วัน: 29 กันยายน 2025

ธรรมนัส พร้อมแจงปมพืช GMO ในการอภิปราย

ในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาแสดงท่าทีพร้อมรับมือกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา โดยเฉพาะประเด็นร้อนอย่างปมพืช GMO หรือพืชที่ตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งเป็นหัวข้อที่ฝ่ายค้านให้ความสนใจอย่างมาก ธรรมนัส พร้อมแจงปมพืช GMO ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นี้ให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจนโยบายของรัฐบาลในด้านการเกษตรสมัยใหม่

ธรรมนัส พร้อมแจงปมพืช GMO ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ร้อยเอกธรรมนัส ได้ให้สัมภาษณ์ยามค่ำคืน ถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในที่ประชุมรัฐสภา เขาย้ำว่าหากมีการซักถามในส่วนของกระทรวงที่ตนดูแล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขาจะเป็นผู้ชี้แจงด้วยตนเอง โดยเน้นไปที่เรื่องการตัดต่อพันธุกรรมพืช ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดการใช้สารเคมีในภาคเกษตรไทย ประเด็นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านว่าอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ฝั่งรัฐบาลมองว่าเป็นนวัตกรรมที่จำเป็นสำหรับความมั่นคงทางอาหาร

ร้อยเอกธรรมนัส เปิดเผยว่า เป็นนักการเมืองต้องพร้อม รับมือกับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เขาเคยเจอมาถึง 3 ครั้งตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีช่วยการกระทรวงเกษตร เขาเชื่อมั่นในข้อมูลและข้อเท็จจริงที่จะนำเสนอ เพื่อคลายข้อกังวลของประชาชนเกี่ยวกับพืช GMO ที่รัฐบาลส่งเสริม นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงการแบ่งหน้าที่ชี้แจงสำหรับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการโดยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยนายอรรถกร ศิริลัทยากร และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์โดยนายอัครา พรหมเผ่า

การเตรียมงบประมาณและประเด็นกีฬาเปตอง

ในส่วนของงบประมาณ รัฐมนตรีธรรมนัส ยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไม่เสนองบประมาณค้างท่อปี 2568 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้กระบวนการโปร่งใสและเป็นไปตามระเบียบ ขณะเดียวกัน เขายังอัปเดตประเด็นกีฬาเปตองที่ถูกสมาพันธ์เปตองโลกแบนไม่ให้แข่งในซีเกมส์ โดยระบุว่าการเจรจาได้ข้อสรุปแล้ว และนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะแถลงรายละเอียดในวันถัดไป ร้อยเอกธรรมนัส เรียกร้องให้สังคมมองด้านบวกของรัฐบาลมากขึ้น โดยเฉพาะผลงานที่ส่งเสริมบ้านเมือง

ประเด็นพืช GMO ในไทยนั้น เป็นหัวข้อที่ถกเถียงมานาน โดยองค์กรอนามัยโลกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าพืช GMO ที่ผ่านการรับรองแล้วปลอดภัย แต่ฝ่ายต่อต้านกังวลเรื่องผลกระทบระยะยาว รัฐบาลภายใต้การนำของร้อยเอกธรรมนัส จึงมุ่งเน้นการวิจัยและควบคุมคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐมนตรีจะได้ชี้แจงนโยบายให้ชัดเจน

  • การตัดต่อพันธุกรรมช่วยลดการนำเข้าหัวไธนาเลทและเพิ่มผลผลิตข้าวโพด
  • รัฐบาลตั้งหน่วยงานตรวจสอบ GMO อย่างเข้มงวด
  • เกษตรกรได้รับการฝึกอบรมเพื่อใช้เทคโนโลยีนี้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีแผนสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือก การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ไม่เพียงทดสอบความพร้อมของรัฐมนตรี แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรไทยให้ทันสมัยและยั่งยืน

ในมุมมองของผู้เขียน การชี้แจงปมพืช GMO นี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน หากรัฐบาลนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ดี จะเป็นประโยชน์ต่อนโยบายระยะยาว อย่าลืมติดตามการอภิปรายในสภา เพื่อเข้าใจทิศทางของประเทศมากขึ้น

ที่มา – “ธรรมนัส”​ พร้อมแจงปมพืช GMO ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นนักการเมืองต้องพร้อม

“วรวั จน์” จ่อร้อง ป.ป.ช. เอาผิด อนุทิน-ธรรมนัส นำเข้าพืช GMO

“วรวั จน์” จ่อร้อง ป.ป.ช.-ศาล เอาผิด “อนุทิน-ธรรมนัส” เปิดช่องนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม

ในประเด็นร้อนทางการเมืองและเศรษฐกิจเกษตรที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชน นายวรวั จน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดแพร่ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อนโยบายของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ถูกกล่าวหาว่าเปิดช่องให้นำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ GMO และ GEd เข้าประเทศไทย ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเกษตรกรไทยมานานกว่า 15 ปี

นายวรวั จน์ ระบุว่าตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากภาคเกษตรไปกว่า 900,000 ล้านบาท โดยเงินเหล่านี้ไหลออกนอกประเทศไปยังบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ ราวกับว่าเกษตรกรไทยถูกใช้เป็นตู้เอทีเอ็มให้ต่างชาติดูดเงินปีละกว่า 60,000 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ขัดแย้งกับ พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 ซึ่งห้ามนำเข้าพืช GMO โดยชัดเจน ยกเว้นเพื่อการวิจัยเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของปัญหาจากปี 2553

ทุกอย่างเริ่มต้นในปี 2553 เมื่อพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาล และส่งนายศุภชัย โพธิ์สุ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเซ็นยืนยันประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับที่ 10/2553 อนุญาตให้นำเข้าพืช GMO เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม นี่คือการละเมิดกฎหมายแม่บทที่ชัดเจน ส่งผลให้พืช GMO ไหลเข้าประเทศจำนวนมาก ทำลายราคาสินค้าเกษตรไทย เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และมันสำปะหลัง

