วัน: 24 กันยายน 2025

ยึดยาบ้า 4.6 ล้านเม็ด ซ่อนรถบรรทุก! คดีดัง

ตชด.42 เมืองคอน จับ ยึดยาบ้า 4.6 ล้านเม็ด มูลค่าเกือบ 50 ล้านบาท ซ่อนในรถบรรทุกลากจูง 2 คัน ตบตาเจ้าหน้าที่จากภาคกลางส่งภาคใต้ รวบผู้ต้องหาได้ 4 คน

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่ห้องประชุม กก.ตชด.42 ค่ายศรีนครินทรา อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช พล.ต.ต.ณรงค์ ธนานันทกุล ผบก.ตชด.ภาค 4 พร้อมเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และนายอำเภอทุ่งสง ร่วมแถลงข่าว ผลงานของชุด ชปส.กก.ตชด.42 ทุ่งสง สามารถจับกุมผู้ต้องหา 4 คน ประกอบด้วย นายกฤตพัส อายุ 35 ปี, นายเมษา อายุ 33 ปี, นายสุชน อายุ 33 ปี และนายสมศักดิ์ อายุ 35 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 4.6 ล้านเม็ด มูลค่า 46 ล้านบาท รถบรรทุกชนิดลากจูง จำนวน 2 คัน รถยนต์กระบะ 1 คัน โดยจับกุมได้ที่บริเวณริมถนนทางหลวงหมายเลข 41 (สายเอเชีย) ขาล่อง ต.ทุ่งใหญ่ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ขยายผลต่อเนื่องไปยัง อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.พัทลุง

สืบเนื่องจาก ชุดจับกุมของ ตชด.42 ทุ่งสง ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มายังพื้นที่ภาคใต้ที่ จ.พัทลุง โดยขนมากับรถลากจูงบรรทุกขนาดใหญ่ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 00.30 น. ได้มีการตรวจค้นรถลากจูงที่จอดริมถนนสายเอเชีย 41 ในพื้นที่ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เจอยาบ้า 6 แสนเม็ด จึงมีการขยายผลไปตรวจค้นจับกุมรถลากจูงอีกคันในพื้นที่ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช พบยาบ้าอีก 4 ล้านเม็ด พร้อมผู้ต้องหา 4 คน

โดยผู้ถูกจับกุมให้การยอมรับกับเจ้าหน้าที่ว่า ได้รับจ้างลักลอบขนยาเสพติด (ยาบ้า) มาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อมาส่งให้กับชายไม่ทราบชื่อ ที่จะมารอรับยาเสพติด ในพื้นที่ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง โดยทำเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ได้ค่าจ้างในราคาเที่ยวละ 1 แสนบาท กระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้

ยึดยาบ้า 4.6 ล้านเม็ด

การจับกุมครั้งนี้ ถือเป็นผลงานสำคัญของเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ที่สามารถสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาล ไม่ให้แพร่กระจายไปยังประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งปัญหายาเสพติดถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งแก้ไข

รายละเอียดการจับกุม ยึดยาบ้า 4.6 ล้านเม็ด

  • วันที่จับกุม: 21 และ 24 กันยายน 2568
  • สถานที่จับกุม: อ.ทุ่งใหญ่ และ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช
  • ผู้ต้องหา: 4 คน
  • ของกลาง: ยาบ้า 4,600,000 เม็ด, รถบรรทุกลากจูง 2 คัน, รถยนต์กระบะ 1 คัน
  • มูลค่าของกลาง: 46 ล้านบาท

การขยายผลและดำเนินคดี: เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ และดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

การจับกุมยึดยาบ้า 4.6 ล้านเม็ด ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นภัยคุกคามที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขอย่างยั่งยืน การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่

ที่มา – ยึดยาบ้า 4.6 ล้านเม็ด มูลค่าเกือบ 50 ล้าน ซ่อนในรถบรรทุกลากจูง ลำเลียงลงใต้

ส.อ.ท. ยื่น 4 ข้อ แก้วิกฤตอุตสาหกรรมพลาสติก-ปิโตรเคมี

กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก-ปิโตรเคมี เตรียมยื่นข้อเสนอ 4 ข้อต่อรัฐบาล ช่วยแก้วิกฤตอุตสาหกรรมพลาสติก-ปิโตรเคมีไทย เน้นใช้วัตถุดิบในประเทศ ปรับปรุงภาษี ลดต้นทุนแข่งในตลาดโลก

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดเสวนาเกี่ยวกับ “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย-ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” เพื่อสะท้อนปัญหาและความท้าทายของผู้ประกอบการไทย

นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า อุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาส ทั้งเรื่องการกีดกันทางการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระทบต้นทุนการผลิต ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว การสนับสนุนจากภาครัฐจึงสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันอุตสาหกรรมรีไซเคิลให้เติบโต

มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบด้านราคา สูญเสียส่วนแบ่งตลาด และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังเกิด Trade Diversion จากประเทศอื่น ทำให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น

นายฐิติธัม กล่าวต่อว่า ผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นโซลูชั่นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการใช้ชีวิต หากปิโตรเคมีและพลาสติกของไทยไม่แข็งแรง การพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศก็จะยาก แม้ไทยเผชิญแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ไทยยังเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีที่สำคัญ ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิต และคุณภาพสินค้า ทำให้ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน

ส.อ.ท. เตรียมยื่น 4 ข้อเสนอ แก้วิกฤตอุตสาหกรรมพลาสติก-ปิโตรเคมีไทย ต่อรัฐบาล

ส.อ.ท. เตรียมยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลช่วยเหลือใน 4 ประเด็นหลัก:

  • ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศให้เพิ่มขึ้น
  • ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี เพื่อลดต้นทุนการแข่งขัน
  • ปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาด
  • สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกครบวงจร

นายเดชาธร ฐิสิฐสกร คณะทำงานสายเศรษฐกิจและการค้า กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์การค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก สหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้จากไทย 19% รวมกับภาษีเดิมอีก 5% ทำให้สินค้าที่ส่งไปสหรัฐฯ เสียภาษี 24% ขณะที่คู่แข่งของไทยอัตราภาษีต่ำกว่า ดังนั้นไทยต้องเร่งปรับตัว หาตลาดส่งออกใหม่ๆ มองว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และคาดการณ์ว่าในปี 2028 สถานการณ์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะดีขึ้น

นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคม PPP พลาสติก กล่าวว่า ทั่วโลกให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเขียว ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจคัดแยกและกำจัดขยะแล้วนำไปรีไซเคิล ซึ่งถือเป็นโอกาสทำเงิน เนื่องจากปัจจุบันปริมาณขยะในประเทศไทยมีมากกว่า 3 ล้านตันต่อปี แต่การกำจัดขยะแล้วนำไปรีไซเคิลอย่างถูกต้องตามกฎหมายมีเพียง 50,000 ตันต่อปี ในอนาคตจะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมความรับผิดชอบของผู้ผลิต เพื่อรองรับมาตรการปรับราคาคาร์บอน

ทำไมต้องเร่ง แก้วิกฤตอุตสาหกรรมพลาสติก-ปิโตรเคมีไทย?

