วัน: 29 กันยายน 2025

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการตรวจสอบกันอย่างเข้มข้น เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนคือ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ ซึ่งสะท้อนถึงความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อคำพูดและข้อมูลที่นำเสนอในสภา นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการต่อนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัวตระกูลชิดชอบ รวมถึงชาวบุรีรัมย์ทั้งหมด หลังจากยอมรับว่าข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นเท็จทั้งหมด

“สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจาการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 โดยนายจุลพงศ์ได้พาดพิงถึงที่ดินเขากระโดงในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อ้างสิทธิ์ครอบครอง เขาได้กล่าวหาว่าครอบครัวตระกูลชิดชอบใช้อิทธิพลทางการเมืองขัดขวางหน่วยราชการในการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ต่อมาพบว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากสคริปต์ที่ทีมงานจัดเตรียม โดยนายจุลพงศ์ในฐานะ ส.ส.สมัยแรก ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแผนที่จาก รฟท. อย่างละเอียด จนหลงเชื่อในข้อมูลที่ผิดพลาด

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 นายจุลพงศ์ได้รับพยานหลักฐานจากทนายความของนายเนวิน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าครอบครัวชิดชอบไม่มีเจตนาครอบครอบที่ดินโดยผิดกฎหมาย ไม่เคยใช้อิทธิพลบังคับหน่วยราชการ และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อรักษากระบวนการยุติธรรม นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาต้องยอมรับผิดและออกหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568

การแสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจน

ในการขอโทษ นายจุลพงศ์แสดงความสำนึกผิดอย่างจริงใจ โดยระบุว่าเนื้อหาการอภิปรายทั้งหมดเป็นข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของนายเนวินและครอบครัว รวมถึงชาวบุรีรัมย์ เขาขออภัยอย่างสูงและเพื่อแสดงความจริงใจ จะบริจาคเงิน 10,000 บาทให้โรงพยาบาลในบุรีรัมย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังจะโพสต์หนังสือขอโทษบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยปักหมุดไว้ที่หน้าแรกนานไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ทุกคนเห็นถึงความรับผิดชอบของเขา

นายจุลพงศ์ย้ำว่าการกระทำนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต และหวังว่านายเนวินและครอบครัวจะให้อภัย โดยเขาไม่มีเจตนาร้าย แต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการตรวจสอบข้อมูล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ ส.ส. ทุกคนที่ต้องระมัดระวังในการนำเสนอข้อเท็จจริงในสภา

บริบทของที่ดินเขากระโดงและผลกระทบทางการเมือง

ที่ดินเขากระโดงเป็นประเด็นยาวนานในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิพาทระหว่าง รฟท. กับเอกชน โดยศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษายึดคืนที่ดิน แต่การดำเนินการติดขัดมานานหลายปี การอภิปรายของนายจุลพงศ์จึงถูกมองว่าเป็นการโยงประเด็นนี้เข้ากับการเมือง เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่เมื่อปรากฏว่าเป็นข้อมูลเท็จ จึงกลายเป็นดอกผลเสียให้กับพรรคประชาชนเอง

ในโพสต์เฟซบุ๊กหลังจากนั้น นายจุลพงศ์ชี้แจงว่าการขอโทษนี้เป็นส่วนหนึ่งในการพยายามยุติคดีความอาญาที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขาในฐานะ ส.ส. เขาขอโทษประชาชนหากเหตุการณ์นี้กระทบต่อภาพลักษณ์การทำงาน แต่ยืนยันว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29 กันยายน 2568 ข้อมูลทุกอย่างเป็นจริง และเขาจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย แต่ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในสภาที่มีน้ำหนักในการกำหนดนโยบายประเทศ การยอมรับผิดของนายจุลพงศ์ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของความรับผิดชอบ แม้จะสายเกินไปแต่ก็ช่วยลดความขัดแย้งได้

  • บทเรียนจากเหตุการณ์: นักการเมืองต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ
  • ผลกระทบต่อบุรีรัมย์: ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากข่าวลือที่ไม่จริง
  • อนาคตของคดี: หวังว่าจะจบลงด้วยดีเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองควรให้ความสำคัญกับความจริงมากกว่าการโจมตี หากทุกคนทำเช่นนี้ การเมืองไทยจะโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – “สส.จุลพงศ์” ขอโทษ “เนวิน-คนบุรีรัมย์” ยอมรับอภิปรายเขากระโดงเป็นเท็จ

คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน

ในวงการการเมืองไทย คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ก่อนทำความเห็นเสนอ กกต. ชี้ขาด ได้กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการฮั้วประมูลและทุจริต คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่สะท้อนถึงความโปร่งใสในระบบการเมืองของประเทศ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ในการพิจารณาสำนวนคดีอย่างละเอียด โดยวันที่ 29 กันยายน 2568 สำนวนคดีนี้ได้เข้าสู่ชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2568 แล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 3 ในกระบวนการทั้งหมดของ กกต. ประธาน กกต. ย้ำว่าการดำเนินการต้องรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคดีนี้มีผู้ถูกร้องถึง 100 คน และเอกสารหลักฐานหนาแน่นหลายพันหน้า

“การให้ความยุติธรรมต้องอาศัยการศึกษาหลักฐานอย่างละเอียด ไม่ใช่การตัดสินด้วยความรู้สึก ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่เป็นธรรม” นายอิทธิพร กล่าว โดยเน้นย้ำว่ากรอบเวลา 90 วันนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนสรุปความเห็นเสนอต่อ กกต. เพื่อชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย

รายละเอียดกระบวนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.

คดีฮั้ว สว. เกิดจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการสมรู้ร่วมคิดในการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการทุจริตที่อาจส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสภาสูง กระบวนการสืบสวนของ กกต. แบ่งออกเป็น 4 ชั้นหลัก ดังนี้:

  • ชั้นที่ 1: การสืบสวนโดยคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ใช้เวลา 4 เดือนในการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำ
  • ชั้นที่ 2: การพิจารณาของเลขาธิการ กกต. ทำความเห็น เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ใช้เวลา 60 วัน
  • ชั้นที่ 3: คณะอนุกรรมการวินิจฉัย พิจารณาสำนวนคดี 90 วัน เพื่อสรุปความเห็น
  • ชั้นที่ 4: ที่ประชุม กกต. ชี้ขาดว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ใช้เวลา 90 วัน แต่ในทางปฏิบัติมักใช้ไม่เกิน 15 วัน

จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่าคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดย กกต. มุ่งมั่นที่จะรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม หากผลการวินิจฉัยออกมา จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคดีนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการส่งฟ้องศาลหรือการคลี่คลายข้อกล่าวหา

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นกว้างขึ้นในสังคมไทย เช่น การป้องกันทุจริตในการเลือกตั้ง และบทบาทของ สว. ในการกำหนดนโยบายรัฐ ประชาชนหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าหากไม่มีการตรวจสอบที่เข้มงวด อาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบันการเมือง การที่ กกต. กำหนดกรอบเวลาและขั้นตอนชัดเจน จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศกำลังก้าวไปสู่ความโปร่งใสมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การดำเนินคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน นี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐในการจัดการกับข้อกล่าวหาอย่างเป็นระบบ หากผลลัพธ์ออกมาอย่างยุติธรรม จะช่วยเสริมสร้างความศรัทธาให้กับประชาชนได้ไม่น้อย ในขณะเดียวกัน ก็เป็นบทเรียนสำหรับนักการเมืองทุกรุ่นในการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การถูกตรวจสอบ

สุดท้ายนี้ ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคือ กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาคดีเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูประบบเลือกตั้งของไทย หากคุณสนใจติดตามความคืบหน้าของคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน หรือประเด็นการเมืองอื่นๆ สามารถสมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ก่อนทำความเห็นเสนอ กกต. ชี้ขาด

ประตูยอดเยี่ยม WSL สัปดาห์นี้

ประตูยอดเยี่ยม WSL สัปดาห์นี้: Beever-Jones, Agyemang และ Miyazawa

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ลีกฟุตบอลหญิงอังกฤษ หรือ WSL ได้มอบความตื่นเต้นให้แฟนบอลทั่วโลก ด้วยประตูยอดเยี่ยม WSL สัปดาห์นี้ ที่มาจากสามนักเตะสาวกองหน้าที่โดดเด่น Aggie Beever-Jones จากเชลซี, Michelle Agyemang จากไบรท์ตัน และ Riko Miyazawa จากทีมของเธอ โดยเฉพาะประตูฟรีคิกสุดสวยของ Beever-Jones ที่พุ่งตรงเข้าประตูแบบ top bins ทำให้หลายคนต้องลุกขึ้นปรบมือ

ประตูยอดเยี่ยม WSL สัปดาห์นี้ จาก Aggie Beever-Jones

Aggie Beever-Jones กองหน้าดาวรุ่งของเชลซี แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่เหนือชั้นในนัดล่าสุด เธอรับหน้าที่ยิงฟรีคิกจากระยะไกล โดยลูกบอลโค้งงอเข้าหาเสาไกลอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้รักษาประตูคู่แข่งแทบไม่มีโอกาสเซฟ ประตูนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ทีมของเธอคว้าชัยชนะ แต่ยังกลายเป็นไฮไลท์ที่แฟนๆ พูดถึงกันทั่วโซเชียลมีเดีย Beever-Jones ซึ่งย้ายมาร่วมทีมเชลซีในฤดูกาลนี้ กำลังพิสูจน์ตัวเองว่าเธอคือดาวรุ่งที่พร้อมสู่ระดับโลก

