วัน: 25 กันยายน 2025

ฮือฮา! ทีมแพทย์รักษา “โรคฮันติงตัน” สำเร็จครั้งแรก

ทีมแพทย์จากหลายประเทศที่ร่วมทำการวิจัยเผยว่า พวกเขาสามารถรักษาโรคฮันติงตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคทางพันธุกรรมที่โหดร้ายที่สุดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นับเป็นข่าวดีสำหรับผู้ป่วยและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โรคฮันติงตัน (Huntington’s disease) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำลายเซลล์สมองอย่างต่อเนื่อง มีอาการคล้ายกับโรคสมองเสื่อม (dementia) โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) และโรคเซลล์ประสาทสั่งการ (motor neurone disease) รวมกัน ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการควบคุมการเคลื่อนไหว ความคิด และอารมณ์

ศาสตราจารย์ซาราห์ ทาบริซี ผู้นำการวิจัยในส่วนของสหราชอาณาจักร อธิบายทั้งน้ำตาว่า ทีมแพทย์สามารถชะลอโรคฮันติงตันในผู้ป่วยได้ถึง 75% ซึ่งหมายความว่า อาการที่ปกติจะทรุดลงในหนึ่งปีจะใช้เวลาถึงสี่ปีหลังจากการรักษา ทำให้ผู้ป่วยมี “คุณภาพชีวิตที่ดี” ไปอีกหลายสิบปี

ทีมนักวิจัยใช้วิธีการรักษาแบบใหม่คือการบำบัดด้วยยีน (gene therapy) ผ่านการผ่าตัดสมองที่ละเอียดอ่อนซึ่งใช้เวลานานถึง 12 ถึง 18 ชั่วโมง เทคนิคนี้เป็นการพลิกโฉมวงการแพทย์และมอบความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วย

ตามปกติแล้วอาการแรกเริ่มของโรคฮันติงตันมักจะปรากฏในช่วงอายุ 30 หรือ 40 ปี และปกติจะเสียชีวิตภายใน 20 ปี แต่ด้วยวิธีการใหม่นี้ ทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการออกมาเลยหากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ การวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ศาสตราจารย์ทาบริซี ผู้อำนวยการศูนย์โรคฮันติงตันแห่งมหาวิทยาลัย คอลเลจ ลอนดอน (UCLH) กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้นั้น “น่าทึ่งมาก เราไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าจะสามารถชะลอการลุกลามของโรคในทางคลินิกได้ถึง 75%”

ทีมวิจัยไม่เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยทั้ง 29 คนที่เข้าร่วมในการวิจัยออกมา แต่มีผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งต้องเกษียณจากงานด้วยเหตุผลทางการแพทย์ สามารถกลับไปทำงานได้อีกครั้ง ส่วนผู้ป่วยรายอื่นๆ ที่เข้าร่วมก็ยังคงเดินได้ แม้จะมีการคาดการณ์ว่าพวกเขาอยู่ในช่วงที่ต้องใช้รถเข็นแล้วก็ตาม นี่เป็นข้อพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของการรักษา

คาดกันว่าการรักษาเยียวยาโรคฮันติงตันนี้อาจยังต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือช่วงเวลาแห่งความหวังอย่างแท้จริงสำหรับผู้ป่วยโรคที่ทำร้ายผู้คนในช่วงวัยสำคัญของชีวิต และสร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัวมากมาย การค้นพบนี้จะนำไปสู่การพัฒนาวิธีการรักษาที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ โรคฮันติงตันเกิดจากความผิดปกติของดีเอ็นเอส่วนที่เรียกว่า ยีนฮันติงติน (huntingtin gene) ซึ่งหากพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ ลูกที่เกิดมามีโอกาสถึง 50% ที่จะได้รับยีนที่ผิดปกติ และในที่สุดก็จะพัฒนาไปเป็นโรคฮันติงตันด้วยเช่นกัน

การกลายพันธุ์นี้จะเปลี่ยนโปรตีนปกติที่จำเป็นในสมอง ซึ่งเรียกว่าโปรตีนฮันติงติน (huntingtin protein) ให้กลายเป็นโปรตีนที่ทำลายเซลล์ประสาท เป้าหมายของการรักษานี้จึงเป็นการหาทางลดระดับโปรตีนที่เป็นพิษนี้อย่างถาวรในการรักษาเพียงครั้งเดียว

ทีมวิจัยดำเนินการรักษาด้วยการใช้เทคโนโลยีทางพันธุกรรมที่ล้ำสมัย โดยผสมผสานการบำบัดด้วยยีนและการยับยั้งการแสดงออกของยีน (gene silencing) เข้าด้วยกัน

การรักษาเริ่มต้นด้วยการฉีดไวรัสที่ไม่เป็นอันตราย ซึ่งมีลำดับพันธุกรรมที่ได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นพิเศษ เข้าไปในสมองส่วนลึก โดยใช้การสแกนด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แบบเรียลไทม์เพื่อนำทางสายสวนขนาดเล็ก (microcatheter) ไปยังสมอง 2 ส่วน ได้แก่ caudate nucleus และ putamen ซึ่งต้องใช้เวลาผ่าตัด 12-18 ชั่วโมง

