วัน: 22 กันยายน 2025

เกาหลีใต้แจกเงิน! ลงทะเบียนรับคูปอง 100,000 วอน

รัฐบาลเกาหลีใต้ใจดี! เปิดให้ลงทะเบียนรับ คูปองบริโภค มูลค่า 100,000 วอน รอบใหม่แล้ววันนี้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ มาดูกันว่าใครมีสิทธิ์และต้องทำยังไงบ้าง!

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 สำนักข่าวยอนฮับรายงานว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยการแจก คูปองบริโภค มูลค่า 100,000 วอน ต่อคน หรือประมาณ 2,680 บาทไทย ให้กับประชาชนกว่า 90% ของประเทศ เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 9:00 น. และจะปิดรับลงทะเบียนในวันที่ 31 ตุลาคม

เพื่อความสะดวกและลดความแออัดในการลงทะเบียน รัฐบาลได้กำหนดวันลงทะเบียนตามเลขท้ายปีเกิด ดังนี้:

  • เลข 1 และ 6: ลงทะเบียนวันจันทร์
  • เลข 2 และ 7: ลงทะเบียนวันอังคาร
  • เลข 3 และ 8: ลงทะเบียนวันพุธ
  • เลข 4 และ 9: ลงทะเบียนวันพฤหัสบดี
  • เลข 5 และ 0: ลงทะเบียนวันศุกร์

มาตรการ คูปองบริโภค มูลค่า 100,000 วอน รอบนี้แตกต่างจากครั้งก่อนตรงที่ไม่ได้แจกให้กับทุกคน แต่จะตัดสิทธิ์ครัวเรือนที่มีรายได้สูง หรือมีฐานภาษีที่ดินเกิน 1,200 ล้านวอน และผู้ที่มีรายได้เกิน 20 ล้านวอนในปีที่ผ่านมา

สำหรับชาวต่างชาติ แม้ว่าจะไม่ได้เข้าร่วมโครงการตามหลักการทั่วไป แต่ผู้ที่มีบัตรทะเบียนถิ่นที่อยู่ในเกาหลีใต้ และอยู่ในระบบประกันสุขภาพของรัฐ เช่น ผู้พำนักถาวร คู่สมรสชาวต่างชาติ และผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรอง ยังคงมีสิทธิ์ลงทะเบียนรับ คูปองบริโภค มูลค่า 100,000 วอน นี้

ผู้ที่มีสิทธิ์สามารถตรวจสอบสิทธิ์ของตนเองผ่านบัตรเครดิต ธนาคาร หรือศูนย์ชุมชนท้องถิ่น โดยสามารถเลือกวิธีการรับเงินได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต เดบิต บัตรพรีเพด หรือบัตรกำนัลท้องถิ่น ข้อควรรู้อย่างหนึ่งคือ คูปองนี้ไม่สามารถใช้ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ หรือซูเปอร์มาร์เก็ตได้

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกคูปองในรอบแรกนั้น ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีประชาชนเข้าร่วมถึง 50.08 ล้านคน หรือ 99% ของประเทศ คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 9.06 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 243,000 ล้านบาท รัฐบาลเกาหลีใต้หวังว่ามาตรการในรอบนี้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซาให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

เกาหลีใต้แจกเงิน! ลงทะเบียนรับคูปอง 100,000 วอน

ใครมีสิทธิ์รับคูปอง 100,000 วอน?

สรุปง่ายๆ ว่าใครมีสิทธิ์รับ คูปองบริโภค มูลค่า 100,000 วอน จากรัฐบาลเกาหลีใต้:

  • ประชาชนชาวเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ (ประมาณ 90% ของประเทศ)
  • ชาวต่างชาติที่มีบัตรทะเบียนถิ่นที่อยู่ในเกาหลีใต้ และอยู่ในระบบประกันสุขภาพของรัฐ (เช่น ผู้พำนักถาวร คู่สมรสชาวต่างชาติ และผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรอง)
  • ต้องไม่ใช่ครัวเรือนที่มีรายได้สูง หรือมีฐานภาษีที่ดินเกิน 1,200 ล้านวอน
  • ต้องไม่ใช่ผู้ที่มีรายได้เกิน 20 ล้านวอนในปีที่ผ่านมา

รีบตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนกันนะคะ! เพราะ คูปองบริโภค มูลค่า 100,000 วอน นี้ จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายและยังได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ไปพร้อมๆ กัน

ที่มา – เปิดลงทะเบียนวันนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้แจกเงินรอบใหม่ อัดฉีดคูปองคนละ 100,000 วอน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