ปัจจุบัน ประเทศไทยต้องการข้าวโพดปีละ 9 ล้านตัน แต่ผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน ที่เหลือนำเข้า 2.6 ล้านตัน มูลค่า 26,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็น GMO สำหรับถั่วเหลือง ต้องการ 2 ล้านตัน ผลิตได้แค่ 110,000 ตัน นำเข้า 1.5 ล้านตัน มูลค่า 20,000 ล้านบาท บวกกับวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ 15,000 ล้านบาท และค่าลิขสิทธิ์เมล็ดพันธุ์ 5,000 ล้านบาท รวมแล้วปีละกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท เงินเหล่านี้หลุดออกจากกระเป๋าเกษตรกรไทย

ผลกระทบชัดเจนคือ ราคาข้าวโพดไทยตกเหลือ 7-8 บาทต่อกิโล ทั้งที่ควรขายได้ 15 บาท มันสำปะหลังขายไม่ออก ถั่วเหลืองถูกกดราคา แม้แต่ข้าวยังได้รับผลกระทบเพราะ GMO ทดแทนพืชคาร์โบไฮเดรต เกษตรกรขาดทุน หนี้สินพุ่งสูง

การเปิดช่องนำเข้าพืช GEd ล่าสุด

ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เซ็นประกาศลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 เรื่องการรับรองสิ่งมีชีวิตจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Edited หรือ GEd) เพื่อใช้ในภาคเกษตร ซึ่งขัด พ.ร.บ.กักพืชอีกครั้ง นี่คือกระบอกสูบเลือดเนื้อเกษตรกรรอบที่สอง ที่จะทำให้สูญเสียเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

นายวรวั จน์ ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ โดยเตรียมยื่นร้องทุกช่องทางกฎหมายเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง

  • ยื่น ป.ป.ช.: ขอไต่สวนข้อเท็จจริง หากผิดส่งศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งฯ และศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนและตัดสิทธิ์ทางการเมือง พร้อมเพิกถอนประกาศฉบับที่ 10/2553
  • ฟ้องศาลจังหวัด: ขอชดใช้ค่าเสียหายทั้งบุคคลและกลุ่ม ห้ามนำเข้า GMO และ GEd โดยมิชอบ
  • ร้องศาลปกครอง: เพิกถอนประกาศ ชดเชยค่าเสียหาย ห้ามนำเข้าต่อไป
  • ร้องศาลรัฐธรรมนูญ: วินิจฉัยผิดจริยธรรม ถอดถอนและเพิกถอนสิทธิ์ 10 ปี

นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางกฎหมาย แต่เป็นสงครามเพื่อปกป้องเกษตรกรไทยกว่า 30 ล้านคน ประเทศไทยไม่ใช่ห้องทดลองของบริษัทข้ามชาติ และเกษตรกรไม่ใช่หนูทดลอง หากรัฐบาลห่วงใยเกษตรกรจริง ต้องยกเลิกประกาศเหล่านี้ทันที มิเช่นนั้นจะสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชน

นายวรวั จน์ ยังเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อยกเลิกประกาศผ่านลิงก์ https://chng.it/vC9nkNVFFf เพื่อปกป้องอนาคตเกษตรกรไทย ก่อนที่ความเสียหายจะยิ่งรุนแรงขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบนโยบายรัฐที่อาจเอื้อประโยชน์ให้ทุนต่างชาติมากเกินไป เกษตรกรไทยสมควรได้รับการปกป้องเพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

ที่มา – “วรวั จน์” จ่อร้อง ป.ป.ช.-ศาล เอาผิด “อนุทิน-ธรรมนัส” เปิดช่องนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม

5 คำถามสำคัญสำหรับทีมสกอตแลนด์ที่คลาร์กต้องเผชิญ

สกอตแลนด์เพิ่งลงสนามไปเมื่อ 20 วันก่อน แต่สตีฟ คลาร์กกำลังเร่งรวบรวมทีมสำหรับสองนัดสำคัญในศึกคัดบอลโลกแล้ว

ทีมสกอตแลนด์รั้งอันดับสองในกลุ่ม C ด้วยผลต่างประตู หลังจากเปิดฉากด้วยการเสมอเดนมาร์กนอกบ้าน และชัยชนะเหนือเบลารุสในฮังการี พวกเขายังคงไล่ล่าตั๋วไปเวิลด์คัพครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 ด้วยสองนัดเหย้าต่อกรีซและเบลารุสน่าจะถ่ายทอดสดทาง BBC เดือนหน้า

ตารางแข่งขันที่กระชั้นชิด—หน้าต่างคัดเลือกครั้งสุดท้ายคือพฤศจิกายน—บ่งชี้ว่าคนที่คลาร์กประกาศวันอังคารนี้จะไม่มีหน้าใหม่มากนัก แม้โค้ชผู้ซื่อสัตย์คนนี้จะเพิ่งประกาศทีมล่าสุดไป

แต่แม้จะใกล้กันขนาดนี้ เขาก็ยังต้องเผชิญกับ 5 คำถามสำคัญสำหรับทีมสกอตแลนด์ที่คลาร์กต้องเผชิญ BBC Scotland จะมาวิเคราะห์ให้ดู

5 คำถามสำคัญสำหรับทีมสกอตแลนด์ที่คลาร์กต้องเผชิญ

ผู้รักษาประตูคนไหนที่พร้อมลุย?