ความสำคัญของประตูนี้ต่อทีมเชลซี

ประตูฟรีคิกของ Beever-Jones ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับทีมเชลซีที่กำลังไล่ล่าแชมป์ WSL ในฤดูกาลนี้ ทีมจากลอนดอนใต้แสดงฟอร์มที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในเกมรุกที่หลากหลาย นักเตะอย่างเธอคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เชลซีครองบอลได้ดีและหาโอกาสยิงประตูได้มากมาย แฟนบอลเชลซีต่างชื่นชมการเล่นของเธอ ซึ่งไม่ใช่แค่ยิงประตู แต่ยังมีส่วนร่วมในการสร้างเกม

นอกจากนี้ ประตูยอดเยี่ยม WSL สัปดาห์นี้ยังรวมถึงลูกยิงแรกของฤดูกาลจาก Michelle Agyemang กองหน้าของไบรท์ตัน Agyemang ซึ่งเป็นนักเตะทีมชาติกานา รอคอยโอกาสนี้มานาน เธอฉีกแนวรับคู่แข่งและยิงด้วยขวาเข้าประตูอย่างเฉียบขาด ประตูนี้ทำให้ไบรท์ตันมีสามคะแนนสำคัญ และ Agyemang ก็กลายเป็นฮีโร่ของทีมในนัดนั้น

ประตูสุดสวยจาก Riko Miyazawa

Riko Miyazawa นักเตะชาวญี่ปุ่นจากเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก็ไม่น้อยหน้า เธอทำประตูด้วยการเลี้ยงบอลทะลุแดนกลาง ก่อนจะซัดด้วยเท้าซ้ายเข้าหาเสาใกล้ ประตูนี้แสดงให้เห็นถึงเทคนิคและความเร็วของ Miyazawa ที่เป็นที่รู้จักในฐานะผู้เล่นที่ครบเครื่อง Miyazawa ซึ่งเคยเล่นให้ทีมชาติญี่ปุ่น ช่วยให้เวสต์แฮมเก็บแต้มสำคัญ และประตูของเธอก็ถูกเลือกเป็นหนึ่งในประตูยอดเยี่ยม WSL สัปดาห์นี้

  • Aggie Beever-Jones: ฟรีคิก top bins จากเชลซี
  • Michelle Agyemang: ประตูแรกของฤดูกาลจากไบรท์ตัน
  • Riko Miyazawa: เลี้ยงบอลซัดเข้าเสาใกล้จากเวสต์แฮม

นอกจากประตูเหล่านี้ WSL ยังมีเรื่องราวน่าติดตามอื่นๆ เช่น การแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างทีมชั้นนำอย่างอาร์เซนอลและแมนเชสเตอร์ซิตี้ ซึ่งทำให้ลีกนี้ยิ่งน่าติดตาม ลีกฟุตบอลหญิงอังกฤษกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีนักเตะจากทั่วโลกมาร่วมโชว์ฟอร์ม ส่งผลให้คุณภาพการแข่งขันสูงขึ้นทุกปี

ประตูยอดเยี่ยม WSL สัปดาห์นี้ สะท้อนถึงความหลากหลายในสไตล์การเล่นของนักเตะหญิง ไม่ว่าจะเป็นฟรีคิก การเลี้ยงบอล หรือการฉีกแนวรับ แฟนบอลที่ชื่นชอบฟุตบอลหญิงไม่ควรพลาดการรับชมไฮไลท์เหล่านี้ ซึ่งสามารถดูได้ผ่านช่องทางอย่าง BBC iPlayer สำหรับผู้ใช้ในสหราชอาณาจักร

ในมุมมองของผม ประตูเหล่านี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะชั่วคราว แต่เป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนหญิงทั่วโลกหันมาสนใจกีฬาฟุตบอลมากขึ้น WSL กำลังเปลี่ยนแปลงวงการกีฬาหญิงให้ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเดิม หากคุณเป็นแฟนฟุตบอล อย่าลืมติดตามนัดต่อไปและเชียร์ทีมโปรดของคุณ!

ที่มา – Beever-Jones, Agyemang & Miyazawa – WSL goals of the week

ทำไม Calafiori ถึงถูกห้ามใช้ผ้าขนหนูในการทุ่มบอล?