นิสสันรัดเข็มขัด! ปิด Design Studios สองแห่ง

แผนการปรับโครงสร้างองค์กรของนิสสันเพื่อลดต้นทุนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ล่าสุดมีข่าวว่า สตูดิโอออกแบบสองแห่งกำลังจะปิดตัวลง ทำให้การ รัดเข็มขัดแน่นตึบ Nissan เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยแผนกออกแบบ NDA (Nissan Design America) ในซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย และ NDLA (Nissan Design Latin America) ในเซาเปาโล ประเทศบราซิล จะถูกยุบ รวมถึงการปรับลดค่าใช้จ่ายด้านดีไซน์ในสหราชอาณาจักรและญี่ปุ่น

การปรับเปลี่ยนดังกล่าวส่งผลให้ในอนาคตอันใกล้ โรงงานที่อัตสุกิในญี่ปุ่นจะทำหน้าที่เป็นสตูดิโอออกแบบชั้นนำสำหรับตลาดโลก Studio Six ในลอสแอนเจลิส รับหน้าที่พัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ที่เตรียมผลักดันขึ้นสู่สายการผลิต รวมถึงยังเป็นศูนย์กลางหลักสำหรับ Nissan Infiniti ในสหรัฐอเมริกา สตูดิโอในลอนดอนจะยังคงให้การสนับสนุนงานออกแบบของ Nissan ในภูมิภาคแอฟริกา ตะวันออกกลาง อินเดีย ยุโรป และโอเชียเนีย (AMIEO) ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Renault

ในส่วนอื่น ๆ สตูดิโอของ Nissan ในเซี่ยงไฮ้จะยังคงเป็นศูนย์กลางการออกแบบสำหรับ Nissan ในตลาดจีน ส่วน Creative Box ในโตเกียว รับผิดชอบ “การออกแบบรถรุ่นใหม่ และไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมโยงกับรถรุ่นต่าง ๆ” แม้ว่าจะยังไม่มีการระบุจำนวนพนักงานที่จะถูกเลิกจ้าง แต่อีวาน เอสปิโนซา ซีอีโอ กล่าวว่าการลดจำนวนพนักงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการลดจำนวนพนักงานครั้งใหญ่ ซึ่งจะลดจำนวนพนักงานลง 20,000 ตำแหน่ง

Nissan ระบุว่า การปรับโครงสร้างใหม่ ทำให้สตูดิโอออกแบบกลายเป็น “ศูนย์กลางการออกแบบที่คล่องตัว 5 แห่ง” ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2569 นอกจากจะช่วยประหยัดเงินแล้ว Nissan แจ้งว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่ “การตัดสินใจที่เร็วขึ้น ความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ที่ลึกซึ้งขึ้น และการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่คล่องตัวกว่าเดิม”

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน Nissan ประกาศว่า ได้นำแนวคิด “การออกแบบที่เรียบง่าย” มาปรับใช้ในยานยนต์รุ่นใหม่ที่จะออกขายในอนาคต เพื่อลดต้นทุนลงประมาณ 6 หมื่นล้านเยน (409 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการลดความซับซ้อนของชิ้นส่วนลงสูงสุด 70 เปอร์เซ็นต์ ภายใต้แผนฟื้นฟู “Re:Nissan”

กลยุทธ์ใหม่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนารถยนต์ การเร่งกระบวนการเพื่อลดต้นทุน เป้าหมายคือ การออกแบบรถยนต์เจเนอเรชันใหม่ให้แล้วเสร็จภายในเวลา 37 เดือน ลดระยะเวลาดำเนินการลง 15 เดือน ส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ จะใช้เวลา 30 เดือน หรือเร็วกว่าเดิม 20 เดือน การลดความซับซ้อนเพิ่มเติม จะมาจากการลดจำนวนแพลตฟอร์มรถยนต์ จาก 13 แพลตฟอร์ม ให้เหลือเพียง 7 แพลตฟอร์ม ภายในกลางทศวรรษหน้า

เมื่อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต้องตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤต การปรับโครงสร้างใหม่ ถือเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก ไม่มี CEO คนไหนอยากทำ แต่หากไม่มีการคิดจะทำอะไรให้ดีขึ้น Nissan อาจต้องตกอยู่ในสถานะการณ์ที่ยากลำบากมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก

รัดเข็มขัดแน่นตึบ Nissan ทางรอดในยุคเศรษฐกิจผันผวน

สถานการณ์ของ Nissan สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเผชิญ การ รัดเข็มขัดแน่นตึบ Nissan เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้บริษัทยังสามารถแข่งขันได้ในตลาด

Nissan รัดเข็มขัดแน่นตึบ จริงหรือไม่?