มาพูดถึงตำแหน่งที่ก่อกวนใจก่อนเลย

แม้แองกัส กันน์จะเซฟคลีนชีตสองนัดติดต่อกันในการกลับมาทีมชาติสกอตแลนด์เมื่อต้นเดือน แต่ผู้รักษาประตูรายนี้ยังไม่ได้ลงเล่นให้สโมสรน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์เลย

เขาอยู่บนม้านั่งสำรองแค่นัดเดียว—ในชัยชนะยืดเยื้อนัดคาราบาวคัพเหนือสวอนซี—นับตั้งแต่ 31 สิงหาคม และยังไม่เข้าตาเอ็นเก้ พอสเตโคกลูผู้จัดการคนใหม่

ข่าวดีสำหรับกันน์—อาจไม่ใช่สำหรับคลาร์กและแฟนบอล—คือไม่มีผู้รักษาประตูคนอื่นที่ท้าชิงตำแหน่งเริ่มต้น

แซนเดอร์ คลาร์กไม่ได้ลงเล่นให้ฮาร์ทส์นับตั้งแต่ขึ้นเครื่องกับกันน์ต้นเดือน ขณะที่ลีแอม เคลลี่จากเรนเจอร์สลงเล่นแค่นัดเอโลอา แอธเลติกในพรีเมียร์สปอร์ตคัพฤดูกาลนี้

คนที่เพิ่งติดทีมและลงเล่นสม่ำเสมอคือเซเรียน สลิคเกอร์จากบาร์เน็ตในลีกทู

อาจเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเขา หลังจาก เดบิวต์น่าผิดหวังที่แฮมป์เดน แต่สลิคเกอร์ลงตัวจริงเก้านัดลีก และเพิ่งเซฟลูกโทษสองจุดในบ่ายวันเดียวกับครูว์ อเล็กซานดรา

สกอตต์ เบน ผู้รักษาประตูฟอลเคิร์กระบบคำชมมาก แม้ แพ้ฮาร์ทส์ 3-0 เมื่อเสาร์ หากไม่มีอดีตตัวสำรองเซลติก ทีมของจอห์น แม็คกลินน์คงโดนถล่มหนัก

นัดสุดท้ายจากสามนัดทีมชาติของเขามากว่า 6 ปีก่อน ในชัยชนะ 2-0 เหนือซานมารีโน—นัดสุดท้ายของอเล็กซ์ แม็คไลช์ก่อนคลาร์กเข้ามา

สถานการณ์ผู้รักษาประตูที่สกอตแลนด์มาถึงจุดนี้ยังน่าปวดหัว แต่ตอนนี้คลาร์กต้องตัดสินใจใหญ่

เสียสละแนวรับเพื่อเพิ่มพื้นที่โจมตี?

คลาร์กเริ่มต้นด้วยกองหลัง 10 คนสำหรับสองนัดแรก ก่อนที่แอนโธนี่ เรลสตันและเคียแรน เทียร์นีย์จากเซลติกจะถอนตัวก่อนนัดโคเปนเฮเกน

จอช โดอิกจากซาสซูโอโล่ถูกเรียกแทน และแนวรับที่แข็งแกร่งไม่ได้รับผลกระทบจากการมีคนน้อยลง

เทียร์นีย์น่าจะติดทีมอีก หลังลง 82 นาทีในยูโรปาลีกนอกบ้านเรดสตาร์เบลเกรด หลังจากลงเต็ม 90 นาทีกับพาร์ติ๊กธิสเซิลสามวันก่อน แต่เรลสตันเพิ่งหายเจ็บกลับมาในนัดเสมอฮิบерниอัน

โชคดีที่อาร์รอน ฮิคกี้—ที่ทำผลงานยอดเยี่ยมทั้งสองนัด—ยังคงพัฒนาที่เบรนท์ฟอร์ด และลงตัวจริงพรีเมียร์ลีกนัดแรกใน 700 วันในชัยชนะที่โอลด์แทร็ฟฟอร์ด

ด้วยปัญหาเจ็บล่าสุด ทุกคนกระซิบเบาๆ แต่แนวรับฮาร์ทส์คนเก่ากำลังไปได้สวย และด้วยแม็กซ์ จอห์นสตันที่พร้อมแทน คลาร์กอาจต้องตัดเรลสตัน—ที่ไม่เคยผิดหวัง—หรือคนอื่นเพื่อเพิ่มกองหน้า

นี่คือหนึ่งใน 5 คำถามสำคัญสำหรับทีมสกอตแลนด์ที่คลาร์กต้องเผชิญ ที่ต้องชั่งใจเรื่องสมดุลทีม

Gannon-Doak เสี่ยงโดนตัดไหม?

สั้นๆ คือ ไม่

และกองทัพทาร์ตันจะลุกฮือถ้าชายบอร์นมัธไม่อยู่ในรายชื่อวันอังคาร

หลังจากทำผู้เล่นยอดเยี่ยมในนัดชิงเบลารุสนัดแรกนับตั้งแต่พฤศจิกายน 2024 ปีกอดีตลิเวอร์พูลลงแค่ 17 นาทีในพรีเมียร์ลีก

แต่เวลาลงน้อยของวัยรุ่นคนนี้ต้องเป็นห่วงสำหรับคลาร์ก แม้ฟอร์มทีมชาติดี

ถึงเวลาคืน Oliver Burke แล้วหรือ?

ถ้าคุณยังไม่รู้ว่าโอลิเวอร์ เบิร์กกลายเป็น สกอตแลนด์คนแรกที่ทำแฮตทริกในบุนเดสลีกา แล้วคุณอยู่ไหน?

หนึ่งในนักเตะที่ถูกลืมของสกอตแลนด์ทำได้กับยูนิออน เบอร์ลินเหนือไอน์ทรัคท์ แฟรงก์เฟิร์ตเมื่อ 21 กันยายน และเสียงเรียกร้องให้กลับสวมเสื้อน้ำเงินเข้มดังมาก

ชายวัย 28 เปิดตัวทีมชาติตอน 18 ในปี 2016 แต่ 13 นัดล่าสุดคือกับอิสราเอลปี 2020

แต่ละประตูแสดงคุณภาพที่หายากในเสื้อสกอตแลนด์—โดยเฉพาะความเร็วและพละกำลัง—และพอล แลมเบิร์ต อดีตทีมชาติและแชมป์บุนเดสลีกาบอกว่าเขาทำให้คลาร์ก “ยากที่จะเพิกเฉย”

“บุนเดสลีกาแข็งแกร่ง เน้นเทคนิค การทำแฮตทริกคือบูสต์ความมั่นใจมหาศาล” แลมเบิร์ตบอก BBC Scotland เมื่อสัปดาห์ก่อน

“ตอนนี้เขาต้องทำสม่ำเสมอ นั่นคือกุญแจ ถ้าทำได้ สตีวี่ก็ยากที่จะมองข้าม”

เบิร์กตามด้วยฟอร์มเงียบๆ กับฮัมบูร์กเมื่อคืนอาทิตย์ ซึ่งอาจลดโอกาสบังคับมือคลาร์ก

Shankland จะแทรกซึมกลับมาได้ไหม?