การแก้ไขวิกฤตของอุตสาหกรรมพลาสติกและปิโตรเคมีในประเทศไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อภาคธุรกิจและสังคมโดยรวม

ข้อเสนอทั้ง 4 ข้อที่ ส.อ.ท. เตรียมยื่นต่อรัฐบาลนั้น เป็นแนวทางที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่ การสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี การปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาด และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมพลาสติกและปิโตรเคมีของไทย

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะเหล่านี้ จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ที่มา – ส.อ.ท. จ่อชง 4 ข้อเสนอต่อรัฐบาล แก้วิกฤตอุตสาหกรรมพลาสติก-ปิโตรเคมีไทย

นายกฯ อารมณ์ดีแซว “หนู นัส เฮง” สุดฮา!

เรียกเสียงฮือฮา! นายกฯ อารมณ์ดีแซว 2 รองนายกฯ สุชาติและธรรมนัส ด้วยคำพูดติดตลกว่า “หนู นัส เฮง” สร้างบรรยากาศครึกครื้นในการประชุมคณะรัฐมนตรี

เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ได้เดินทางไปยังตึกบัญชาการ 1 เพื่อรวมตัวกันที่ห้องประชุม 510 ก่อนที่จะเดินทางไปเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในเวลา 18.00 น. ของวันเดียวกัน

เหตุการณ์ที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเกิดขึ้นระหว่างที่คณะรัฐมนตรีเดินไปยังตึกบัญชาการ 1 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้กวักมือเรียก ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้มาเดินข้างๆ ก่อนที่จะเอ่ยแซวด้วยอารมณ์ขันว่า “หนู นัส เฮง” โดยพูดซ้ำถึงสองครั้ง ก่อนที่จะพูดอีกครั้งว่า “หนู นัส เฮง” สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้ยินได้ฟัง ก่อนที่คณะรัฐมนตรีทั้งหมดจะขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลพร้อมกัน

นายกฯ แซว “หนู นัส เฮง”

การแซวเล่นของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริหารประเทศ และบรรยากาศการทำงานที่เป็นกันเอง ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ทั้งในแวดวงการเมืองและในสื่อสังคมออนไลน์ หลายคนมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความเป็นกันเองและเข้าถึงง่ายของนายกรัฐมนตรี ในขณะที่บางส่วนก็มองว่าเป็นเพียงสีสันทางการเมืองที่สร้างความผ่อนคลายให้กับบรรยากาศที่ตึงเครียด

ทำความรู้จัก “หนู นัส เฮง”

คำว่า “หนู นัส เฮง” ที่ท่านนายกฯ ใช้แซวนั้น เป็นการนำชื่อเล่นของรองนายกฯ ทั้งสองท่านมารวมกัน ได้แก่ “หนู” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของนายสุชาติ ชมกลิ่น และ “นัส” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า ส่วนคำว่า “เฮง” นั้น อาจสื่อถึงความโชคดีหรือความสำเร็จ ซึ่งเป็นการอวยพรให้ทั้งสองท่านประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อประเทศชาติ

  • นายสุชาติ ชมกลิ่น (หนู): รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า (นัส): รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การที่นายกรัฐมนตรีเลือกใช้คำพูดที่ติดตลกและเป็นกันเองเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรและผ่อนคลายในการทำงาน ซึ่งอาจช่วยส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีอารมณ์ขันและความเป็นกันเองในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบงานที่สำคัญและมีความกดดันสูง การมีอารมณ์ขันและความสามารถในการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง จะช่วยลดความตึงเครียดและส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

ในยุคที่การสื่อสารมีความรวดเร็วและเข้าถึงง่าย การแสดงออกถึงความเป็นกันเองและเข้าถึงได้ของผู้นำประเทศ จะช่วยสร้างความรู้สึกใกล้ชิดและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความร่วมมือและการสนับสนุนจากประชาชนในการพัฒนาประเทศชาติ

การแซวเล่นของท่านนายกกับรองนายกฯ “หนู นัส เฮง” ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีและความเป็นกันเองของทีมบริหารประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลดีต่อการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศของเราให้ก้าวหน้าต่อไป แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์นี้?

ที่มา – นายกฯ อารมณ์ดีแซว 2 รองนายกฯ สุชาติ-ธรรมนัส “หนู นัส เฮง”

การบินไทย: แนะรัฐลดบทบาท หุ้นขาย?

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา ตีโจทย์การบินไทย เดินต่ออย่างไรไม่ให้ซ้ำรอย “บรรยง พงษ์พานิช” อดีตกรรมการการบินไทยแนะให้รัฐบาลขายหุ้นทิ้ง ลดบทบาทการบริหาร เป็นตัวอย่างรัฐวิสาหกิจอื่น พร้อมลดภาระการคลัง สกัดข้าราชการ-การเมืองส่งคนเข้ามาเป็นกรรมการ ด้าน “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” หนึ่งในบอร์ดห่วงการเมืองล้วงลูก ธุรกิจหวนซื้อรอยเดิม ขณะที่ “ชาย เอี่ยมศิริ” ซีอีโอแนะปรับ Mindset ย้ำวันนี้การบินไทยไม่มีจุดอ่อน 

วันที่ 24 กันยายน 2568 ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเวทีราชดำเนินเสวนา หัวข้อ โจทย์ใหม่ “การบินไทย” เดินต่ออย่างไรไม่ให้ซ้ำรอย โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) อดีตประธานคณะกรรมการผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่เก่าแก่ ก่อตั้งในปี 2503 ฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย มีสายการบินใหญ่ๆ ในโลกเลิกกิจการจำนวนมาก อย่าง Panam หรือ United airline เข้าสู่กระบวนการล้มละลายมาแล้ว 2 ครั้ง เช่นเดียวกับ Japan airline 

