วัน: 22 กันยายน 2025

ภูมิใจไทยเปิดตัว “พลอยทะเล” ว่าที่ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต

พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต ได้แก่ “พลอยทะเล-ษณกร-วิวัฒน์” เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งใหญ่หลังจากการยุบสภา โดย “พิพัฒน์” เร่งเดินหน้าทาบทามผู้สมัครใน 14 จังหวัดภาคใต้ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 30 ที่นั่ง พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ขัดต่อ MOA ของพรรคประชาชน

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ได้ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต ทั้ง 3 เขต ได้แก่ นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ผู้ซึ่งจะลงสมัครในเขตเลือกตั้งที่ 1 โดยเธอเคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตกรรมการบริหาร และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นายษณกร กี่สิ้น อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง จะลงสมัครในเขตเลือกตั้งที่ 2 และนายวิวัฒน์ จินดาพล อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต จะลงสมัครในเขตเลือกตั้งที่ 3 นายศุภชัยกล่าวว่า ทั้ง 3 ท่านจะร่วมมือกันกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อมุ่งสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า

นายพิพัฒน์กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยได้ทำการทาบทามผู้สมัคร สส.ภูเก็ตทั้ง 3 เขต โดยนโยบายหลักของพรรคก่อนหน้านี้คือการแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด ซึ่งในช่วงที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ภารกิจดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากหมดวาระของรัฐบาลเสียก่อน ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวเสมอว่า หลังจากที่มีการเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายรัฐบาล จะถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ และหลังจากนั้นอีก 4 เดือนก็จะมีการยุบสภาตามที่ได้ลงนาม MOA กับพรรคประชาชน

ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ได้รับการเสนอชื่อจากนายกรัฐมนตรีให้มาดูแลกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวภูเก็ตกำลังให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด หากเขาได้รับโอกาสในการทำงานอย่างเต็มที่ เขาจะหารือกับระดับจังหวัดเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด โดยหากได้รายละเอียดแล้ว เขาจะลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้จังหวัดภูเก็ตมีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และร่วมกันทำให้ภูเก็ตเป็นไข่มุกของโลก

ภูมิใจไทยเปิดตัว “พลอยทะเล” ว่าที่ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต

เมื่อถามถึงว่าจะมีว่าที่ผู้สมัคร สส.จากภาคใต้มาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยได้มอบหมายให้เขาดูแล 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เชิญเพื่อนๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมมือกัน ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกจากจังหวัดสงขลามาร่วมงานเรียบร้อยแล้ว และในจังหวัดฝั่งอันดามันวันนี้ก็มีจังหวัดภูเก็ตมาแล้ว 1 จังหวัด

สำหรับจังหวัดตรัง นายพิพัฒน์ได้ฟังนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ อดีต สส. ที่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ว่า จะมีการหารือกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งเขาก็มีโอกาสได้ไปหารือ โดยอย่างน้อยที่สุดเขต 1 และเขต 2 ขณะนี้ได้ตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเฉพาะเขต 3 และเขต 4 ซึ่งต้องรอดูอีกครั้งว่านายสมชายจะตัดสินใจอย่างไรหลังได้ไปหารือกับนายเฉลิมชัย และเขาจะมีการแถลงข่าวอีกครั้ง ขณะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เขาได้หารือกับหลากหลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนเหมือนกับจังหวัดภูเก็ต

ทางด้าน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คาดว่าในเร็วๆ นี้หากแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้น จะเห็นภาพว่าจะมีใครมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยบ้าง โดยตอนนี้มี สส.จากนราธิวาส 1 ท่าน และมีผู้สมัครเกือบทุกเขตใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้นมั่นใจว่าในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัดจะมีข้อสรุปทั้งหมด

ตั้งเป้า สส. 30 ที่นั่ง ภูมิใจไทยเปิดตัว “พลอยทะเล”

เมื่อถามถึงกรณีเคยมีกระแสข่าวว่าตั้งเป้าพื้นที่ภาคใต้ 30 เก้าอี้ นายพิพัฒน์ตอบว่า ก็ยังยืนยันเช่นเดิม ถ้าหากว่ามีผู้ที่มีความคิดเห็นทางการเมือง หรือเพื่อนๆ ที่ขณะนี้อาจเป็นสมาชิกจากพรรคอื่นจะมาร่วมกันพัฒนาและเดินทิศทางเดียวกับพรรค เพราะภาคใต้ของเราขาดโอกาสในการพัฒนา ภาคใต้เป็นภาคหลังสุดที่จะได้ถนน 4 เลน ซึ่งขณะนี้ถนนสายหลักก็ยังมีถนน 4 เลนไม่ครบ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ การเดินหน้าทาบทามผู้สมัครจะเป็นการขัด MOA กับพรรคประชาชนหรือไม่ เพราะดูเหมือนเป็นการเติมเสียง นายพิพัฒน์ยืนยันว่า “ไม่ได้ขัด MOA เพราะการเดินหน้าทาบทามผู้สมัครเพื่อเตรียมการเลือกตั้งหลังยุบสภา หากไปเตรียมการหลังยุบสภาเกรงว่าจะไม่ทัน และเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองขณะนี้ก็กำลังเตรียมการเลือกตั้งเช่นกัน ขอยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยจะปฏิบัติตาม MOA อย่างแน่นอน และให้สมาชิกพรรคประชาชนสบายใจ”

การเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่จะมาถึงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ และการผลักดันนโยบายต่างๆ เพื่อพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาการจราจรในจังหวัดภูเก็ต และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เติบโตยิ่งขึ้น การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต อย่าง “พลอยทะเล-ษณกร-วิวัฒน์” เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่

ที่มา – ภูมิใจไทยเปิดตัว “พลอยทะเล-ษณกร-วิวัฒน์” ว่าที่ผู้สมัคร สส.ภูเก็ต ยันไม่ขัด MOA

รูนีย์ชี้เกม PlayStation สำคัญต่อแมนยู



เวย์น รูนีย์ กล่าวว่าความสำเร็จของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงที่เขาค้าแข้งนั้น มาจากการสื่อสารที่สร้างขึ้นจากการเล่นวิดีโอเกมบนรถบัสของทีม

ในการพูดคุยในพอดแคสต์ The Wayne Rooney Show ของ BBC อดีตกองหน้าของยูไนเต็ด, เอฟเวอร์ตัน และทีมชาติอังกฤษกล่าวว่า เขาและเพื่อนร่วมทีมจะเล่นเกม SOCOM แบบ 5 ต่อ 5 บนเครื่อง PlayStation Portable

“ผมเชื่อจริง ๆ ว่าส่วนสำคัญของความสำเร็จของเราคือการเล่นบน PSP” รูนีย์กล่าว ผู้ซึ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัยและแชมเปียนส์ลีกภายใต้การคุมทีมของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

“มันทำให้เราสื่อสารกันมากขึ้น เราเคยเล่นมันบนเครื่องบิน บนรถบัสของทีม”

“จะมีผม ริโอ [เฟอร์ดินานด์], ไมเคิล คาร์ริค, จอห์น โอเช, เวส บราวน์ คุณต้องคุยกัน คุณต้องมีกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ไปชุบชีวิตผู้คนที่ถูกฆ่า และมันเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จของเรา ถามผู้เล่นเหล่านั้นได้เลย มันยอดเยี่ยมมาก”

รูนีย์ยังกล่าวอีกว่าสไตล์การเล่นของเพื่อนร่วมทีมในวิดีโอเกมนั้นสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่พวกเขาเป็นในสนามที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

“วิธีที่คุณเล่นเกมนั้นสะท้อนถึงผู้เล่นคนนั้น วิธีที่พวกเขาเล่นเกม” เขากล่าวเสริม “ไมเคิล คาร์ริค เป็นคนเงียบ ๆ ลอบเร้น คุณจะนอนซ่อนตัวอยู่ และคุณจะได้ยินเสียงระเบิดลูกเล็ก ๆ กระดอนไปมาในที่ที่เขาขว้างมัน”

“ผมทุ่มสุดตัว ตรงเข้าไป แนวหน้าของสนามเพลาะ เข้าไปเลย”

อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนชื่นชอบ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ผู้รักษาประตูชาวดัตช์ เป็นพยานได้

“เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ เคยรำคาญ เพราะเราอยู่บนรถบัสของทีม และมีการตะโกนกันทั่วรถบัสไปหมดเวลาบอกตำแหน่งของแต่ละคน” รูนีย์กล่าว

“บางครั้งถ้าพวกเขามีผู้เล่นเหลืออยู่คนเดียว คุณจะสื่อสาร เพื่อที่จะตลบหลังพวกเขา ไปเอาตัวพวกเขามา ฟาน เดอร์ ซาร์ เคยรำคาญและย้ายหนี เขาพยายามหนีให้ไกลจากพวกเรามากที่สุดเท่าที่จะทำได้!”

รูนีย์ชี้เกม PlayStation สำคัญต่อแมนยู

รูนีย์ยังพูดถึงปัญหาของเวสต์แฮมในพอดแคสต์ล่าสุดของเขา และกล่าวว่าทีมขุนค้อนจำเป็นต้องสร้าง “รากฐานที่ดี” แทนที่จะกระโดดเปลี่ยนผู้จัดการทีมไปมา ขณะที่เกรแฮม พอตเตอร์ กำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น

หลังจากการแพ้ต่อคริสตัล พาเลซ 2-1 เมื่อวันเสาร์ แหล่งข่าวหลายแห่งบอกกับ BBC Sport ว่า พอตเตอร์ อยู่ภายใต้การตรวจสอบภายในอย่างมีนัยสำคัญ โดยสโมสรกำลังพิจารณาทางเลือกของผู้จัดการทีม

กุนซือวัย 50 ปีเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม โดยเข้ามาแทนที่ ฆูเลน โลเปเตกี แต่ชนะเพียง 6 จาก 25 เกมที่คุมทีม แพ้ 14 และเสมอ 5

นูโน เอสปิริโต ซานโต ซึ่งเพิ่งถูกน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ไล่ออก เข้าใจว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่จะเข้ามาแทนที่พอตเตอร์ ขณะที่สลาเวน บิลิช อดีตหัวหน้าทีม และ แกรี่ โอนีล อดีตผู้จัดการทีมวูล์ฟส์ ก็อยู่ในกลุ่มที่ถูกพิจารณาด้วย

หากเวสต์แฮมเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้จัดการทีม นั่นจะเป็นการแต่งตั้งครั้งที่สามของพวกเขาตั้งแต่เดวิด มอยส์ ออกจากทีมไปในเดือนพฤษภาคม 2024

“ต้องใช้เวลาในการนำผู้เล่นออก นำผู้เล่นเข้า และก่อนที่คุณจะรู้ตัว ผู้จัดการทีมคนนั้นก็ไม่ได้รับผลการแข่งขัน และพวกเขาก็จากไป และคุณก็กลับไปที่จุดเริ่มต้น” รูนีย์กล่าว