การเป็น ดาวยิงสูงสุดในยุค SPFL—ด้วยประตูที่ 163 ในทุกรายการนับแต่ลีกก่อตั้งปี 2013—ให้ลอว์เรนซ์ แชงค์แลนด์รับคำชมอีกครั้ง

ความสำเร็จยอดเยี่ยม แต่คลาร์กไม่ใช่คนหลงสถิติ เขาชอบดาวยิง และแชงค์แลนด์หาจังหวะยิงคืนหลังจากแห้งแล้งฤดูกาลก่อน

ประตูทำลายสถิติกับฟอลเคิร์กตามด้วยสองลูกที่ไอบร็อกซ์ และยิงได้เจ็ดลูกฤดูกาลนี้แล้ว

ปัญหาของชายวัย 30 คือฟอร์มดาวยิงทีมชาติคนอื่น

คลาร์กเรียกลินดอน ไดค์สและเช อดัมส์เสมอ—อดัมส์ยิงสี่ในสามนัดล่าสุด—ซึ่งไม่เหลือที่สำหรับคนอื่นมาก

ในค่ายที่แฮปปี้ มีเสียงโวยเมื่อเคียวรอน โบวี่ไม่ได้ลงกับเบลารุส ดังนั้นกองหน้าฮิบส์คนนี้คงไม่หลุด ขณะที่จอร์จ เฮิร์สต์—ที่ลงแทนในโคเปนเฮเกน—ยิงสองในสองนัดล่าสุดให้อิปสวิช

และแน่นอน ทอมมี่ คอนเวย์ที่ได้รับคำชมจากฟอร์มมิดเดิ้ลสโบรห์

เป็นอาการปวดหัวที่ดีสำหรับโค้ช แต่ด้วยความสำคัญของนัดกรีซและเบลารุส คลาร์กต้องตัดสินให้ถูก

5 คำถามสำคัญสำหรับทีมสกอตแลนด์ที่คลาร์กต้องเผชิญ เหล่านี้จะกำหนดอนาคตการคัดเลือก คลาร์กควรพิจารณาเปิดโอกาสให้นักเตะฟอร์มดีเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในแนวรุกที่ต้องเฉียบคมยิ่งขึ้นในนัดเหย้า

ที่มา – The five Scotland squad questions facing Clarke

“ศุภจี” แจงสภาครั้งแรก ได้รับคำชื่นชมจาก ส.ส.

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงครั้งแรกในสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ส.ส. พรรคประชาชน อภิปรายประเด็นเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ การชี้แจงครั้งนี้ได้รับเสียงชื่นชมจาก ส.ส. ฝั่งพรรคประชาชน ที่บอกว่าตอบได้ดีกว่า ส.ส. หลายคน และแนะนำให้มาร่วมประชุมสภาให้บ่อยขึ้น เพื่อสร้างบรรยากาศการอภิปรายที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

“ศุภจี” แจงสภาครั้งแรก-สส.ปชน. ชมตอบดีกว่า สส. หลายคน แนะมาสภาฯ บ่อยๆ

การชี้แจงของนางศุภจีในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การขอบคุณข้อมูลจากนายสิทธิพล และยืนยันว่ารัฐบาลจะนำข้อมูลเหล่านั้นไปปรับใช้ โดยเฉพาะนโยบายการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อ GDP ของไทย รัฐมนตรีได้ตั้งเป้าว่าจะเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ยกระดับมาตรการดูแลสินค้าไทยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าไทย ด้วยการรวบอำนาจการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ไว้ที่กระทรวงพาณิชย์เพียงแห่งเดียว และเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาจากเดิม 49 รายการ เป็น 65 รายการ ทำให้ระบบตรวจสอบมีความรัดกุมมากขึ้น

การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นอีกหนึ่งจุดเด่น โดยมีการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งในปี 2568 ยังไม่พบกรณีการปลอมแปลง C/O แม้แต่ฉบับเดียว สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการไทยในการแข่งขันระดับสากล

มาตรการปกป้องผู้ผลิตไทยและการส่งเสริม SMEs

ในส่วนของมาตรการปกป้องผู้ผลิตในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้พัฒนาระบบ AI เพื่อลดระยะเวลาการไต่สวนการทุ่มตลาด จากเดิม 4 เดือน เหลือเพียง 1 เดือนเท่านั้น นอกจากนี้ ยังกำลังแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าจากต่างชาติที่ทะลักเข้ามาในไทย เช่น การพิจารณาเก็บภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท การเพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐานสินค้า และการปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างต่อเนื่อง

ควบคู่ไปกับการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SMEs ให้สามารถขยายตลาดสู่ภูมิภาคใหม่ๆ เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย

สำหรับสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว กระทรวงได้วางแผนบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานในระยะยาว เพื่อรับมือกับส่วนเกินข้าว 1.8 ล้านตัน นางศุภจียังประกาศแผนลงพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อจัดมหกรรมการค้าชายแดน ซึ่งจะช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยผลักดันการใช้สิทธิประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และเร่งเจรจา FTA ใหม่กับสหภาพยุโรป (EU) และเกาหลีใต้ ให้สำเร็จ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

ระหว่างการอภิปราย นางศุภจีมีอาการเสียงแหบเล็กน้อย จึงต้องดื่มน้ำและใช้สเปรย์บรรเทา แต่ยังคงตอบคำถามได้อย่างชัดเจนและมั่นใจ นายสิทธิพลได้กล่าวชื่นชมนางศุภจีว่า ‘ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรี เห็นตอบและพูดในสภาได้ดีกว่า ส.ส. หลายคน จึงขอให้มาสภาฯ บ่อยๆ เพื่อจะได้พบกัน’ คำชื่นชมนี้สะท้อนถึงการยอมรับจากฝั่งตรงข้ามในสภา

