินทางมากกว่าเวลาไปประชุม เพราะวันที่จะหารือได้มากที่สุดน่าจะเป็นวันที่ 25-26 กันยายน และจะกลับมาทันแถลงนโยบายถ้าหากเป็นวันที่ 29 กันยายน – 1 ตุลาคม 2568

รอหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในการไปพูดคุยในเวที UN ประเด็นหลัก ๆ ก็มีหลายเรื่องทั้งเรื่องการค้า ภาษีนำเข้าส่งออก และเรื่องอธิปไตยของไทยต่าง ๆ มากมาย เมื่อถามว่าหากไปเยือน UN แบบไม่แสดงวิสัยทัศน์ได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า เดี๋ยวต้องหารือกับหลายหน่วยงานก่อน มันมีขั้นตอน (protocol)

“อนุทิน” เตรียมบิน UN ย้ำไทยต้องอยู่บนเวทีโลก

จากสถานการณ์ที่ “กัมพูชา” ได้ร้องเรียนต่อเวทีนานาชาติ ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตระหนักถึงความสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องมีบทบาทและแสดงจุดยืนในเวทีสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ประเทศไทยถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ นายอนุทินจึงเตรียมแผนการเดินทางไป UN เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ทำไม “อนุทิน” ถึงย้ำว่าไทยต้องอยู่บนเวทีโลก

นายอนุทินมองว่าการปรากฏตัวในเวที UN เป็นโอกาสอันดีที่จะได้พบปะกับผู้นำประเทศต่างๆ และชี้แจงข้อกล่าวหาที่ประเทศไทยได้รับ นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสที่จะได้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยถูกละเมิดมากกว่าที่ถูกกล่าวหา การเดินทางไป UN จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศในเวทีโลก

ถึงแม้ว่าการเดินทางไป UN จะต้องมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และมีขั้นตอนที่ซับซ้อน แต่รัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยได้เตรียมแผนสำรองไว้ในกรณีที่นายอนุทินไม่สามารถเดินทางไปได้ด้วยตนเอง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะพร้อมปฏิบัติหน้าที่แทน

ประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือในเวที UN มีหลากหลาย ทั้งเรื่องการค้า ภาษีนำเข้าส่งออก และเรื่องอธิปไตยของประเทศไทย การเตรียมพร้อมในทุกด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเดินทางไป UN เป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

การที่นายอนุทินให้ความสำคัญกับการที่ไทยต้องอยู่บนเวทีโลก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และรักษาภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของประชาคมโลก การเข้าร่วมเวที UN จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้แสดงบทบาทและความรับผิดชอบของไทยในฐานะสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ

การเตรียมตัวสำหรับเวที UN ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อการดำเนินงานระหว่างประเทศ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้าใจอันดีกับนานาชาติ หากประเทศไทยสามารถใช้เวที UN ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว การที่ “อนุทิน” เตรียมบิน UN ย้ำไทยต้องอยู่บนเวทีโลก เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในเวทีระหว่างประเทศ และความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การเดินทางไป UN ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพและบทบาทในเวทีโลก

ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถใช้เวที UN ในการสร้างความเข้าใจอันดีกับนานาชาติ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “อนุทิน” เตรียมแผนบิน UN ย้ำไทยควรต้องอยู่บนเวทีหลัง “กัมพูชา” โร่ร้องนานาชาติ

ใครตัดสินผู้ชนะ บัลลงดอร์? หาคำตอบที่นี่!

ใครตัดสินผู้ชนะ บัลลงดอร์?

รางวัลบัลลงดอร์ (Ballon d’Or) คือรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้กับนักฟุตบอลที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุดในรอบปี แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ใครตัดสินผู้ชนะ บัลลงดอร์? ไม่ใช่แค่ผลโหวตจากแฟนบอลแน่นอน! กระบวนการคัดเลือกและตัดสินนั้นมีความซับซ้อนและน่าสนใจกว่าที่คิด

กระบวนการลงคะแนนนับคะแนน

Sam Harris จาก BBC Sport ได้อธิบายถึงกระบวนการลงคะแนนสำหรับรางวัลบัลลงดอร์ทั้งชายและหญิงไว้อย่างละเอียด โดยผู้มีสิทธิลงคะแนนประกอบด้วย:

  • นักข่าว: นักข่าวจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก
  • โค้ช: โค้ชของทีมชาติ
  • กัปตันทีมชาติ: กัปตันทีมชาติของทีมชาติ

แต่ละคนจะลงคะแนนให้กับผู้เล่น 5 อันดับแรก โดยมีคะแนนที่แตกต่างกันไปสำหรับแต่ละอันดับ ผู้เล่นที่ได้รับคะแนนรวมสูงสุดจะเป็นผู้ชนะ

ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสิน

การตัดสินว่าใครตัดสินผู้ชนะ บัลลงดอร์? ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่จำนวนประตูที่ทำได้เท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ลงคะแนน ได้แก่:

  • ผลงานส่วนตัว: สถิติการทำประตู, แอสซิสต์, และผลงานในสนาม
  • ความสำเร็จของทีม: การคว้าแชมป์ลีก, ถ้วย, หรือรายการระดับนานาชาติ
  • ความเป็นผู้นำ: ความสามารถในการเป็นผู้นำทีมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนร่วมทีม
  • ภาพลักษณ์และความประพฤติ: ความเป็นมืออาชีพและความประพฤติทั้งในและนอกสนาม

ความโปร่งใสและความเป็นธรรม

แม้ว่ากระบวนการคัดเลือกและตัดสินจะมีความซับซ้อน แต่ก็มีความพยายามที่จะทำให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรมมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายก็ยังคงเป็นเรื่องของดุลยพินิจและความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้ลงคะแนนแต่ละคน

บทสรุป

ดังนั้น การรู้ว่า ใครตัดสินผู้ชนะ บัลลงดอร์? จึงเป็นมากกว่าแค่การรู้รายชื่อผู้มีสิทธิโหวต แต่เป็นการเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจและความพยายามที่จะสร้างกระบวนการที่โปร่งใสและเป็นธรรมที่สุด เพื่อให้รางวัลนี้ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความยอดเยี่ยมของนักฟุตบอลต่อไป

ความคิดเห็นส่วนตัว: กระบวนการตัดสินบัลลงดอร์ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่เสมอ เพราะมักมีผู้เล่นที่สมควรได้รับรางวัลแต่พลาดไปอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม รางวัลนี้ก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้นักฟุตบอลทั่วโลกมุ่งมั่นพัฒนาฝีเท้าและสร้างผลงานให้ดีที่สุด

ที่มา – Who decides the winner of the Ballon d’Or?

รวบแก๊งขโมยมิเตอร์น้ำลพบุรี ด.ช.หาเงินแต่งรถ

ตำรวจ สภ.เมืองลพบุรี รวบยกแก๊งขโมยมิเตอร์น้ำประปาออกอาละวาดกลางดึก! ชาวบ้านเดือดร้อนเข้าแจ้งความนับร้อยราย พบว่าเป็นเด็กชายวัยเพียง 13-14 ปี โดยมีลูกพี่วัย 36 สอนเป็นโจร สารภาพนำไปขายร้านรับซื้อของเก่า หาเงินซื้อยาเสพติด แต่งรถ เที่ยวเตร่ เรื่องราวนี้สร้างความตกตะลึงให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากชาวบ้านหลายราย ร้องทุกข์ผ่าน พ.ต.อ.จรินทร์ ลำลึก ผกก.สภ.เมืองลพบุรี และผู้นำท้องที่ ในพื้นที่อำเภอเมืองลพบุรี ว่ามีคนร้ายไม่ทราบจำนวน แอบขโมยมิเตอร์น้ำประปากลางดึก ทำให้น้ำไหลท่วมบ้าน ท่วมถนน สร้างความเดือดร้อนไปทั่วหลายตำบล นับ 100 ราย ผกก.สภ.เมืองลพบุรี จึงสั่งการให้เร่งติดตามหาคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าเป็นกลุ่มเด็กและเยาวชน ขับรถจักรยานยนต์ซ้อน 2 ซ้อน 4 ตระเวนไปตามหมู่บ้านในช่วงเวลาดึกสงัด ก่อนลงมือขโมยมิเตอร์น้ำประปาอย่างใจเย็น

รวบแก๊งขโมยมิเตอร์น้ำลพบุรี ด.ช.หาเงินแต่งรถ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปควบคุมตัวเด็กชาย 2 คน ภายในบ้าน ทราบชื่อ ด.ช.ปาล์ม (นามสมมติ) อายุ 14 ปี และ ด.ช.เจมส์ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี พร้อมของกลางมิเตอร์น้ำประปาที่ซุกซ่อนไว้ใต้เตียงนอน นอกจากนี้ยังพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อเหตุ เช่น คีมปากนกแก้ว ค้อน ไขควง และรถจักรยานยนต์

เด็กชายทั้งสองให้การรับสารภาพว่า ก่อนลงมือก่อเหตุ พวกเขาจะขี่รถจักรยานยนต์สำรวจไปตามหมู่บ้าน หากบ้านไหนมีสุนัขเห่า หรือสุนัขดุ พวกเขาจะไม่เข้าไป จากนั้นจะลงมือในช่วงเวลาตี 2 ถึงตี 4 โดยจะใช้วิธีใช้มีดฟันท่อให้ขาด คีมตัด หรือค้อนทุบ เอามิเตอร์น้ำใส่ถุง แล้วหลบหนี พวกเขานำมิเตอร์น้ำที่ขโมยมาไปขายให้กับร้านรับซื้อของเก่าในราคาลูกละประมาณ 160-170 บาท

ลูกพี่วัย 36 สอนวิธีขโมยมิเตอร์น้ำ

ด.ช.ปาล์ม และ ด.ช.เจมส์ ยังให้การซัดทอดถึงเพื่อนร่วมแก๊งอีก 2 คน และลูกพี่อีก 1 คน คือ ด.ช.เท็น (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ด.ช.ธนภัทร์ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี และนายอานนท์ อ่วมเชื้อ อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ที่สอนวิธีการลักขโมยมิเตอร์น้ำ ตำรวจจึงได้ทำการจับกุมทั้งหมดได้พร้อมของกลางเพิ่มเติม

ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า สาเหตุที่ต้องขโมยทรัพย์สินของชาวบ้านนั้น เป็นเพราะต้องการหาเงินไปซื้อยาเสพติดมาเสพ เที่ยวเตร่ และแต่งรถจักรยานยนต์ จากการตรวจปัสสาวะนายอานนท์ พบว่าเป็นสีม่วง ส่วนเด็กๆ อีก 4 ราย ถูกนำตัวไปตรวจปัสสาวะที่โรงพยาบาล

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางคืนและเสพยาเสพติด นอกจากนี้ จะมีการขยายผลไปยังร้านรับซื้อของเก่าที่รับซื้อของโจร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนปัญหาในสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการก่ออาชญากรรมในกลุ่มเยาวชน ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาครอบครัว สภาพแวดล้อม และการถูกชักจูงจากผู้ใหญ่ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนต้องตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม และหันไปใช้ชีวิตในทางที่ผิด.

ที่มา – รวบยกแก๊งขโมยมิเตอร์น้ำ จ.ลพบุรี พบเป็น ดช.วัย 13-14 ปี หาเงินซื้อยาเสพติด-แต่งรถ

สมคิดติง อนุทิน เกณฑ์คนต้อนรับก่อนถวายสัตย์

“สมคิด” อัด “อนุทิน” เป็นนายกฯ ต้องไม่สร้างความแตกแยกในสังคม โต้ที่ปรับออกจากมหาดไทยเพราะเกือบ 2 ปีสอบตกปัญหายาเสพติด ไม่จริงใจแก้ปัญหาประชาชน

วันที่ 22 ก.ย. 2568 นายสมคิด เชื้อคง อดีตสส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า หากผมบ้าจี้ขึ้นมาอภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกผมอภิปรายกลับบ้างจะเป็นอย่างไร ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะใจคับแคบเช่นนี้ ทั้งนี้การอภิปรายรัฐบาลเป็นการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชน คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องรับฟัง หากฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลต้องฟังก่อนว่าเขาอภิปรายเรื่องอะไร แค่เรื่องเขากระโดงคุณอนุทินก็ตอบยากแล้ว ดังนั้นอย่าเพิ่งร้อนตัว ฟังว่าเขาจะอภิปรายเรื่องอะไร มีหลายเรื่องมากที่ฝ่ายค้านจะหยิบมาอภิปราย

นายสมคิด กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่พูดว่าการที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปรับตนเองออกจากกระทรวงมหาดไทยแล้วเวรกรรมตามทัน ในกรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของเวรกรรมเป็นเรื่องของการทำงาน นายอนุทินต้องรู้ว่าเกือบ 2 ปีที่นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทินทำอะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามยาเสพติดทำหรือไม่ เรื่องอื้อฉาวในกระทรวงมหาดไทยท่านทำหรือไม่ ประชาชนมองไม่เห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอันในฐานะของรัฐมนตรีมหาดไทย ในขณะเดียวกันสมัยที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่อยู่ในตำแหน่งแค่ 2 เดือนกลับมีผลงานที่พี่น้องประชาชนสัมผัสได้ต่างจากเกือบ 2 ปีของนายอนุทินมาก

“การลงพื้นที่ของนายอนุทิน ในขณะที่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่กลับเกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดมารอต้อนรับ แล้วกลับมาอ้างว่ามาในฐานะหัวหน้าพรรค ต้องระมัดระวังเพราะนายอนุทิน มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปด้วย นายอนุทิน รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ สังคมจับตาดูอยู่ การเป็นนายกรัฐมนตรีต้องบริหารประเทศไม่จ้องกระแหนะกระแหนหรือพูดจาเสียดสี หรือมาสร้างความแตกแยกของคนในชาติอย่างที่นายอนุทินกำลังทำอยู่” นายสมคิด กล่าว

“สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ

จากกรณีที่นายสมคิด เชื้อคง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายอนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับการลงพื้นที่และการกระทำต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจและข้อถกเถียงมากมายในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวกับการ“สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับจริยธรรมทางการเมือง

ข้อกล่าวหาสำคัญ: เกณฑ์ข้าราชการต้อนรับก่อนถวายสัตย์ปฏิญาณ

หนึ่งในประเด็นหลักที่นายสมคิดหยิบยกขึ้นมาคือ การที่นายอนุทินถูกกล่าวหาว่าเกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดมารอต้อนรับ ในขณะที่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายของการใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง และอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางของข้าราชการ

นอกจากนี้ นายสมคิดยังได้กล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของนายอนุทินในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งนายสมคิดมองว่ายังไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายสมคิดในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการแข่งขันทางการเมือง และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการใช้อำนาจอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม การ“สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ เป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้กับนักการเมืองทุกคนว่า การทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนของประชาชน จำเป็นต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ และต้องพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น การกระทำของท่านอนุทินที่ถูกกล่าวหาว่า “สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อความถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – “สมคิด” อัด “อนุทิน” ยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ เกณฑ์ข้าราชการทั้งจังหวัดต้อนรับ