สายการบินไทยเป็นหลักในการเดินทางของประเทศมาตลอด มีกำไรเรื่อยมา ตอนต้นแทบจะ monopoly แต่พอปี 2547 มีการเปิดเสรีการบิน ทำให้เกิดโลว์คอสแอร์ไลน์จำนวนมากในประเทศไทย จากนั้นเป็นต้นมา เกือบ 20 ปี การบินไทยมีกำไร 3 ปี ซึ่งในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกำไรหลักไม่ถึงร้อยล้านบาท ขณะที่ยอดขาย 2 แสนล้าน

กระทั่งปี 2019 ขณะที่สายการบินทั่วโลกมีผลประกอบการที่ดีมากๆ แต่การบินไทยขาดทุนหมื่นกว่าล้านบาท ไตรมาสที่ 3 ของปีดังกลาง ซึ่งเป็นไตรมาสที่การบินไทยประกาศว่าสามารถทำ load factor ได้ถึง 80% แต่ขาดทุน 10% เท่ากันหลายพันล้านบาท ความหมายว่าจะทำกำไรได้ต้อง load factor 90% หรือมีผู้โดยสาร 90% ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสายการบินไหนทำได้

แต่โชคดีที่เกิดโควิด-19 เพราะทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจผ่าตัดครั้งใหญ่ เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตามกฎหมายล้มละลาย และทำให้มีการผ่าตัดใหญ่ตลอด 5 ปี ซึ่งการบินไทย สามารถกลับมาจากขาดทุนมากที่สุดในโลก กลายมาเป็นสายการบินที่กำไรสูงที่สุดในโลก 2 ปีติดต่อกัน

“เรื่องนี้เป็นเคสระดับโลก เป็นการ turn around  ตื่นเต้นยิ่งกว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นฟื้นฟู japan airline เพราะฟื้นฟูในช่วงที่กิจการการบินทั่วโลกดี แต่การบินไทยฟื้นฟูตอนที่ทุกฝ่ายยากลำบาก โจทย์คือจากนี้ต่อไปทำอย่างไรไม่ให้วนไปสู่รูปแบบเดิม สื่อมีบทบาทสำคัญ เพราะสุดท้ายคนที่จะปกป้องการบินไทยได้ดีที่สุดคือประชาชน” นายบรรยง

การบินไทย: แนะรัฐบาลขายหุ้นลดบทบาทการบริหาร

ส่วนการบินไทยไปต่ออย่างไรเพื่อไม่ให้เจอวิกฤตแบบเดิมในอดีต นายบรรยงกล่าวว่าการที่การบินไทยฟื้นฟูได้ ด้วยความไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะความเป็นรัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบมากมาย แต่ก่อนการบินไทยจะซื้อเครื่องบินลำหนึ่งต้องส่งไปที่กระทรวงคมนาคม ส่งไปที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมีสิทธิที่จะท้วงติง แล้วไปให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ซึ่งใช้เวลา 4 ปี 

ในอดีตขอซื้ออีกรุ่น แต่อนุมัติให้ซื้ออีกรุ่นหนึ่งก็มี การไม่เป็นรัฐวิสาหกิจสำคัญมาก นอกจากกฎระเบียบ ยังมีเรื่องของผู้คนที่ส่งคนมาเป็นกรรมการสัดส่วนนักการเมือง สัดส่วนข้าราชการ ซึ่งจะทำให้การแข่งขันกับการคล่องตัวหายไปทั้งหมด เพราะข้าราชการขาดเวลา ขาดทักษะการบริหารธุรกิจ

“การบินไทยที่ฟื้นฟูมาได้คือ 1. ตัดความเป็นรัฐวิสาหกิจออกไป ตัดกรรมการที่มีแต่ความกลัวออกไปถึงฟื้นฟูได้ 2. ผู้บริหาร ถ้าผู้บริหารไม่ได้เลือกมาจากความสามารถ ผลงาน ถ้ามาจากพวกใคร ที่ไหนก็พัง นี่คือปัญหาใหญ่ พอการบินไทยไม่ได้ปฏิบัติเช่นนี้ก็ทำให้พัฒนาได้มาถึงปัจจุบัน ซึ่งการบินไทยจะเดินต่อไปได้ดีนั้นคือ ลดรัฐ เพิ่มตลาด“ นายบรรยงกล่าว 

ส่วนโครงสร้างผู้ถือหุ้นการบินไทย ที่มีภาครัฐถือหุ้นใหญ่นั้น นายบรรยงแนะนำว่า รัฐบาลควรจะลดบทบาทในการบินไทยลงไปอีก ควรจะขายหุ้นให้หมด เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นว่ารัฐวิสาหกิจถ้าเตรียมตัวให้พร้อมเขาจะไปได้ดี เหมือนกับที่รัฐบาลอังกฤษไม่ถือหุ้นอยู่เลย แล้วให้ธรรมาภิบาลของตลาดดูแล นอกจากนี้ จะช่วยแก้ปัญหาเสถียรภาพการคลังให้รัฐบาล ลดหนี้สาธารณะได้ส่วนหนึ่ง และจะส่งสัญญาณที่ดีมากให้กลไกของระบบ  

นายบรรยงกล่าวด้วยว่า มีคนบอกตนว่าที่การบินไทยอยู่ได้ เพราะมีผู้โดนมีคนไทยเป็นคนแบก ยอมจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบินแพง ถ้าคุณอยากช่วยการบินไทย แพงอย่าซื้อ การบินขายได้เพราะเขาแข่งขันได้ จะช่วยกดดันให้การบินไทยพัฒนาคุณภาพ และราคาให้แข่งขันได้ ถ้าเห็นตั๋วแพงอย่าไปซื้อ 

รัฐบาลต้องใจกวว้าง-ไม่ล้วงลูก

ด้านดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) อดีตประธานคณะกรรมการผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยไม่กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหร่ เพราะไม่กลับไปอีกแล้ว แต่อย่ากลับไปเป็นองค์กรที่ทำงานเหมือนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งตนมีความเป็นห่วง ถ้าหากมีกรรมการที่ไม่มีความเหมาะสม ก็อาจมีการทำงานคล้ายลักษณะรัฐวิสาหกิจได้ แล้วจะกลับไปแบบเดิม 