การชี้แจงครั้งนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบวกต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย ที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ ในยุคที่การค้าชายแดนและ FTA มีความสำคัญยิ่ง การเคลื่อนไหวของกระทรวงพาณิชย์จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

หากคุณกำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจในภาคการค้า ลองติดตามอัปเดตจากกระทรวงพาณิชย์และเข้าร่วมกิจกรรมมหกรรมการค้าชายแดน เพื่อขยายเครือข่ายของคุณ

ที่มา – “ศุภจี” แจงสภาครั้งแรก-สส.ปชน. ชมตอบดีกว่า สส. หลายคน แนะมาสภาฯ บ่อยๆ

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ภาษีทรัมป์” ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ต้องเผชิญปัญหาหนักหน่วง “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือด่วนเพื่อปกป้องเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

วันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยชี้ให้เห็นถึงโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คือสงครามการค้าที่กำลังรุกรานไทยจากหลายด้าน โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กระทบโดยตรงต่อ SME และเกษตรกรไทย

ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่า SME กว่า 3 ล้านกิจการเสี่ยงได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่า 12 ล้านคน นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบที่อาจสะดุด หากไม่มีการเตรียมรับมือ SME ไทยกำลังเผชิญวิกฤตหนัก จากเศรษฐกิจชะลอตัว ค้าขายลำบาก รายได้ลดลง จนต้องกู้ยืมเงินเพิ่ม ส่งผลให้หนี้เสียของ SME สูงกว่าช่วงโควิด-19 และหลายรายต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งยิ่งสร้างปัญหาระยะยาว

ปัญหาหลัก 3 ประการที่ SME ต้องเผชิญจากสงครามการค้า

นายสิทธิพล ชี้ว่าปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขในระยะสั้นอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบจาก “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน ดังนี้

  1. ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment): สหรัฐฯ วางแผนเก็บภาษีสองอัตราสำหรับสินค้าจากหลายประเทศ รวมถึงไทย โดยสินค้าที่ไม่สวมสิทธิจะถูกเก็บภาษีต่ำ แต่สินค้าที่สวมสิทธิจะถูกเก็บสูง ตัวอย่างเช่น แผงโซลาร์เซลล์จากไทยถูกขึ้นภาษี CVD (ภาษีตอบโต้การอุดหนุน) สูงถึง 300-900% แม้ไทยไม่ได้อุดหนุน แต่ถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลจีนอุดหนุน ส่งผลกระทบทุกบริษัท

  2. หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (C/O) ปลอม: กรมการค้าต่างประเทศออก C/O กว่า 338,000 ฉบับต่อปี (ข้อมูลปี 2567) แต่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพียง 10 คน รวมจากหอการค้าอื่นๆ แล้วกว่า 5-6 แสนฉบับ การปลอมแปลง C/O สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงสินค้าไทยในเวทีโลก

  3. สินค้าจีนทะลักเข้าตลาดไทย: คาดว่าหลังภาษีทรัมป์ จีนจะระบายสินค้ามูลค่าเกือบ 90,000 ล้านบาทเข้าประเทศ เดือนสิงหาคม 2568 การนำเข้าจากจีนเพิ่ม 15.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่ม 16.9% ซึ่งจะแย่งส่วนแบ่งตลาดจากสินค้าไทย ในไตรมาส 2 ปีนี้ นำเข้าจากจีนพุ่ง 38.3% เทียบกับปีก่อนที่เพิ่มเพียง 13%

นอกจากนี้ มาตรการเยียวยาที่ผ่านมา เช่น ซอฟท์โลน 2 แสนล้านบาท และสินเชื่อพยุงการจ้างงาน 30,000 ล้านบาท จากสำนักงานประกันสังคม ยังล่าช้า SME ไม่สามารถเข้าถึงได้แม้ผ่านไป 2 เดือน

ข้อเสนอแนะ 3 มาตรการเร่งด่วน

เพื่อแก้ไขสถานการณ์ “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน นายสิทธิพลเสนอมาตรการเร่งด่วน 3 ด้าน

  • แก้ปัญหา Transshipment: ปรับปรุงกระบวนการออกและตรวจสอบ C/O เพิ่มบุคลากร ระบบเทคโนโลยี และสร้าง Dashboard ติดตามการร้องเรียนอย่างโปร่งใส
  • ป้องกันสินค้าทะลัก: เปิดเผยข้อมูลการเจรจาการค้า ออกมาตรฐานสินค้าใหม่ และตรวจสอบเข้มงวด เพื่อปกป้องตลาดในประเทศ
  • เร่งเยียวยา SME: กำหนดตัวชี้วัดการเข้าถึงซอฟท์โลน ลดระยะเวลาอนุมัติ และติดตามผลกระทบต่อการจ้างงาน เพื่อให้ SME รอดพ้นวิกฤต

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบ SME แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการ อาจนำไปสู่การล้มละลายจำนวนมากและการว่างงานเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สงครามการค้าครั้งนี้เป็นโอกาสให้ไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืนมากขึ้น โดยส่งเสริม SME ให้แข่งขันได้ด้วยนวัตกรรมและมาตรฐานสูง ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราลงมือตอนนี้ เศรษฐกิจไทยจะแข็งแกร่งแค่ไหน คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจเพื่อเตรียมตัวรับมือวิกฤต

ที่มา – “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” คร่าแล้ว 40 ศพในเวียดนาม-ฟิลิปปินส์

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” คร่าแล้ว 40 ศพในเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ คนอพยพนับแสน

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” คร่าแล้ว 40 ศพในเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พายุดังกล่าวได้ก่อให้เกิดน้ำท่วม ลมกระโชกแรง และความเสียหายจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนนับแสนต้องอพยพหนีภัย ก่อนที่พายุจะอ่อนกำลังลงและเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศลาวในที่สุด