หลังจากนั้น ไวรัสจะทำหน้าที่เหมือนบุรุษไปรษณีย์ขนาดจิ๋ว โดยส่งดีเอ็นเอชิ้นใหม่เข้าไปในเซลล์สมองและเริ่มทำงาน สิ่งนี้จะเปลี่ยนเซลล์ประสาทให้กลายเป็นโรงงานสำหรับสร้างการบำบัดเพื่อป้องกันการตายด้วยตัวเองของเซลล์

เซลล์เหล่านั้นจะสร้างชิ้นส่วนเล็กๆ ของสารพันธุกรรม (เรียกว่า microRNA) ซึ่งออกแบบมาเพื่อดักจับและปิดการใช้งานคำสั่ง (เรียกว่า messenger RNA) ที่ถูกส่งมาจากดีเอ็นเอของเซลล์สำหรับสร้างโปรตีนฮันติงตินที่กลายพันธุ์ (mutant huntingtin) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ระดับของโปรตีนฮันติงตินที่กลายพันธุ์ในสมองลดลง

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าสามปีหลังการผ่าตัด โรคนี้ชะลอตัวลงโดยเฉลี่ย 75% โดยอิงจากการวัดความสามารถในการรับรู้, การทำงานของกลไกในร่างกาย และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ร่วมกัน

ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าการรักษานี้ช่วยรักษาเซลล์สมองได้ โดยระดับของสารนิวโรฟิลาเมนท์ในน้ำไขสันหลัง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการตายของเซลล์สมอง และควรจะเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 หากโรคดำเนินต่อไป แต่กลับมีระดับต่ำกว่าตอนเริ่มต้นการทดลอง

ทีมวิจัยระบุว่า การรักษานี้ถือว่าปลอดภัย แม้ว่าผู้ป่วยบางรายจะมีอาการอักเสบจากไวรัสที่ทำให้ปวดศีรษะและสับสน ซึ่งอาการดังกล่าวหายไปเองได้ หรืออาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยสเตียรอยด์

ศาสตราจารย์ เอ็ด ไวลด์ จาก UCLH คาดการณ์ว่า การรักษานี้คาดว่า “จะคงอยู่ตลอดชีวิต” เพราะเซลล์สมองไม่ได้ถูกสร้างใหม่เหมือนกับเลือด กระดูก และผิวหนัง ที่ได้รับการสร้างใหม่อย่างต่อเนื่อง

อนึ่ง ปัจจุบันในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และยุโรป มีผู้ป่วยโรคฮันติงตันประมาณ 75,000 คน และอีกหลายแสนคนที่เป็นพาหะของยีนกลายพันธุ์ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะพัฒนาไปเป็นโรคนี้ในที่สุด

ฮือฮา ทีมแพทย์รักษา “โรคฮันติงตัน” สำเร็จเป็นครั้งแรก

การค้นพบครั้งนี้เป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยโรคฮันติงตันและครอบครัว การรักษาโรคฮันติงตันด้วยวิธีการบำบัดยีนเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญทางการแพทย์

อนาคตของการรักษาโรคฮันติงตัน

การรักษาโรคฮันติงตันที่ประสบความสำเร็จในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต นักวิจัยยังคงมุ่งมั่นที่จะค้นหาวิธีการรักษาที่สามารถหยุดยั้งการลุกลามของโรคได้อย่างสมบูรณ์แบบ และหวังว่าในอนาคตอันใกล้ ผู้ป่วยโรคฮันติงตันจะสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

ที่มา – ฮือฮา ทีมแพทย์รักษา “โรคฮันติงตัน” สำเร็จเป็นครั้งแรก

รูนีย์: ถ้าไม่มีโคลีน ผมคงตายไปแล้ว

เวย์น รูนีย์ เปิดเผยว่าเขาอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว หากไม่มีภรรยาสุดที่รักอย่างโคลีน คอยช่วยเหลือจัดการปัญหาเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์

อดีตกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษวัย 39 ปี กล่าวว่าเขากำลัง “ดิ้นรนอย่างหนัก” กับปัญหาการดื่มสุราระหว่างเล่นฟุตบอลอาชีพ

รูนีย์ ซึ่งทำประตูได้ถึง 253 ลูกให้กับยูไนเต็ดและเกษียณจากเกมการแข่งขันในปี 2021 ได้แต่งงานกับโคลีนมาตั้งแต่ปี 2008

“ผมเชื่อจริงๆ ว่าถ้าไม่มีเธอ ผมคงตายไปแล้ว” เขากล่าวกับพอดแคสต์ Rio Ferdinand Presents

“ผมเคยทำผิดพลาดในอดีตที่ถูกบันทึกไว้ชัดเจน แต่ผมเป็นคนที่แตกต่างบ้างในบางครั้ง และเธอคอยช่วยให้ผมอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องมาเกือบ 20 ปีแล้ว”

“ผมอยากออกไปสนุกกับเพื่อนๆ และใช้เวลายามค่ำคืนให้เต็มที่ แต่ถึงจุดหนึ่งที่ผมเลยเถิดไปไกลเกิน – นั่นคือช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่ผมกำลังดิ้นรนอย่างหนักกับแอลกอฮอล์”

“ผมไม่คิดว่าผมจะหันไปพึ่งใครได้ ผมไม่อยากทำเพราะไม่อยากเป็นภาระให้ใคร”