“ผมคิดว่าการที่สโมสรมีรากฐานที่ดีจะช่วยได้”

เวสต์แฮมแพ้ 4 จาก 5 เกมในลีกฤดูกาลนี้ โดยชนะเพียงน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และตกรอบคาราบาวคัพจากการแพ้วูล์ฟส์

มีเพียงวูล์ฟส์ทีมบ๊วยเท่านั้นที่เสียประตูมากกว่าเวสต์แฮม ซึ่งเสียไปแล้ว 12 ประตู และพวกเขายังเป็นทีมที่ทำประตูได้น้อยที่สุดเป็นอันดับ 5 ร่วม โดยทำได้ 5 ประตู

ทีมขุนค้อน ซึ่งอยู่อันดับที่ 19 ในพรีเมียร์ลีก จะกลับมาลงสนามในวันจันทร์ที่ 29 กันยายน พบกับเอฟเวอร์ตัน ซึ่งพวกเขาจะได้พบกับมอยส์อีกครั้ง

“เบรนท์ฟอร์ดและไบรท์ตันมีวิธีการเล่นที่ชัดเจน และนั่นเป็นเพราะสโมสรระบุตัวผู้จัดการทีมที่จะเข้ามา และพวกเขามีปรัชญาของตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าผู้จัดการทีมที่พวกเขาดึงเข้ามาจะเป็นใคร และพวกเขายึดมั่นในสิ่งนั้น และนั่นคือเหตุผลที่คุณได้เห็นความก้าวหน้ากับสโมสรเหล่านั้น” รูนีย์กล่าว

“สลาเวน บิลิช ก่อนหน้านี้ ผมรู้ว่ามันนานมาแล้ว และอาจมีการพูดถึงการกลับมาของเขา มีปรัชญาที่แตกต่างออกไป และเมื่อคุณเปลี่ยนจากปรัชญาหนึ่งไปสู่อีกปรัชญาหนึ่ง ซึ่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังทำอยู่ ในแง่ของ [Erik] Ten Hag และตอนนี้ Ruben Amorim มันเป็นวิธีที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง”

ความสำคัญของเกม PlayStation ต่อความสำเร็จของแมนยู

การที่เวย์น รูนีย์ออกมาเปิดเผยถึงความสำคัญของเกม PlayStation ที่มีต่อความสำเร็จของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคของเขานั้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมทีม การเล่นเกมด้วยกันช่วยให้พวกเขาสื่อสารกันได้ดีขึ้น วางแผนกลยุทธ์ร่วมกัน และสร้างความสามัคคีในทีม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในสนาม

เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากพรสวรรค์และความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกัน

รูนีย์ชี้เกม PlayStation สำคัญต่อแมนยู ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

โดยสรุปแล้ว การที่ รูนีย์ชี้เกม PlayStation สำคัญต่อแมนยู นั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่เกินเลยแต่อย่างใด เพราะกิจกรรมยามว่างที่ทำร่วมกันนั้นส่งผลต่อทีมเวิร์คโดยตรง

ที่มา – PlayStation game was key to Man Utd success – Rooney

ทักษิณมีคิวพบแพทย์ พินทองทาเข้าเยี่ยมในเรือนจำ

พินทองทาและปิฎกเข้าเยี่ยมทักษิณในเรือนจำกลางคลองเปรมเป็นครั้งที่ 3 ขณะที่อดีตนายกฯ ทักษิณมีคิวพบแพทย์ในเรือนจำ เผยมีอาการอ่อนเพลียและปวดตามร่างกายตามปกติของผู้สูงอายุ

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 22 ก.ย. 68 นางสาวพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาว และนายปิฎก สุขสวัสดิ์ บุตรเขย เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งถือเป็นวันที่ 3 ที่ทางครอบครัวมาเข้าเยี่ยมนายทักษิณ หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้คุมขังตามคำพิพากษาของศาลให้บังคับโทษจำคุกแก่จำเลย โดยให้จำคุก 1 ปี

ทันทีที่เดินทางมาถึง ได้มีคนเสื้อแดงที่รออยู่ได้พูดให้กำลังใจแก่ครอบครัวชินวัตร ซึ่งนางสาวพินทองทา ได้สวัสดีทักทาย และยืนฟัง ก่อนที่จะเดินเข้าไปด้านใน

ขณะที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ติดภารกิจ จึงไม่ได้เดินทางมาเข้าเยี่ยมนายทักษิณในครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะที่นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวของนายทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วยทีมงาน ซึ่งเดินทางมาถึงก่อนหน้านี้ เพื่อประสานทำเรื่องขอเยี่ยมในส่วนของครอบครัวนายทักษิณ ระบุสั้น ๆ ว่า นายทักษิณรับรู้ว่ามีพี่น้องมาคอยให้กำลังใจอยู่ด้านหน้าเรือนจำฯ ท่านทราบเรื่องนี้

