วัน: 24 กันยายน 2025

รฟม. เร่งถมดินปิดอุโมงค์ ลดเสี่ยงดินทรุดตัวเพิ่ม

จากเหตุการณ์ดินทรุดตัวบริเวณใกล้เคียงกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงฯ ทำให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อโครงสร้างโดยรอบ นี่คือรายละเอียดล่าสุดเกี่ยวกับมาตรการที่ รฟม. กำลังดำเนินการ

รฟม. สั่งผู้รับจ้างงานโยธา เร่งถมดินปิดปากอุโมงค์ ลดความเสี่ยงดินทรุดตัวเพิ่ม

รฟม. ได้สั่งการให้ผู้รับจ้างงานโยธา เร่งดำเนินการถมดินปิดปากอุโมงค์ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) เพื่อลดความเสี่ยงในการทรุดตัวของดินเพิ่มเติม และป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณหน้าทางเข้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถนนสามเสน ใกล้เคียงกับจุดก่อสร้างทางขึ้น – ลงที่ 4 สถานีวชิรพยาบาล (PP19) เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ทำให้เกิดหลุมลึกขนาดใหญ่ และมีแนวโน้มที่จะทรุดตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่

มาตรการเร่งด่วนเพื่อลดความเสี่ยงดินทรุดตัวเพิ่ม

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. ได้เปิดเผยว่า รฟม. ได้สั่งการให้ผู้รับจ้างงานโยธา CKST-PL JV เร่งดำเนินการถมดินกลับโดยทันที โดยใช้วัสดุที่เหมาะสม เช่น กระสอบทรายและหินคลุก เพื่อหยุดการไหลของดินและน้ำใต้ดินเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการทรุดตัวของดิน

  • การถมดิน: ใช้กระสอบทรายและหินคลุกเพื่อถมดินกลับ ลดการทรุดตัว
  • การกั้นพื้นที่: กั้นพื้นที่รอบบริเวณหลุม เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
  • การเสริมแนวกั้น: ใช้กระสอบทรายเสริมเป็นแนวกั้น ไม่ให้น้ำฝนไหลลงไปในหลุมยุบเพิ่มเติม
  • การเฝ้าระวัง: เฝ้าระวังการเคลื่อนตัวของโครงสร้างอาคารข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ รฟม. ยังได้ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังการเคลื่อนตัวของโครงสร้างอาคารข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบและดำเนินการแก้ไขหากพบความผิดปกติ

การดำเนินการถมดินปิดปากอุโมงค์นี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของดินโดยรอบ ก่อนที่จะเข้าดำเนินงานก่อสร้างในขั้นตอนต่อไป การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ รฟม. ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการก่อสร้าง

สถานการณ์ปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุม และ รฟม. กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าความปลอดภัยคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ดินทรุดตัวจะสร้างความกังวลใจให้กับหลายๆ คน แต่การตอบสนองอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดของ รฟม. แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และความมุ่งมั่นในการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – รฟม. สั่งผู้รับจ้างงานโยธา เร่งถมดินปิดปากอุโมงค์ ลดความเสี่ยงดินทรุดตัวเพิ่ม

เมียนมาปะทะเดือด! กระสุนตกชายแดนไทย จ.ตาก

สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด! เกิดเหตุเมียนมาปะทะเดือด พบกระสุนอาวุธหนักไม่ทราบฝ่าย ตกใส่พื้นที่ฝั่งไทย 1 นัด ใน อ.แม่สอด จ.ตาก ล่าสุดหน่วยเฉพาะกิจราชมนูได้ทำหนังสือประท้วงแล้ว พร้อมทั้งเพิ่มกำลังลาดตระเวนเฝ้าตรวจแนวชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากข่าวการปะทะอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ฝั่งเมียนมา ระหว่างทหารเมียนมาและกองกำลังชนกลุ่มน้อย รวมถึงกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมา โดยมีการใช้อาวุธหนักจากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย บริเวณบ้านเลเก้ก่อ อ.เมียวดี จ.เมียวดี ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทยริมแม่น้ำเมยประมาณ 5 กิโลเมตร ตรงข้ามกับบ้านดอนไชย หมู่ 2 ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นเวลานานกว่า 4 วันแล้ว

ผลจากการปะทะดังกล่าว ในช่วงบ่ายของวันนี้ ได้มีกระสุนของอาวุธหนักไม่ทราบชนิดจากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ตกลงมาในพื้นที่ฝั่งไทย จำนวน 1 นัด โดยจุดที่กระสุนอาวุธหนักตกลงมานั้น อยู่ใกล้กับคอกวัวบ้านไร่ดอนไชย ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เมียนมาปะทะเดือดครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแนวชายแดน เนื่องจากกระสุนได้ตกลงในป่าหญ้า ทำให้เกิดเป็นหลุมกว้างลักษณะวงกลมขนาด 1 เมตร และลึกลงไปประมาณ 50 เซนติเมตร ภายในหลุมพบวัตถุสีดำ ซึ่งคาดว่าเป็นเศษซากของอาวุธที่ตกลงมายังฝั่งไทย

ทางหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ได้ดำเนินการทำหนังสือประท้วงผ่านหน่วยประสานงานชายแดนไทย – พม่า ประจำพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก นอกจากนี้ ทหารราชมนู, ทหารพรานที่ 35 และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 34 ได้ร่วมกับฝ่ายปกครอง เพิ่มกำลังลาดตระเวนและเฝ้าตรวจพื้นที่แนวชายแดนอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งเตรียมอาวุธยิงสนับสนุนพื้นที่ตั้งยิงตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของกองกำลังติดอาวุธต่างชาติ และดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถตลอด 24 ชั่วโมง

กองกำลังนเรศวร ขอแจ้งให้ทราบว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย และไม่มีนโยบายสนับสนุนให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้พื้นที่ประเทศไทยเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง หากมีบุคคลจากฝั่งเมียนมาได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม เจ้าหน้าที่ไทยทุกฝ่ายมีหน้าที่ในการดูแลตามหลักมนุษยธรรมภายใต้อธิปไตยไทย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ และขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ สื่อมวลชน และทุกภาคส่วนในการพิจารณาข่าวสารและข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบก่อนที่จะนำไปเผยแพร่ต่อไป

เมียนมาปะทะเดือด กระสุนตกชายแดนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมายังคงน่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน การลาดตระเวนอย่างเข้มงวดและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรักษาความปลอดภัยและอธิปไตยของชาติ

ต้องเฝ้าระวังเมียนมาปะทะเดือดต่อเนื่อง

ถึงแม้เหตุการณ์นี้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าสถานการณ์เมียนมาปะทะเดือดยังคงมีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยได้ในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ

สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมายังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดน จำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมืออย่างรอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและอธิปไตยของชาติ

ที่มา – เมียนมาปะทะเดือด พบกระสุนอาวุธหนักไม่ทราบฝ่าย 1 นัด ตกในพื้นที่ชายแดนไทย จ.ตาก

“รมว.ยุติธรรมป้ายแดง” ยิ้ม ปัดตอบเขากระโดง

“รมว.ยุติธรรมป้ายแดง” ยิ้มหวาน ปัดตอบคดีเขากระโดง ด้าน “ยศสิงห์” ไม่หนักใจ พร้อมชี้แจง หลังพรรคประชาชนขู่อภิปรายคุณสมบัติรัฐมนตรี

เมื่อเวลา 19.15 น. วันที่ 24 ก.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมป้ายแดง ปฏิเสธการตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความกังวลในการเข้ามาดูคดีเขากระโดง โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า จะมีการหารือกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หรือไม่ พล.ต.ต.รุทธพล ยังคงปฏิเสธการตอบคำถามดังกล่าวเช่นกัน

จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช. อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาชน(ปชน.) ขู่จะอภิปรายคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีว่า ไม่กังวล ส่วนที่มีกระแสข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ชี้มูลความผิดทุจริตประพฤติมิชอบนั้น ตนสามารถชี้แจงได้ทั้งหมด

รมว.ยุติธรรมป้ายแดง

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือท่าทีของ “รมว.ยุติธรรมป้ายแดง” คนใหม่ ที่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีเขากระโดง ซึ่งเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าวได้ก่อให้เกิดคำถามและความสงสัยในวงกว้างถึงแนวทางการทำงานของรัฐมนตรีคนใหม่

ขณะเดียวกัน จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช. อุตสาหกรรม ก็เผชิญกับแรงกดดันจากพรรคประชาชนที่ขู่จะอภิปรายคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีของเขา อย่างไรก็ตาม จ่าเอกยศสิงห์ได้แสดงความมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ ได้ทั้งหมด

รมว.ยุติธรรมป้ายแดง กับความท้าทายที่รออยู่

การเข้ารับตำแหน่งของ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ในฐานะ รมว.ยุติธรรมป้ายแดง มาพร้อมกับความคาดหวังและความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดการกับคดีความสำคัญต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน คดีเขากระโดงเป็นหนึ่งในคดีเหล่านั้น และการที่รัฐมนตรีใหม่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูว่ารัฐมนตรีจะดำเนินงานอย่างไรต่อไป

นอกจากนี้ รัฐมนตรีใหม่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ความโปร่งใสในการดำเนินงานของกระทรวงยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการต่างๆ ให้ประชาชนได้รับทราบจะช่วยลดข้อสงสัยและความไม่ไว้วางใจที่มีต่อภาครัฐ

การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรม การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจะช่วยให้กระบวนการยุติธรรมมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันเป็นหลักการพื้นฐานของความยุติธรรม การที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายจะช่วยสร้างสังคมที่สงบสุขและเป็นธรรม