“ผมดื่มติดต่อกันสองวัน พอถึงเวลาซ้อมและวันแข่ง ผมยิงประตูได้สองลูก แล้วก็กลับไปดื่มติดต่อกันสองวันอีก เธอช่วยผมควบคุมเรื่องนี้ได้มาก เธอจัดการผมเพราะผมต้องการการจัดการแบบนั้น”

รูนีย์: ถ้าไม่มีโคลีน ผมคงตายไปแล้ว

หลังจากเกษียณจากฟุตบอล รูนีย์หันไปเป็นผู้จัดการทีม โดยล่าสุดเคยคุมทีมพรีมьерลีกอย่างพลีมัธ อาร์ไกล์ ก่อนจะลาออกเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ในการให้สัมภาษณ์กับ BBC Breakfast เมื่อสามปีก่อนเกี่ยวกับความสำคัญของความสัมพันธ์กับโคลีน รูนีย์กล่าวว่า “อาจมีช่วงเวลาที่โคลีนสามารถเดินจากไปได้ แต่เรารักกัน”

“ผมไม่ใช่นักดื่มติดสุรา ผมเป็นนักดื่มแบบ binge ที่ถ้ามีวันหยุดสองวัน ผมจะดื่มติดต่อกันสองวัน แล้วก็ลุกขึ้นมาปัดฝุ่นตัวเอง – หยดตา ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก – เพื่อไปทำงาน จากนั้นก็ต้องวิ่งรอบสนามและซ้อม ผมไม่ได้ให้เวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองกับสโมสรในบางครั้ง”

“ผมเคยพูดคุยกับคนอื่น มันช่วยได้ คุณปล่อยความรู้สึกออกมา ผมไม่ได้ทำแบบนั้น – ผมเก็บไว้ในใจ แล้วมันก็สะสมขึ้น”

ปัญหาการดื่มสุราในชีวิตนักฟุตบอล

เรื่องราวของรูนีย์: ถ้าไม่มีโคลีน ผมคงตายไปแล้ว สะท้อนถึงปัญหาที่หลายนักกีฬาเผชิญ โดยเฉพาะในวงการฟุตบอลที่壓力สูง การแข่งขันดุเดือด และชีวิตหลังไมค์เต็มไปด้วยความคาดหวังจากแฟนบอลและสื่อ รูนีย์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยถูกจับตามองจากพฤติกรรมนอกสนามหลายครั้ง แต่การมีคู่ชีวิตที่คอยสนับสนุนอย่างโคลีน ทำให้เขาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านั้นได้

ในวงการกีฬา ปัญหาการดื่มสุราไม่ใช่เรื่องใหม่ นักเตะหลายคนเคยเปิดใจว่าการดื่มช่วยคลายเครียดหลังเกม แต่หากไม่มีการควบคุม อาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพและอาชีพ รูนีย์ยอมรับว่าเขาคือ ‘binge drinker’ ที่ดื่มหนักในช่วงสั้นๆ แต่โชคดีที่มีโคลีนคอยช่วยให้เขาควบคุมตัวเอง

นอกจากนี้ รูนีย์ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพูดคุยและขอความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นบทเรียนสำหรับนักกีฬารุ่นใหม่ๆ ที่อาจกำลังเผชิญปัญหาคล้ายกัน การเปิดใจของรูนีย์ในพอดแคสต์นี้ไม่เพียงแต่เล่าถึงชีวิตส่วนตัว แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าความรักและการสนับสนุนจากคนใกล้ชิดสามารถช่วยชีวิตได้จริง

สำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทยที่ชื่นชอบรูนีย์ เรื่องราวนี้ยิ่งทำให้เห็นถึงด้านมนุษย์ของซูเปอร์สตาร์รายนี้ ที่แม้จะเก่งกาจบนสนาม แต่ก็มีจุดอ่อนที่ต้องพึ่งพาคนอื่น ช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าการเป็นนักเตะดังไม่ใช่เรื่องง่าย

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญปัญหาการติดสุรา อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่ไว้ใจ การพูดคุยสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ ลองเริ่มจากองค์กรช่วยเหลือในท้องถิ่นหรือปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

หากคุณได้รับผลกระทบจากประเด็นในบทความนี้ เยี่ยมชม BBC’s Action Line เพื่อข้อมูลและการสนับสนุนเพิ่มเติม

สุดท้ายแล้ว เรื่องราวของรูนีย์แสดงให้เห็นว่าความเข้มแข็งมาจากการยอมรับจุดอ่อนและการมีผู้ช่วยเหลือที่แท้จริง มันเป็นแรงบันดาลใจสำหรับทุกคนที่กำลังต่อสู้กับปัญหาส่วนตัว

ที่มา – ‘I’d be dead without Coleen’ – Rooney

FK Arsenal Tivat โดนแบนยูโรป ลดเหลือ 7 ปีจากล้มบอล

FK Arsenal Tivat โดนแบนยูโรป ลดเหลือ 7 ปีจากล้มบอล

สโมสรฟุตบอล FK Arsenal Tivat จากมอนเตเนโกร ได้รับข่าวดีหลังจากที่การแบนจากรายการแข่งขันในยุโรปถูกลดลงจากเดิม 10 ปี เหลือเพียง 7 ปี หลังจากยื่นอุทธรณ์ต่อสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการล้มบอล