ทำไม Calafiori ถึงถูกห้ามใช้ผ้าขนหนูในการทุ่มบอล?

ริคาร์โด คาลาฟิออรี ดาวเตะของอาร์เซนอล ถูกผู้ตัดสินจาร์เรด กิลเล็ตต์ ห้ามใช้ผ้าขนหนูเช็ดบอลก่อนทุ่มในการแข่งขันกับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แต่เหตุผลคืออะไรกันแน่?

เหตุผลหลักมาจากกฎของพรีเมียร์ลีกเกี่ยวกับระบบมัลติบอล (multi-ball system) ซึ่งช่วยให้การแข่งขันไหลลื่นมากขึ้น โดยสโมสรทั้งสองทีมต้องตกลงกันก่อนเริ่ม試合เกี่ยวกับการมีผ้าขนหนูวางรอบสนาม หากทั้งสองทีมไม่เห็นพ้องกัน ผ้าขนหนูจะไม่สามารถใช้งานได้

ในกรณีของนิวคาสเซิลและอาร์เซนอลที่ไม่ได้ตกลงกัน ผู้ตัดสินจึงเข้ามาห้ามคาลาฟิออรีไม่ให้ใช้ผ้าขนหนูก่อนทุ่มบอล อย่างไรก็ตาม หากสโมสรทั้งสองตกลงกันได้ นักเตะก็สามารถใช้ผ้าขนหนูเช็ดบอลได้ตามปกติ

ตัวอย่างเช่น เจฟเฟอร์สัน เลอร์มา ของคริสตัล พาเลซ ได้รับอนุญาตให้ใช้ผ้าเช็ดบอลก่อนทุ่ม ซึ่งนำไปสู่ประตูชัยในนาทีสุดท้ายเหนือลิเวอร์พูลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ไม่มีกฎห้ามผู้รักษาประตูใช้ผ้าขนหนูเช็ดถุงมือหรือเช็ดเหงื่อจากร่างกาย ในขณะที่ในอีเอฟแอล (English Football League) ซึ่งรวมถึงแชมเปียนชิพ ลีกวัน และลีกทู ได้ห้ามใช้ผ้าขนหนูตั้งแต่ฤดูกาล 2023-24 โดยสโมสรในอีเอฟแอลลงมติห้ามใช้ผ้าขนหนูและของอื่นๆ รวมถึงสิ่งของจากผู้ชม เพื่อเช็ดบอลระหว่าง比赛

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (IFAB) ซึ่งรับผิดชอบกฎกติกาฟุตบอล ยังไม่มีกฎเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับผ้าขนหนู

ทำไม Calafiori ถึงถูกห้ามใช้ผ้าขนหนูในการทุ่มบอล? เป็นคำถามที่แฟนบอลหลายคนสงสัยหลังจากเหตุการณ์ในสนาม โดยระบบมัลติบอลของพรีเมียร์ลีกมีวัตถุประสงค์เพื่อลดเวลาหยุดพัก ทำให้การแข่งขันสนุกและรวดเร็วขึ้น แต่กฎการใช้ผ้าขนหนูต้องอาศัยการตกลงของทั้งสองทีม หากไม่ตกลง ผู้ตัดสินมีสิทธิ์ห้ามเพื่อรักษาความยุติธรรม

ทำไม Calafiori ถึงถูกห้ามใช้ผ้าขนหนูในการทุ่มบอล: รายละเอียดเพิ่มเติม

ระบบมัลติบอลนี้ถูกนำมาใช้ในพรีเมียร์ลีกเพื่อให้มีลูกบอลสำรองหลายลูกใกล้ๆ กับสนาม ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปหยิบลูกบอลที่เด้งออกนอกสนาม แต่เพื่อให้การใช้ผ้าขนหนูเป็นไปอย่างยุติธรรม สโมสรต้องแจ้งความประสงค์ก่อนเริ่ม試合 หากทีมใดทีมหนึ่งไม่เห็นด้วย ผ้าขนหนูจะถูกห้ามทันที เพื่อป้องกันข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม

ใน EFL การห้ามใช้ผ้าขนหนูเกิดจากมติของสโมสรที่ต้องการความเรียบง่ายและลดอุปกรณ์บนสนาม ทำให้การแข่งขันในระดับล่างๆ มีกฎเข้มงวดกว่า แต่ในพรีเมียร์ลีกยังยืดหยุ่นตามการตกลงของทีม

ผู้เล่นอย่างคาลาฟิออรี ซึ่งเป็นแนวรับชาวอิตาลีที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมอาร์เซนอล อาจไม่คุ้นเคยกับกฎนี้มากนัก แต่เหตุการณ์นี้ช่วยให้แฟนบอลเข้าใจกฎกติกามากขึ้น