ดังนั้น การที่ รมว.ยุติธรรมป้ายแดง แสดงท่าทีเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อคดีความต่างๆ และต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – “รมว.ยุติธรรมป้ายแดง” ยิ้มหวาน ปัดตอบคดีเขากระโดง ด้าน “ยศสิงห์” พร้อมชี้แจงคุณสมบัติรัฐมนตรี

ชัชชาติยัน! ใช้กระสอบทรายถมหลุมทรุดมาตรฐานสากล


ชัชชาติยัน! ใช้กระสอบทรายถมหลุมทรุดมาตรฐานสากล

จากกรณีเหตุการณ์ถนนทรุดตัว บริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาลและสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ใกล้กับจุดก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่งผลให้เกิดความกังวลในเรื่องความปลอดภัยของผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์และยืนยันว่า การใช้กระสอบทรายถมหลุมทรุดเป็นวิธีการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 โดยพบหลุมขนาดใหญ่กว้าง 30 เมตร ยาว 30 เมตร และลึก 50 เมตร โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

ภายหลังการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายชัชชาติได้เปิดเผยว่า สาเหตุเบื้องต้นของการทรุดตัวเกิดจากน้ำที่ไหลเข้าไปในพื้นที่ก่อสร้างและช่องชาร์ปที่เชื่อมต่อกับอุโมงค์รถไฟฟ้า ทำให้ดินไหลเข้าไปในอุโมงค์

เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น รฟม. และบริษัทผู้รับเหมาได้นำกระสอบทรายกว่า 50,000 ลูก มาใช้ในการอุดรอยรั่วและป้องกันไม่ให้ดินและทรายไหลลงไปในอุโมงค์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการทรุดตัวเพิ่มเติมได้

“จากการใช้กระสอบทราย สถานการณ์มีความเสถียรมากขึ้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องช่องชาร์ปที่ต้องแก้ไข” นายชัชชาติกล่าว “เราจะหารือกับ รฟม. และผู้รับเหมาเพื่อหาทางอุดช่องดังกล่าว และมั่นใจว่าการใช้กระสอบทรายจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น”

นอกจากนี้ จะมีการเทคอนกรีตเพิ่มเติมในจุดที่ใช้กระสอบทราย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและป้องกันการเคลื่อนตัวของดิน อาคารที่อยู่ในเกณฑ์เสี่ยงคือ สน.สามเสน เนื่องจากดินใต้ฐานอาคารอาจไหลออกไป ทำให้โครงสร้างไม่มั่นคง

เพื่อความปลอดภัย กทม. ได้สั่งห้ามรถใหญ่สัญจรในพื้นที่ถนนสุโขทัย และจะมีการประเมินความจำเป็นในการปิดการจราจรบนถนนดังกล่าวต่อไป ส่วนอาคารโรงพยาบาลวชิรพยาบาลได้รับการยืนยันว่ามีความปลอดภัย

ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ได้รับการจัดหาที่พักชั่วคราว โดย กทม. จะลงพื้นที่สำรวจความต้องการและความจำเป็นของประชาชนในชุมชนสวนอ้อย เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาในขณะนี้คือ การควบคุมปริมาณน้ำในพื้นที่ โดยการประปาได้ทำการตัดการระบายน้ำแล้ว และมีการใช้กระสอบทรายในการป้องกันไม่ให้น้ำจากภายนอกไหลเข้าไปในบ่อทรุด

นายชัชชาติยังกล่าวถึงกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเรื่องน้ำท่วมขังบนผิวจราจรก่อนเกิดเหตุทรุดตัวว่า อาจเป็นผลมาจากการแตกของท่อประปาเนื่องจากการเคลื่อนตัวของดิน

ทำไมต้องใช้กระสอบทรายถมหลุมทรุด?

นายชัชชาติอธิบายว่า การใช้กระสอบทรายเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการอุดช่องว่างและป้องกันการไหลของดิน เนื่องจากกระสอบทรายมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพพื้นที่ได้ดี นอกจากนี้ ในอนาคต หากจำเป็นต้องรื้อกระสอบทรายออกเพื่อทำการก่อสร้างเพิ่มเติม ก็สามารถทำได้ง่ายกว่าการใช้วัสดุอื่น

“การใช้กระสอบทรายเป็นการคำนึงถึงอนาคตด้วย ไม่ใช่ทำไปแล้วต้องรื้อใหม่” นายชัชชาติกล่าว “ผมเชื่อว่าเป็นวิธีที่ถูกแล้ว”

ด้านนายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า รฟม. จะชี้แจงสาเหตุเบื้องต้นของเหตุการณ์ในวันที่ 25 กันยายน 2568 เวลา 11.00 น. ส่วนตัวแทนโรงพยาบาลวชิรพยาบาลยืนยันว่าอาคารของโรงพยาบาลมีความปลอดภัย และได้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการเดินทางของผู้ป่วย

