วัน: 27 กันยายน 2025

หนักสุดรอบ 10 ปี! โคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก

ในค่ำคืนที่ฝนเทลงมาอย่างหนักหน่วง โคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ได้สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ฝนที่ตกไม่ขาดสายตลอดทั้งคืน ทำให้เกิดน้ำป่าหลากจากพื้นที่สูงไหลทะลักลงมา ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านหลายราย

โคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก: เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

เหตุการณ์โคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง น้ำป่าที่ไหลเชี่ยวจากพื้นที่ราบสูงในอำเภอห้วยแถลง ได้พัดพามายังตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย โดยเฉพาะบริเวณถนนสายพิมาย-ชุมพวง หน้าศาลโรงเรียนพิมายสามัคคี 1 ระดับน้ำท่วมสูงเกิน 30 เซนติเมตร ยาวระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร ทำให้รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถสัญจรได้สะดวก เนื่องจากกระแสน้ำไหลแรงและยังเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านในพื้นที่ต้องหยุดชะงักการเดินทาง และเจ้าหน้าที่ต้องเร่งแจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว

ภาพน้ำท่วมถนนจากโคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก

บ้านพังถล่มทั้งหลังจากน้ำป่าไหลหลาก

ความเสียหายที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นกับบ้านของนางฉลวย มุ่งครอบกลาง อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่หมู่ 6 ตำบลรังกาใหญ่ บ้านปูนชั้นเดียวหลังนี้ถูกน้ำป่าไหลซัดจนพังถล่มทั้งยวง โชคดีที่สมาชิกในครอบครัวสังเกตเห็นน้ำไหลมาอย่างรวดเร็วและหนีออกมาได้ทันเวลา จึงไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บรุนแรง นางฉลวยเล่าว่า “ฝนตกหนักทั้งคืน ไม่คิดว่าน้ำป่าจะไหลแรงขนาดนี้ มันมาอย่างไม่ทันตั้งตัว บ้านที่อยู่มานานพังลงทั้งหลังตอนนี้ยังประเมินความเสียหายไม่ได้เลย”

ภาพบ้านพังจากโคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก

จากรายงานของผู้สื่อข่าว พบว่านี่เป็นเหตุการณ์โคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งครั้งนั้นเคยมีน้ำท่วมใหญ่เช่นกัน แต่คราวนี้ดูเหมือนจะหนักหน่วงยิ่งกว่า เนื่องจากปริมาณฝนสะสมสูงและพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมทำให้การกักเก็บน้ำลดลง นอกจากบ้านที่พังแล้ว ยังมีผลกระทบต่อเกษตรกรรม โดยนาข้าวและสวนผลไม้ในพื้นที่ใกล้เคียงถูกน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตเสียหายหนัก

ภาพน้ำป่าซัดบ้านในโคราช

มาตรการป้องกันและการช่วยเหลือหลังโคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก

หลังเกิดเหตุ ทางเจ้าหน้าที่จากงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลตำบลพิมาย ได้เร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหายทันที โดยเตรียมให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย เช่น การจัดหาที่พักชั่วคราว อาหาร และเงินช่วยเหลือเบื้องต้น นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้ติดตั้งป้ายเตือนและวางแผนขุดลอกคูคลองเพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอคอย

  • คำแนะนำสำหรับชาวโคราช: ในช่วงฤดูฝน ควรติดตามประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมแผนอพยพครอบครัว หากอาศัยใกล้พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
  • หลีกเลี่ยงการขับขี่ผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วม และใช้รถที่มีสมรรถนะสูง
  • ตรวจสอบโครงสร้างบ้านให้มั่นคง และมีอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉินพร้อม

เหตุการณ์โคราชฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าและจัดการน้ำให้ดีขึ้น หากเราร่วมมือกันดูแลสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากภัยธรรมชาติอาจลดลงได้

สุดท้ายนี้ หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานช่วยเหลือท้องถิ่นเพื่อขอความช่วยเหลือ หยุดภัยให้ได้ก่อนที่จะลุกลาม

ที่มา – หนักสุดในรอบ 10 ปี โคราชฝนตกหนักตลอดทั้งคืน น้ำป่าไหลซัดบ้านพังถล่มทั้งหลัง

รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ หาคนอุดมการณ์ร่วมงาน

ในยุคที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเบื่อหน่ายจากประชาชน พรรครวมไทยสร้างชาติกำลังก้าวขึ้นมาอย่างโดดเด่นด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน โดยล่าสุดมีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ ประกาศหาคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน ซึ่งเป็นการเชิญชวนให้คนรุ่นใหม่และผู้ที่มีใจเพื่อชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น

รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ ประกาศหาคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน

วันที่ 27 กันยายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรคที่มุ่งมั่นในการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่ผ่านมาประชาชนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกผิดหวังกับนักการเมืองที่ชอบอ้างชื่อประชาชน แต่พอได้อำนาจแล้วกลับหันไปหาผลประโยชน์ส่วนตัว โดยละเลยปัญหาที่ประชาชนเผชิญหน้ามาอย่างยาวนาน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และโครงสร้างพื้นฐานที่ล้มเหลว

พรรครวมไทยสร้างชาติเกิดขึ้นจากความจำเป็นนี้ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับการเมืองไทย โดยนายพีระพันธุ์เล่าว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พรรคได้พิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงานจริงจัง โดยเฉพาะในด้านพลังงานที่สามารถลดค่าไฟฟ้า ไม่เคยขึ้นค่าแก๊ส และกำลังวางแผนควบคุมราคาน้ำมันให้มั่นคง ไม่ให้ผันผวนรายวันอีกต่อไป นี่คือตัวอย่างของการเมืองที่ ‘ทำจริง’ ไม่ใช่แค่พูด

การประกาศ รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ ประกาศหาคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน นี้ เป็นสัญญาณว่าพรรคพร้อมขยายฐาน โดยมุ่งหาคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน คือ ต้องการการเมืองที่โปร่งใส ยุติธรรม และมุ่งแก้ปัญหาประชาชนเป็นหลัก หัวหน้าพรรคย้ำว่า พรรคไม่ใช่เครื่องมือของใคร แต่เป็นของประชาชนทุกคนที่อยากเห็นประเทศไทยก้าวหน้า

รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ ประกาศหาคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

หากคุณกำลังเบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิม ๆ ที่เต็มไปด้วยการทุจริตและการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ นี่คือโอกาสของคุณ พรรครวมไทยสร้างชาติเชิญชวนทุกท่านที่มีแนวคิดคล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักวิชาการ นักกิจกรรม หรือประชาชนทั่วไป มาร่วมสร้างการเมืองใหม่ที่เน้นผลลัพธ์จริง เช่น การพัฒนาโครงสร้างพลังงานที่ยั่งยืน ลดภาระค่าครองชีพ และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก

ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และความไม่แน่นอนทางการเมือง การมีพรรคที่ยึดมั่นในหลักการเพื่อประชาชนจึงสำคัญยิ่ง นายพีระพันธุ์ เน้นย้ำว่าการทำงานในรัฐบาลครั้งที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น โดยไม่มีเรื่องอื้อฉาวหรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ หลายแห่งที่ถูกวิจารณ์เรื่องนี้

นอกจากนี้ พรรคยังมีแผนงานที่ชัดเจนในหลายด้าน เช่น การปฏิรูประบบพลังงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเกษตรกรและ SME ผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรม และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น การ รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ ประกาศหาคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน จึงไม่ใช่แค่การรับสมัครสมาชิก แต่เป็นการสร้างขบวนการเพื่อชาติที่ยั่งยืน

  • สมัครด้วยตนเอง: ไปที่สำนักงานพรรครวมไทยสร้างชาติ เลขที่ 35/3 ซอยอารีย์ 5 ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ เปิดให้บริการทุกวันทำการ
  • สมัครออนไลน์: กรอกข้อมูลผ่านลิงก์ https://forms.gle/jwYGG9zNnGedtiqb7 สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

หัวหน้าพรรคกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมขอเชิญชวนท่านทั้งหลายที่เบื่อการเมืองแบบเก่า ๆ ที่ชอบอ้างประชาชนแต่ทำเพื่อตัวเอง มาร่วมกันที่พรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อพิสูจน์ว่าประเทศนี้ยังไปต่อได้ ถ้าเรามีใจเดียวกัน” คำเชิญนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการกระทำที่พร้อมต้อนรับทุกคน

การเข้าร่วมพรรครวมไทยสร้างชาติไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างพรรคให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้น หากคุณเชื่อในอุดมการณ์เพื่อประชาชนและชาติ อย่ารอช้า ลองสมัครดูวันนี้ แล้วเราจะไปด้วยกันเพื่ออนาคตที่สดใสกว่าเดิม

ที่มา – รวมไทยสร้างชาติลั่นไปกันต่อ ประกาศหาคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมงาน

กองทัพภาค 2 สรุปสถานการณ์ ช่องอานม้า

กองทัพภาค 2 ได้ออกมาสรุปสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ช่องอานม้า ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ในจังหวัดอุบลราชธานี สถานการณ์ยังคงตึงเครียดหลังจากเกิดการปะทะขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 ฝ่ายกัมพูชาพยายามยั่วยุสร้างความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อหวังให้สอดคล้องกับการลงพื้นที่ของคณะสังเกตการณ์ระหว่างประเทศ (IOT) กองทัพภาค 2 ย้ำชัดเจนว่ารู้ทันแผนการโฆษณาชวนเชื่อที่กัมพูชาใช้ต่อนานาชาติ

กองทัพภาค 2 สรุปสถานการณ์ ช่องอานม้า

เมื่อเวลา 14.40 น. ของวันที่ 27 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าสถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทย เวลา 12.02 น. ฝ่ายกัมพูชาได้เริ่มสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดอีกครั้งบริเวณช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี พวกเขาใช้อาวุธสงครามยิงจากเนิน 677 มายังเนิน 600 และเนิน 527 พร้อมทั้งยิงปืนเล็กปะทะเป็นระยะๆ ก่อนที่เหตุการณ์จะสงบลง

การปะทะครั้งนี้จำกัดวงอยู่เฉพาะพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังเพื่อควบคุมพื้นที่อย่างใกล้ชิด กองทัพภาค 2 สรุปสถานการณ์ ช่องอานม้า ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนยั่วยุที่กัมพูชาใช้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่คณะ IOT จะลงพื้นที่ตรวจสอบ ฝ่ายไทยมองว่านี่เป็นความพยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้ง เพื่อนำไปโฆษณาชวนเชื่อในเวทีระหว่างประเทศ

แผนโฆษณาชวนเชื่อของกัมพูชา

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังตรวจพบว่ากัมพูชาได้ตั้งกล้องบันทึกภาพล่วงหน้าไว้ที่ฐานปฏิบัติการทางทิศใต้ของช่องอานม้า สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงเจตนาที่ชัดเจนในการบันทึกเหตุการณ์เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง พวกเขาต้องการสร้างภาพว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ริเริ่มการปะทะ ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นการยิงโจมตีจากฝั่งกัมพูชาในเวลากลางวัน ซึ่งไม่มีประโยชน์ทางยุทธวิธี แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อยั่วให้ไทยตอบโต้ หากไทยตอบโต้ ก็จะถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และนำไปขยายผลในเวทีนานาชาติ

กองทัพไทยแสดงความสุขุม โดยควบคุมสถานการณ์อย่างรอบคอบและหลีกเลี่ยงการตกหลุมพรางใดๆ แต่ยืนยันว่าพร้อมปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติอย่างเต็มที่ รวมถึงดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังจัดชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนลงพื้นที่เพื่อประสานงานและช่วยเหลือประชาชนตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่ากองทัพไม่ทอดทิ้งประชาชน

การติดตามและขอความร่วมมือจากประชาชน

กองทัพภาค 2 จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนทราบผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ ขอให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดจากข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือน สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะช่องอานม้า เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