กฎเกี่ยวกับผ้าขนหนูในฟุตบอลระดับอื่นๆ

ในลีกอื่นๆ อย่างลาลีกา สเปน หรือบุนเดสลีกา เยอรมนี มักอนุญาตให้ใช้ผ้าขนหนูได้ หากไม่รบกวนการแข่งขัน แต่ IFAB ยังคงไม่กำหนดกฎตายตัว เพื่อให้แต่ละลีกปรับใช้ตามบริบท

สำหรับผู้รักษาประตู การใช้ผ้าขนหนูเป็นเรื่องปกติเพื่อความปลอดภัยและการยึดเกาะที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ถูกห้ามในทุกระดับ

ระบบ Ask Me Anything คืออะไร?

Ask Me Anything เป็นบริการที่อุทิศให้กับการตอบคำถามของคุณ

เราต้องการตอบแทนเวลาของคุณด้วยการบอกสิ่งที่คุณไม่รู้และเตือนสิ่งที่คุณรู้

ทีมของเราจะค้นหาข้อมูลทุกอย่างที่คุณต้องการ และสามารถติดต่อเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ของเรา

เราจะตอบคำถามจากใจกลางห้องข่าว BBC Sport และไปเบื้องหลังฉากในกีฬาใหญ่ๆ ทั่วโลก

การรายงานของเราจะครอบคลุมเว็บไซต์ BBC Sport แอป โซเชียลมีเดีย ยูทูบ รวมถึงทีวีและวิทยุ BBC

เหตุการณ์ทำไม Calafiori ถึงถูกห้ามใช้ผ้าขนหนูในการทุ่มบอล สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของกฎฟุตบอลที่ช่วยรักษาความยุติธรรม หากคุณมีคำถามเพิ่มเติม ลองส่งมาที่ Ask Me Anything เพื่อให้เราไขข้อข้องใจให้!

ที่มา – Why was Calafiori banned from using a towel for throw-ins?

พายุ “บัวลอย” อ่อนลงเป็นโซนร้อน เตือนฝนหนัก

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศฉบับที่ 12 เกี่ยวกับ พายุ “บัวลอย” อ่อนกำลังลงเป็นโซนร้อนแล้ว เตือนพื้นที่ได้รับผลกระทบ เจอฝนตกหนัก โดยพายุนี้ได้อ่อนกำลังลงจากพายุโซนร้อนกำลังแรง สู่การเป็นพายุโซนร้อนธรรมดา และคาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมเมียนมาตอนบนในช่วงวันที่ 29-30 กันยายน 2568 แม้พายุจะไม่เคลื่อนตรงเข้าประเทศไทย แต่ผลกระทบยังคงส่งให้เกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่ทั่วไทย

จากข้อมูลล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 29 กันยายน 2568 ศูนย์กลางของพายุ “บัวลอย” (BUALOI) อยู่บริเวณแขวงเชียงขวาง ประเทศลาว ที่ละติจูด 19.5 องศาเหนือ ลองติจูด 103.4 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าพายุนี้จะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง โดยไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผ่นดินไทย แต่ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย จะทำให้เกิดฝนตกหนักมากในหลายจังหวัด

พายุ “บัวลอย” อ่อนกำลังลงเป็นโซนร้อนแล้ว เตือนพื้นที่ได้รับผลกระทบ เจอฝนตกหนัก

อิทธิพลจากพายุ “บัวลอย” ทำให้ประเทศไทยตอนบนและตอนล่างเผชิญกับฝนฟ้าคะนองหนัก โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และที่ลุ่มน้ำขัง ประชาชนควรเตรียมตัวรับมือให้ดี เช่น เก็บข้าวของสำคัญไปไว้ในที่สูง หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง และติดตามประกาศจากกรมอุตุฯ อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ คลื่นลมในทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร ในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจสูงเกิน 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่าง คลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และสูงกว่า 2 เมตรในจุดที่มีฝน ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพื้นที่ฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กในทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อความปลอดภัย

พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักจากพายุ “บัวลอย” อ่อนกำลังลงเป็นโซนร้อนแล้ว

สำหรับวันที่ 29 กันยายน 2568 จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก ได้แก่:

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, แพร่, สุโขทัย, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ยโสธร, อำนาจเจริญ, นครราชสีมา, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี
  • ภาคตะวันออก: ปราจีนบุรี, ชลบุรี, ระยอง
  • ภาคใต้: ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา, กระบี่, ตรัง, สตูล