การปิดสตูดิโอออกแบบและการลดจำนวนพนักงานเป็นสัญญาณที่ชัดเจน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อความอยู่รอด

การตัดสินใจเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Nissan กำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน การลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

อนาคตของ Nissan จะเป็นอย่างไรต่อไป? ต้องจับตามองกันต่อไปว่าการ รัดเข็มขัดแน่นตึบ Nissan จะนำพาบริษัทไปในทิศทางใด แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ Nissan กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่สำคัญและต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบ

ที่มา – รัดเข็มขัดแน่นตึบ Nissan ปิด Design Studios สองแห่ง

สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารติดค้างหลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

เกิดเหตุการณ์สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารนับพันต้องติดค้าง สืบเนื่องมาจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบเช็คอินและระบบการจัดการการขึ้นเครื่องบินของหลายสนามบินสำคัญในยุโรป ความขัดข้องนี้สร้างความโกลาหลและความล่าช้าอย่างมากแก่ผู้โดยสารที่วางแผนการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าว

ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ (London Heathrow Airport) หนึ่งในสนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดในยุโรป ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากปัญหาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นกับบริษัทผู้ให้บริการระบบเช็คอินและระบบบอร์ดดิ้ง โดยบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ Collins Aerospace ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีการบินชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา บริษัทนี้ให้บริการแก่สายการบินต่างๆ ทั่วโลก

Collins Aerospace ได้ออกมายืนยันว่า การโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อซอฟต์แวร์ MUSE (Multi-User System Environment) ที่ใช้ในการจัดการกระบวนการเช็คอินและโหลดสัมภาระอัตโนมัติของสนามบินหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันว่ายังคงสามารถดำเนินการเช็คอินด้วยระบบ manual ได้ และทีมงานกำลังเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูระบบกลับสู่การทำงานปกติโดยเร็วที่สุด

เหตุการณ์สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผู้โดยสารหลายท่านไม่สามารถทำการเช็คอินได้ตามปกติ และได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่สายการบินให้เดินทางกลับที่พักโดยที่ไม่ได้รับข้อมูลหรือคำชี้แจงที่ชัดเจน ทำให้เกิดความไม่พอใจและความสับสนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ผู้โดยสารบางส่วนยังได้แสดงความเห็นว่า การจัดการกับเหตุขัดข้องครั้งนี้ขาดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีเจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องออกมาให้ข้อมูลหรือช่วยเหลือผู้โดยสารอย่างทันท่วงที

สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารติดค้างหลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

ผลกระทบจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์เท่านั้น สนามบินสำคัญอื่นๆ ในยุโรป เช่น ท่าอากาศยานบรัสเซลส์ (Brussels Airport) ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน โดยต้องพึ่งพาวิธีการเช็คอินและการขึ้นเครื่องด้วยมือทั้งหมด นอกจากนี้ ท่าอากาศยานเบอร์ลิน-บรันเดนบวร์ก (Berlin Brandenburg Airport) ได้ยืนยันว่าได้ตัดการเชื่อมต่อระบบบางส่วนเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้น

ในทางตรงกันข้าม สนามบินหลักในกรุงปารีส เช่น ท่าอากาศยานชาร์ลส์ เดอโกล (Charles de Gaulle Airport), ท่าอากาศยานปารีส-ออร์ลี (Paris-Orly Airport) และท่าอากาศยาน เลอ บรูเกต์ (Le Bourget Airport) ไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้

สำหรับผู้โดยสารที่มีกำหนดการเดินทางจากยุโรปในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ขอแนะนำให้ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินของท่านอย่างใกล้ชิด และเผื่อเวลาในการเดินทางมากกว่าปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากความล่าช้าหรือการยกเลิกเที่ยวบิน

สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดเหตุสนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารติดค้าง

  • ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินอย่างสม่ำเสมอผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน
  • ติดต่อสายการบินโดยตรงเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและขอความช่วยเหลือ
  • เตรียมเอกสารการเดินทางให้พร้อมและเผื่อเวลาในการเดินทางมากกว่าปกติ
  • ติดตามข่าวสารและประกาศจากสนามบินและสายการบินอย่างใกล้ชิด
  • หากจำเป็น ให้พิจารณาเปลี่ยนแผนการเดินทางหรือหาทางเลือกอื่น

เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในอุตสาหกรรมการบิน และเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่สนามบินและสายการบินจะต้องลงทุนในการป้องกันและการรับมือกับการถูกโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อปกป้องผู้โดยสารและรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงาน

ที่มา – สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารนับพันติดค้าง หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

แมนซิตี้พลาดท่า! แผนรับต่ำพังได้ไง

แมนซิตี้พลาดท่า! แผนรับต่ำพังได้ไง

ศึกพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุดที่อาร์เซนอลเสมอกับแมนซิตี้ 1-1 สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่แมนซิตี้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเกมรับที่เหนียวแน่น กลับพลาดท่าเสียประตูในช่วงท้ายเกม Shay Given นักวิเคราะห์จาก Match of the Day ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้เกมรับต่ำของแมนซิตี้ (low block) ต้องพังลงในเกมนี้

แมนซิตี้พลาดท่า! เกิดจากอะไร?