โดยสรุปแล้ว การแก้ไขปัญหาถนนทรุดตัวบริเวณโรงพยาบาลวชิรพยาบาลยังคงดำเนินต่อไป โดยมีเป้าหมายหลักคือการควบคุมสถานการณ์ ป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ การใช้กระสอบทรายถมหลุมทรุด เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการทั้งหมด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ลุล่วงโดยเร็ว

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองต้องมีการวางแผนและการจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ที่มา – ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ลงพื้นที่ถนนทรุดตัว ยันใช้กระสอบทรายถมหลุมเป็นมาตรฐานสากล

บีเม็กซ์จัด CBA Expo 2025 และ Concrete Expo Asia 2025

บีเม็กซ์ พร้อมจัดงาน CBA Expo 2025 และ Concrete Expo Asia 2025 งานแสดงสุดยอดสินค้าเครื่องจักรเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง เหมืองแร่ คอนกรีตแห่งเอเชีย ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 ก.ย. 68 ณ ไบเทค บางนา

นางสาวฐิติรัตน์ ปฐวีวรากิตติ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บีเม็กซ์ จำกัด กล่าวว่า การจัดงาน CBA Expo 2025 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจด้านเครื่องจักรกลหนัก เครื่องมือ เทคโนโลยี และการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างและเหมืองแร่ ครั้งที่ 3 พร้อมกับงาน Concrete Expo Asia 2025 หรืองานแสดงสินค้าเทคโนโลยีและการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ ด้านอุตสาหกรรมคอนกรีตเพื่อการก่อสร้าง ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด ก้าวสู่อนาคตและความยั่งยืน โดยวัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ

โดยทั้ง 2 งานนี้ คือเป็นเวทีกลางที่รวบรวมการแสดงเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์รวมไปถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ด้านอุตสาหกรรมการก่อสร้าง เหมืองแร่และคอนกรีตจาก 100 แบรนด์ชั้นนำ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมแสดงงานได้มีโอกาสเชื่อมต่อและเจรจาธุรกิจโดยตรงต่อผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจสั่งซื้อทั่วทั้งประเทศไทยและอาเซียน

สำหรับไฮไลท์ของสินค้าและบริการในงาน CBA Expo 2025 ยกตัวอย่างเช่น รถขุดแบ็คโฮรุ่นใหม่ และเครื่องจักรก่อสร้าง จากแบรนด์ XCMG รถตักล้อยางและรถดันดิน จากแบรนด์ Shantui รถขุดแบ็คโฮ Hyundai จากประเทศเกาหลีใต้ ทาวเวอร์ เครน Liebherr จากประเทศเยอรมนี โมบาย เครน KATO จากประเทศญี่ปุ่น แพลนผสมยางมะตอย ALMIX จากประเทศสหรัฐอเมริกา เครื่องปั่นไฟ MINAMI จากประเทศญี่ปุ่น รถดั๊มเหมือง จากประเทศจีน เครื่องบดย่อยหิน Dahongli จากประเทศจีน อุปกรณ์เสริมรถขุด จากประเทศไทย อิตาลี และเกาหลีใต้ อะไหล่ต่างๆ สำหรับเครื่องจักรก่อสร้าง จากประเทศจีน เป็นต้น

ในส่วนของงาน Concrete Expo Asia 2025 ยกตัวอย่างเช่น เครื่องปั๊มคอนกรีต Putzmeister จากประเทศเยอรมนี เครื่องผสมคอนกรีต SICOMA จากประเทศอิตาลี เครื่องผสมคอนกรีต TEKA จากประเทศเยอรมนี รถบรรทุกไฟฟ้าติดโม่ผสมคอนกรีต รักษ์โลก จาก CP Foton เครื่องผลิตคอนกรีตอัดแรง Nordimpianti จากประเทศอิตาลี และ Steel Fiber ผสมคอนกรีต Maccaferri จากประเทศอิตาลี เป็นต้น

สำหรับงานดังกล่าวพร้อมเปิดให้ทุกท่านได้เข้าร่วมงานฟรีระหว่างวันที่ 24-26 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ ฮอลล์ EH100 ไบเทค บางนา คาดว่าตลอด 3 วันจัดงานมีผู้ร่วมงานรวมกว่า 4,000 ราย สร้างมูลค่าเจรจาธุรกิจราว 100 ล้านบาท

60 ปี ไทยฮอนด้า : ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เดินหน้าส่งต่อความห่วงใยสู่สังคมไทยในวาระครบรอบ 60 ปี ภายใต้โครงการรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศ 60 ปี ไทยฮอนด้า ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน” ล่าสุดคาราวานหมวกกันน็อกไทยฮอนด้าได้มอบหมวกนิรภัยมาตรฐาน มอก. ให้แก่เยาวชนและประชาชนในพื้นที่ 15 จังหวัดภาคเหนือ ครบ 100% แล้ว รวมทั้งสิ้น 13,750 ใบ