ส่วนวันที่ 30 กันยายน 2568 พื้นที่ฝนหนักมากจะลดลง แต่ยังมีจังหวัดตะวันออกอย่างจันทบุรีและตราดที่เสี่ยง สำหรับฝนตกหนักทั่วไปในวันที่ 29 กันยายน จะคล้ายกัน แต่วันที่ 30 จะขยายไปยังภาคเหนือเพิ่มเติม เช่น เชียงราย, พะเยา, น่าน, อุตรดิตถ์, ตาก, กำแพงเพชร ภาคอีสานอย่างหนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี ภาคกลางอย่างนครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, ลพบุรี, กาญจนบุรี ภาคตะวันออกเพิ่มฉะเชิงเทรา และภาคใต้อย่างระนอง, พังงา

ในฐานะที่เราอยู่ในฤดูฝน การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ตรวจสอบสภาพอากาศล่าสุดผ่านแอปหรือเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา และวางแผนการเดินทางให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัยและติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ หากมีคำถามเกี่ยวกับการรับมือฝนตกหนัก สามารถคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – พายุ “บัวลอย” อ่อนกำลังลงเป็นโซนร้อนแล้ว เตือนพื้นที่ได้รับผลกระทบ เจอฝนตกหนัก

ส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง

ส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง: สาเหตุและแนวโน้ม

ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยกรมการค้าต่างประเทศรายงานว่าปริมาณส่งออกอยู่ที่ 5.04 ล้านตัน ลดลงถึง 23.98% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ส่งออกได้ 6.63 ล้านตัน มูลค่าการส่งออกก็ลดลง 30.58% เหลือ 2,987 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 99,061 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากผลผลิตข้าวในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาข้าวกดทอนลง นอกจากนี้ ผู้นำเข้าหลักอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังชะลอการนำเข้าออกไป ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 7% ก็ทำให้ข้าวไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับอินเดียและเวียดนามที่ค่าเงินอ่อนค่าลง 3-5%

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

แม้สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง แต่ไทยยังคงรั้งอันดับ 3 ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก รองจากอินเดียที่ส่งออกกว่า 13 ล้านตันใน 7 เดือน และเวียดนามที่ส่งออกกว่า 5 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม มีตลาดที่เติบโต เช่น จีน สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยข้าวหอมมะลิ ข้าวนึ่ง ข้าวเหนียว และข้าวกล้องมีการส่งออกเพิ่มขึ้น ในขณะที่ข้าวขาวและข้าวหอมไทยลดลงเนื่องจากการแข่งขันด้านราคากับเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน

ส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง แต่ยังมั่นใจเป้าปีทั้งปี

สำหรับเป้าหมายส่งออกข้าวทั้งปี 2568 ที่ตั้งไว้ 7.5 ล้านตัน แม้การส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง แต่กรมการค้าต่างประเทศยังมั่นใจว่าจะทำได้ หากในช่วง 4 เดือนที่เหลือ ส่งออกได้เดือนละ 600,000 ตัน โดยกำลังเร่งผลักดัน เช่น สัญญาขายข้าวรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีนที่ค้าง 280,000 ตัน คาดส่งมอบภายในพฤศจิกายน 2568 และขอซื้อเพิ่ม 220,000 ตัน ชัดเจนตุลาคมนี้ นอกจากนี้ ยังต้อนรับคณะผู้นำเข้าจากฮ่องกงในเดือนพฤศจิกายน เพื่อผลักดันข้าวหอมมะลิไทย เร่งส่งออกข้าวขาวและข้าวนึ่งไปอิรักและซาอุดีอาระเบีย ทำ MOU กับสิงคโปร์ 100,000 ตัน และพาผู้ประกอบการไปงานแสดงสินค้าที่ซาอุดีอาระเบีย เยอรมนี และจีน

สาเหตุหลักของการส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง

  • ผลผลิตข้าวโลกเพิ่มขึ้น กดราคาข้าว
  • อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ชะลอนำเข้า
  • ค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้เสียเปรียบคู่แข่ง

นอกจากข้าวแล้ว การส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 8 เดือนแรกกลับเติบโต โดยส่งออก 6.37 ล้านตัน เพิ่ม 36.70% จากปีก่อน มูลค่า 69,888 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 12.93% แต่ได้รับแรงหนุนจากการผลักดันสู่จีนและซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกที่มียอดสั่งซื้อกว่า 10,000 ล้านบาท สำหรับช่วงที่เหลือ กรมจะจัดคณะเจรจาตลาดที่ญี่ปุ่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน อเมริกาเหนือ และยุโรป เพื่อขยายสู่หลากหลายอุตสาหกรรม เช่น อาหารสัตว์ อาหาร เคมี กาว และกระดาษ มั่นใจส่งออกได้ 7.5 ล้านตันทั้งปี