ตามที่ Shay Given ได้วิเคราะห์ไว้ สาเหตุหลักที่ทำให้ แมนซิตี้พลาดท่า! คือการเสียบอลในแดนกลางและการยืนตำแหน่งที่ไม่ดีของ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า ผู้รักษาประตูของทีม ในจังหวะที่อาร์เซนอลได้ประตูตีเสมอ เริ่มต้นจากการที่แมนซิตี้เสียบอลในแดนกลาง ทำให้ทีมต้องถอยลงไปตั้งรับอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การยืนตำแหน่งของดอนนารุมม่าในจังหวะนั้นไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ มาร์ติเนลลี่ กองหน้าอาร์เซนอลมีโอกาสยิงประตูเข้าไป

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ แมนซิตี้พลาดท่า!

  • การเสียบอลในแดนกลาง: การเสียบอลในแดนกลางทำให้แมนซิตี้เสียเปรียบและต้องถอยลงไปตั้งรับ
  • การยืนตำแหน่งที่ไม่ดีของดอนนารุมม่า: การยืนตำแหน่งที่ไม่ดีของผู้รักษาประตูทำให้คู่แข่งมีโอกาสทำประตูได้ง่ายขึ้น
  • การโจมตีสวนกลับที่เฉียบคมของอาร์เซนอล: อาร์เซนอลแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการโจมตีสวนกลับที่รวดเร็วและแม่นยำ

นอกจากนี้ การที่แมนซิตี้เน้นเกมรับต่ำ (low block) มากเกินไปก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ทีมพลาดท่าในเกมนี้ แม้ว่าการเล่นเกมรับต่ำจะช่วยให้ทีมป้องกันประตูได้ดี แต่ก็อาจทำให้ทีมขาดความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์เกมรุกและทำให้คู่แข่งมีโอกาสโจมตีมากขึ้น

จากที่กล่าวมาทั้งหมด เราจะเห็นได้ว่าการที่แมนซิตี้พลาดท่าในเกมนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรวมกันของหลายปัจจัย ทั้งการเสียบอลในแดนกลาง การยืนตำแหน่งที่ไม่ดีของดอนนารุมม่า และการที่อาร์เซนอลโจมตีสวนกลับได้อย่างเฉียบคม

แน่นอนว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีมแมนซิตี้ จะต้องนำข้อผิดพลาดจากเกมนี้ไปแก้ไขและปรับปรุง เพื่อให้ทีมกลับมาแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการแข่งขันนัดต่อๆ ไป พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ยังอีกยาวไกล และแมนซิตี้ยังมีโอกาสที่จะกลับมาคว้าแชมป์ได้

การพ่ายแพ้หรือเสมอในบางครั้ง อาจเป็นแรงผลักดันให้ทีมพัฒนาและแข็งแกร่งขึ้นได้เสมอ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและนำไปปรับปรุงแก้ไข

ที่มา – How Man City’s low block came unstuck

คนละครึ่ง 2568 ล่าสุด! ใครมีสิทธิบ้าง เช็กเลย

อัปเดตเงื่อนไขล่าสุด โครงการ “คนละครึ่ง 2568” ภายใต้นายกฯ อนุทิน ใครมีสิทธิได้บ้าง ลุ้นได้ใช้ไม่นานเกินรอ

ความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง 2568” มีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ประกาศสานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยในระยะสั้น เตรียมที่จะฟื้นโครงการคนละครึ่ง 2568

โดยล่าสุด นายอนุทิน ก็ได้กล่าวถึงโครงการคนละครึ่ง 2568 ระหว่างช่วยนางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย หาเสียงใน จ.ศรีสะเกษ โดยย้ำว่า “ภายใน 1 เดือนนี้โครงการคนละครึ่งจะมาถึงมืออย่างแน่นอน”

เงื่อนไข “คนละครึ่ง 2568 อัปเกรด” หรือ “คนละครึ่งพลัส”

ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เคยให้สัมภาษณ์ว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคน โดยแบ่งสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

  • ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะได้รับสิทธิพิเศษ “รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือรูปแบบ 60:40 โดยกลุ่มนี้จะมีผู้ได้รับสิทธิ ประมาณ 11 ล้านคน
  • ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิจ่ายคนละครึ่ง หรือ 50:50 โดยประชาชนจ่าย 50% และรัฐช่วยจ่ายอีก 50%

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิมากกว่า คือผู้ที่อยู่ในระบบภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เสียภาษีจริงกับรัฐเท่านั้น โดยเงื่อนไขการใช้จ่ายเบื้องต้นจะไม่แตกต่างจากโครงการเดิมมากนัก แต่อาจมีลูกเล่นใหม่เพิ่มเติมให้น่าสนใจมากขึ้น ส่วนวงเงินการใช้จ่ายต่อวันและวงเงินรวมของโครงการยังไม่ได้ข้อสรุป