ทั้งนี้เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมการขับขี่ปลอดภัยและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ถือเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง

รับรางวัลใหญ่ : บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้รับรางวัล Climate Action Award ระดับ Climate Action Excellence จากสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Institute: CCI) ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุด ตอกย้ำการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้าน Climate Action และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของภาคอุตสาหกรรมไทยในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

มอบหมวกนิรภัย : นางสาวมณี ไวยภาษ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัดนครราชสีมา รับมอบหมวกนิรภัย จากบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายวารี กกขุนทด รองผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ด้านศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทน เป็นผู้แทนมอบ ภายใต้โครงการธนาคารหมวกกันน็อคเพื่อสนับสนุนศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอและองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น จังหวัดนครราชสีมา ดำเนินกิจกรรมรณรงค์ให้ประชาชนสวมหมวกกันน็อคทุกครั้งขณะขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์อันเป็นการป้องการการเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการสร้างเมืองต้นแบบของการสวมกันน๊อค 100%

บีเม็กซ์พร้อมจัดงาน CBA Expo 2025 และ Concrete Expo Asia 2025

เตรียมพบกับสุดยอดงานแสดงสินค้าเครื่องจักรกลหนักและเทคโนโลยีคอนกรีตระดับเอเชียที่งาน บีเม็กซ์พร้อมจัดงาน CBA Expo 2025 และ Concrete Expo Asia 2025! งานนี้รวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีล่าสุดจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างและเหมืองแร่ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ทำไมต้องไปงาน บีเม็กซ์พร้อมจัดงาน CBA Expo 2025 และ Concrete Expo Asia 2025

  • พบกับเครื่องจักรกลหนักและเทคโนโลยีคอนกรีตล่าสุดจากแบรนด์ชั้นนำ
  • โอกาสในการเจรจาธุรกิจโดยตรงกับผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ
  • อัพเดทเทรนด์และนวัตกรรมใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม

งาน บีเม็กซ์พร้อมจัดงาน CBA Expo 2025 และ Concrete Expo Asia 2025 ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก่อสร้างและเหมืองแร่ที่จะได้พบปะกับพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ และอัพเดทเทคโนโลยีล่าสุด เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า อย่าพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้!

ที่มา – เกาะสนามยานยนต์ : บีเม็กซ์พร้อมจัดงาน CBA Expo 2025 และ Concrete Expo Asia 2025

ประกาศฉบับ 9 เตือนพายุรากาซา เช็กจังหวัดรับมือ

ประกาศฉบับ 9 เตือนพายุ “รากาซา” และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย เช็กลิสต์รายชื่อจังหวัดเตรียมรับมือ 24-26 ก.ย. 68 เฝ้าระวังท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก

วันที่ 24 กันยายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเรื่อง พายุ “รากาซา” และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 9 ระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ (24 ก.ย. 68) พายุไต้ฝุ่น “รากาซา” บริเวณชายฝั่งตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 21.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 111.8 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนผ่านตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ลงสู่อ่าวตังเกี๋ยในวันที่ 25 ก.ย. 68 นี้ และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนก่อนเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน จากนั้นมีแนวโน้มจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่เสริมลงมาปกคลุม ในช่วงวันที่ 25-26 ก.ย. 68 โดยพายุนี้ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย

จากอิทธิพลของพายุ “รากาซา” ส่งผลให้ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รวมถึงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 24-26 ก.ย. 68 ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ 

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบน ควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 24-26 ก.ย. 68 

ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศฉบับ 9 เตือนพายุ “รากาซา” เช็กจังหวัดเตรียมรับมือฝนตกหนักมาก 24-26 ก.ย.

เตรียมรับมือกับพายุรากาซา! กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 9 เตือนถึงสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยในช่วงวันที่ 24-26 กันยายน 2568 นี้ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เรามาเช็กรายละเอียดกันเลยว่าจังหวัดไหนบ้างที่ต้องเฝ้าระวังและเตรียมรับมือกับ ประกาศฉบับ 9 เตือนพายุ “รากาซา” เช็กจังหวัดเตรียมรับมือฝนตกหนักมาก 24-26 ก.ย. กันบ้าง

จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังจาก ประกาศฉบับ 9 เตือนพายุ “รากาซา” เช็กจังหวัดเตรียมรับมือฝนตกหนักมาก 24-26 ก.ย.