  • ฝ่ายไทยควบคุมสถานการณ์ได้ดี ไม่ตอบโต้เพื่อหลีกเลี่ยงการยั่วเย้า
  • ตรวจพบกล้องบันทึกภาพของกัมพูชา แสดงเจตนาโฆษณาชวนเชื่อ
  • จัดกำลังช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • ขอให้ติดตามข่าวจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่ไทยต้องยึดมั่นในหลักการ外交และกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติโดยไม่ตกเป็นเหยื่อของการยั่วยุ หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม โปรดติดตามข่าวสารจากกองทัพอย่างเป็นทางการ และแบ่งปันข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม

ที่มา – กองทัพภาค 2 สรุปสถานการณ์ “ช่องอานม้า” ย้ำรู้ทันแผนกัมพูชา ใช้โฆษณาชวนเชื่อต่อนานาชาติ

กองทัพภาคที่ 2 แฉเล่ห์กัมพูชา ตั้งกล้องยิงยั่วยุ

กองทัพภาคที่ 2 แฉเล่ห์กัมพูชา ตั้งกล้องยิงยั่วยุ

ในสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ล่าสุดกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดโปงแผนการอันแยบยลของฝั่งกัมพูชา ที่พยายามยั่วเย้าให้เกิดการปะทะ โดยใช้กลยุทธ์ตั้งกล้องบันทึกภาพเพื่อเก็บหลักฐานในการฟ้องร้องต่อคณะกรรมการองค์การระหว่างประเทศ (IOT) ซึ่งเป็นกลอุบายที่หวังให้ฝ่ายไทยตกหลุมพรางและเสียเปรียบในเวทีโลก

กองทัพภาคที่ 2 แฉเล่ห์กัมพูชา ตั้งกล้อง-ยิงยั่วยุหวังไทยตกหลุมพราง เก็บหลักฐานฟ้อง IOT

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 12.40 น. ตามรายงานจากผู้สื่อข่าวที่ติดตามสถานการณ์ กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบพบว่าทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนกลและเครื่องยิงลูกระเบิดยิงเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทยบริเวณช่องอานม้า ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใกล้ชายแดน การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การยิงสุ่มเสี่ยง แต่เป็นแผนที่วางไว้อย่างรอบคอบ เพื่อยั่วให้ทหารไทยยิงตอบโต้กลับ จากนั้นฝั่งกัมพูชาก็จะใช้ภาพวิดีโอที่บันทึกไว้ล่วงหน้าเพื่อนำไปฟ้องร้องต่อ IOT โดยอ้างว่าฝ่ายไทยเป็นผู้เริ่มต้นความขัดแย้ง

จากข้อมูลที่ได้รับ ทหารกัมพูชาได้ติดตั้งกล้องวิดีโอไว้ล่วงหน้า เพื่อจับภาพทุกการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะเสียงปืนและการยิงจากฝั่งตัวเองที่มุ่งเป้าไปยังดินแดนไทย การยิงยั่วยุนี้เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่ฝั่งกัมพูชาจะแจ้งทางการไทย ในเวลา 13.00 น. ว่าพวกเขาจะนำคณะ IOT เข้าตรวจสอบพื้นที่ช่องอานม้าในช่วงบ่าย ซึ่งดูเหมือนเป็นการประสานงานที่ลงตัวเพื่อให้แผนการสำเร็จ

แผนการของกัมพูชาและการเตรียมพร้อมของไทย

หลังเกิดเหตุการณ์ไม่นาน โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาก็รีบออกแถลงข่าวทันที โดยกล่าวหาฝ่ายไทยในเชิงลบ และประกาศว่าจะนำคณะ IOT ฝั่งกัมพูชาเข้าพื้นที่ตรวจสอบ สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงการวางแผนที่ซับซ้อนของฝั่งกัมพูชา ที่หวังใช้สื่อและองค์กรระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือในการโจมตีภาพลักษณ์ของไทย อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 และกองกำลังสุรนารีไม่ได้ตกหลุมพรางดังกล่าว พวกเขาได้สั่งการให้ทหารไทยยิงตอบโต้เฉพาะเมื่อจำเป็นตามสถานการณ์ และเก็บหลักฐานทั้งหมดเพื่อโต้แย้งในอนาคต

มีคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้ชัดเจน แสดงให้เห็นทหารกัมพูชาตั้งกล้องรอถ่ายภาพ โดยมีเสียงปืนดังสนั่นจากฝั่งกัมพูชาที่ยิงข้ามมาฝั่งไทย คลิปนี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่กองทัพไทยนำมาใช้ในการเปิดโปงเล่ห์เหล่านี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงนี้เต็มไปด้วยความอ่อนไหว โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ การยิงยั่วยุครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตึงเครียด แต่ยังอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางการทูตหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น เราสามารถย้อนดูประวัติศาสตร์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ ตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสินเมื่อปี 2505 และ 2556 โดยให้ปราสาทเป็นของกัมพูชาแต่พื้นที่รอบๆ ยังเป็นข้อพิพาท ในปีล่าสุด มีเหตุการณ์ยิงกันหลายครั้ง ซึ่งมักเกิดจากความเข้าใจผิดหรือเจตนายั่วโทสะ ฝั่งไทยภายใต้การนำของกองทัพภาคที่ 2 จึงเน้นย้ำถึงหลักการป้องกันตัวเองโดยไม่บุกรุก และใช้หลักฐานทางกฎหมายในการโต้แย้ง

  • การตั้งกล้องบันทึก: เพื่อจับภาพการตอบโต้ของไทย
  • การยิงยั่วยุ: ใช้ปืนกลและลูกระเบิดเพื่อกระตุ้นปฏิกิริยา
  • การนำ IOT เข้าตรวจ: ประสานงานเพื่อให้แผนสมบูรณ์
  • การแถลงข่าวทันที: สร้างภาพลักษณ์ผู้ถูกกระทำ

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดนยังวิเคราะห์ว่าการกระทำของกัมพูชาอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางการเมืองภายใน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ โดยใช้ประเด็นชายแดนเป็นเครื่องมือปลุกใจประชาชน ทางฝั่งไทยได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมและการฝึกอบรมทหารให้รับมือกับสถานการณ์ยั่วเย้า