อัปเดตล่าสุด “คนละครึ่ง 2568” ใครได้บ้าง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เผยว่า ในส่วนของนโยบายคนละครึ่ง 2568 กำลังเป็นที่จับตามอง แม้จะยังไม่ได้มีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวทางเบื้องต้น คือ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เพื่อไม่ให้น้อยกว่าประชาชนทั่วไป

ขณะเดียวกัน ยังมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท จากนี้ต้องไปดูขั้นตอนทางเทคนิค แต่นโยบายนี้ปฏิบัติแน่ เพราะหารือกันมาถึงแนวทางการปฏิบัติแล้ว

โครงการคนละครึ่ง 2568 นี้ มีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือประชาชนได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้ที่อยู่ในระบบภาษี การเพิ่มวงเงินและสิทธิประโยชน์ต่างๆ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คนละครึ่ง 2568 ชงเพิ่มวงเงิน 200 บาทต่อวัน

โดยก่อนหน้านี้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังได้เปิดเผยอีกว่า ภาคเอกชนได้เสนอให้เพิ่มวงเงินในโครงการคนละครึ่ง จากเดิม 150 บาทต่อวัน เป็น 200 บาทต่อวัน คนที่ใช้แพลตฟอร์ม และมีสิทธิอยู่แล้วจะไม่ต้องลงทะเบียนใหม่เมื่อถึงเวลาสามารถใช้ได้ทันที ส่วนคนที่ยังไม่เคยใช้ต้องลงทะเบียน และสำหรับคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ก็มีระบบออฟไลน์รองรับ

อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่ง 2568 ยังต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

ที่มา – อัปเดตเงื่อนไขล่าสุด “คนละครึ่ง 2568” ภายใต้นายกฯ อนุทิน ใครมีสิทธิได้บ้าง

ชาวสหรัฐฯ ร่วมพิธีรำลึก ชาร์ลี เคิร์ก ทรัมป์ร่วมด้วย

ชาวอเมริกันจำนวนนับหมื่นคน เดินทางไปร่วมพิธีรำลึกถึง ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวผู้ล่วงลับ โดยที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กับบุคคลสำคัญอีกหลายคนก็ไปร่วมงานด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวอเมริกันจำนวนหลายหมื่นคนในชุดสีแดง ขาว และน้ำเงิน เดินทางไปยังสนาม “สเตตฟาร์ม สเตเดียม” ในเมืองเกลนเดล ในรัฐแอริโซนา เพื่อร่วมพิธีรำลึกถึงนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนดังผู้ถูกลอบยิงเสียชีวิตเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน การจากไปของเขาสร้างความเสียใจให้กับผู้คนจำนวนมาก

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์, รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และผู้นำระดับสูงคนอื่น ๆ ของพรรครีพับลิกันจะเข้าร่วมงานชาวสหรัฐฯ ร่วมพิธีรำลึก ชาร์ลี เคิร์กในครั้งนี้ด้วย

ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาถึงตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ทำให้การจราจรบนถนนโดยรอบติดขัดอย่างหนัก และต้องจัดพื้นที่เพิ่มเติมที่สนามอื่นในบริเวณใกล้เคียง

สนาม “สเตตฟาร์ม สเตเดียม” ในเมืองเกลนเดล ในรัฐแอริโซนา จุคนได้ถึง 63,000 ที่นั่ง
สนาม “สเตตฟาร์ม สเตเดียม” ในเมืองเกลนเดล ในรัฐแอริโซนา จุคนได้ถึง 63,000 ที่นั่ง

อนึ่ง นายเคิร์กถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568 ขณะที่เขาดีเบตกับเหล่านักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ ส่วนคนร้ายคือนาย ไทเลอร์ โรบินสัน ถูกจับกุมตัวได้หลังจากนั้นเพียง 33 ชั่วโมง โดยแรงจูงใจในการก่อเหตุที่มีการเปิดเผยในเบื้องต้น เกิดจากความไม่พอใจต่อจุดยืนทางการเมืองของนายเคิร์ก

นายทรัมป์พูดคุยกับผู้สื่อข่าวก่อนบินไปแอริโซนาว่า เขาหวังว่าพิธีครั้งนี้จะเป็น “ช่วงเวลาแห่งการเยียวยา” และกล่าวถึงอิทธิพลของนายเคิร์ก พร้อมยกย่องเขาที่สร้างแรงสนับสนุนให้กับพรรครีพับลิกันผ่านกลุ่มนักเคลื่อนไหวของนักศึกษาอนุรักษนิยมที่มีชื่อว่า Turning Point USA

“เขาทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม และเขามีอิทธิพลต่อคนหนุ่มสาวเพราะคนเหล่านี้รักเขา ถ้าคุณย้อนกลับไป 10 ปี วิทยาลัยเหล่านั้นเป็นสถานที่อันตรายสำหรับพวกอนุรักษ์นิยม แต่ตอนนี้พวกเขากลับฮอตมาก พวกเขาฮอตมากเหมือนกับที่ประเทศนี้กำลังฮอต” นายทรัมป์กล่าว