24 กันยายน 2568 

  • ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร สุรินทร์ และศรีสะเกษ
  • ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี สระบุรี และกาญจนบุรี
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และระยอง
  • ภาคใต้ : จังหวัดระนอง

25 กันยายน 2568 

  • ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ ตาก พิษณุโลก และเพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองคาย อุดรธานี สกลนคร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง : จังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี
  • ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และระยอง
  • ภาคใต้ : จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และพังงา

26 กันยายน 2568 

  • ภาคเหนือ : จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง แพร่ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร และพิจิตร
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดหนองคาย อุดรธานี สกลนคร ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ และศรีสะเกษ
  • ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี และกาญจนบุรี
  • ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และระยอง
  • ภาคใต้ : จังหวัดระนอง และพังงา

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก “ฝนตกหนักมาก”

24 กันยายน 2568 

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
  • ภาคตะวันออก : จังหวัดจันทบุรี และตราด

25 กันยายน 2568 

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดบึงกาฬ นครพนม อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
  • ภาคตะวันออก : จังหวัดจันทบุรี และตราด

26 กันยายน 2568 

  • ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลกและเพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองบัวลำภู และชัยภูมิ
  • ภาคตะวันออก: จังหวัดจันทบุรี และตราด

จาก ประกาศฉบับ 9 เตือนพายุ “รากาซา” เช็กจังหวัดเตรียมรับมือฝนตกหนักมาก 24-26 ก.ย. ทำให้เราเห็นว่าหลายจังหวัดทั่วประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ดังนั้นการเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง อย่าลืมติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และวางแผนการเดินทางหรือกิจกรรมต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

ที่มา – ประกาศฉบับ 9 เตือนพายุ “รากาซา” เช็กจังหวัดเตรียมรับมือฝนตกหนักมาก 24-26 ก.ย.

ตร.ยิงสกัดหนุ่มใหญ่คว้าอีโต้ ดับ! ลูกขอความเป็นธรรม

จากเหตุการณ์ ตร.ยิงสกัดหนุ่มใหญ่คว้าอีโต้ ในจังหวัดราชบุรี ทำให้หนุ่มใหญ่เสียชีวิต ลูกสาวเรียกร้องขอความเป็นธรรม โดยตั้งข้อสังเกตว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจแก่ครอบครัวและจุดประกายคำถามถึงการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 09.10 น. พ.ต.ต.พลาญชัย ชัยชนะ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองราชบุรี ได้รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืน บริเวณตรงข้ามปั้มน้ำมัน ริมถนนเพชรเกษมสายเก่า ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.ราชบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุ พบศพ นายสุรพล หรือ เช้ง อายุ 60 ปี สภาพศพมีบาดแผลถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด 9 มม. บริเวณน่องขวา 1 นัด น่องซ้าย 1 นัด และหน้าแข้ง 1 นัด นอกจากนี้ ยังพบบาดแผลถูกกระแทกบริเวณหน้าผากจนมีเลือดออกปากและจมูก

จากการสอบสวนเบื้องต้น ร.ต.อ.วรศักดิ์ คลองงาม รอง สวป. สภ.เมืองราชบุรี ผู้ใช้อาวุธปืน ให้การว่า ได้รับแจ้งเหตุมีบุคคลคลุ้มคลั่ง จึงเข้าไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบนายเช้งยืนอยู่บริเวณบ้านที่ใช้เก็บขวดพลาสติก เมื่อนายเช้งเห็นตำรวจก็โวยวายและคว้ามีดอีโต้ไล่ฟัน ตำรวจจึงยิงขู่ แต่ยังไม่หยุด จึงตัดสินใจยิงถูกนายเช้งที่น่องขวาจนล้มลง

น.ส.ธนวรรณ ลูกสาวผู้เสียชีวิต ให้การทั้งน้ำตาว่า พ่อไปรับจ้างดายหญ้า และตั้งข้อสงสัยว่าทำไมตำรวจต้องยิงพ่อถึง 2 นัด และอาการของพ่อทรุดหนักตั้งแต่ที่เกิดเหตุ เธอและครอบครัวติดใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ และต้องการให้ตำรวจชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งขอดูคลิปจากกล้องติดหน้าอก

พนักงานสอบสวนให้ข้อมูลว่า ร.ต.อ.วรศักดิ์ ยืนยันว่าได้ทำตามระเบียบการระงับเหตุอย่างเคร่งครัด และมีกล้องบันทึกภาพวิดีโอไว้ตลอดเวลา ส่วนบาดแผลที่น่องซ้ายและหน้าแข้งซ้าย อาจเกิดจากกระสุนแฉลบ ทั้งนี้ ต้องรอผลการตรวจจากพิสูจน์หลักฐานและผลชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง

พ.ต.อ.วอธิวัฒน์ ศรีทองจ้อย รอง ผบก.ภ.จว.ราชบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ไพบูลย์ แพรศรีนวล ผกก.สภ.เมืองราชบุรี, อัยการจังหวัด และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองราชบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย

ตร.ยิงสกัดหนุ่มใหญ่คว้าอีโต้

เหตุการณ์ ตร.ยิงสกัดหนุ่มใหญ่คว้าอีโต้ ครั้งนี้ ได้สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตเป็นอย่างมาก และทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการระงับเหตุต่างๆ