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” คร่าแล้ว 40 ศพในเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ คนอพยพนับแสน

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ ไต้ฝุ่น “บัวลอย” ได้สร้างความหายนะให้กับฟิลิปปินส์และเวียดนาม โดยยืนยันผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 ราย และมีผู้สูญหายอีกหลายสิบคน พายุลูกนี้พัดถล่มเกาะเล็ก ๆ ในกลางฟิลิปปินส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ต้นไม้หักโค่น เสาไฟฟ้าล้มระเนระนาด และเกิดน้ำท่วมรุนแรง บังคับให้ประชาชนกว่า 400,000 คนต้องอพยพไปยังที่ปลอดภัย

ในฟิลิปปินส์ สำนักงานป้องกันพลเรือนรายงานว่าผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 27 ราย สาเหตุหลักมาจากการจมน้ำและถูกซากปรักหักพังจากพายุทับถม ขณะที่เวียดนามเผชิญกับพายุเมื่อกลางดึกวันอาทิตย์ ลมกระโชกแรงสูงถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย และค้นหาผู้สูญหายอีก 20 คน รวมถึงนักประมง 9 คนที่เรือหายไปในทะเล

ผลกระทบรุนแรงจากไต้ฝุ่น “บัวลอย” ในเวียดนาม

ที่เวียดนาม พายุไต้ฝุ่น “บัวลอย” สร้างความเสียหายให้บ้านเรือนกว่า 44,200 หลัง โดยหลังคาถูกลมพัดปลิว และมีบ้าน 800 หลังถูกน้ำท่วม พื้นที่เพาะปลูกเกือบ 6,000 เฮกตาร์เสียหายหนัก กระทรวงสิ่งแวดล้อมแจ้งว่ามีผู้คนกว่า 53,000 คนถูกอพยพไปยังโรงเรียนและศูนย์พักพิงชั่วคราว นอกจากนี้ สนามบิน 4 แห่งและทางหลวงบางส่วนถูกปิด ทำให้เที่ยวบินกว่า 180 เที่ยวถูกยกเลิกหรือล่าช้า

ผู้เสียชีวิตในเวียดนามส่วนใหญ่เกิดจากลมหมุนในจังหวัดนิงบิ่ญ 9 ราย ร่วมกับรายอื่น ๆ ในจังหวัดเว้และแทงฮว้า เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงจากพายุไต้ฝุ่นในภูมิภาคที่มักเกิดบ่อยครั้ง

สถานการณ์ในฟิลิปปินส์จากไต้ฝุ่น “บัวลอย”

ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักจากไต้ฝุ่น “บัวลอย” คร่าแล้ว 40 ศพในเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ สร้างความเสียหายให้โครงสร้างพื้นฐานและชีวิตผู้คนจำนวนมาก รัฐบาลได้เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยแจกจ่ายอาหารและสิ่งของจำเป็นให้ผู้ลี้ภัยนับแสน

พายุดังกล่าวยังทำให้เกิดไฟดับในหลายพื้นที่ และการสื่อสารขัดข้องชั่วคราว เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักในการกู้ภัยและฟื้นฟู ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสมอ

ไต้ฝุ่น “บัวลอย” ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการรับมือภัยพิบัติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้พายุรุนแรงขึ้น รัฐบาลและชุมชนต้องเสริมสร้างระบบเตือนภัยและโครงสร้างที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

  • เตรียมแผนอพยพล่วงหน้าเมื่อมีพายุมรสุม
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
  • ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การรับมือกับไต้ฝุ่น “บัวลอย” แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างประเทศสำคัญมากในการบรรเทาผลกระทบ หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ลองตรวจสอบแผนรับมือภัยพิบัติของครอบครัวคุณวันนี้ เพื่อความปลอดภัย

ที่มา – ไต้ฝุ่น “บัวลอย” คร่าแล้ว 40 ศพในเวียดนาม-ฟิลิปปินส์ คนอพยพนับแสน

“ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน”

“ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายต่อคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ทำให้หลายคนต้องตั้งคำถาม “ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ เพราะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจใช้งบประมาณสูงถึง 124,000 ล้านบาท จนเงินสำรองอาจหมดเกลี้ยง

“ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ

น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่าคำแถลงนโยบายครั้งนี้ยังคงคลุมเครือ ไม่แตกต่างจากรัฐบาลก่อนหน้า คำพูดกว้างๆ ขาดตัวชี้วัดชัดเจน แม้รัฐบาลจะมีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือน แต่ขอบเขตงานควรระบุให้ชัด เพื่อไม่ให้เหลือแค่แผนงานที่รัฐบาลหน้าต้องสานต่อ เธอยังแสดงความผิดหวังที่ไม่ช่วยสร้างความกระจ่าง แต่กลับก่อคำถามเพิ่ม โดยเฉพาะนโยบายแก้หนี้สินรายบุคคลไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับ 3 ล้านบัญชี แต่ไม่บอกรายละเอียดว่าจะซื้อหนี้อย่างไร หรือตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ใหม่หรือไม่

รัฐบาลประกาศโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ แบ่งเป็น 3 ส่วน: เติมเงินบัตรสวัสดิการ 1,700 บาท, สำหรับผู้ยื่นภาษี 2,400 บาท, และไม่ยื่น 2,000 บาท ส่วนแรกใช้งบกลางปี 2568 กว่า 22,000 ล้านบาท ต้องอนุมัติในครม.นัดพิเศษวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยนำเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและเงินเหลือจากมาตรการเก่ามาใช้รวม 63,000 ล้านบาท

ผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจที่ใช้งบสูง

น.ส.ศิริกัญญา ชี้ว่าคนละครึ่งพลัสทั้งหมด 44,000 ล้านบาท จะใช้งบปี 2569 คิดเป็น 1 ใน 3 ของกระสุนคลังทั้งหมด 124,000 ล้านบาท (เงินสำรอง 99,000 ล้าน + งบกลาง 25,000 ล้าน) รัฐบาลยังวางแผนเฟสสอง ลดค่าใช้จ่าย เยียวยาผลกระทบภาษีทรัมป์ และฟื้นนักท่องเที่ยว ทำให้เงินสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือให้รัฐบาลหน้า “ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ เพราะเร่งใช้เงินเพื่อคะแนนนิยม