ทั้งนี้ พิธีรำลึกมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์และสมาชิกคณะรัฐมนตรีหลายคนจะเดินทางมาร่วมงานด้วย ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่หลังการเสียชีวิตของนายเคิร์ก ชาวสหรัฐฯ ร่วมพิธีรำลึก ชาร์ลี เคิร์ก

โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางมาร่วมพิธีรำลึกด้วย
โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางมาร่วมพิธีรำลึกด้วย

ความโกลาหลจากการลอบสังหารนายเคิร์กยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากช่อง ABC ของดิสนีย์สั่งระงับรายการของจิมมี่ คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์ช่วงดึกอย่างกะทันหัน หลังจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมแสดงความไม่พอใจต่อคำพูดของเขาเกี่ยวกับการลอบสังหารนายเคิร์ก

ขณะที่นาย เบรนแดน คาร์ หัวหน้าคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ของทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้อำนาจของหน่วยงานลงโทษสถานีโทรทัศน์ ABC จากกรณีการแสดงความคิดเห็นของคิมเมล

แต่การพักงานนายคิมเมลก็ถูกต่อต้านจากกลุ่มสิทธิพลเมือง, พรรคเดโมแครต และกลุ่มนักเขียนบทโทรทัศน์และภาพยนตร์ โดยกล่าวหารัฐบาลของนายทรัมป์ว่ากำลังใช้การเสียชีวิตของนายเคิร์กเป็นข้ออ้าง เพื่อปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อ ซึ่งถือเป็นการละเมิดการคุ้มครองเสรีภาพในการพูดตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ

ชาวสหรัฐฯ ร่วมพิธีรำลึก ชาร์ลี เคิร์ก

ทำไมพิธีรำลึกถึง ชาร์ลี เคิร์ก ถึงมีความสำคัญ?

พิธีรำลึกถึง ชาร์ลี เคิร์ก ไม่เพียงแต่เป็นการไว้อาลัยต่อการจากไปของเขาเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลและความสำคัญของเขาในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวคิดอนุรักษ์นิยมในสหรัฐอเมริกา การมีส่วนร่วมของบุคคลสำคัญอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ยิ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของเหตุการณ์นี้

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางความคิดและการเมืองในสังคมอเมริกัน การลอบสังหารและการตอบโต้ที่ตามมาแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นจากการเผชิญหน้าทางความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

ชาวสหรัฐฯ ร่วมพิธีรำลึก ชาร์ลี เคิร์ก เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและการใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การสร้างสังคมที่เปิดกว้างและรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – ชาวสหรัฐฯ นับหมื่น แห่ร่วมพิธีรำลึก “ชาร์ลี เคิร์ก” โดนัลด์ ทรัมป์มาด้วย

โมดีเรียกร้อง เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหากับสหรัฐฯ

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียเรียกร้องให้ประชาชนเลิกใช้สินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ และหันมาใช้สินค้าท้องถิ่น หลังอินเดียถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 50% สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นายโมดีออกมาเรียกร้องให้ โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2568 นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนในชาติ หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากต่างประเทศและหันมาใช้สินค้าท้องถิ่นแทน เพื่อผลักดันแคมเปญการพึ่งพาตนเอง ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาเริ่มแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียในอัตราสูงถึง 50% หลังจากทั้งสองฝ่ายล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงทางการค้าร่วมกัน ทำให้นายโมดีเริ่มเรียกร้องให้ชาวอินเดียใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศแทน และผู้สนับสนุนเขาก็เริ่มแคมเปญคว่ำบาตรแบรนด์สินค้าสหรัฐฯ รวมถึง แมคโดนัลด์, เป๊ปซี่ และแอปเปิล ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในแดนภารตะ

“ผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่เราใช้ในชีวิตประจำวันนั้นผลิตในต่างประเทศ แต่เราแค่ไม่รู้ … เราจะต้องกำจัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป” นายโมดีกล่าว ก่อนที่มาตรการลดภาษีผู้บริโภคเป็นวงกว้างจะเริ่มบังคับใช้ในวันจันทร์นี้ (22 ก.ย.) “เราควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอินเดีย”

ทั้งนี้ อินเดียซึ่งมีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน ถือเป็นตลาดใหญ่สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคของอเมริกา โดยชาวอินเดียนิยมซื้อสินค้าผ่าน ผู้ค้าปลีกออนไลน์ของสหรัฐฯ อย่าง Amazon.com และตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์จากสหรัฐฯ ได้ขยายตลาดลึกเข้าไปถึงเมืองเล็กๆ มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนั้น นายโมดียังเรียกร้องให้ผู้ค้าปลีกหันมามุ่งเน้นการขายสินค้าที่ผลิตในอินเดีย โดยให้เหตุผลว่านี่จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายบริษัทได้เพิ่มการส่งเสริมการขายสินค้าท้องถิ่นแล้ว