ข้อถกเถียงกรณีตร.ยิงสกัดหนุ่มใหญ่คว้าอีโต้

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงในกรณี ตร.ยิงสกัดหนุ่มใหญ่คว้าอีโต้ คือ การใช้กำลังเกินกว่าเหตุหรือไม่? การยิงไปที่น่องของผู้เสียชีวิตเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือไม่? หรือมีวิธีการอื่นที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธปืน? คำถามเหล่านี้ยังคงต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจในการระงับเหตุ
  • การทบทวนมาตรการการใช้กำลัง
  • การสร้างความเข้าใจระหว่างตำรวจและประชาชน

นอกจากนี้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เหตุการณ์ ตร.ยิงสกัดหนุ่มใหญ่คว้าอีโต้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกระบวนการทำงานของตำรวจและการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างตำรวจกับประชาชน การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีกในอนาคต คือ สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

ดังนั้น การมีสติในการใช้ชีวิตและเคารพกฎหมายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหา และควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่หากไม่จำเป็น

แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้เป็นโศกนาฏกรรม และหวังว่าการสืบสวนจะนำมาซึ่งความยุติธรรมและความโปร่งใสเพื่อให้ความจริงปรากฏ

ที่มา – ตร.ยิงสกัด หนุ่มใหญ่คว้าอีโต้ไล่ฟันเสียชีวิต ลูกขอความเป็นธรรม บอกทำเกินเหตุ

“ครม.อนุทิน” ถ่ายภาพหมู่ ก่อนถวายสัตย์ฯ และประชุม

เปิดภาพหมู่ “ครม.อนุทิน 1” หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศชื่นมื่น ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ และกลับมาประชุม ครม.นัดพิเศษ เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จ่อตั้ง “ไตรศุลี” เป็นเลขาธิการนายกฯ

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวม 36 ท่าน ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่บริเวณด้านหน้าสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นภาพที่แสดงถึงความพร้อมเพรียงและความสามัคคีของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีสำคัญ

การถ่ายภาพหมู่ของ “ครม.อนุทิน” ครั้งนี้ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญในการเริ่มต้นวาระการทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประเทศชาติและประชาชน

จากด้านซ้ายแถวล่างเริ่มด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ต่อด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถัดไปด้านขวาคือ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ, นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

แถวบนจากด้านซ้าย เริ่มด้วย จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม,

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ภายหลัง ครม. ถ่ายภาพหมู่เสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะเดินไปยังตึกบัญชาการ 1 เพื่อรวมตัวกันที่ห้องประชุม 501 รอเวลาไปเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่พระที่นั่งอัมพรสถานในเวลา 18.00 น. จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะนำประชุม ครม.นัดพิเศษ ซึ่งเป็นการประชุม ครม. ครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน โดยมีวาระสำคัญที่จะมีการเสนอให้ ครม. เห็นชอบ คือร่างนโยบายของ ครม. ที่จะแถลงต่อรัฐสภา รวมถึงการแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเสนอแต่งตั้ง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ส่วนการแต่งตั้งข้าราชการทางการเมืองจะมีการแต่งตั้งในการประชุม ครม. ครั้งถัดไป.

“ครม.อนุทิน” ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนถวายสัตย์ฯ ต่อด้วยประชุม ครม.นัดพิเศษ

การประชุม “ครม.อนุทิน” นัดพิเศษครั้งนี้ มีวาระสำคัญหลายประการที่ต้องพิจารณา รวมถึงการกำหนดนโยบายของรัฐบาลและการแบ่งงานความรับผิดชอบให้กับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการถ่ายภาพหมู่ “ครม.อนุทิน”

การถ่ายภาพหมู่ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากเป็นการประกาศให้ประชาชนได้รับทราบถึงโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี รวมถึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติงานในส่วนราชการต่างๆ

การทำงานร่วมกันของ “ครม.อนุทิน” จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ว่าจะสามารถนำพาประเทศชาติไปในทิศทางใด และจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างไร

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการบริหารราชการแผ่นดิน

ที่มา – “ครม.อนุทิน” ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนถวายสัตย์ฯ ต่อด้วยประชุม ครม.นัดพิเศษ

ศาลเจ้ากะทู้ภูเก็ต ฉลอง 200 ปี อัญเชิญผงธูป

ศาลเจ้ากะทู้ภูเก็ต ฉลองครบรอบ 200 ปี อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมอัญเชิญผงธูปองค์พระเตี๋ยนฮู่หง่วนโส่ยจากประเทศจีน เพื่อความเป็นสิริมงคล

เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา นายวรรณยุทธิ์ สุทธิกุล นายกเทศมนตรีเมืองกะทู้ จังหวัดภูเก็ต นำทีมประชาชนเข้าร่วมพิธีสำคัญ อัญเชิญเหี้ยวโห้ย เหี้ยวเอี้ยน หรืออัญเชิญผงธูปของพระเตี๋ยนฮู้หง่วนโส่ย หรือพระเล่าเอี๋ย จากศาลเจ้าเริงค่าวเก้งเตี๋ยนต้อหง่วนโส่ย เมืองหล่าฮั่ว มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน มายังศาลเจ้ากะทู้