FK Arsenal Tivat โดนแบนยูโรป ลดเหลือ 7 ปีจากล้มบอล: รายละเอียดเหตุการณ์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากการสอบสวนของยูฟ่าเกี่ยวกับการแข่งขันในรอบคัดเลือกแรกของยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก ปี 2023 ซึ่ง FK Arsenal Tivat พบกับทีม Alashkert จากอาร์เมเนีย นัดแรกจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ที่บ้านของ Alashkert แต่ในนัดที่สองที่สนามเหย้าของ Arsenal Tivat พวกเขาพ่ายแพ้อย่างน่าอับอาย 1-6 ทำให้ถูกยูฟ่าตัดสินลงโทษในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

การลงโทษเดิมรวมถึงการแบนสโมสรจากรายการแข่งขันยุโรปนาน 10 ปี จนถึงฤดูกาล 2034-35 พร้อมปรับเงิน 500,000 ยูโร (ประมาณ 433,000 ปอนด์) นอกจากนี้ ผู้เล่นและเจ้าหน้าที่บางคนยังถูกแบนตลอดชีวิต เช่น Nikola Celebic และ Ranko Krgovic ขณะที่ผู้เล่นอีกสามคน ได้แก่ Cetko Manojlovic, Radule Zivkovic และ Dusan Puletic ถูกแบน 10 ปี

อย่างไรก็ตาม หลังจากยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ของยูฟ่า การแบนของสโมสร FK Arsenal Tivat โดนแบนยูโรป ลดเหลือ 7 ปีจากล้มบอล ถูกย่อให้เหลือจนถึงสิ้นฤดูกาล 2031-32 และค่าปรับลดลงเหลือ 400,000 ยูโร (ประมาณ 349,000 ปอนด์) สำหรับ Dusan Puletic ผู้รักษาประตูของทีม การตัดสินเดิมถูกยกเลิก ทำให้เขาสามารถกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง

สาเหตุที่ FK Arsenal Tivat โดนแบนยูโรป ลดเหลือ 7 ปีจากล้มบอล

ยูฟ่าพบว่าสโมสรละเมิดมาตรา 11 เกี่ยวกับหลักการพฤติกรรมทั่วไป และมาตรา 12 เกี่ยวกับความซื่อสัตย์ของการแข่งขันและการล้มบอล การล้มบอลถือเป็นปัญหาใหญ่ในวงการฟุตบอล โดยเฉพาะในระดับล่างที่อาจมีแรงจูงใจทางเงิน การตัดสินของยูฟ่านี้旨在รักษาความยุติธรรมและความน่าเชื่อถือของการแข่งขันยุโรป

ฤดูกาลที่แล้ว Arsenal Tivat สามารถรอดจากการตกชั้นได้โดยการชนะในรอบเพลย์ออฟ เพื่อรักษาตำแหน่งในลีกฟุตบอลมอนเตเนโกรดิวิชั่น 1 แม้จะเผชิญปัญหานี้ แต่สโมสรยังคงต้องทำงานหนักเพื่อฟื้นฟูชื่อเสียง

การลดโทษครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการอุทธรณ์สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้ หากมีหลักฐานสนับสนุน แต่ก็ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความร้ายแรงของการล้มบอล ในวงการฟุตบอลยุโรป การรักษาความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผู้เล่น สโมสร และแฟนบอลทุกคนต่างคาดหวังให้การแข่งขันเป็นธรรม

นอกจากนี้ การล้มบอลไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสโมสรที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของแฟนบอลทั่วโลก ยูฟ่ามีบทบาทสำคัญในการปราบปรามปัญหานี้ผ่านการสอบสวนที่เข้มงวดและการลงโทษที่เด็ดขาด สำหรับ FK Arsenal Tivat พวกเขาต้องใช้เวลาอีก 7 ปีในการพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การลดโทษอาจช่วยให้สโมสรมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นบาดแผลใหญ่สำหรับประวัติศาสตร์ของทีม หากคุณเป็นแฟนฟุตบอล ชวนเพื่อนๆ มาอ่านบทความนี้และแบ่งปันความคิดเห็นเกี่ยวกับการล้มบอลในฟุตบอลยุโรปกันเถอะ

ที่มา – FK Arsenal Tivat’s Europe ban for match-fixing cut to seven years

การเข้า-ออกของผู้จัดการทีม ฤดูกาล 2025-26

BBC Sport ติดตามการเข้า-ออกของผู้จัดการทีมทั้งหมดในพรีเมียร์ลีก, สกอตติช พรีเมียร์ชิพ, วีเมนส์ ซูเปอร์ลีก, อีเอฟแอล และแนชันแนลลีก

กันยายน 2025

การเข้า-ออกของผู้จัดการทีม – ฤดูกาล 2025-26: ผู้จัดการทีมใหม่

18 กันยายน: Michael Duff [Wycombe]

12 กันยายน: Danny Webb [Yeovil Town]

9 กันยายน: Ange Postecoglu [Nottingham Forest]

ผู้จัดการทีมที่ลาออกหรือถูกปลด

22 กันยายน: Danny Webb [Yeovil]

20 กันยายน: Kelvin Davis [Eastleigh]

20 กันยายน: Michael Flynn [Cheltenham Town]

18 กันยายน: Mike Dodds [Wycombe Wanderers]

17 กันยายน: Steve Morison [Sutton United]