อนึ่ง คาดกันว่า ปิยุช โกยาล รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย จะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในเร็วๆ นี้เพื่อเจรจาทางการค้ารอบใหม่ ท่ามกลางความพยายามในการผ่อนคลายความตึงเครียดในความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ

ผลกระทบจากกรณีที่ โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การบริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของอินเดียและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย การที่ประชาชนหันมาสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นมากขึ้น อาจทำให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอินเดียต้องปรับตัวเพื่อรักษาตลาดของตนเองไว้

ทำไมโมดีถึงเรียกร้องให้เลิกใช้สินค้าต่างชาติ?

เหตุผลหลักที่นายโมดีออกมาเรียกร้องให้ โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ นั้น มาจากความต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และลดการพึ่งพาต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ กำลังตึงเครียด การส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นจึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของอินเดียเติบโตได้อย่างยั่งยืน

  • สนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ
  • ลดการขาดดุลทางการค้า
  • สร้างงานและรายได้ให้ประชาชน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการชาวอินเดียในการพัฒนาและปรับปรุงสินค้าของตนเองให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจกับสินค้าท้องถิ่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนนั้นต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็มีความเป็นไปได้ที่อินเดียจะสามารถสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

ที่มา – โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ

ดูรายการ: Match of the Day คืนนี้!

คืนนี้อย่าพลาด! พบกับรายการ Match of the Day รายการสรุปผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่ทุกคนรอคอย ที่จะมาวิเคราะห์เจาะลึกทุกประเด็นร้อนในสนาม พร้อมไฮไลท์การทำประตูสุดสวย และบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจากนักเตะและผู้จัดการทีม

Match of the Day

สำหรับแฟนบอลชาวไทยที่ต้องการติดตามข่าวสารและผลการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบรวดเร็วทันใจ Match of the Day คือรายการที่คุณไม่ควรพลาด ด้วยรูปแบบรายการที่กระชับ เข้าใจง่าย พร้อมทีมงานนักวิเคราะห์มากประสบการณ์ที่จะมาให้ข้อมูลเชิงลึกที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ในสัปดาห์นี้มีคู่ที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศึกบิ๊กแมตช์ระหว่างทีมหัวตาราง การลุ้นหนีตกชั้นของทีมท้ายตาราง หรือแม้แต่ฟอร์มการเล่นของนักเตะดาวรุ่งที่กำลังแจ้งเกิด แต่ละคู่รับรองว่ามีประเด็นให้พูดถึงกันอย่างสนุกแน่นอน

ทำไมต้องดู Match of the Day?

  • สรุปผลการแข่งขันแบบครบถ้วน: ไม่ว่าคุณจะพลาดการแข่งขันคู่ไหนไป Match of the Day จะสรุปผลการแข่งขัน พร้อม highlight สำคัญให้คุณได้รับชมอย่างจุใจ
  • บทวิเคราะห์เจาะลึก: ทีมงานนักวิเคราะห์จะมาวิเคราะห์เกมในแต่ละคู่แบบเจาะลึก ทั้งแทคติกการเล่น จุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละทีม และฟอร์มการเล่นของนักเตะ
  • ภาพคมชัดระดับ HD: รับชม highlight การทำประตูสุดสวย และภาพบรรยากาศในสนามแบบคมชัดระดับ HD
  • ดูได้ทุกที่ทุกเวลา: Match of the Day สามารถรับชมได้ผ่านทาง BBC iPlayer ทำให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับค่ำคืนแห่งความสุข กับรายการ Match of the Day ที่จะมาเติมเต็มความต้องการของคุณสำหรับข่าวสารและสาระเกี่ยวกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีก แล้วพบกัน!

นอกจากนี้ Match of the Day ยังมีช่วงพิเศษที่จะนำเสนอเรื่องราวเบื้องหลังของสโมสรต่างๆ สถิติที่น่าสนใจ และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ทำให้คุณได้รับข้อมูลที่รอบด้านและครบถ้วน

สำหรับแฟนบอลที่ชื่นชอบการวิเคราะห์เกม Match of the Day จะเป็นรายการที่คุณพลาดไม่ได้ เพราะทีมงานนักวิเคราะห์จะมาให้ความเห็นแบบตรงไปตรงมา พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงในสนามเพื่อประกอบการวิเคราะห์ ทำให้คุณเข้าใจเกมมากยิ่งขึ้น

อย่าลืมติดตามชมรายการ Match of the Day ในคืนนี้นะครับ รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวัง!