ที่การบินไทยแย่และทรุดลงมาเพราะมีการแทรกแซงจากข้างนอก แต่งตั้งคนเอาคนที่ไม่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งต่างๆ ตั้งแต่ข้างล่างมาข้างบน คนพวกนี้สุดท้ายแล้วก็มารับใช้คนที่เป็นหนี้บุญคุณในการจัดซื้อจัดจ้าง จะเห็นว่า เวลามีเรื่องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) นักการเมืองไม่โดน มีแต่ผู้บริหารการบินไทยที่โดน 

เพราะนักการเมืองสั่งด้วยวาจา แล้วก็ไปทำมา การที่โกงกินคอร์รัปชั่น มาจากเอาคนของตัวเองขึ้นมา ทำให้องค์กรอ่อนแอเพราะบริหารโดยคนที่ไม่เก่ง ไม่มีประสิทธิภาพ เหมือนก่อนการฟื้นฟูการบินไทย ตอนที่ตนเป็นประธานบอร์ดการบินไทย มีแรงกดดันจากข้างนอกมากพอสมควรในการแต่งตั้งคน และไม่ใช่ระดับข้างบน เขาล้วงไปถึงข้างล่าง เติบโตขึ้นมา ซึ่งวงจรนี้กลับคืนมาได้ถ้าไม่ได้ระวัง 

ส่วนผู้บริหารการบินไทยชุดปัจจุบัน มาจากช่วง 5 ปีที่ทำแผนฟื้นฟู เป็นกลุ่มผู้บริหารที่มีความสามารถที่สุด เขาคือกลุ่มที่ทำให้การบินไทยฟื้นขึ้นมา และรู้ธุรกิจการบิน กลุ่มนี้ยังอยู่ มีความเข้มแข็ง แต่ถ้าไปเจอคนงี่เง่าที่ทำงานด้วย สักพักหนึ่งก็จะหมดแรงหรือการตัดสินใจช้า องค์กรเดินได้ช้า อาจจะพลาดโอกาส เพราะธุรกิจการบินเปลี่ยนแปลงเร็วตลอดเวลา 

คนการบินไทยรักและหวงแหนองค์กรมาก

เมื่อถามว่าการบินไทยจะเดินไปต่ออย่างไรไม่ให้ซ้ำรอย นายปิยสวัสดิ์กล่าวว่าตอนนี้การบินไทยมีผู้บริหารที่แข็งมาก และกลุ่มนี้เขารักและหวงแหนการบินไทย เพราะเขาสร้างมันขึ้นมาจากที่แทบล้มละลาย และต้องการให้บริษัทอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ตอนนี้เรามีกรรมการบริหารจัดการตามปกติ ซึ่งต้องเลือกกรรมการที่ดี และรัฐบาลต้องใจกว้างในการสรรหากรรมการที่เหมาะสม และเอาคนที่มีความสามารถเหมาะสมกับการทำธุรกิจที่แข่งขันมากที่สุดในโลกเข้ามา 

“คนที่จะมาเป็นกรรมการควรจะถามตัวเองด้วยซ้ำว่าเข้ามาแล้วเพิ่มมูลค่าให้บริษัทได้ ถ้าตอบว่าไม่รู้ เข้ามาเสวยตำแหน่งเฉยๆ อย่าเอามาเลย คนที่เข้ามาเป็นกรรมการต้องช่วยบริษัทฟื้นฟูต่อไปได้อย่างยั่งยืน การสรรหากรรมการเป็นเรื่องสำคัญ และไม่เฉพาะการบินไทย รวมถึงรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ด้วยถ้าอยากเห็นรัฐวิสาหกิจไทยมีความยั่งยืนต่อไป” นายปิยสวัสดิ์กล่าว 

เปลี่ยน Mindset แก้ปัญหา

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการบินไทยทุกวันนี้ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนดีขึ้นมาก แข่งขันกับสายการบินอื่นได้ แต่มาจากการวางแผน ทำตามยุทธศาสตร์ เดินตามแผนฟื้นฟู เรามาขึงดูว่าจุดอ่อน จุดแข็งแป็นอย่างไร ถามทุกฝ่ายว่า ทุกวันนี้การบินไทยมีจุดอ่อนคืออะไร บางคนก็นึกไม่ออก 

แต่ความจริงแล้วคิดว่าการบินไทยแทบไม่มีจุดอ่อนเลย ปัจจัยภายนอกเจอเหมือนกัน ซึ่งปัจจัยภายในการบินไทย มีจุดแข็งคือ ภูมิศาสตร์ที่ดี มีจิตใจการบริการที่ดี ต้นทุนต่อพนักงานต่ำกว่าถ้าเทียบกับสายการบินอื่น ขณะเดียวกันประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น 20% 

สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือ ยุทธศาสตร์การขาย หลักๆ 95% เหมือนเดิมที่เป็นสายการบินที่มีเครือข่าย แต่ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ ขายแบบ point to point เป็นหลัก ไม่ได้ใช้จุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ของเรามาเป็นประโยชน์

ดังนั้น ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราจัดการเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น วางแผนดู data ว่าผู้โดยสารมีแต่ละตลาดที่บินข้ามประเทศไทย ทำอย่างไรที่จะดึงราฟฟิกมาประเทศไทยได้ จาก point to point 6% ของการบินไทย แต่วันนี้มี 22% แปลว่าเราดึงผู้โดยสารจากสายการบินอื่นมาไว้ที่ประเทศไทย นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากๆ และสะท้อนมายังผลประกอบการ ไตรมาสที่ 2-3 ไม่ขาดทุน กำไรคงที่ จากเดิมที่ไตรมาส 2 และ 3 ขาดทุนมาตลอด 

นายชายกล่าวด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ของการบินไทย 10 ปีย้อนหลังการบินไทยมีปัญหาเรื่องฮาร์ดแวร์ เช่น เครื่องบิน เพราะการขาดทุน จึงลดงบลงทุน การจัดหาเครื่องบิน วันนี้เรารู้ปัญหา 3 ปีที่ผ่านมาดำเนินการแก้ไข เราปรับปรุงเครื่องบิน 320 จะมีเครื่องแอร์บัส 321 neo เข้ามาใหม่ ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะได้เครื่องบินลำตัวกว้างจากโรงงานเพิ่มขึ้นมาอีก 