14 กันยายน: Ruben Selles [Sheffield United]

9 กันยายน: Nuno Espirito Santo [Nottingham Forest]

3 กันยายน: Matt Taylor [Solihull Moors]

ในเดือนกันยายน 2025 การเข้า-ออกของผู้จัดการทีม – ฤดูกาล 2025-26 มีความเคลื่อนไหวสูง โดยเฉพาะในทีมระดับล่างที่กำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายในฤดูกาลใหม่ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มักส่งผลกระทบต่อฟอร์มการเล่นของทีม ทำให้แฟนบอลต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด Michael Duff ที่เข้ามาคุม Wycombe ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจด้วยประสบการณ์จากลีกก่อนหน้า ในขณะที่การจากไปของ Nuno Espirito Santo จาก Nottingham Forest สร้างความฮือฮาเพราะคาดว่าจะช่วยยกระดับทีมได้มากกว่านี้

สิงหาคม 2025

ผู้จัดการทีมใหม่

28 สิงหาคม: Stuart Maynard [York City]

8 สิงหาคม: Gareth Taylor [Liverpool]

ผู้จัดการทีมที่ลาออกหรือถูกปลด

28 สิงหาคม: Adam Hinshelwood [York City]

28 สิงหาคม: Amandine Miquel [Leicester Women]

เดือนสิงหาคมเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลที่หลายทีมตัดสินใจเปลี่ยนผู้จัดการเพื่อตั้งหลักให้มั่นคง Stuart Maynard เข้ามาที่ York City ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ในการพัฒนาเยาวชน ขณะที่ Gareth Taylor ไป Liverpool ถือเป็นเซอร์ไพรส์ใหญ่ที่อาจเปลี่ยนโฉมกองหน้าของทีมได้ การเข้า-ออกของผู้จัดการทีม – ฤดูกาล 2025-26 ในช่วงนี้สะท้อนถึงการวางแผนระยะยาวของสโมสรต่างๆ

กรกฎาคม 2025

ผู้จัดการทีมใหม่

31 กรกฎาคม: Henrik Pedersen [Sheffield Wednesday]

15 กรกฎาคม: Marti Cifuentes [Leicester City]

1 กรกฎาคม: Robbie Savage [Forest Green Rovers]

ผู้จัดการทีมที่ลาออกหรือถูกปลด

29 กรกฎาคม: Danny Rohl [Sheffield Wednesday]

กรกฎาคม 2025 เป็นเดือนที่เต็มไปด้วยการเตรียมทีม โดย Henrik Pedersen เข้ามาคุม Sheffield Wednesday เพื่อนำทีมสู่ระดับสูงขึ้น Marti Cifuentes ที่ Leicester City นำสไตล์สเปนมาผสมผสานกับฟุตบอลอังกฤษ ทำให้แฟนๆ ตื่นเต้น การเข้า-ออกของผู้จัดการทีม – ฤดูกาล 2025-26 ในช่วง preseason นี้ช่วยให้ทีมปรับตัวได้ทันเวลา

โดยรวมแล้ว การเข้า-ออกของผู้จัดการทีม – ฤดูกาล 2025-26 แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของวงการฟุตบอลอังกฤษ สโมสรต่างๆ กำลังมองหาผู้จัดการที่เหมาะสมเพื่อคว้าชัยชนะ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจนำไปสู่การพลิกผันที่น่าติดตามในฤดูกาลนี้ หากคุณเป็นแฟนฟุตบอล อย่าลืมติดตามอัปเดตต่อไปเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

ที่มา – Manager ins and outs – 2025-26 season

นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดรอบดึก กู้บล็อกคอนกรีต

“นายกฯ อนุทิน” ลงพื้นที่ถนนทรุดรอบดึก รับเจ้าหน้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา นำรถเครนขนาด 200 ตัน กู้บล็อกคอนกรีต จำนวน 4 ชิ้น ก่อนอัดกระสอบทราย เตรียมลงพื้นที่ชายแดน ลั่นจะไม่ยอมให้เสียอธิปไตย

เมื่อเวลา 22.50 น. วันที่ 24 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ต่อมา นายอนุทิน ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล ไปยังจุดเกิดเหตุถนนทรุด บริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล

ขณะที่บรรยากาศล่าสุด ยังไม่สามารถอุดบริเวณปล่องที่ยุบลงไปบริเวณอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ เนื่องจากติดปัญหา ตรงที่มีบล็อกคอนกรีตขนาด 4-8 เมตร ซึ่งเป็นบ่อพักสายไฟของการไฟฟ้าฯ จำนวน 4 ชิ้น ชิ้นละประมาณ 30 ตัน ที่สไลด์ลงไปขวางทาง ทำให้ไม่สามารถอัดกระสอบทรายลงไปได้ และเสี่ยงต่อการที่น้ำ และดินจะไหลเข้าไปซ้ำ จึงต้องใช้เครนขนาด 200 ตัน ที่ใช้ในการกู้อาคาร สตง.ถล่ม ที่เดินทางมาจากปทุมธานี ลงไปเกี่ยวบล็อกแล้วนำขึ้นมาก่อน ซึ่งจะได้เร่งทำให้เสร็จในค่ำคืนนี้