แม้รัฐบาลอยู่แค่ 4 เดือน แต่ต้องตัดสินใจสำคัญ เช่น กำหนดกรอบงบปี 2570 ขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% (ปัจจุบัน 69%) เพื่อกู้เพิ่ม หากไม่ทำ หนี้จะเกินเพดานและกระทบเรตติ้งเครดิต นอกจากนี้ ยังอาจต้องเสนอแผนปฏิรูปภาษีหรือการคลัง ซึ่งอาจกลายเป็นภาระให้รัฐบาลหน้า

  • นโยบายขาดรายละเอียดชัดเจน
  • ใช้งบประมาณสูงเกินควร
  • เสี่ยงเพิ่มหนี้สาธารณะ
  • ขาดการวางแผนระยะยาว

น.ส.ศิริกัญญา เตือนว่ารัฐบาลนี้เร่งใช้เงิน แต่รัฐบาลหน้าต้องรักษาวินัยคลัง หากรัฐมนตรีคนนอกไม่ตรวจสอบ ก็ไร้ประโยชน์ ใน 4 เดือน หากแก้เศรษฐกิจไม่ได้ ไม่เป็นไร แต่ขออย่าสร้างความเสียหายถาวรที่เรียกคืนความเชื่อมั่นไม่ได้

จากมุมมองนี้ การจัดการเศรษฐกิจต้องสมดุลระหว่างกระตุ้นระยะสั้นและความยั่งยืนระยะยาว เพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ศิริกัญญา” บอกผิดหวัง นโยบายเศรษฐกิจ “อนุทิน” งบสำรองจ่ายฉุกเฉินแทบไม่เหลือ

ความหวังฟุตบอลโลก 2026 ของแอฟริกาใต้พังทลายเพราะยอมแพ้

ความหวังฟุตบอลโลก 2026 ของแอฟริกาใต้พังทลายเพราะยอมแพ้ หลังจากถูกลงโทษสำหรับการใช้ผู้เล่นที่ไม่สามารถลงเล่นได้

ความหวังฟุตบอลโลก 2026 ของแอฟริกาใต้พังทลายเพราะยอมแพ้

ทีมชาติแอฟริกาใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ในการลุ้นคว้าตั๋วเข้าร่วมฟุตบอลโลก 2026 หลังจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ออกคำสั่งลงโทษที่หนักหน่วง เนื่องจากทีมใช้ผู้เล่นที่ไม่เหมาะสมในการแข่งขัน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเกมที่แอฟริกาใต้เอาชนะเลโซโท 2-0 เมื่อเดือนมีนาคม โดย Teboho Mokoena นักเตะกองกลางวัย 28 ปี ได้ลงสนามทั้งที่กำลังติดโทษแบนจากใบเหลืองสองใบที่สะสมมาก่อนหน้านี้

คณะกรรมการวินัยของฟีฟ่าตัดสินว่าแอฟริกาใต้ละเมิดกฎการแข่งขัน ส่งผลให้ผลการแข่งขันถูกปรับเป็นแพ้ 0-3 โดยอัตโนมัติ สมาคมฟุตบอลแอฟริกาใต้ (Safa) ยังถูกปรับเงิน 10,000 ฟรังก์สวิส (ประมาณ 12,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9,340 ปอนด์) ส่วน Mokoena ได้รับเพียงคำเตือน

ผลกระทบจากความหวังฟุตบอลโลก 2026 ของแอฟริกาใต้พังทลายเพราะยอมแพ้

การตัดสินครั้งนี้ทำให้สถานการณ์ในกลุ่ม C ของรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก โซนแอฟริกา เปิดกว้างมากขึ้น แอฟริกาใต้ที่เคยนำจ่าฝูง ตอนนี้ร่วงลงมาอยู่อันดับสอง โดยตามหลังเบนินเพียงผลต่างประตูได้เสีย

นอกจากนี้ ยังจุดประกายความหวังให้กับทีมอื่นๆ เช่น รวันดาและไนจีเรีย ที่ตอนนี้ตามหลังเบนินและแอฟริกาใต้อยู่เพียง 3 คะแนนเท่านั้น การแข่งขันรอบสุดท้ายระหว่างวันที่ 10-14 ตุลาคม จะเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเบนินต้องบุกไปเยือนรวันดาและไนจีเรีย ขณะที่แอฟริกาใต้มีคิวเยือนซิมบับเวก่อนจะกลับมาเปิดบ้านรับรวันดา

Safa มีเวลา 10 วันในการยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินของฟีฟ่า หากอุทธรณ์ไม่สำเร็จ แอฟริกาใต้จะต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อรักษาตำแหน่งในกลุ่มและลุ้นเข้ารอบต่อไป

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาทางกฎ แต่ยังกระทบต่อขวัญกำลังใจของทีมและแฟนบอลชาวแอฟริกาใต้ที่คาดหวังการกลับมาของทีมในเวทีโลกหลังจากพลาดโอกาสในฟุตบอลโลกปี 2010 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ

  • การละเมิดกฎเกิดจากความผิดพลาดในการตรวจสอบสถานะผู้เล่น
  • ผลต่างประตูได้เสียกลายเป็นปัจจัยสำคัญในกลุ่ม C
  • ทีมอื่นๆ ได้รับโอกาสพลิกเกมในรอบสุดท้าย
  • บทลงโทษเงินปรับอาจส่งผลต่องบประมาณของสมาคม

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญฟุตบอลมองว่าความหวังฟุตบอลโลก 2026 ของแอฟริกาใต้พังทลายเพราะยอมแพ้ครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนราคาแพงที่ช่วยยกระดับระบบการจัดการของทีมในอนาคต โดยเฉพาะในโซนแอฟริกาที่การแข่งขันดุเดือดมากขึ้นทุกปี

แอฟริกาใต้มีประวัติศาสตร์ในฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ แต่เหตุการณ์นี้เตือนใจว่ากฎของฟีฟ่าต้องได้รับความเคารพอย่างเคร่งครัด หากทีมสามารถฟื้นตัวได้ พวกเขายังมีโอกาสพลิกสถานการณ์ในเกมที่เหลือ

ในมุมมองของผม การลงโทษนี้เป็นธรรม แต่ Safa ควรลงทุนในระบบตรวจสอบที่ทันสมัยเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต ลองติดตามการอัปเดตการอุทธรณ์และเกมรอบสุดท้ายเพื่อเชียร์ทีมที่คุณชื่นชอบ!