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเจรจาทางการทูตที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เล็กน้อยลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่ ทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นในข้อตกลงชายแดนที่ผ่านมา และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารในการแก้ปัญหา ในฐานะประชาชนไทย เราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และสนับสนุนนโยบายสันติภาพของรัฐบาล

สุดท้ายนี้ การเปิดโปงเล่ห์เหล่านี้จากกองทัพภาคที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความมืออาชีพและความระมัดระวังของกองทัพไทย ซึ่งช่วยรักษาเอกราชและความสงบสุขให้กับประเทศ หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยสันติ และไม่นำไปสู่การสูญเสียใดๆ หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม สามารถแวะมาอ่านบทวิเคราะห์อื่นๆ ในบล็อกของเราได้ เพื่อให้เราได้นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อไป

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 แฉเล่ห์กัมพูชา ตั้งกล้อง-ยิงยั่วยุหวังไทยตกหลุมพราง เก็บหลักฐานฟ้อง IOT

อนุทิน ยัน 1 ต.ค. นับหนึ่งรัฐบาล 120 วัน เตรียม ครม.สัญจรชายแดนอีสานใต้

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ การประกาศนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่กำลังเป็นที่จับตามองจากประชาชนทั่วประเทศ ล่าสุด “อนุทิน ยัน 1 ต.ค. นับหนึ่งรัฐบาล 120 วัน เตรียม ครม.สัญจรชายแดนอีสานใต้” ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งไม่เพียงยืนยันกำหนดการเริ่มงานอย่างเป็นทางการ แต่ยังเตรียมแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรเพื่อแก้ปัญหาชายแดนอีกด้วย

อนุทิน ยัน 1 ต.ค. นับหนึ่งรัฐบาล 120 วัน เตรียม ครม.สัญจรชายแดนอีสานใต้

วันที่ 27 กันยายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะเริ่มนับหนึ่งการทำงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป โดยมีระยะเวลาการทำงานเบื้องต้น 120 วัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม กำหนดการนี้มาหลังจากเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29-30 กันยายน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาล

การนับหนึ่ง 120 วันนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นกลยุทธ์ที่แสดงถึงความรวดเร็วและมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง นายอนุทิน เน้นย้ำว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก โดยไม่มีนโยบายที่หุนหันพลันแล่นเหมือนอดีต

แผน ครม.สัญจรชายแดนอีสานใต้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

หนึ่งในแผนงานที่นายอนุทินเปิดเผยคือการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยเล็งเป้าไปที่พื้นที่อีสานใต้ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาโดยตรง เช่น การค้าชายแดน การค้ามนุษย์ และความมั่นคงบริเวณชายแดน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ การประชุมสัญจรนี้จะช่วยให้รัฐบาลเข้าใจปัญหาจากมุมมองของประชาชนและข้าราชการในท้องถิ่น โดยจะเลือกจังหวัดที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความลำบากแก่ผู้เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. หลังการแถลงนโยบายจะจัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้การดำเนินงานเข้าสู่ระบบอย่างเรียบร้อย สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจยอดนิยมอย่าง “คนละครึ่ง” นั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันแล้วว่ามีงบประมาณพร้อม ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทันที เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโต

รับประกันไม่มีการชำระแค้นทางการเมือง

ประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคือการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันชัดเจนว่าจะดำเนินการด้วยความเหมาะสม ตามสถานการณ์และภารกิจงานเท่านั้น ไม่มีเจตนาชำระแค้นหรือคับแค้นใจใดๆ ขอให้ประชาชนไว้ใจได้ รัฐบาลชุดนี้จะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่การเมืองภายในที่อาจสร้างความขัดแย้ง

การประกาศเช่นนี้ช่วยคลายความกังวลของข้าราชการและประชาชนที่กลัวการเปลี่ยนแปลงที่ไม่โปร่งใส ในอดีต การโยกย้ายมักถูกวิจารณ์ว่าเป็นการชำระถ่วง แต่ด้วยแนวทางของนายอนุทิน ที่เน้นความโปร่งใสและมีเวลาเหลือเฟือ รัฐบาลนี้น่าจะสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น

นอกจากประเด็นหลักเหล่านี้ รัฐบาลยังมีแผนงานอื่นๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และภัยพิบัติ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มักเผชิญความท้าทายจากทั้งภายในและภายนอก เช่น การบุกรุกชายแดนและปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรม การลงพื้นที่อีสานใต้จึงเป็นก้าวสำคัญในการแสดงความรับผิดชอบ

โดยรวมแล้ว การเริ่มต้นของรัฐบาลชุดนี้ดูมีแนวโน้มที่น่าประหวัง ด้วยการนับหนึ่ง 120 วันที่ชัดเจนและแผนงานที่เป็นรูปธรรม หากดำเนินการได้ตามที่ประกาศไว้ ประชาชนน่าจะได้รับประโยชน์โดยตรง

คุณคิดอย่างไรกับแผนงานของรัฐบาลชุดใหม่นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองไทยจากเราต่อไป เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

  • กำหนดการเริ่มงาน: 1 ตุลาคม 2567
  • ระยะเวลาเบื้องต้น: 120 วัน
  • แผนสัญจร: อีสานใต้ ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • โครงการเด่น: คนละครึ่ง

ที่มา – “อนุทิน” ยัน 1 ต.ค. นับหนึ่งรัฐบาล 120 วัน เตรียม ครม.สัญจรชายแดนอีสานใต้

“ทวิวงศ์” แจงปมขึ้นเวทีกับ “อนุทิน” ยันเป็นฝ่ายค้าน เลือก “เต้” ได้ “นายกฯ เท้ง”

“ทวิวงศ์” แจงปมขึ้นเวทีกับ “อนุทิน” ยันเป็นฝ่ายค้าน เลือก “เต้” ได้ “นายกฯ เท้ง”

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา จากพรรคประชาชน ถูกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชวนขึ้นเวทีระหว่างลงพื้นที่ตรวจราชการน้ำท่วมที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนตั้งคำถามว่านายทวิวงศ์กำลังเปลี่ยนขั้วหรือไม่ แต่ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาแจงแล้วว่า ยังคงยืนหยัดในบทบาทฝ่ายค้าน และยืนยันว่าจะเลือก “นายกฯ เท้ง” จากพรรคประชาชน หากได้ลงสมัครเลือกตั้งอีกครั้ง