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในห้วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำฯ ได้นำตัวนายทักษิณไปตรวจสุขภาพร่างกายที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากที่มีอาการอ่อนเพลีย รวมถึงมีอาการปวดตามร่างกาย เนื่องจากนายทักษิณมีโรคประจำตัว เพื่อเป็นการตรวจเช็กอาการตามโรค และหลังเข้ารับการตรวจเสร็จสิ้น ก็นำตัวกลับเข้ามาที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ซึ่งเรื่องนี้ นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ได้ชี้แจงว่า ราชทัณฑ์ไม่ได้มีการส่งตัวนายทักษิณเข้าโรงพยาบาลแต่อย่างใด ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นายทักษิณยังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม ส่วนอาการของนายทักษิณ ยังคงอ่อนเพลียและปวดตามร่างกายอยู่บ้างตามปกติของผู้สูงอายุ และเมื่อเปิดทำการในวันที่ 22 ก.ย. ก็มีคิวนัดพบแพทย์ โดยแพทย์จะเข้ามาตรวจที่เรือนจำเป็นปกติอยู่แล้ว

ทักษิณมีคิวพบแพทย์ในเรือนจำ

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับสุขภาพของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ยังคงได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการเข้าเยี่ยมและการดูแลสุขภาพภายในเรือนจำ

รายละเอียดการเข้าเยี่ยมและการดูแลสุขภาพ

  • พินทองทาและปิฎกเข้าเยี่ยมเป็นครั้งที่ 3
  • ทักษิณมีคิวพบแพทย์เพื่อตรวจอาการอ่อนเพลีย
  • ราชทัณฑ์ยืนยันว่าไม่ได้ส่งตัวไปโรงพยาบาลภายนอก

การที่ทักษิณมีคิวพบแพทย์ในเรือนจำ สะท้อนให้เห็นถึงการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังตามมาตรฐาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสิทธิมนุษยชน แม้ว่าจะมีกระแสข่าวและการคาดเดาต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพของท่าน แต่ทางราชทัณฑ์ก็ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพและการเข้าเยี่ยมของอดีตนายกฯ ทักษิณมีคิวพบแพทย์ในครั้งนี้ ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดและติดตามอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “ทักษิณ” มีคิวพบแพทย์ในเรือนจำฯ “พินทองทา-ปิฎก” เข้าเยี่ยม

แม่ทัพภาค 2 ขอบคุณ “อนุทิน” แก้ปัญหาชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแสดงความขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ที่ไฟเขียวให้อำนาจทหารอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจและดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปิด-ปิดด่าน การสร้างรั้วชายแดน หรือการจัดการปัญหาโดรน

แม่ทัพภาค 2 ขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ไฟเขียวให้อำนาจทหาร แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

แม่ทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่า ที่ผ่านมา กัมพูชายังไม่มีท่าทีที่จะถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนตามที่ได้ตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (GBC) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 แต่กลับมีการเพิ่มกำลังพลในพื้นที่แทน นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนบินเข้ามาในพื้นที่อธิปไตยของไทยอยู่ทุกวัน รวมถึงการตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกฝังไว้

ต่อไปนี้ เลิกคุยหากยังยั่วยุ

พล.ท.บุญสิน กล่าวอย่างหนักแน่นว่า หากกัมพูชายังคงมีพฤติกรรมยั่วยุเช่นนี้ต่อไป จะไม่มีการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น กองทัพจะดำเนินการตอบโต้และป้องกันอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

การที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มอบอำนาจให้กองทัพสามารถตัดสินใจเรื่องการเปิด-ปิดด่าน และการสร้างรั้วชายแดนได้อย่างเต็มที่นั้น ถือเป็นการแสดงความเชื่อมั่นและไว้วางใจในกองทัพอย่างสูง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดน และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ

ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 เตรียมจัดการประชุม RBC วาระพิเศษ ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา ในวันที่ 24-26 กันยายน 2568 ที่ปอยเปต โดยมีวาระสำคัญคือการนำเสนอแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว

ขณะที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เลื่อนการประชุม RBC ออกไปก่อน เนื่องจากมีกรณีการผ่อนปรนด่านจันทบุรี-ตราด เข้ามาในช่วงนั้น และในวันที่ 30 กันยายน 2568 ทางศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ให้แต่ละพื้นที่สำรวจเพื่อทำแผนไว้ภายใน 1 เดือน แต่ยังไม่เกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอยู่บ้าง แต่ด้วยความมุ่งมั่นของกองทัพ และการสนับสนุนจากรัฐบาล เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนได้ในที่สุด การได้รับอำนาจเต็มที่จาก “นายกฯอนุทิน” ในการแก้ไขปัญหาชายแดน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กองทัพสามารถดำเนินการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาชายแดน เป็นไปอย่างราบรื่น และเพื่อความสงบสุขของทุกฝ่าย

การแก้ไขปัญหาชายแดน ไทย-กัมพูชา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 ขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ไฟเขียวให้อำนาจทหาร แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

อัปเดต! พายุไต้ฝุ่นรากาซา: 5 จังหวัดเฝ้าระวัง

กรมอุตุฯ อัปเดตเส้นทางพายุไต้ฝุ่น “รากาซา” มีแนวโน้มจะเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ในวันนี้ กระทบไทยตอนบน มีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ 5 จังหวัด 

วันที่ 22 ก.ย. 68 กรมอุตุนิยมวิทยา อัปเดตพายุไต้ฝุ่น “รากาซา” (RAGASA) บริเวณด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มจะเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ในวันนี้ (22 ก.ย. 68) คาดว่า ในช่วงวันที่ 25 – 26 ก.ย. 68 จะเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวตังเกี๋ยและขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังตามลำดับ อิทธิพลของพายุนี้จะทำให้ร่องมรสุมและมรสุมที่พัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้นในช่วงดังกล่าว

ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก บึงกาฬ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง 

สำหรับบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า

ในช่วงวันที่ 22 – 25 ก.ย. บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น

ส่วนในช่วงวันที่ 26 – 28 ก.ย. ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยมีฝนตกหนักมากบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลงเป็นกำลังปานกลาง

ในช่วงวันที่ 22 – 23 ก.ย. และ 26 – 28 ก.ย. คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1 – 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร 

ส่วนในช่วงวันที่ 24 – 25 ก.ย. คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2 – 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองตลอดช่วง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 24 – 25 ก.ย.