จากนั้น เวลา 23.05 น. นายอนุทิน เดินทางมาถึงที่ รพ.วชิรพยาบาล โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. และเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ รายงานสถานการณ์ล่าสุดให้รับทราบ

นายอนุทิน เผยว่า เราต้องมาดูงาน พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ต้องทุ่มเทเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้มากที่สุด พร้อมเร่งคืนพื้นผิวจราจรให้ได้มากที่สุด ให้เร็วที่สุด พรุ่งนี้ทาง รฟม. และผู้รับจ้างจะมีการแถลงข่าวประมาณ 11 โมง ในเรื่องเทคนิคไม่อยากพูดไปก่อน แต่อยากให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจงดีกว่า

เมื่อถามว่า เท่าที่ดูมีปัญหาที่หนักใจหรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า ปริมาณดินที่ถล่มลงไป และสิ่งที่เราจะต้องซ่อมในส่วนของอุโมงค์ที่อาจจะมีการยุบตัว รวมถึงเรื่องโครงสร้างที่เป็นส่วนประกอบ สายไฟฟ้า ความปลอดภัยของอาคารโดยรอบ ถือเป็นสิ่งเร่งด่วนที่ผู้รับผิดชอบทราบ และกำลังเร่งแก้ไข ทั้งการหยุดน้ำ และปิดกั้นรอยรั่วต่างๆ ส่วนเรื่องฝนนั้น ถ้ามีปริมาณฝนตกลงมามาก อาจทำให้เกิดดินสไลด์มากขึ้น ซึ่งเราต้องทำงานแข่งกับเวลา ช่วงนี้ต้องพยายามถม และบดอัดในส่วนที่ยังทำได้อยู่ ส่วนรายละเอียดอยากให้รอถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพรุ่งนี้

ส่วนตึกสูงโดยรอบนั้นทางโยธาธิการ จะมีการตรวจสอบอยู่แล้ว อย่างวชิรพยาบาล ที่เป็นตึกสูง มีที่จอดรถใต้ดิน จะมีกำแพงอยู่ใต้ดินอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเราจะสังเกตว่าดินที่ถล่มลงไปนั้นจะเป็นอาคารที่ไม่สูง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ตอนนี้เร่งอพยพคนออกไปทั้งหมดแล้ว และไม่มีการใช้งานอาคาร ทาง รฟม. ก็คงมีแผนว่าจะไปแก้ไขอาคารเหล่านั้นอย่างไร เนื่องจากมีบางอาคารที่เสาเข็มขาด เพราะเจาะเสาเข็มลงไปแค่ 21 เมตร จึงต้องมาดูว่า ในส่วนของอาคารที่เสาเข็มขาด จะเสริมกลับเข้ามาอย่างไร แต่ทุกอย่างต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

เมื่อถามถึงการยกบล็อก ขนาด 30 ตันขึ้นจากอุโมงค์ นายอนุทิน เผยว่า ก็เห็นกันอยู่แล้วว่าบล็อกที่สามารถตัดเป็นตอนๆ และทยอยยกขึ้นมาได้ และรถเครนสามารถเข้าไปใกล้จุดที่บล็อกคอนกรีตขวางอยู่ได้ เพื่อให้ถมกระสอบทรายได้เต็มที่ ซึ่งกระสอบทรายจะทำให้เกิดการแน่นหนาของดิน และลดความเสี่ยงของการถล่มของดินเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังบอกด้วยว่า ในฐานะที่เป็นรัฐบาล ต้องกราบขออภัยพี่น้องประชาชนทุกท่าน ในสิ่งที่มันเกิดขึ้น เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโทษใคร แต่ต้องเร่งคืนสภาพให้มากที่สุด ส่วนการรับผิดชอบในเรื่องความเสียหายต่างๆ หรือการรับผิดชอบสัญญาทางแพ่ง ทางอาญา ก็จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

ต่อข้อถาม เห็นว่ามีประชาชนร้องเรียนก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ระบุว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ตอนเช้าที่มายังไม่ได้รับตำแหน่ง ตอนนี้รับตำแหน่งแล้ว ก็มาดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ตนและทางผู้ว่าฯ กทม. ทีมงาน ก็เป็นหน้าเดิมทั้งนั้น ก็ต่อสู้กันมาตั้งแต่แผ่นดินไหว ที่อาคาร สตง. กำลังสร้างถล่ม เหตุดินถล่มที่โคราช เมื่อ ก.ย. ปีที่แล้ว ลักษณะพื้นฐานไม่ต่างกันเท่าไร สิ่งที่เป็นปัญหาคือปริมาณดินจำนวนมากที่ไหลลงไปทับ แล้วหน้างานจะทำอย่างไร เพื่อขนย้ายดินเหล่านี้ออกมาให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่าหลังรับตำแหน่งแล้ว จะลงพื้นที่ชายแดนหรือไม่ นายกฯ อนุทิน บอกว่า ต้องไปอยู่แล้ว เพราะมีตำแหน่งเป็น รมว.มหาดไทย อีกหนึ่งตำแหน่ง ตอนนี้ที่ชายแดน เรามีทั้งกองทัพ ทหาร ฝ่ายปกครอง อส. ทำหน้าที่อยู่ และโดยความรับผิดชอบก็ต้องไปด้วยตัวเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับทางรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการ แต่จุดยืนของเราชัดเจนว่า ในการรักษาอธิปไตย ยังให้กองทัพตัดสินใจผ่าน สมช. และกระทำได้โดยผู้ที่รับผิดชอบ ซึ่งตอนนี้คือแม่ทัพภาคที่ 2 ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 2 หลังเดือนกันยายนนี้ คนใหม่ก็อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้งให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาช่วยอีกแรง เนื่องจากเคยเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ท่าทีของไทยในเรื่องของการทูตก็ยังเหมือนเดิม จะต้องมีการขนอาวุธร้ายแรง ระเบิดต่างๆ กำลังพลต่างๆ ให้ออกไปจากพื้นที่ของไทย ไม่อย่างนั้นก็ยังคุยอะไรไม่ได้ เรายังมีจุดยืนในเรื่องการปิดด่านต่างๆ จนกว่าความเป็นภัยของกัมพูชาจะหมดไป