นายทวิวงศ์ โพสต์เฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงเรื่องนี้ โดยย้ำว่า การขึ้นเวทีครั้งนี้เป็นเพียงการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมให้รัฐบาลรับทราบ ไม่ใช่การสัญญาหรือเปลี่ยนพรรคการเมือง เขาย้อนถึงเหตุการณ์ในปี 2567 ที่เคยเข้าไปเสนอแนะกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ ส.ส. ที่ต้องเป็นปากเสียงให้ชาวอยุธยา โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบางบาลและพื้นที่ใกล้เคียงมาอย่างยาวนาน

“ทวิวงศ์” แจงปมขึ้นเวทีกับ “อนุทิน” ยันเป็นฝ่ายค้าน เลือก “เต้” ได้ “นายกฯ เท้ง”

จากภาพที่แพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย แสดงให้นายอนุทิน พูดกับนายทวิวงศ์บนเวทีว่า “เลือกเต้ให้เต้มาเลือกหนู” ซึ่งหลายคนตีความว่าอาจเป็นสัญญาณการรวมพรรคหรือเปลี่ยนฝ่าย แต่ตัวแทนจากพรรคประชาชนยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขายังคงเป็นฝ่ายค้านที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นในสภา และหากประชาชนมอบความไว้วางใจให้ลงสมัคร ส.ส.อีกครั้ง เขาจะลงในนามพรรคประชาชนเท่านั้น

นายทวิวงศ์ เน้นย้ำว่า การเลือก “เต้ ทวิวงศ์” จะได้ “นายกฯ เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชนที่ได้รับฉันทามติจากประชาชน โดยไม่ต้องสงสัย เขาเชื่อว่าประชาชนไม่ได้เลือกตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เลือกนโยบายก้าวหน้าและการแก้ปัญหาจากรากฐานของพรรคประชาชน ซึ่งมุ่งแก้โครงสร้างปัญหาของประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในประเด็นภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมที่เกิดซ้ำซาก

ข้อเสนอเร่งด่วนแก้ปัญหาน้ำท่วมอยุธยา

ในฐานะตัวแทนชาวอยุธยา นายทวิวงศ์ ได้นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลควรดำเนินการทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญน้ำท่วมหนัก โดยข้อเสนอเหล่านี้มาจากการรับฟังปัญหาจริงในพื้นที่ และหวังให้เกิดการปฏิบัติที่รวดเร็วและทั่วถึง

  • การชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัย: รัฐบาลควรโอนเงินช่วยเหลือให้รวดเร็วเหมือนปีที่แล้ว หากอนุมัติงบกลางรายการฉุกเฉินได้ไว จะช่วยลดความทุกข์ทนของประชาชนได้มาก โดยเฉพาะเกษตรกรและครอบครัวที่สูญเสียรายได้
  • จัดสรรน้ำดื่มสะอาด: ขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่งรถน้ำดื่มไปยังจุดอพยพและตำบลต่างๆ ฟรี เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาด ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานในช่วงภัยพิบัติ
  • ชดเชยความเสียหายบ้านเรือน: หลังน้ำลด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นควรลงพื้นที่เก็บข้อมูลความเสียหายจริง และจ่ายค่าชดเชยตามราคาตลาด เพื่อให้ประชาชนซ่อมแซมที่อยู่อาศัยได้โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ข้อเสนอเหล่านี้ต้องอาศัยงบประมาณและคำสั่งจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยนายทวิวงศ์ ชี้ว่าการรวมพลังทุกฝ่ายในช่วงภัยพิบัติเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดและทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ประชาชนคือผู้เดือดร้อนที่รอความช่วยเหลือทุกวัน

ในงานแถลงของนายกรัฐมนตรีวันนั้น นายทวิวงศ์ เข้าไปสังเกตการณ์และนำข้อเสนอเสนอต่อรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยยอมขึ้นเวทีตามคำเชิญด้วยมารยาท เพื่อแสดงให้ชาวบางบาลเห็นว่านักการเมืองทุกคนต้องร่วมมือเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ไม่ใช่เรื่องการเมืองส่วนตัว

สุดท้าย นายทวิวงศ์ ขอยืนยันอีกครั้งว่า เขาจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มที่ในสภา แต่เมื่อลงพื้นที่ จะเป็นปากเสียงให้ชาวอยุธยาเสมอ และหากเลือกตั้งครั้งหน้า “เลือก เต้ ทวิวงศ์ ได้ นโยบายแก้ปัญหาเพื่อประชาชน โดยพรรคประชาชน แน่นอนครับ”

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยยังต้องการความร่วมมือข้ามพรรค โดยเฉพาะในวิกฤตภัยพิบัติ หากนักการเมืองทุกคนมุ่งเน้นประชาชนมากกว่าอำนาจ การแก้ปัญหาจะเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น เราในฐานะประชาชนควรติดตามและสนับสนุนนโยบายที่แก้ปัญหาจริง ไม่ใช่แค่คำพูด ลองคิดดูสิว่าถ้าทุกคนเลือกพรรคที่มีวิสัยทัศน์ยั่งยืน เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ชวนคุณผู้อ่านแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – “ทวิวงศ์” แจงปมขึ้นเวทีกับ “อนุทิน” ยันเป็นฝ่ายค้าน เลือก “เต้” ได้ “นายกฯ เท้ง”

“อนุทิน” ใส่บูทลุยน้ำท่วม โชว์พายเรือ-ด้านประธานดิ่ง ส่งภาพขอลายเซ็น

ในสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติ

“อนุทิน” ใส่บูทลุยน้ำท่วม โชว์พายเรือ-ด้านประธานดิ่ง ส่งภาพขอลายเซ็นเป็นที่ระลึก

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 10.40 น. นายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังจุดประจำของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จากโรงพยาบาลบางบาล เพื่อทักทายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงานอย่างหนักหน่วง ท่ามกลางสภาพน้ำท่วมขังที่ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่