จังหวัดไหนบ้างที่ต้องเฝ้าระวังจากพายุไต้ฝุ่นรากาซา

จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา สถานการณ์ อัปเดตพายุไต้ฝุ่น “รากาซา” 5 จังหวัด ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ:

  • แม่ฮ่องสอน: เตรียมรับมือฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน
  • ตาก: เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก
  • บึงกาฬ: ตรวจสอบความแข็งแรงของสิ่งปลูกสร้าง
  • อำนาจเจริญ: เตรียมพร้อมอพยพหากจำเป็น
  • อุบลราชธานี: ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

อัปเดตพายุไต้ฝุ่น “รากาซา” 5 จังหวัด ระวังฝนตกหนัก

สถานการณ์ อัปเดตพายุไต้ฝุ่น “รากาซา” 5 จังหวัด ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อมรับมือ แผนฉุกเฉินควรถูกทบทวน และสิ่งของจำเป็นต้องจัดเตรียมให้พร้อมเสมอ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและครอบครัว

ประชาชนควรทำอย่างไรเพื่อรับมือพายุไต้ฝุ่นรากาซา

เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับ อัปเดตพายุไต้ฝุ่น “รากาซา” 5 จังหวัด ที่อาจส่งผลกระทบ เราขอแนะนำให้คุณ:

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • ตรวจสอบบ้านเรือนให้อยู่ในสภาพแข็งแรง
  • เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง
  • หากอาศัยในพื้นที่เสี่ยง ให้เตรียมพร้อมอพยพ

อย่าประมาทและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์พายุที่กำลังจะมาถึง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่ท่านรัก

ที่มา – อัปเดตพายุไต้ฝุ่น “รากาซา” 5 จังหวัด ระวังฝนตกหนัก

“วันนอร์” คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.นี้

“วันนอร์” ประธานสภาฯ คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.นี้ ชี้ อยู่ที่รัฐบาลพร้อม ย้ำ ต้องส่งคำแถลงให้สมาชิกรัฐสภาทราบก่อน 3 วัน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่รัฐสภา ถึงวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า ขึ้นอยู่กับการกำหนดของรัฐบาล หลังจากวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่รัฐบาลจะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ และประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ก็จะแจ้งมายังสภาฯ ว่ารัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายวันใด เมื่อรัฐบาลแจ้งมาแล้วทางสภาฯ จะหารือวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันและชั่วโมงในการอภิปราย คาดว่าน่าจะเป็นต้นสัปดาห์หน้าหรือปลายสัปดาห์

ทั้งนี้ สภาฯ จะต้องแจ้งล่วงหน้าให้สมาชิกทราบไม่น้อยกว่า 3 วัน เพราะรัฐบาลต้องส่งนโยบายที่แถลงมาให้สมาชิกได้อ่านก่อนวันประชุม ถ้าหากทุกอย่างพร้อม ไม่มีอะไรติดขัด อาจจะเป็นวันที่ 1-2 ตุลาคม 2568 โดยจะใช้เวลาทั้ง 2 วัน ซึ่งจะเท่ากับรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อตกลงของวิปทั้ง 3 ฝ่าย

ส่วนการแบ่งเวลาที่ฝ่ายค้านมีเสียงมากกว่ารัฐบาลจะแบ่งได้ลงตัวหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของวิปไปจัดการได้ ต้องมีการประชุมหารือเพื่อหาข้อตกลง แต่อย่างไรก็ต้องรอให้รัฐบาลแจ้งความพร้อมในการแถลงนโยบายมาก่อน ถ้าทุกอย่างมีความพร้อมก็คงจะเรียบร้อย.

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกำหนดการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ที่กำลังจะมาถึงนี้ ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป ทุกคนต่างเฝ้ารอที่จะรับฟังนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะมีทิศทางและแนวทางในการบริหารประเทศอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแจ้งกำหนดการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ให้สมาชิกสภาฯ ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน เพื่อให้สมาชิกมีเวลาเพียงพอในการศึกษาและทำความเข้าใจนโยบายต่างๆ อย่างละเอียด ก่อนที่จะมีการอภิปรายและลงมติ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในกระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของสมาชิกสภาฯ ในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลต้องส่งนโยบายที่จะแถลงให้สมาชิกสภาฯ ได้อ่านล่วงหน้า ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบของรัฐบาล การเปิดเผยข้อมูลนโยบายให้สาธารณชนได้รับทราบก่อนที่จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการ จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสในการวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงและพัฒนานโยบายให้ดียิ่งขึ้น

“วันนอร์” คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.

การคาดการณ์ว่าการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. จะใช้เวลา 2 วันเต็ม ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ รัฐบาลชุดใหม่คงต้องการที่จะนำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายของตนอย่างละเอียด ครอบคลุมทุกด้าน และตอบข้อซักถามจากสมาชิกสภาฯ ได้อย่างชัดเจน การให้เวลาอย่างเพียงพอสำหรับการอภิปราย จะช่วยให้สมาชิกสภาฯ สามารถตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่างๆ ในอนาคต

ความสำคัญของการแถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.