ที่มา – South Africa’s 2026 World Cup hopes hit by forfeit

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ที่ได้รับงบประมาณมหาศาลเกือบ 4,000 ล้านบาท นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นที่สำคัญ โดยณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ไม่ให้งบสูญเปล่าหรือตกเป็นเครื่องมือของกลุ่ม利益

ณัฐพล แนะตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายณัฐพลได้หยิบยกประเด็นนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ขึ้นมาพูดถึง แม้จะไม่ใช่นโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นมรดกจากพรรคเพื่อไทยที่ใช้งบภาษีประชาชนจำนวนมาก เขาเตือนว่ารัฐบาลใหม่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอย โดยเฉพาะการใช้งบประมาณปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาและจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์นี้มีงบสูงถึง 3,927.40 ล้านบาท กระจายไปใน 113 โครงการ ครอบคลุม 27 หน่วยงานภายใต้ 9 กระทรวง หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี เงินจำนวนนี้เสี่ยงที่จะละลายหายไปโดยเปล่าประโยชน์ นายณัฐพลแสดงความห่วงใยว่านโยบายนี้กำลังอยู่ในสภาพ “ลูกผีลูกคน” เนื่องจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ไม่สามารถจัดตั้งหน่วยงาน THACCA ได้ตามสัญญาเลือกตั้ง

ปัญหาการจัดตั้ง THACCA ที่ล่าช้าและงบที่รั่วไหล

ย้อนกลับไปในปี 2566 พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงด้วยการสัญญาว่าจะยกระดับเศรษฐกิจไทยผ่านซอฟต์พาวเวอร์ โดยเลียนแบบ KOCCA ของเกาหลีใต้ ชื่อหน่วยงานคือ THACCA แต่หลังจาก 2 ปีผ่านไป THACCA ยังคงเป็นเพียงชื่อบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น ไม่มีร่างกฎหมายจัดตั้งจริงจัง ร่างที่เคยพยายาม也被หน่วยงานอื่นคัดค้านเพราะซ้ำซ้อนภารกิจ

แม้หน่วยงานจะไม่เกิด แต่คณะกรรมการ THACCA ชั่วคราวกลับใช้งบไปมากโข ในปี 2567 ใช้งบกลาง 635.54 ล้านบาท ปี 2568 ได้งบปกติ 2,318.42 ล้านบาท บวกงบกลางอีก 566.18 ล้านบาท รวมกว่า 2,884.60 ล้านบาท และปี 2569 เพิ่มอีก 3,927.40 ล้านบาท สรุป 3 ปีใช้งบรวม 7,447 ล้านบาท นี่คือตัวเลขที่น่าตกใจที่นายณัฐพลนำเสนอเพื่อให้รัฐบาลตระหนัก

ข้อกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์และก๊วนกวาดงาน

ไม่เพียงแต่ปัญหาการจัดตั้ง นายณัฐพลยังชี้ถึงวิธีการดำเนินงานที่ลักไก่ โดยคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีอนุกรรมการย่อยหลายชุดที่รวมเอกชนมาร่วม แต่ไม่มีเกณฑ์ชัดเจนในการคัดเลือก ทำให้กลายเป็น “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” มีการเอื้องานให้เอกชนบางกลุ่มโดยไม่โปร่งใส

ล่าสุด เพจ CSI LA ได้แฉขบวนการ “ก๊วนกวาดงานพันล้านของ ททท.” ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยวางตัวบุคคลในบอร์ดเพื่อล็อกงานให้เครือข่าย นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการใช้งบซอฟต์พาวเวอร์ หากไม่ตรวจสอบ

เพื่อแก้ไขปัญหา นายณัฐพลเสนอ 4 ทางเลือกให้รัฐบาลใหม่:

  • ทางเลือกที่ 1: ปล่อยให้หน่วยงานทำไปตามเดิม แม้เสี่ยงโดนโทษแต่ไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
  • ทางเลือกที่ 2: ตัดงบทั้งก้อน ชะลอโครงการและโอนเงินไปใช้อย่างอื่น แต่เสียความต่อเนื่อง
  • ทางเลือกที่ 3: ทำตามแนวทางเดิม ตั้งคณะกรรมการชุดเก่า
  • ทางเลือกที่ 4: คิดใหม่ทำใหม่ กำหนดหน่วยงานหลักชัดเจน มีหลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนที่โปร่งใส ปิดช่องเอื้อประโยชน์ แล้วกลั่นกรองโครงการให้เหลือแต่ของดี

เขาแนะนำทางเลือกที่ 4 มากที่สุด เพราะจะวางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ไม่ทิ้งงานที่ทำมาแล้ว นอกจากนี้ ยังขอให้พรรคเพื่อไทยนำเสนอโมเดลอื่นๆ ผ่านกลไกสภา เพื่อติดตามกำกับดูแลต่อไป

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์มีศักยภาพในการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี แฟชั่น และอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักระดับโลก หากจัดการดี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และเสริมภาพลักษณ์ประเทศ แต่หากปล่อยปละ เงินภาษีประชาชนจะสูญเปล่า รัฐบาลใหม่จึงต้องลงมือตรวจสอบและปรับปรุงทันที

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองสำหรับรัฐบาลอนุทินในการแสดงความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ หากทำได้ จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอของนายณัฐพล? ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้ เพื่อให้เราช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีต่อประเทศ

ที่มา – “ณัฐพล” แนะรัฐบาลตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์