ต่อข้อถาม คิดอย่างไรที่กัมพูชาบอกว่า ปิดด่าน 100 ปี ก็ไม่เป็นไร นายอนุทิน บอกว่า ถ้าพูดจากใจ เดี๋ยวยิ่งกระทบความสัมพันธ์ อย่าให้เป็นแบบนั้นเลย เราก็พยายามให้ดีที่สุด แต่เราจะไม่ยอมเสียอธิปไตย หรือเสียเปรียบใดๆ เด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ยิ่งกัมพูชาขนอาวุธหนัก หรือกำลังพลเข้าพื้นที่ การเจรจาก็จะไม่เกิดขึ้น และคงจะมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น 

ส่วนเรื่องเงินเยียวยานั้น ได้เร่งเต็มที่ ซึ่งหลังจากที่มีการแถลงนโยบายเสร็จ ก็จะได้เร่งดำเนินการเรื่องเงินเยียวยาทันที

นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดรอบดึก กู้บล็อกคอนกรีต

จากเหตุการณ์นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดรอบดึก กู้บล็อกคอนกรีต บริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด

ความท้าทายในการกู้บล็อกคอนกรีต

การกู้บล็อกคอนกรีตขนาดใหญ่ที่สไลด์ลงไปในอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงเป็นงานที่ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของโครงสร้างโดยรอบ รวมถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

การแก้ไขปัญหาถนนทรุดครั้งนี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วที่สุด สิ่งสำคัญคือการเร่งคืนพื้นผิวจราจรให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

สถานการณ์นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดรอบดึก กู้บล็อกคอนกรีต ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าการแก้ไขปัญหาจะเป็นไปอย่างราบรื่นและสำเร็จลุล่วงด้วยดี เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายของประชาชน

ที่มา – นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดรอบดึก เครน 200 ตัน กู้บล็อกคอนกรีต ก่อนอัดกระสอบทราย

นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดกลางดึก เร่งกู้บล็อกคอนกรีต

“นายกฯ อนุทิน” ฟิตจัด ลงพื้นที่ถนนทรุดกลางดึก! เผยเจ้าหน้าที่ต้องแข่งกับเวลา เร่งนำรถเครน 200 ตัน กู้บล็อกคอนกรีต 4 ชิ้น อัดกระสอบทราย พร้อมลุยชายแดน ย้ำไม่ยอมเสียอธิปไตย

เมื่อเวลา 22.50 น. วันที่ 24 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. นัดพิเศษ ได้เดินทางด่วนจากทำเนียบรัฐบาล ไปยังจุดเกิดเหตุถนนทรุดกลางดึก บริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล

สถานการณ์ล่าสุด ยังไม่สามารถอุดบริเวณที่ยุบตัวในอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ เนื่องจากมีบล็อกคอนกรีตขนาด 4-8 เมตร ซึ่งเป็นบ่อพักสายไฟของการไฟฟ้าฯ จำนวน 4 ชิ้น แต่ละชิ้นหนักประมาณ 30 ตัน สไลด์ลงไปขวางทาง ทำให้ไม่สามารถอัดกระสอบทรายได้ และเสี่ยงต่อน้ำและดินที่จะไหลเข้าไปซ้ำ จึงต้องใช้เครนขนาด 200 ตัน จากเหตุการณ์ สตง.ถล่ม ที่ปทุมธานี เพื่อนำบล็อกขึ้นมาก่อน และเร่งทำให้เสร็จภายในคืนนี้

เวลา 23.05 น. นายอนุทินเดินทางถึง รพ.วชิรพยาบาล โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. และเจ้าหน้าที่รายงานสถานการณ์

นายอนุทินกล่าวว่า ต้องมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ให้ทุ่มเทแก้ไขปัญหา และเร่งคืนพื้นผิวจราจรให้เร็วที่สุด รฟม. และผู้รับจ้างจะแถลงข่าวพรุ่งนี้ 11 โมง เรื่องเทคนิคขอให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง

เมื่อถามถึงปัญหาที่หนักใจ นายอนุทินกล่าวว่า ปริมาณดินที่ถล่มลงไป การซ่อมอุโมงค์ที่อาจยุบตัว โครงสร้างส่วนประกอบ สายไฟฟ้า ความปลอดภัยของอาคารโดยรอบ เป็นสิ่งเร่งด่วนที่ผู้รับผิดชอบทราบและกำลังแก้ไข ทั้งการหยุดน้ำและปิดกั้นรอยรั่ว หากฝนตกหนัก อาจเกิดดินสไลด์มากขึ้น ต้องทำงานแข่งกับเวลา ช่วงนี้ต้องถมและบดอัดในส่วนที่ทำได้ รายละเอียดให้รอถามหน่วยงาน