ที่มา – Watch: Match of the Day

ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด! ปะทะตำรวจ เจ็บ-จับอื้อ

ชาวฟิลิปปินส์รวมตัวประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชันโครงการป้องกันน้ำท่วม และเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถูกจับกุมหลายสิบราย เหตุการณ์ ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาการทุจริตที่ฝังรากลึกในสังคม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจฟิลิปปินส์จับกุมผู้ต้องสงสัย 49 คน ที่ก่อเหตุปาก้อนหิน ขวด และระเบิดเพลิงใส่เจ้าหน้าที่ และกีดขวางถนนกับสะพานที่มุ่งตรงไปยังทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ขณะมีการชุมนุมอย่างสงบเพื่อต่อต้านการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมขึ้นในกรุงมะนิลา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผู้ปะท้วงจำนวนมากกว่า 33,000 คน ออกมาเดินขบวนที่สวนสาธารณะและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเมืองหลวงกรุงมะนิลา เพื่อแสดงความโกรธเกรี้ยวต่อข่าวอื้อฉาวเรื่องการคอร์รัปชันซึ่งมีสมาชิกสภานิติบัญญัติ, เจ้าหน้าที่ และเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

พวกเขาถูกกล่าวหาว่า รับเงินสินบนจำนวนมหาศาลจากโครงการป้องกันน้ำท่วมในฟิลิปปินส์ ซึ่งมักเผชิญกับพายุและพายุไต้ฝุ่นอยู่เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการประท้วงอย่างสงบ กลับมีคนกลุ่มหนึ่งจำนวนประมาณ 100 คน ซึ่งบางส่วนถือกระบอง, ธงชาติฟิลิปปินส์ และป้ายประท้วง ก่อนจะก่อเหตุใช้ความรุนแรง และปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนานนับชั่วโมง จนทำให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บประมาณ 70 นาย และโรงเรียนต้องปิดชั่วคราวเพราะเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น

ตำรวจฟิลิปปินส์ระบุว่า พวกเขายิงแก๊สน้ำตาเพื่อพยายามสลายกลุ่มผู้โจมตี หลังจากคนกลุ่มนี้ก่อเหตุพ่นสีกราฟฟิตีบนกำแพง, โค่นเสาเหล็ก, ทุบกระจก และบุกรุกห้องโถงของโรงแรมราคาประหยัดแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมถนน ซึ่งเต็มไปด้วยมหาวิทยาลัย ธนาคาร และร้านอาหาร ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไปในตอนกลางคืน

หลังเกิดเหตุหลายชั่วโมง ตำรวจจับกุมตัวผู้ก่อเหตุความรุนแรงได้อย่างน้อย 49 คน แต่ยังไม่เปิดเผยว่าพวกเขาเป็นใคร และยังไม่แน่ชัดว่าคนกลุ่มนี้เข้าร่วมการประท้วงอย่างสงบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหรือไม่

ทั้งนี้ การประท้วงในกรุงมะนิลาปะทุขึ้นหลังจาก คู่รักเศรษฐีคู่หนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างหลายแห่ง และชนะการประกวดราคาสัญญาโครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่ามหาศาล นำรถยนต์หรูแบรนด์ยุโรปและอเมริกันหลายสิบคันที่พวกเขาเป็นเจ้าของมาจัดแสดงระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อ บางคันมีราคาถึง 43 ล้านเปโซ (ราว 24 ล้านบาท)

เรื่องดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนอย่างมาก เนื่องจากรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปีของชาวฟิลิปปินส์อยู่ที่ราว 353,230 เปโซเท่านั้น (ราว 197,700 บาท)

ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด ปะทะตำรวจใกล้ทำเนียบ ปธน. บาดเจ็บ-โดนจับอื้อ

เหตุการณ์ ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด ปะทะตำรวจใกล้ทำเนียบ ปธน. บาดเจ็บ-โดนจับอื้อ นั้น สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างหลายอย่างในประเทศ

สาเหตุที่ทำให้เกิด ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด

การประท้วงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากความไม่พอใจที่สะสมมานานของประชาชนชาวฟิลิปปินส์ที่มีต่อการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการป้องกันน้ำท่วม ความรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบจากชนชั้นปกครองและกลุ่มทุน ทำให้ประชาชนออกมาแสดงพลังเพื่อเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์ ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด ทำให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขหรือเม็ดเงินที่สูญหายไป แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและความยุติธรรมในสังคม การที่ประชาชนออกมาประท้วงอย่างรุนแรงแสดงให้เห็นว่าพวกเขาหมดความอดทนและต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในฟิลิปปินส์จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม การสร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีกลไกในการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและลดโอกาสในการเกิดเหตุการณ์ ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด ในอนาคต

ที่มา – ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด ปะทะตำรวจใกล้ทำเนียบ ปธน. บาดเจ็บ-โดนจับอื้อ