โดยรวมแล้ว แม้การส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือนปี 68 ลดลง แต่ด้วยมาตรการเร่งรัดและการขยายตลาดใหม่ ไทยยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ หากเกษตรกรและผู้ประกอบการปรับตัวเข้ากับตลาดโลก ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารเพื่อวางแผนการผลิตและส่งออกให้เหมาะสม

ที่มา – ส่งออกข้าวไทยช่วง 8 เดือน ปี 68 ลดลง เหตุผลผลิตข้าวโลกเพิ่ม ต่างประเทศชะลอนำเข้า

“ครม.อนุทิน” นัดแรก จับตาไฟเขียวงบฯ 2568 ลุยนโยบาย “ควิกวิน-คนละครึ่ง”

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยเฉพาะ “ครม.อนุทิน” นัดแรก ที่ทุกคนจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะคาดว่าจะมีไฟเขียวให้กับงบประมาณปี 2568 และลุยโครงการนโยบายสำคัญอย่าง “ควิกวิน” และ “คนละครึ่ง” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คนไทยรอคอย

“ครม.อนุทิน” นัดแรก จับตาไฟเขียวงบฯ 2568 ลุยนโยบาย “ควิกวิน-คนละครึ่ง”

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา เกี่ยวกับการประชุมครม.นัดแรกที่จะมีขึ้นในวันรุ่งขึ้น โดยยืนยันว่าจะมีการพิจารณาโครงการสำคัญหลายรายการ หลังจากแถลงนโยบายต่อสภาเสร็จสิ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการอนุมัติโครงการคนละครึ่ง นายอนุทินตอบอย่างระมัดระวังว่า มีวาระหลายเรื่องที่ต้องหารือ แต่ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่าจะเข้าวาระหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการแต่งตั้งทีมโฆษกรัฐบาล ซึ่งยังไม่รวมในวาระเพราะต้องใช้เวลาตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด โดยนายอนุทินระบุว่า ต้องสอบประวัติและคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งอาจไม่ทันสำหรับนัดแรกนี้ การประชุมครม.ดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและภัยพิบัติที่ประชาชนกำลังเผชิญ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

วาระสำคัญใน “ครม.อนุทิน” นัดแรก

สำหรับวาระการประชุมครม.ในวันที่ 30 กันยายน 2568 จะมีการพิจารณาขอใช้งบประมาณปี 2568 ที่ค้างอยู่ เพื่อนำไปดำเนินโครงการใหม่และต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่งที่ช่วยเหลือประชาชนช่วงโควิด-19 แม้ยังไม่บรรจุในวาระหลัก แต่สามารถเสนอเป็นวาระจรเร่งด่วนได้ นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะเสนอขออนุมัติงบเยียวยาพื้นที่ประสบอุทกภัย และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขทันที

  • ไฟเขียวงบประมาณ 2568 สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • พิจารณานโยบายควิกวิน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
  • เยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติและความขัดแย้งชายแดน
  • การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ต้องตรวจสอบคุณสมบัติจาก 7 หน่วยงาน ใช้เวลาอย่างน้อย 5 วัน

การดำเนินโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศ โดยรัฐบาลอาจปรับปรุงเงื่อนไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น เพิ่มวงเงินหรือขยายกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด นโยบายควิกวินยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุน SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจถดถอย

การประชุมครม.

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเริ่มต้นของ “ครม.อนุทิน” นัดแรกนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเร่งรัดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและภัยพิบัติ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนได้ หากดำเนินการได้รวดเร็วและโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรค เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติสำหรับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ต้องใช้เวลา ทำให้การสื่อสารของรัฐบาลอาจล่าช้าในช่วงแรก ผู้สนใจควรติดตามผลการประชุมอย่างใกล้ชิด เพราะนโยบายเหล่านี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน

ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมเชื่อว่านี่คือโอกาสทองสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ในการพิสูจน์ศักยภาพ หากไฟเขียวโครงการคนละครึ่งและควิกวินได้ทันที จะช่วยกระตุ้น GDP ได้อย่างมีนัยสำคัญ แนะนำให้ประชาชนเตรียมตัวรับสิทธิ์โดยตรวจสอบคุณสมบัติล่วงหน้า

เรียกดูข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครรับข่าวสารเพื่อไม่พลาดนโยบายใหม่ๆ

ที่มา – “ครม.อนุทิน” นัดแรก จับตาไฟเขียวงบฯ 2568 ลุยนโยบาย “ควิกวิน-คนละครึ่ง”