อาคารสูงโดยรอบจะมีการตรวจสอบ โยธาธิการจะตรวจสอบ วชิรพยาบาลมีที่จอดรถใต้ดิน มีกำแพงใต้ดินอีกชั้น ดินที่ถล่มลงไปนั้นจะเป็นอาคารที่ไม่สูง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ตอนนี้เร่งอพยพคนออกไปหมดแล้ว และไม่มีการใช้งานอาคาร รฟม. คงมีแผนแก้ไขอาคารเหล่านั้น เสาเข็มบางอาคารขาด เพราะเจาะเสาเข็มลงไปแค่ 21 เมตร ต้องดูว่าจะเสริมอย่างไร ทุกอย่างต้องคำนึงถึงความปลอดภัย

เกี่ยวกับการยกบล็อก 30 ตัน นายอนุทินกล่าวว่า บล็อกสามารถตัดเป็นตอนๆ และทยอยยกขึ้นมาได้ รถเครนสามารถเข้าไปใกล้บล็อกคอนกรีตได้ เพื่อให้ถมกระสอบทรายได้เต็มที่ ซึ่งกระสอบทรายจะทำให้ดินแน่นหนา และลดความเสี่ยงดินถล่มเพิ่มเติม

นายอนุทินกล่าวขออภัยประชาชนในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เวลาโทษใคร แต่ต้องเร่งคืนสภาพให้มากที่สุด การรับผิดชอบความเสียหายต่างๆ หรือสัญญาทางแพ่ง ทางอาญา จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

เมื่อถามว่ามีประชาชนร้องเรียนก่อนหน้านี้ นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ตอนเช้าที่มายังไม่ได้รับตำแหน่ง ตอนนี้รับตำแหน่งแล้ว ก็มาดูแลอย่างใกล้ชิด ตนและผู้ว่าฯ กทม. ทีมงาน เป็นหน้าเดิมทั้งนั้น สู้กันมาตั้งแต่แผ่นดินไหว ที่อาคาร สตง. กำลังสร้างถล่ม เหตุดินถล่มที่โคราช เมื่อ ก.ย. ปีที่แล้ว ลักษณะพื้นฐานไม่ต่างกัน ปัญหาคือปริมาณดินจำนวนมากที่ไหลลงไปทับ แล้วหน้างานจะทำอย่างไร เพื่อขนย้ายดินเหล่านี้ออกมาให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่าหลังรับตำแหน่งแล้ว จะลงพื้นที่ชายแดนหรือไม่ นายกฯ อนุทินบอกว่า ต้องไปอยู่แล้ว เพราะมีตำแหน่งเป็น รมว.มหาดไทย อีกหนึ่งตำแหน่ง ตอนนี้ที่ชายแดน เรามีทั้งกองทัพ ทหาร ฝ่ายปกครอง อส. ทำหน้าที่อยู่ และโดยความรับผิดชอบก็ต้องไปด้วยตัวเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับทางรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการ แต่จุดยืนของเราชัดเจนว่า ในการรักษาอธิปไตย ยังให้กองทัพตัดสินใจผ่าน สมช. และกระทำได้โดยผู้ที่รับผิดชอบ ซึ่งตอนนี้คือแม่ทัพภาคที่ 2 ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 2 หลังเดือนกันยายนนี้ คนใหม่ก็อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้งให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาช่วยอีกแรง เนื่องจากเคยเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ท่าทีของไทยในเรื่องของการทูตก็ยังเหมือนเดิม จะต้องมีการขนอาวุธร้ายแรง ระเบิดต่างๆ กำลังพลต่างๆ ให้ออกไปจากพื้นที่ของไทย ไม่อย่างนั้นก็ยังคุยอะไรไม่ได้ เรายังมีจุดยืนในเรื่องการปิดด่านต่างๆ จนกว่าความเป็นภัยของกัมพูชาจะหมดไป

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่กัมพูชาบอกว่า ปิดด่าน 100 ปี ก็ไม่เป็นไร นายอนุทินบอกว่า ถ้าพูดจากใจ เดี๋ยวยิ่งกระทบความสัมพันธ์ อย่าให้เป็นแบบนั้นเลย เราก็พยายามให้ดีที่สุด แต่เราจะไม่ยอมเสียอธิปไตย หรือเสียเปรียบใดๆ เด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ยิ่งกัมพูชาขนอาวุธหนัก หรือกำลังพลเข้าพื้นที่ การเจรจาก็จะไม่เกิดขึ้น และคงจะมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น

ส่วนเรื่องเงินเยียวยานั้น ได้เร่งเต็มที่ ซึ่งหลังจากที่มีการแถลงนโยบายเสร็จ ก็จะได้เร่งดำเนินการเรื่องเงินเยียวยาทันที

นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดกลางดึก

สถานการณ์ล่าสุด ถนนทรุดกลางดึก

ถนนทรุดกลางดึกครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น และลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

ที่มา – นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดกลางดึก เครน 200 ตัน กู้บล็อกคอนกรีต ก่อนอัดกระสอบทราย