“ช่วงนั้น 1 ปีแรกหลังจากฟื้นฟูเป็นเรื่องของการเอาชีวิตรอด ทำอย่างไรให้ตัวเองรอด แต่หลังจาก 1 ปีแล้ว ต้องดูอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะธุรกิจการบินต้องดู long term  ซึ่งเราทำได้ดีในการจัดหาเครื่องบิน 2023 ต้น 2024 ไปลงนามจัดหากับผู้ผลิตเครื่องบินและเครื่องยนต์เพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องบินในอนาคต ถ้าเป็นเมื่อก่อนใช้ mind set เดิมๆ ใช้เวลาในการตัดสินใจนานๆ ก็ไม่มีทางได้ฝูงบินเหล่านี้มา และอยู่ที่ผู้บริหารข้างบนว่าจะสนับสนุนคนทำงานได้มากขนาดไหน” นายชายกล่าว และว่า  

mindset สำคัญมากในการทำธุรกิจ เราเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร เปลี่ยน core value มี 3 ข้อ คือ agility ต้องมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว ถ้าไม่รวดเร็วไม่ทันคนอื่นต่อการเปลี่ยนแปลง และเป็นสาเหตุที่ทำให้การบินไทยเกือบล้มละลาย integrity ความซื่อสัตย์ ซื่อตรง และ mastering of customer ใส่ใจลูกค้า ความเป็นมืออาชีพ สะท้อนคุณสมบัติของคนทำธุรกิจ

การที่ผู้บริหารของการบินไทยชุดปัจจุบันสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ได้นั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการรักษาสถานะนี้ไว้ให้ได้ในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “การบินไทย” แนะรัฐบาลขายหุ้นลดบทบาทการบริหาร หวั่น “การเมือง” เข้าล้วงลูก-ธุรกิจซ้ำรอยเดิม

ดร.เอ้ แนะวิธีหยุดถนนทรุด ห่วง สน.สามเสน

จากเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารโดยรอบ โดยเฉพาะสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ล่าสุด ดร.เอ้ ได้ออกมาให้คำแนะนำถึงวิธีการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขและป้องกันสถานการณ์ ถนนทรุด ที่อาจเกิดขึ้น

ศาสตราจารย์ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและเปิดเผยว่า จุดที่น่ากังวลคือดินไหลเข้าอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่สร้างเสร็จแล้ว ทำให้เกิดการยุบตัว โดยดินไหลจากฝั่งสถานีตำรวจสามเสนและวชิรพยาบาลเข้าไปในอุโมงค์

ดร.เอ้ แนะเร่งทำ 2 วิธี หยุดถนนทรุด ห่วง สน.สามเสน บอกไม่ใช่แค่เสาเข็มหลุด

2 วิธีเร่งด่วนหยุดถนนทรุด ที่ ดร.เอ้ แนะนำคือ:

  1. ปิดรูอุโมงค์: ไม่ว่าจะปิดจากข้างในหรือข้างนอก ก็มีความจำเป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ดินไหลลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีฝนตกที่จะยิ่งเร่งการไหลของดิน
  2. ติดตั้งหมุดวัด: บริเวณพื้นถนนถึงสี่แยก ควรปักหมุดวัดเพื่อตรวจสอบการเคลื่อนตัวของดินอย่างใกล้ชิด เพราะการมองด้วยตาเปล่าอาจไม่เห็นรอยยุบตัวที่เกิดขึ้น การติดตั้งหมุดวัดจะช่วยให้สามารถอพยพผู้คนได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ดร.เอ้ ยังแสดงความเป็นห่วงเป็นพิเศษต่อสถานีตำรวจนครบาลสามเสน โดยระบุว่าสถานการณ์น่ากังวลกว่าที่คิด เพราะไม่ใช่แค่เสาเข็มด้านหน้าหลุด แต่ดินยุบเข้าไปด้านใต้ถึง 20 เมตร ซึ่งเกินครึ่งของอาคาร

ความกังวลเกี่ยวกับ สน.สามเสน กับเหตุการณ์ ถนนทรุด

“สิ่งที่ห่วงที่สุดคือ สถานีตำรวจนครบาลสามเสน เพราะมองไปแล้วไม่ใช่เสาเข็มด้านหน้าหลุดเท่านั้น แต่ลึกเข้าไปด้านใต้ 20 เมตร เข้าไปเกินครึ่ง อาคารตอนนี้ต้องภาวนาอย่างเดียว อย่าให้ตึกของสถานีตำรวจนครบาลสามเสนยุบลงไป เพราะถ้ายุบลงไปจะเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้ ขอให้ทุกคนออกจากพื้นที่ และอย่าเข้าไปจุดนี้เด็ดขาด” ดร.เอ้ กล่าว

ในส่วนของอาคารผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ดร.เอ้ กล่าวว่า อาคารนี้มีความปลอดภัยเนื่องจากเป็นตึกสูงที่ตอกเสาเข็มลึกลงไปต่ำกว่าชั้นอุโมงค์ และยังมีผนังกั้นดินค้ำอยู่

นอกจากนี้ ดร.เอ้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีผู้เชี่ยวชาญดูแลการปฏิบัติงานในพื้นที่ และการใช้อุปกรณ์ตรวจวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์และป้องกันการขยายวงกว้างของการถนนทรุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน

การแก้ไขปัญหาถนนทรุดครั้งนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเร่งดำเนินการตามคำแนะนำของ ดร.เอ้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ดร.เอ้ แนะเร่งทำ 2 วิธี หยุดถนนทรุด ห่วงตึก สน.สามเสน บอกไม่ใช่แค่เสาเข็มหลุด

ทำไมยูโรปาลีกแข่งวันพุธ? หาคำตอบ!

ยูโรปาลีกฤดูกาล 2025-26 เริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในสัปดาห์นี้ โดยมีรูปแบบที่ไม่ปกติคือมีการแข่งขันถึง 9 คู่ในคืนวันพุธ

น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และ เซลติก เป็นหนึ่งใน 18 ทีมที่จะลงสนามในคืนเปิดฤดูกาล ขณะที่ แอสตัน วิลล่า และ เรนเจอร์ส จะเริ่มต้นแคมเปญของพวกเขาในคืนวันพฤหัสบดีตามธรรมเนียม

เช่นเดียวกับการกลับมาของแชมเปี้ยนส์ลีกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว การแข่งขันที่จะเกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของสัปดาห์พิเศษสำหรับยูโรปาลีก โดยไม่มีการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีกหรือคอนเฟอเรนซ์ลีก

ตามธรรมเนียมแล้ว การแข่งขันทั้งหมดในรายการนี้จะจัดขึ้นในคืนวันพฤหัสบดี ซึ่งจะยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดทั้งฤดูกาลยูโรปาลีก

สัปดาห์พิเศษของการแข่งขันสำหรับทั้งสามรายการของสโมสรยุโรปเริ่มต้นเมื่อฤดูกาลที่แล้วและยังคงมีอยู่ในการแข่งขันครั้งนี้

แนวคิด ‘พิเศษ’ ช่วยให้ยูฟ่าสามารถแสดงการแข่งขันที่สำคัญในยุโรปและให้ความสำคัญกับทั้งสามรายการ

ในขณะที่รอบพิเศษของแชมเปี้ยนส์ลีกเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รอบสุดท้ายของการแข่งขันลีกของคอนเฟอเรนซ์ลีกในวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคมก็จะมีการเล่นในสัปดาห์การแข่งขันพิเศษเช่นกัน

ทำไมยูโรปาลีกแข่งวันพุธ?