ศาลเจ้ากะทู้ภูเก็ต ฉลอง 200 ปี อัญเชิญผงธูป

การอัญเชิญผงธูปครั้งนี้ จัดขึ้นเนื่องในโอกาสพิเศษ ฉลองครบรอบ 200 ปีของอ๊ามหล่ายถู่ต่าวโบ๊เก๊ง หรือศาลเจ้ากะทู้ภูเก็ต และยังเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีของประเพณีถือศีลกินผักอันเลื่องชื่อของจังหวัดภูเก็ตอีกด้วย โดยเทศกาลกินเจในปี 2568 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 ตุลาคม – 29 ตุลาคม 2568

พิธีดังกล่าวเต็มไปด้วยความศรัทธา โดยมีประชาชนจำนวนมาก รวมถึง พลเรือตรี ภุชงค์ รอดนิกร รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 และเหล่าซือใหญ่วิหาร 5 แม่ทัพสวรรค์ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พี่น้องประชาชนต่างตั้งโต๊ะหมู่บูชารับขบวนและขอพรจากองค์พระ นอกจากนี้ เป้ย ปานวาด นักแสดงชื่อดัง ก็ได้เข้าร่วมงานอันเป็นมงคลนี้ด้วย

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานกระถางธูปประดับอักษรพระนามาภิไธย ส.ธ. เพื่อประดับที่ด้านหน้ากระถางโลหะทองเหลือง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 เซนติเมตร พร้อมจารึกข้อความและชื่อภาษาจีนของศาลเจ้ากะทู้ภูเก็ต เพื่อเฉลิมฉลองการก่อตั้งศาลเจ้าครบรอบ 200 ปี ซึ่งทางมูลนิธิได้ดำเนินการประดับเรียบร้อยแล้ว

สำหรับพิธีสมโภชกระถางธูป จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ หอประชุมมหิศรภักดี ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต จากนั้นจะมีการเคลื่อนขบวนสมโภชไปยังศาลเจ้ากะทู้

ทางศาลเจ้าขอเรียนเชิญนักท่องเที่ยวและประชาชนชาวภูเก็ตร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ในงานครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

“กินเจภูเก็ต” เริ่มต้นที่ศาลเจ้ากะทู้

ประเพณีถือศีลกินผัก หรือ เจี๊ยะฉ่าย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประจำจังหวัดภูเก็ต และมรดกชาติในปี พ.ศ. 2561 โดยมีต้นกำเนิดจากอ๊ามหล่ายถู่ต่าวโบ๊เก๊ง หรือ ศาลเจ้ากะทู้ภูเก็ต นั่นเอง

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2368 ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมแร่ดีบุกในภูเก็ต มีผู้คนอพยพเข้ามาในแถบกะทู้เป็นจำนวนมาก แต่ด้วยภูมิประเทศที่เป็นป่าทึบ ทำให้เกิดโรคมาลาเรียระบาด ผู้คนล้มป่วยกันมากมาย

ในขณะนั้น คณะงิ้วเปะยี่หี่จากมณฑลฮกเกี้ยนได้มาทำการแสดงที่กะทู้ แต่ไม่นานนัก คนจีนและคนในคณะงิ้วก็เริ่มล้มป่วย หัวหน้าคณะงิ้วจึงนึกขึ้นได้ว่าใกล้ถึงพิธีเจี๊ยะฉ่าย หรือพิธีกินผักที่เขาปฏิบัติเป็นประจำทุกปี เพื่อบูชาเทพเจ้าให้คุ้มครอง แต่ในปีนี้ไม่สามารถเดินทางกลับไปที่จีนได้ทัน จึงจัดพิธีอย่างง่ายๆ ในโรงงานงิ้ว

หลังจบงานเจี๊ยะฉ่าย โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็ค่อยๆ หายไป ตั้งแต่นั้นมาทุกคนในพื้นที่ก็เกิดความศรัทธาในพิธีนี้ ก่อนที่คณะงิ้วจะเดินทางกลับบ้าน ได้มอบกิมซิ้น หรือองค์พระศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ พระเตี๋ยนฮู้หง่วนโส่ย และพระสามไท่จื้อไว้ให้ชาวบ้านบูชา ทำให้ประเพณีเจี๊ยะฉ่ายสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

ศาลเจ้ากะทู้ถือเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของภูเก็ต การฉลองครบรอบ 200 ปีและการอัญเชิญผงธูปในครั้งนี้ เป็นนิมิตหมายอันดีที่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาและความเข้มแข็งของชุมชน

ที่มา – ศาลเจ้ากะทู้ภูเก็ต ฉลองครบรอบ 200 ปี อัญเชิญผงธูปองค์พระเตี๋ยนฮู่หง่วนโส่ย