จากนั้น นายกฯ อนุทิน ได้สวมรองเท้าบูทกันน้ำ เดินลุยไปตามถนนที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนของประชาชน โดยแวะเวียนไปยังร้านขายก๋วยเตี๋ยวของแม่ค้าท้องถิ่น แม่ค้าที่พบแจ้งว่าน้ำท่วมทำให้การขายของไม่ดีในวันนี้ นายกฯ จึงแสดงน้ำใจด้วยการควักเงินส่วนตัวมาซื้อก๋วยเตี๋ยวทั้งหม้อ บอกให้แจกจ่ายให้ชาวบ้านแถวนั้นฟรีๆ ไม่ต้องเก็บเงิน ซึ่งเป็นภาพที่อบอุ่นหัวใจและแสดงถึงความเป็นกันเองของผู้นำ

การลุยน้ำท่วมและมอบถุงยังชีพ

ไม่หยุดแค่นั้น นายกฯ อนุทิน ยังเดินลุยน้ำที่สูงถึงหัวเข่า เข้าสู่บ้านของประชาชนที่ขายของชำ โดยพูดคุยสอบถามความเป็นอยู่ สภาพความเสียหายภายในบ้าน และมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน นอกจากนี้ ยังอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นอย่างมะม่วงดองหลายถุง ก่อนเปิดถุงชิมและแจกให้เจ้าหน้าที่กับสื่อมวลชนด้วย

ระหว่างทาง ชาวบ้านคนหนึ่งได้ขอร้องให้นายกฯ หาทางแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก นายกฯ ตอบรับด้วยความจริงใจว่า “วิธีแก้มี แต่ตอนนี้ยังขาดงบประมาณ” พร้อมรับพรจากประชาชนที่หวังให้ได้บริหารต่อในสมัยหน้า ก่อนยกมือไหว้และตะโกนให้กำลังใจชาวบ้านที่พายเรืออยู่อีกฟาก

เวลา 10.50 น. นายกฯ และคณะขึ้นเรือที่ชาวบ้านพาย เพื่อเข้าถึงบ้านที่ถูกน้ำท่วมหนักเกือบครึ่งหลังคา มอบถุงยังชีพและนั่งล้อมวงพูดคุยกับผู้ประสบภัย ชาวบ้านนำนมถั่วเหลือง กล้วยไข่ และน้ำดื่มมามอบให้ นายกฯ แบ่งปันให้ทุกคนในคณะ สร้างบรรยากาศอบอุ่นท่ามกลางวิกฤต

หลังจากลงเรือ นายกฯ เปิดเผยว่าประชาชนมีขวัญกำลังใจดี รัฐบาลจะเร่งโครงการระบายน้ำเพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องอพยพประชาชนกลุ่มเปราะบาง เพราะมีครอบครัวดูแล และน้ำในพื้นที่ไหลมาเร็วแต่ก็ไหลออกเร็วเช่นกัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ระดับน้ำต่ำกว่า แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังพื้นที่อื่นๆ เช่น อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะปัญหาดินโคลนไหล ซึ่งกรมชลประทานกำลังเร่งสร้างพนังกั้นน้ำ แม้จะไม่เสร็จทันทีแต่ดีขึ้นกว่าปีก่อน

โชว์ลีลาพายเรือท้องแบนสุดประทับใจ

ไฮไลต์ของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือตอนที่นายกฯ อนุทิน ลงเรือทดลองพายเรือท้องแบน โดยมีชาวบ้านนั่งร่วมด้วย ตามด้วยนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่พายเรือลำอื่นๆ นายกฯ เล่าว่าตอนเด็กเคยพายเรือที่จังหวัดนครปฐม บ้านอยู่ติดคลอง และติดตลกด้วยสำเนียงใต้ว่าเป็น “เด็กคอนถม” ซึ่งทำให้ทุกคนหัวเราะและผ่อนคลาย

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะ ส.ส.อยุธยา กล่าวเสริมว่าปีนี้สถานการณ์น้ำท่วมวิกฤต แต่ยังไม่รุนแรงเท่าปี 2565 ที่น้ำสูงเกิน 1 เมตร

ก่อนกลับ ชาวบ้านหญิงคนหนึ่งรอพบเพื่อสะท้อนปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ตัดพ้อว่าชาวบางบาลเหมือนถูกสาป นายกฯ แตะไหล่ปลอบว่า “อย่างนี้ไม่ไหว” และรับฟังข้อเสนอเรื่องย้ายชุมชน นอกจากนี้ ยังได้รับของฝากอย่างน้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด และไข่เจียวชะอม ซึ่งนายกฯ สัญญาจะนำไปกิน

หลังจากนั้น เวลา 12.45 น. นายกฯ อนุทิน เข้าร่วมมื้อเที่ยงกับรัฐมนตรีและผู้บริหารที่ร้านกรุงเก่า “เตี๋ยวเรือ” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ร่วมวง

ช่วงท้าย มีเซอร์ไพรส์จากบุตรธิดาของนายสำเริง อดิษะ หรือ “ประธานดิ่ง” นายกสมาคมกีฬามวยไทยนายขนมต้ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำรูปภาพนายกฯ สวมชุดเสนามาตย์ ในท่ายืนและนั่ง มาขอลายเซ็นพร้อมข้อความที่ระลึก เช่น “ขอมอบให้เป็นที่ระลึกถึงความเป็นเพื่อนแท้ระหว่างผมและท่านประธานดิ่ง” และ “ขอมอบภาพนี้ให้ท่านประธานดิ่ง ด้วยความรักดุจพี่ชายแท้ๆ” ก่อนรีบกลับ สร้างความประทับใจและแสดงถึงความสัมพันธ์อันดี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ของนายกฯ อนุทิน ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนมีกำลังใจสู้ต่อไป ท่ามกลางภัยน้ำท่วมที่ยังคงเป็นปัญหาค้างคา หากคุณกำลังประสบปัญหาน้ำท่วม ลองแบ่งปันประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้แลกเปลี่ยนและหาทางออกด้วยกัน

  • น้ำท่วมบางบาล: สถานการณ์ล่าสุด
  • โครงการระบายน้ำของรัฐบาล
  • วิธีป้องกันตัวเองจากน้ำท่วม

การกระทำเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใกล้ชิดประชาชนอย่างไร ในมุมมองของผม นี่คือตัวอย่างของผู้นำที่แท้จริงที่ลงมือทำมากกว่าแค่พูด

ที่มา – “อนุทิน” ใส่บูทลุยน้ำท่วม โชว์พายเรือ-ด้านประธานดิ่ง ส่งภาพขอลายเซ็นเป็นที่ระลึก

ไอเฮนาโช่ หวังทำลายสถิติฤดูกาลที่ดีที่สุด – ข่าวลือ

ไอเฮนาโช่ หวังทำลายสถิติฤดูกาลที่ดีที่สุด – ข่าวลือ

ในวงการฟุตบอลสกอตติชที่กำลังคึกคัก ไอเฮนาโช่ กองหน้าดาวดังวัย 28 ปีของเซลติก กำลังสร้างความฮือฮาด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำลายสถิติส่วนตัวในฤดูกาลที่ดีที่สุดของเขา หลังจากย้ายมาร่วมทีมด้วยความหวังสูงสุด นักเตะชาวไนจีเรียรายนี้เคยทำประตูได้ถึง 19 ลูกในนามเลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูกาล 2020-21 และตอนนี้เขาพร้อมที่จะก้าวข้ามตัวเล่านั้น

ไอเฮนาโช่ หวังทำลายสถิติฤดูกาลที่ดีที่สุด – ข่าวลือ

ไอเฮนาโช่ หวังทำลายสถิติฤดูกาลที่ดีที่สุด – ข่าวลือ นี้มาจากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดที่เขายอมรับว่าตัวเองมั่นใจในศักยภาพ และเชื่อว่าเบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมเซลติก จะช่วยให้เขากลับมาท็อปฟอร์มได้อีกครั้ง ร็อดเจอร์สที่เคยคุมเลสเตอร์มาก่อน มีประสบการณ์ในการดึงศักยภาพของไอเฮนาโช่ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ดังนั้นการย้ายมาร่วมเซลติกจึงเหมือนเป็นการกลับบ้านเก่า และโอกาสทองในการพิสูจน์ตัวเอง

ไอเฮนาโช่ หวังทำลายสถิติฤดูกาลที่ดีที่สุดในสีเสื้อเซลติก

ไม่ใช่แค่ไอเฮนาโช่เท่านั้นที่เป็นข่าว แต่ข่าวลือในวงการฟุตบอลสกอตติชยังมีเรื่องน่าติดตามอีกมาก โดยเฉพาะฟูลแบ็ค อเล็กซานเดอร์ เยนเซน ของเอแบร์ดีน ที่ยอมรับว่าตัวเองรู้สึกกดดันจากภายในเพื่อแสดงผลงานให้ดีขึ้น ท่ามกลางฟอร์มที่ย่ำแย่ของทีมในช่วงนี้ เยนเซน ซึ่งเพิ่งย้ายมาร่วมทีมไม่นาน ต้องการพิสูจน์ตัวเองให้แฟนบอลเห็นว่าเขาคือส่วนสำคัญในการพลิกสถานการณ์

อีกข่าวที่ทำให้แฟนเรนเจอร์สใจสั่นคือ แบร์รี่ เฟอร์กูสัน ตำนานของสโมสร ที่ยังไม่ปิดประตูสำหรับการกลับมาคุมทีมในตำแหน่งผู้จัดการทีม แม้ปัจจุบันจะมีรัสเซลล์ มาร์ติน คุมทีมอยู่ แต่เฟอร์กูสันยืนยันว่าถ้ามีโอกาส เขาพร้อมเสมอ นี่คือข่าวลือที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าทีมแชมป์เก่าได้ในอนาคต

ส่วนดันดี ยูไนเต็ด ทีมจากแชมป์เปี้ยนชิพที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมา นั้นไม่มีอะไรต้องกลัวในพรีเมียร์ชิพสกอตติชฤดูกาลนี้ ตามคำกล่าวของเบิร์ต เอสเซลลิงก์ แนวรับตัวเก๋า เขาเชื่อว่าทีมมีศักยภาพพอที่จะสู้กับทีมใหญ่ๆ ได้อย่างสูสี หลังจากผ่านการเตรียมทีมมาอย่างหนักหน่วง

ข่าวลือเหล่านี้กำลังทำให้ลีกสกอตติชร้อนระอุ โดยเฉพาะไอเฮนาโช่ หวังทำลายสถิติฤดูกาลที่ดีที่สุด – ข่าวลือ ที่แฟนบอลเซลติกต่างรอคอย นักเตะรายนี้เคยเป็นตัวสำรองที่พลิกเกมได้หลายครั้งในอังกฤษ และตอนนี้เขาพร้อมที่จะเป็นตัวหลักในสกอตแลนด์ การปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่นของร็อดเจอร์สจะเป็นกุญแจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่ไร้บอล การจบสกอร์ หรือการช่วยทีมในเกมรับ

จากที่ผ่านมา ไอเฮนาโช่เคยเผชิญกับช่วงเวลายากลำบากในการหาตำแหน่งตัวจริงที่เลสเตอร์ แต่การย้ายมาเซลติกคือโอกาสใหม่ที่เขาต้องคว้าไว้ ด้วยความสามารถทางกายภาพที่เหนือชั้นและเทคนิคการเล่นที่หลากหลาย เขาน่าจะทำได้มากกว่า 19 ประตูแน่นอน หากทีมเล่นด้วยระบบที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ข่าวลือเกี่ยวกับเอแบร์ดีนยังสะท้อนถึงปัญหาที่ทีมกำลังเผชิญ เยนเซนต้องแบกรับความคาดหวังจากแฟนบอลที่ต้องการเห็นการฟื้นตัวด่วน การป้องกันที่หลวมของทีมในฤดูกาลนี้ทำให้พวกเขาต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ตกชั้นหรือเสียตำแหน่งในลีก