การที่ ยูโรปาลีกแข่งวันพุธ? นั้นเป็นเพราะการจัดสรรสัปดาห์พิเศษให้แต่ละรายการเพื่อให้ได้รับความสนใจอย่างเต็มที่

แล้วทำไมยูโรปาลีกแข่งวันพุธถึง 9 คู่?

การแข่งขันยูโรปาลีกเก้าคู่จะจัดขึ้นในวันพุธนี้:

  • มิดทิลลันด์ พบ สตูร์ม กราซ (17:45 BST)

  • PAOK พบ มัคคาบี้เทลอาวีฟ (17:45 BST)

  • ดินาโมซาเกร็บ พบ เฟเนร์บาห์เช่ (20:00 BST)

  • เซอร์เวนา ซเวซดา พบ เซลติก (20:00 BST)

  • ไฟรบวร์ก พบ บาเซิล (20:00 BST)

  • มัลโม่ พบ ลูโดโกเรตส์รัซกราด (20:00 BST)

  • นีซ พบ โรมา (20:00 BST)

  • เรอัลเบติส พบ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (20:00 BST)

  • บราก้า พบ เฟเยนูร์ด (20:00 BST)

บทความนี้เป็นบทความล่าสุดจากทีม Ask Me Anything ของ BBC Sport

What is Ask Me Anything?

Ask Me Anything เป็นบริการที่อุทิศตนเพื่อตอบคำถามของคุณ

เราต้องการตอบแทนเวลาของคุณโดยบอกสิ่งที่คุณไม่รู้และเตือนสิ่งที่คุณทำ

ทีมงานจะค้นหาสิ่งที่คุณต้องรู้ทั้งหมดและสามารถเรียกใช้เครือข่ายผู้ติดต่อรวมถึงผู้เชี่ยวชาญและนักวิจารณ์ของเรา

เราจะตอบคำถามของคุณจากใจกลางห้องข่าว BBC Sport และเข้าถึงเบื้องหลังในงานกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

การรายงานข่าวของเราจะครอบคลุมเว็บไซต์ BBC Sport แอป โซเชียลมีเดีย และบัญชี YouTube รวมถึง BBC TV และวิทยุ

More questions answered…

โดยรวมแล้ว การที่ ยูโรปาลีกแข่งวันพุธ? นั้นเป็นผลมาจากการวางแผนจัดตารางการแข่งขันเพื่อให้แต่ละรายการได้รับความสนใจสูงสุดจากแฟนบอลทั่วโลก ทำให้เราได้มีโอกาสชมเกมที่น่าตื่นเต้นในวันธรรมดาที่ไม่คุ้นเคย อย่าลืมติดตามชมเกม ยูโรปาลีกแข่งวันพุธ? ทั้งหลาย!

ที่มา – Why are there Europa League games on Wednesday?

ตำรวจฮีโร่ช่วยแม่คลอดลูกบนรถสามล้อ คอหวยส่องเลข

นาทีระทึก! ตำรวจฮีโร่ได้รับแจ้งเหตุหญิงเจ็บท้องใกล้คลอดบนรถสามล้อ พอไปถึงที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าเด็กคลอดออกมาแล้ว! คอหวยไม่พลาด ส่องเลขเด็ดจากเหตุการณ์ตำรวจฮีโร่ช่วยแม่คลอดลูกบนรถสามล้อนี้ โดยเฉพาะหมายเลขหมวกจราจรเพื่อนำไปเสี่ยงโชค

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 24 กันยายน 2568 ขณะที่ ด.ต.เจริญ จันทร์รักษ์ ผบ.หมู่ จราจร สภ.เมืองอุดรธานี ปฏิบัติหน้าที่หน่วยเคลื่อนที่เร็วให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุทางจราจร กำลังอำนวยความสะดวกการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วน บริเวณหน้าโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ได้รับแจ้งจากศูนย์กู้ชีพ 1669 ว่ามีเหตุหญิงเจ็บท้องคลอด โดยสารมากับรถสามล้อเครื่อง จอดอยู่ที่ริมรั้วบ้านพักข้าราชการสำนักงานคลังจังหวัดอุดรธานี ถนนเพาะนิยม ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ 800 เมตร เกรงว่าจะคลอดก่อนถึงโรงพยาบาล จึงรุดไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบชาวบ้านจำนวนมากกำลังมุงดูหญิงสาวซึ่งทราบชื่อภายหลังว่า นางคำพลอย อายุ 41 ปี ได้คลอดทารกเพศหญิงบนรถสามล้อเครื่อง โดยอุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมแขน ทารกร้องเสียงดัง มีเด็กชายวัยประมาณ 2 ขวบนั่งมาด้วย ส่วนชายอายุราว 55-60 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับรถสามล้อเครื่อง ยังอยู่ในอาการตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ด.ต.เจริญ ได้นำผ้าห่มฉุกเฉินมาห่มให้ทารกน้อยเพื่อให้ความอบอุ่น ก่อนจะบอกให้ชายคนดังกล่าวขับรถสามล้อไปยังโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 800 เมตร เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ก็ได้รีบนำแม่และทารกเข้าห้องฉุกเฉินเพื่อให้การช่วยเหลือในทันที ซึ่งทั้งแม่และลูกปลอดภัยดี ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นรถสามล้อเครื่องขับมาจากถนนประชารักษา เมื่อถึงสามแยกอาชีวะได้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนเพาะนิยม ก่อนจอดริมถนนเพื่อรอเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ

ด.ต.เจริญ จันทร์รักษ์ ผบ.หมู่ จราจร สภ.เมืองอุดรธานี เล่าว่า ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วน ได้มีชาวบ้านโทรศัพท์แจ้งไปยัง 1669 ศูนย์กู้ชีพโรงพยาบาลอุดรธานี ว่ามีหญิงเจ็บท้องคลอดอยู่บนรถสามล้อเครื่อง จอดอยู่บริเวณข้างวิทยาลัยอาชีวศึกษา ถนนเพาะนิยม ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาล หากรอรถกู้ชีพมารับ ระยะทางอาจจะกระชั้นชิดเกินไป ตนเองมีเครื่องมือและรถจักรยานยนต์ที่มีศักยภาพ สามารถนำส่งโรงพยาบาลได้ จึงได้ออกไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบว่าเด็กได้คลอดออกมาแล้ว จึงได้ให้การช่วยเหลือตามที่ได้รับการฝึกอบรมมา พบว่าเป็นทารกเพศหญิง แม่รู้สึกดีใจที่มีเจ้าหน้าที่มาให้ความช่วยเหลือ คาดว่าน่าจะเป็นลูกคนที่สองเนื่องจากคลอดง่าย หากเป็นลูกคนแรกน่าจะคลอดยากกว่านี้

ด.ต.เจริญ เล่าต่อว่า คุณตาซึ่งเป็นผู้ขับรถสามล้อเครื่อง มีอาการตกใจ เนื่องจากไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ไม่เคยเห็นเด็กทารกคลอดบนรถ ตนจึงได้เรียกสติกลับคืนมา โดยบอกให้คุณตาขับรถสามล้อไปยังโรงพยาบาล เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ตนได้บอกให้คุณตาปิดสวิตช์รถสามล้อเครื่อง เนื่องจากกลัวว่ารถจะไหล แต่คุณตาไม่ได้ยิน อาจจะเป็นเพราะตกใจจนหูดับไปเลย

หลังจากที่คลิปเหตุการณ์ตำรวจฮีโร่ช่วยแม่คลอดลูกบนรถสามล้อถูกเผยแพร่ในเพจต่างๆ ก็มีแฟนคลับและเพื่อนตำรวจเข้ามาสอบถามว่า รถสามล้อเครื่องไม่มีหมายเลขทะเบียน จะนำเลขอะไรไปซื้อลอตเตอรี่เสี่ยงโชค เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ชมแต่ละท่าน เห็นเลขตรงไหนก็เลือกเลขนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะบอกว่า ผู้หญิงคลอดลูกบนรถสามล้อ ทารกคือเลข 1 สามล้อคือเลข 3 ล้อคือเลข 0 ก็จะได้เลข 130 ส่วนหมายเลขหมวกจราจรของตำรวจคือเลข 630 เลขสองตัวที่ตรงกันคือ 30 ซึ่งคอหวยไม่พลาดที่จะนำไปเสี่ยงโชคในงวดวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามความเชื่อส่วนบุคคล

ตำรวจฮีโร่ช่วยแม่คลอดลูกบนรถสามล้อ

เลขเด็ดจากเหตุการณ์ตำรวจฮีโร่ช่วยแม่คลอดลูกบนรถสามล้อ

เหตุการณ์ตำรวจฮีโร่ช่วยแม่คลอดลูกบนรถสามล้อในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และแสดงให้เห็นว่าฮีโร่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในภาพยนตร์ แต่มีอยู่จริงในชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – ตำรวจฮีโร่ช่วยแม่คลอดลูกบนรถสามล้อ คอหวยไม่พลาดส่องเลขเด็ดเสี่ยงโชค

จ่ายไฟคืนได้เกือบหมดแล้ว หลังถนนทรุด หน้า รพ.วชิรพยาบาล

MEA ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุถนนทรุด บริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล จัดทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเข้าดำเนินการแก้ไข ล่าสุดสามารถจ่ายไฟคืนได้เกือบหมดแล้ว หลังถนนทรุด หน้า รพ.วชิรพยาบาล

เวลา 11.00 น. วันที่ 24 ก.ย. 68 นายราเชนทร์ อันเวช ผู้ช่วยผู้ว่าการ MEA หรือการไฟฟ้านครหลวง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์กรณีถนนทรุดตัวบริเวณถนนสามเสน หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ MEA ร่วมตรวจสอบความปลอดภัยของโครงสร้างเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าในจุดเกิดเหตุ MEA ได้เร่งจัดทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเข้าดำเนินการแก้ไข ล่าสุดสามารถจ่ายไฟคืนได้เกือบหมดแล้ว หลังถนนทรุด หน้า รพ.วชิรพยาบาล เหลือเพียงบางส่วนในพื้นที่ตึกแถวบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ไม่ปลอดภัย และได้อพยพประชาชนออกเพื่อความปลอดภัยแล้ว

สำหรับความมั่นคงด้านระบบไฟฟ้า และความพร้อมในการให้บริการภายหลังเหตุจ่ายไฟคืนได้เกือบหมดแล้ว หลังถนนทรุด หน้า รพ.วชิรพยาบาล นั้น MEA มีระบบเฝ้าระวังและทีมฉุกเฉินที่พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลและให้บริการประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ทุกที่ทำการของ MEA ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อใช้บริการด้านไฟฟ้าได้ที่การไฟฟ้านครหลวงทั้ง 18 เขต ในวันและเวลาทำการ ระหว่างเวลา 07.30 – 15.30 น. หรือสามารถใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อความสะดวกโดยไม่ต้องเดินทางได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ MEA ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

จ่ายไฟคืนได้เกือบหมดแล้ว หลังถนนทรุด หน้า รพ.วชิรพยาบาล

MEA เร่งจ่ายไฟคืน หลังถนนทรุด

จากเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าในพื้นที่โดยรอบ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยได้ส่งทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการเข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบและแก้ไขระบบไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย

สถานการณ์ล่าสุด: ขณะนี้ MEA สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับคืนได้เกือบทั้งหมดแล้ว คงเหลือเพียงบางส่วนในพื้นที่ตึกแถวบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งยังคงเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัยและต้องอพยพประชาชนออกเพื่อความปลอดภัยก่อน

มาตรการความปลอดภัย: MEA ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก จึงได้ทำการตรวจสอบความปลอดภัยของโครงสร้างเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าในจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

  • ตรวจสอบและซ่อมแซมเสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย
  • ติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรองเพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง
  • ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขสถานการณ์โดยเร็วที่สุด

การให้บริการประชาชน: MEA ยังคงเปิดให้บริการตามปกติที่ทำการทั้ง 18 เขต ในวันและเวลาทำการ หรือสามารถใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความสะดวกของประชาชน

MEA ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ และขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อ MEA ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเสมอ

ที่มา – จ่ายไฟคืนได้เกือบหมดแล้ว หลังถนนทรุด หน้า รพ.วชิรพยาบาล

ไทย-จีน จับมือ เปิดอบรม VERTICAL MICRO – DRAMA

คลาสรูมส์ 2022 ร่วมกับ ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม และพันธมิตรจีน เปิดโครงการ “VERTICAL MICRO – DRAMA PROGRAM 2025” อบรมเชิงปฏิบัติการผลิตละครแนวตั้ง หวังขยายอิทธิพลของวัฒนธรรมเอเชียในตลาดโลก

จาก Workshop สู่ Commercial Success ! 4 หน่วยงาน พันธมิตรจีนพร้อมสนับสนุนเต็มรูปแบบสำหรับโครงการที่ผ่านการคัดเลือกโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ VERTICAL MICRO – DRAMA PROGRAM 2025 ผลิตละครแนวตั้ง ระยะเวลา 10 วัน จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ บริษัท คลาสรูมส์ 2022 จำกัด ร่วมกับ บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม จำกัด, สมาคมส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ฮ่องกง, บริษัท China Pearl River Film Group จำกัด, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (ประเทศไทย), สำนักงานสร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (THACCA) และโครงการ “One Family One Soft Power” (OFOS)

โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันความร่วมมือเชิงลึกและการพัฒนาเชิงนวัตกรรมในอุตสาหกรรมละครแนวตั้ง (MICRO – DRAMA) จีน–ไทย ผ่านการฝึกอบรมเชิงระบบและการฝึกปฏิบัติจริง ได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ กิจกรรมครั้งนี้ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในอุตสาหกรรมได้คัดเลือกผลงานละครแนวตั้งจากทีมชาวไทยที่เข้าร่วมอบรมที่มีความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าทางวัฒนธรรมโดดเด่นจำนวน 3 เรื่อง 1. 7 Days Love Challenge 2.HEART QUAKE 3. A SPICY LOVE STORY แต่ละเรื่องมีการผสมผสานองค์ประกอบทางวัฒนธรรมของจีนและไทยอย่างลึกซึ้ง มีทั้งนวัตกรรมการเล่าเรื่อง และศักยภาพในการสื่อสารสู่ระดับนานาชาติ เข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมงานจริงในระยะพรีโปรดักชัน ครอบคลุมการพัฒนาบท การสร้างทีมงาน และการประสานทรัพยากร และคาดว่าจะมีโครงการคุณภาพสูงอื่น ๆ ตามมาในอนาคตถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์ระหว่างจีน–ไทย

นาย 侯楚峰 (โหว ชู่เฟิง) รองประธานสมาคมส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ฮ่องกง และภัณฑารักษ์ของกิจกรรม กล่าวว่า: “การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างเวทีเพื่อการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ให้กับคนทำงานภาพยนตร์จีนและไทย แต่ยังผลักดันให้เกิดการบ่มเพาะและการลงมือทำในโครงการจริง เราจะยังคงให้การสนับสนุนด้านการจับคู่ทางธุรกิจแก่ผู้สร้างสรรค์ทั้งสองประเทศ เพื่อช่วยให้เนื้อหาจีน–ไทยก้าวสู่เวทีโลก”

นาย 陈一奇 (เฉิน อี้ฉี) รองผู้จัดการทั่วไปของบริษัท China Pearl River Film Group เน้นย้ำในการกล่าวปิดงานว่า: “ละครแนวตั้ง (MICRO – DRAMA)เป็นสื่อสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมในยุคใหม่ ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของโครงการความร่วมมือจีน–ไทย สะท้อนถึงการบูรณาการและพลังนวัตกรรมที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ทั้งสองประเทศ เราคาดหวังว่าจะมีความร่วมมือเชิงปฏิบัติมากยิ่งขึ้น เพื่อร่วมกันขยายอิทธิพลของวัฒนธรรมเอเชียในตลาดโลก”

การจัดอบรมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ และมีการขับเคลื่อนโครงการที่เป็นรูปธรรม ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับความร่วมมือด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์จีน–ไทย ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มที่จะผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์และการเผยแพร่ผลงานข้ามวัฒนธรรมคุณภาพสูงมากยิ่งขึ้น

ไทย-จีน จับมือ เปิดอบรม VERTICAL MICRO – DRAMA

โครงการ ไทย-จีน จับมือ เปิดอบรม VERTICAL MICRO – DRAMA นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ของทั้งสองประเทศ การอบรมเชิงปฏิบัติการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดความรู้และเทคนิคในการผลิตละครแนวตั้ง แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างผู้สร้างสรรค์จากทั้งสองวัฒนธรรมอีกด้วย

ละครแนวตั้งคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ?

ละครแนวตั้ง หรือ Vertical Micro Drama เป็นรูปแบบละครขนาดสั้นที่ออกแบบมาเพื่อรับชมบนโทรศัพท์มือถือ โดยเน้นเนื้อหาที่กระชับ รวดเร็ว และดึงดูดผู้ชมในเวลาอันสั้น ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือที่ง่ายขึ้น ทำให้ละครแนวตั้งกลายเป็นสื่อบันเทิงที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ การอบรม ไทย-จีน จับมือ เปิดอบรม VERTICAL MICRO – DRAMA ครั้งนี้จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้สร้างสรรค์ไทยในการเข้าสู่ตลาดที่กำลังเติบโตนี้

การร่วมมือกับจีนซึ่งเป็นผู้นำในด้านการผลิตและเผยแพร่ละครแนวตั้ง จะช่วยให้ผู้สร้างสรรค์ไทยได้เรียนรู้จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของจีน และสามารถนำมาปรับใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก นอกจากนี้ การผสมผสานวัฒนธรรมและเรื่องราวของไทยและจีนเข้าด้วยกัน จะทำให้ละครแนวตั้งที่ผลิตขึ้นมีความน่าสนใจและแตกต่าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

การอบรม ไทย-จีน จับมือ เปิดอบรม VERTICAL MICRO – DRAMA ไม่ได้เป็นเพียงแค่การอบรม แต่เป็นการสร้างโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ไทย การสนับสนุนและพัฒนาผู้สร้างสรรค์ให้มีความรู้และทักษะที่ทันสมัย จะช่วยผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตละครแนวตั้งที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ที่มา – ไทย-จีน จับมือ เปิดอบรม VERTICAL MICRO – DRAMA ปั้นละครแนวตั้งสู่ตลาดโลก