การ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการทางการเมือง แต่เป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะได้แสดงความมุ่งมั่นตั้งใจในการบริหารประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การที่รัฐบาลสามารถนำเสนอนโยบายที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ จะช่วยสร้างความหวังและกำลังใจให้กับประชาชนในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. จึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน การทำความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบว่าเราจะสนับสนุนหรือคัดค้านนโยบายเหล่านั้น และเราจะสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างไรบ้าง

การแถลงนโยบายที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่เราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศเรา

ที่มา – “วันนอร์” คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ย้ำต้องให้สมาชิกรัฐสภาทราบก่อน 3 วัน

สลด! รถขนแรงงาน เสียหลักดับ 2 เจ็บ 7

อุบัติเหตุสลด! รถขนแรงงานชาวเมียนมาเสียหลักปีนเกาะกลางถนน บริเวณถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่ ในจังหวัดปทุมธานี ส่งผลให้ชนเสาป้ายบอกทางดับ 2 เจ็บ 7 ราย เจ้าหน้าที่เร่งเข้าช่วยเหลือ

เมื่อเวลา 05.10 น. ของวันที่ 22 กันยายน 2568 พ.ต.ท.สุธน จิตตภูมิภักดี สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี ได้รับแจ้งเหตุจากพลเมืองดีว่าเกิดอุบัติเหตุรถขนแรงงานประเภท SUV เสียหลักปีนเกาะกลางชนป้ายบอกทาง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก บนถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่ (346) ตำบลบ้านฉาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี หลังรับแจ้งเหตุจึงรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำอุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง และประสานแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อเข้าตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุ บนถนนราชพฤกษ์มุ่งหน้ารังสิต พบผู้บาดเจ็บจำนวน 6 ราย มีอาการแขนหัก ศีรษะแตก นั่งอยู่ริมถนน ใกล้กันพบรถเก๋งโตโยต้า อินโนวา สีดำ ทะเบียนกรุงเทพมหานคร อยู่บนเกาะกลางถนน ในสภาพด้านหน้ารถพุ่งชนเสาป้ายบอกทางอย่างรุนแรงจนพังยับเยิน ภายในรถพบผู้ติดอยู่ภายใน 3 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งให้การช่วยเหลือ นำร่างผู้ติดอยู่ออกมา พบว่าเสียชีวิต 2 ราย บริเวณที่นั่งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า อีก 1 รายอาการสาหัส เจ้าหน้าที่ทำการปั๊มหัวใจและปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำส่งโรงพยาบาลปทุมธานี

รถขนแรงงานอุบัติเหตุ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้ประสบเหตุทั้งหมดเป็นชาวเมียนมา ซึ่งไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ ทำให้ยังไม่ทราบรายละเอียดการเดินทาง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจค้นภายในรถ พบกระเป๋าเสื้อผ้าของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป

สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้คาดว่า คนขับอาจไม่ชำนาญเส้นทาง หรืออาจเกิดอาการหลับใน ทำให้รถเสียหลักปีนเกาะกลางถนน นอกจากนี้ บริเวณถนนดังกล่าวไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ ทำให้ทัศนวิสัยค่อนข้างมืด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ

รถขนแรงงาน เสียหลักปีนเกาะกลางถนน ชนเสาป้ายบอกทางดับ 2 เจ็บ 7

ปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่อุบัติเหตุรถขนแรงงาน

  • ความไม่ชำนาญเส้นทางของผู้ขับขี่
  • อาการหลับใน
  • สภาพถนนที่ไม่เอื้ออำนวย (แสงสว่างไม่เพียงพอ)
  • ความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

อุบัติเหตุครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย และควรพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อป้องกันอาการหลับใน นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งแก้ไขปัญหาไฟส่องสว่างบนถนน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

การเดินทางโดยรถขนแรงงานนั้นมีความเสี่ยง ควรตรวจสอบสภาพรถและพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันเหตุเสียหลักปีนเกาะกลางถนน รวมถึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร่วมเดินทางด้วย

ที่มา – รถขนแรงงาน เสียหลักปีนเกาะกลางถนน ชนเสาป้ายบอกทางดับ 2 เจ็บ 7

เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” ตรึงนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้แสดงความเห็นว่าอาจยอมรับข้อตกลงระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ คิม จองอึน ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยชี้ว่าการ “ตรึง” โครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือไว้ ถือเป็นทางเลือกที่ “เป็นไปได้และสมจริง” ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะไม่ใช่การปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่าเขาพร้อมที่จะเห็นชอบกับข้อตกลงที่เสนอโดย โดนัลด์ ทรัมป์ และ คิม จองอึน ซึ่งเกาหลีเหนือจะยอม “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ไว้ แทนที่จะปลดอาวุธทั้งหมดทิ้งไป

ประธานาธิบดีอี ชี้ว่าปัจจุบันเกาหลีเหนือผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นปีละ 15-20 ลูก ดังนั้นการตรึงโครงการไว้จึงเปรียบเสมือน “มาตรการฉุกเฉินชั่วคราว” ที่เป็น “ทางเลือกที่ทำได้จริงและสมเหตุสมผล” ในตอนนี้ เมื่อเทียบกับการพยายามผลักดันให้เกิดการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเคยล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง

เกาหลีเหนือประกาศตนเองเป็นรัฐนิวเคลียร์ในปี 2022 และยืนยันว่าจะไม่มีวันละทิ้งอาวุธของตน ความพยายามก่อนหน้านี้ที่จะให้เกาหลีเหนือยกเลิกคลังแสงของตนล้วนไม่ประสบผลสำเร็จ และตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา เกาหลีเหนือก็ปฏิเสธทุกคำเชิญให้กลับมาเจรจา ประธานาธิบดีอีจึงกล่าวว่า “ตราบใดที่เรายังไม่ละทิ้งเป้าหมายระยะยาวในการปลดอาวุธ ผมเชื่อว่าการที่เกาหลีเหนือหยุดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธนั้นมีประโยชน์อย่างชัดเจน”

เขายังตั้งคำถามว่า “เราจะยังคงพยายามต่อไปโดยไร้ผลเพื่อเป้าหมายสูงสุด ในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ หรือเราจะตั้งเป้าหมายที่สมจริงมากขึ้นและบรรลุผลสำเร็จในบางส่วน”

ประธานาธิบดีอี ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างสันติกับเกาหลีเหนือและลดความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในยุคของประธานาธิบดีคนก่อนอย่าง ยุน ซอก-ยอล ซึ่งถูกถอดถอนจากตำแหน่งเมื่อปีที่แล้วจากความพยายามในการประกาศใช้กฎอัยการศึก

ผู้นำเกาหลีใต้เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาต้องการให้ อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ กลับมาสานต่อการเจรจานิวเคลียร์กับ คิม จองอึน อีกครั้ง ซึ่งการเจรจาครั้งล่าสุดเมื่อปี 2019 ได้ล้มเหลวลงหลังจากสหรัฐฯ เรียกร้องให้เกาหลีเหนือรื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์ทั้งหมด

ประธานาธิบดีอีเชื่อว่าการกลับมาเจรจากันของผู้นำทั้งสองเป็นไปได้ เนื่องจากพวกเขา “ดูเหมือนจะมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระดับหนึ่ง” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกาหลีใต้และมีส่วนช่วยสร้างสันติภาพและความมั่นคงของโลก

เกาหลีใต้ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในปัจจุบัน ได้เผชิญกับอุปสรรคที่จีนและรัสเซียใช้สิทธิ์วีโต้เพื่อขัดขวางการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือมานานหลายปี แม้ประธานาธิบดีอีจะยอมรับว่ายูเอ็นยังทำได้ไม่ดีพอในการสร้างโลกที่สงบสุข แต่ก็ยืนยันว่าองค์กรนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่

การที่จีนและรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเกาหลีเหนือมากขึ้น ทำให้เกาหลีใต้อยู่ใน “สถานการณ์ที่ยากลำบากมาก” โดยเขาเสริมว่า “การได้เห็นจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือสนิทกันขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าพึงพอใจสำหรับเราอย่างแน่นอน” และเกาหลีใต้จะตอบโต้ด้วยการกระชับความร่วมมือกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่นต่อไป

ประธานาธิบดีอีเปรียบเทียบสถานการณ์ของเกาหลีใต้ในปัจจุบันว่า “โลกกำลังแบ่งออกเป็นสองขั้ว และเกาหลีใต้ก็ตั้งอยู่บนพรมแดนพอดี” เขาจึงพยายามวางตัวอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างศัตรูในกระบวนการนี้ แม้จะเคยกล่าวว่าจะยืนเคียงข้างสหรัฐฯ ในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น แต่ก็ชัดเจนว่าเขาต้องการที่จะ “วางตัวอยู่ตรงกลาง” ให้ได้มากที่สุด และพยายามหาทางร่วมมือกับทุกฝ่ายเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ.

เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” เพื่อ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์

สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลียังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” เพื่อ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการหาทางออกที่สมจริงท่ามกลางความท้าทายที่ซับซ้อน

ทำไมเกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลงตรึงนิวเคลียร์?

การตัดสินใจของเกาหลีใต้ในครั้งนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ประการแรกคือความล้มเหลวในการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ในอดีต ทำให้การ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์กลายเป็นทางเลือกที่ดูจะสามารถบรรลุผลได้มากกว่าในระยะสั้น ประการที่สองคือสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ ทำให้เกาหลีใต้ต้องพิจารณาทางเลือกที่รอบคอบและระมัดระวัง

นอกจากนี้ การกลับมาของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเคยมีการเจรจากับคิม จองอึนมาก่อน ก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจทำให้เกาหลีใต้เห็นโอกาสในการรื้อฟื้นการเจรจาอีกครั้ง การที่ประธานาธิบดีอีมองว่าผู้นำทั้งสอง “ดูเหมือนจะมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระดับหนึ่ง” แสดงให้เห็นถึงความหวังว่าการเจรจาในอนาคตอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่ เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” เพื่อ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ นั้นไม่ใช่จุดจบของปัญหา แต่เป็นเพียงก้าวแรกในการจัดการกับความท้าทายที่ซับซ้อนบนคาบสมุทรเกาหลี จำเป็นต้องมีการเจรจาและความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

การที่ เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” เพื่อ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงในท่าทีของเกาหลีใต้ต่อเกาหลีเหนือ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือได้ในอนาคต

ที่มา – เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” เพื่อ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์

สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล

“สว.พิสิษฐ์” รอคุยวิป 3 ฝ่าย ก่อนเคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดสัปดาห์หน้าใช้เวลา 2 วัน หวังรัฐบาลให้ความสำคัญกับปากท้องประชาชนมากกว่ากลั่นแกล้งฝั่งตรงข้าม-แทรกแซงคดี