สำหรับเรนเจอร์ส การกลับมาของเฟอร์กูสันอาจเป็นทางออก หากผลงานของมาร์ตินไม่เป็นที่น่าพอใจ ตำนานรายนี้รู้จักสโมสรดี และมีประสบการณ์ในการนำทีมสู่ความสำเร็จ ข่าวลือนี้ทำให้แฟนๆ ตื่นเต้นและคาดหวังการเปลี่ยนแปลง

ดันดี ยูไนเต็ดเองก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ เอสเซลลิงก์ย้ำว่าทีมพร้อมเผชิญหน้ากับทุกทีม ไม่ว่าจะเป็นเซลติกหรือเรนเจอร์ส การเลื่อนชั้นมาพร้อมความท้าทาย แต่พวกเขามีนักเตะคุณภาพและโค้ชที่ชาญฉลาด

โดยรวมแล้ว ไอเฮนาโช่ หวังทำลายสถิติฤดูกาลที่ดีที่สุด – ข่าวลือ กำลังจุดประกายให้ลีกสกอตติชมีสีสันมากขึ้น แฟนบอลไม่ควรพลาดการติดตามพัฒนาการของนักเตะเหล่านี้

ติดตามข่าวฟุตบอลสกอตติชเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – Iheanacho aims to top best season – gossip

กองทัพบก แจงเหตุปะทะช่องอานม้า

ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงตึงเครียดบริเวณชายแดน ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ปะทะกันที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งกองทัพบกได้ออกมาแถลงชี้แจงถึงสาเหตุและการตอบโต้ของฝ่ายไทย โดยยืนยันว่าฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2567 ทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนต่างให้ความสนใจอย่างมาก

กองทัพบก แจงเหตุปะทะช่องอานม้า

กองทัพบก แจงเหตุปะทะช่องอานม้า โดยพลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ให้ข้อมูลว่า เวลาประมาณ 12.00-12.30 น. กองทัพภาคที่ 2 ได้รับรายงานว่าทหารกัมพูชาได้ลอบใช้อาวุธปืนเล็กและเครื่องยิงลูกระเบิดยิงเข้ามาในพื้นที่ไทยบริเวณช่องอานม้า ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางชายแดน จังหวัดอุบลราชธานี ทันทีที่เกิดเหตุ กองกำลังสุรนารี ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าว ได้เตรียมพร้อมและสั่งการให้กำลังพลยิงตอบโต้ตามสถานการณ์และมาตรการที่วางไว้ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

พื้นที่ช่องอานม้าเป็นบริเวณที่ทั้งสองประเทศมีข้อพิพาทมานาน โดยเฉพาะประเด็นเขตแดนและทรัพยากรธรรมชาติ การที่กัมพูชาเลือกใช้วิธีการยิงยั่วยุในช่วงเวลานี้ ทำให้เกิดคำถามถึงเจตนาที่แท้จริง ตามที่กองทัพบก แจงเหตุปะทะช่องอานม้า ระบุว่า บริเวณดังกล่าวมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวจากอินโดนีเซีย (IOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อยครั้ง ดังนั้น การกระทำดังกล่าวอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างสถานการณ์ให้ฝ่ายไทยดูเป็นผู้รุกล้ำ และนำไปแจ้งต่อผู้สังเกตการณ์เพื่อกล่าวหาว่าฝ่ายไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

การตอบโต้ของไทยตามมาตรการที่กองทัพบก แจงเหตุปะทะช่องอานม้า

จากข้อมูลที่กองทัพบก แจงเหตุปะทะช่องอานม้า ชัดเจนว่าฝ่ายไทยไม่ได้เริ่มต้นการยิงก่อน แต่เป็นการตอบโต้แบบจำกัดวง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบุกรุกเพิ่มเติม ปัจจุบันยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตทางฝ่ายไทย ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดี แต่กองทัพยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีพัฒนาการเพิ่มเติม จะมีการอัปเดตข้อมูลทันที การตอบโต้ตามมาตรการนี้ สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของกองทัพไทย ที่ยึดมั่นในหลักสันติวิธีและการเจรจาเป็นหลัก

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น ช่องอานม้าเป็นส่วนหนึ่งของแนวชายแดนที่ยาวเหยียดกว่า 800 กิโลเมตรระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งมีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึงยุคสงครามเย็นและข้อพิพาทปราสาทพระวิหารในอดีต เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น โดยก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์คล้ายกันในปี 2554 ที่นำไปสู่การเจรจาระดับสูงระหว่างสองประเทศ การที่กองทัพบก แจงเหตุปะทะช่องอานม้า อย่างโปร่งใส ช่วยลดความเข้าใจผิดและป้องกันการบิดเบือนข้อมูลจากฝั่งตรงข้าม

ผลกระทบและบทเรียนจากเหตุการณ์ปะทะชายแดน

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงชายแดนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามฟื้นฟูความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าชายแดน นอกจากนี้ ประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและใกล้เคียงอาจได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของทหารและการปิดกั้นเส้นทางชั่วคราว บทเรียนสำคัญจากกองทัพบก แจงเหตุปะทะช่องอานม้า คือ ความจำเป็นในการเพิ่ม cườngกำลังพลและเทคโนโลยีเฝ้าระวัง เช่น กล้องวงจรปิดและโดรน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

  • เพิ่มการประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง
  • ฝึกอบรมกำลังพลให้ตื่นตัวต่อกลยุทธ์ยั่วยุจากฝ่ายตรงข้าม
  • ประชาสัมพันธ์ข้อมูลอย่างรวดเร็วเพื่อลดข่าวลือในสังคม

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง การตอบโต้ของไทยในครั้งนี้ถือว่าสมดุลและเหมาะสม กองทัพบก แจงเหตุปะทะช่องอานม้า อย่างละเอียดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ในการช่วยคลี่คลายข้อพิพาท หากสถานการณ์คลี่คลาย อาจนำไปสู่การเจรจาใหม่เพื่อกำหนดเขตแดนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการปกป้องแผ่นดิน โดยไม่ละเมิดหลักการสากล หากคุณสนใจข่าวสารด้านความมั่นคงชายแดน ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในส่วนคอมเมนต์

ที่มา – กองทัพบก แจงเหตุปะทะ “ช่องอานม้า” กัมพูชาพยายามยิงยั่วยุ ไทยตอบโต้ตามมาตรการ