เวลา 09.15 น. วันที่ 22 กันยายน 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า วันอังคารหรือพุธนี้จะมีการหารือกันก่อน โดยเป็นการประชุมวิปทั้ง 3 ฝ่าย คือฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลและวุฒิสภา เพื่อกำหนดกรอบการประชุมและกำหนดเวลาของแต่ละฝ่าย ส่วนประเด็นในการอภิปรายนั้นหลักๆ คือเรื่องการแถลงนโยบายที่รัฐบาลนายอนุทินได้เสนอ และประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนี่คือ 2 เรื่องหลักที่วุฒิสภาจะอภิปราย

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ยังไม่มีการกำหนดคนที่จะมาอภิปราย ต้องรอดูโควตาว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และ สว. จะได้ผู้อภิปรายเท่าไหร่ คาดว่าการแถลงนโยบายน่าจะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์หน้า เพราะนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา บอกแล้วว่าวันที่ 25 กันยายนนี้ไม่ทัน และอีกอย่างยังไม่เคยคุยกันในวิปทั้ง 3 ฝ่าย เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นช่วง 29-30 กันยายน หรือ 30 กันยายน – 1 ตุลาคม 2568 โดยคาดว่าการอภิปรายจะจบภายใน 2 วัน เนื่องจากวันที่ 29-30 กันยายน ตรงกับวันประชุมวุฒิสภาอยู่แล้ว ส่วนวันที่ 1-2 ตุลาคม ตรงกับวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรอาจจะใช้ฝั่งละ 1 วัน

เมื่อถามว่าวุฒิสภาคาดหวังกับรัฐบาลใหม่ที่จะอยู่เพียงแค่ 4 เดือนอย่างไรบ้าง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า “4 เดือนน้อยมากแต่ก็ทนมา 2 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นก็หวังว่า 4 เดือนรัฐบาลจะตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปกลั่นแกล้ง แต่เรื่องจะกำจัดฝ่ายตรงข้าม คงไม่ต้องบอกว่าเรื่องอะไรบ้าง และอยากให้เน้นเรื่องปากท้องของประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อยากให้รัฐบาลมุ่งเน้นเป็นหลัก 4 เดือนนี้ไม่เยอะเลย แต่ก็อยากให้เห็นผลเพราะใกล้จะปีใหม่แล้ว”

ส่วนคำถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่รัฐบาลอาจไปยุ่งเหยิงกับคดีเขากระโดง และคดีฮั้วเลือก สว. นายพิสิษฐ์ ระบุว่า คดีเขากระโดงและฮั้ว สว. ไม่ใช่หน้าที่หลักของรัฐบาล หน้าที่หลักของรัฐบาลคือเอาประชาชนเป็นหลัก ให้ประชาชนกินดีอยู่ดี นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลควรจะทำ แต่การที่จะไปยุ่งเรื่องเขากระโดงและฮั้ว สว. ไม่ใช่หน้าที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรที่จะสนใจคือทำอย่างไรให้เศรษฐกิจดีขึ้น วันนี้มันแย่จริงๆ ภาคการท่องเที่ยวก็ลดลงเยอะ จึงอยากให้รัฐบาลเน้นตรงนี้ดีกว่า เรื่องฮั้ว สว. เรื่องเขากระโดง มีคนที่ทำหน้าที่อยู่แล้วไม่ใช่หน้าที่รัฐบาล

ขณะที่คำถามย้ำ สังคมยังกังวลใจว่ารัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงหน่วยงานที่รับผิดชอบ จนทำให้การแถลงนโยบายครั้งนี้อาจมีการอภิปรายเรื่องนี้ด้วย นายพิสิษฐ์ ตอบว่า เรื่องแทรกแซงคดีรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็แทรกแซงอยู่แล้ว ทุกวันนี้สิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล เช่น การเอากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไปแทรกแซงทั้งๆ ที่ไม่ไปดูความมั่นคงเป็นหลัก อย่างนี้ไม่เรียกว่าแทรกแซงหรือ แทรกแซงชัดเจน เรื่องฮั้ว สว. ก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่กลับเอาหน่วยงานในกำกับไปแทรกแซงการทำงาน นี่เรียกว่าแทรกแซงเต็มๆ

สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้ โดยประเด็นหลักในการอภิปรายจะเน้นไปที่นโยบายที่รัฐบาลเสนอและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การหารือระหว่างวิป 3 ฝ่ายมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดกรอบและเวลาสำหรับการอภิปราย สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล ยังเน้นย้ำถึงความคาดหวังที่วุฒิสภามีต่อรัฐบาลใหม่ แม้จะมีระยะเวลาเพียง 4 เดือน แต่ก็หวังว่าจะมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องปากท้องและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

คาดการณ์วันแถลงนโยบายรัฐบาล

จากข้อมูลที่ได้ สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดการณ์ว่าการแถลงนโยบายอาจเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 29-30 กันยายน หรือ 30 กันยายน – 1 ตุลาคม 2568 โดยการอภิปรายจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน

นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ยังได้กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการที่รัฐบาลอาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของหน่วยงานอื่น ๆ โดยเน้นย้ำว่าหน้าที่หลักของรัฐบาลคือการดูแลประชาชนและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

การติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับ สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพื่อดูว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนและวุฒิสภาได้หรือไม่

โดยรวมแล้ว ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังและความกังวลของสังคมที่มีต่อรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” รอคุย วิป 3 ฝ่าย เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดช่วงปลาย ก.ย.