วิธีไม่ควรปฏิบัติต่อมนุษย์ – Fifpro เรื่องภาระงานนักเตะ

ผู้รักษาประตูทีมชาติออสเตรเลีย Mathew Ryan เดินทางไกลกว่า 160,000 กิโลเมตรในฤดูกาลที่แล้ว – และ ลูคา โมดริช วัยเก๋าเล่นแมตช์มากที่สุดในโลก ตามรายงานใหม่จาก Fifpro เกี่ยวกับสวัสดิภาพของนักฟุตบอล

รายงานยังพบว่านักเตะที่เข้าร่วมฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ซึ่งจัดในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ไม่ได้รับวันพัก offseason หรือ preseason ที่ปลอดภัย

นักฟุตบอลติดอยู่ใน “พายุสมบูรณ์แบบของวิธีไม่ควรปฏิบัติต่อมนุษย์” ตามที่สหภาพแรงงานนักฟุตบอลนานาชาติกล่าว

Fifpro ได้เปิดตัวรายงานประจำปีครั้งที่ห้าของตนเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยดูว่าผู้เล่นลงเล่นและเดินทางมากแค่ไหนในฤดูกาล 2024-25

Alex Phillips เลขาธิการทั่วไปกล่าวว่า: “ปีที่แล้ว ผู้ชนะบัลลงดอร์ [Rodri] ได้รับบาดเจ็บและพลาดเกือบทั้งฤดูกาล

“ฤดูกาลนี้ ผู้ชนะบัลลงดอร์ [Ousmane Dembele] ออกไปอีกครั้งด้วยอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ

“จะเกิดขึ้นนานแค่ไหนจนกว่าถึงเจ้าของสโมสรจะตระหนักว่ามันไม่ดีต่อธุรกิจ?

“เรากำลังดูปัญหาสุขภาพของผู้เล่น แต่แม้แต่เจ้าของสโมสรและลีกก็เริ่มสังเกตและตระหนักว่าระบบนี้ไม่ได้ผลดีต่อใคร”

เอกสารวิจัยนี้ดูในเจ็ดส่วน รวมถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้เล่นเนื่องจากความแออัดของปฏิทิน การเดินทางระหว่างประเทศที่ยาวนาน ช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างฤดูกาล ความร้อน – และวิธีที่นักฟุตบอลเยาวชนเล่นมากกว่าเคย

ในบรรดาผลการค้นพบ มีว่า โมดริช ซึ่งอายุ 40 ปีในฤดูร้อนนี้ เล่นแมตช์มากที่สุดในฤดูกาล 2024-25 รวมถึงเกมกระชับมิตร – 76 นัดให้เรอัล มาดริดและโครเอเชีย

Ryan ที่อยู่ฐานในยุโรปต้องเดินทาง 169,000 กม. (105,000 ไมล์) ในฤดูกาลสำหรับหน้าที่ทีมชาติออสเตรเลีย

และ Lamine Yamal เล่น 130 นัดจนถึงอายุ 18 ปี ซึ่งมากกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่ที่เคยทำได้

การศึกษาพบว่าคลับเวิลด์คัพเพิ่มภาระงานของนักเตะบางคนอย่างมาก

Darren Burgess ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพสูงของ Fifpro กล่าวว่า: “มันคือพายุสมบูรณ์แบบของวิธีไม่ควรปฏิบัติต่อมนุษย์ – จำนวนเกมมากและวันพัก offseason น้อยกว่าแนะนำก่อนเข้าสู่จำนวนเกมมาก

“วงจรนี้ดำเนินต่อไป”

BBC Sport ดูผลการค้นพบบางส่วนของ Fifpro

เกมมากเกินไป

รวมถึงนัดทีมชาติและกระชับมิตร 10 นักเตะลงเล่น 69 นัดหรือมากกว่าในฤดูกาลที่แล้ว – โดยโมดริช ซึ่งตอนนี้อยู่เอซี มิลาน นำด้วย 76 นัด

“ต้องบันทึกว่าทั้ง 10 นักเตะในรายชื่อเล่นในฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 2025 และเกินขีดจำกัดสูงสุดที่แนะนำ 55 นัดต่อฤดูกาลอย่างมาก” รายงาน Fifpro กล่าว

สี่ในสิบนี้ออกจากปารีส แซงต์-แชร์กแมง โดยสองอันดับแรกทั้งคู่จากเรอัล มาดริด – โมดริช และ Federico Valverde

ยังพบว่า Valverde จากอุรุกวัยทำนัดติดต่อกันมากที่สุด – ซึ่งนับเป็นแมตช์ภายในห้าวันหรือ 120 ชั่วโมง – 58 นัด

กองหลังบาเยิร์น มิวนิคและทีมชาติเกาหลีใต้ Kim Min-jae มีช่วง 20 นัดใน 73 วัน

Fifpro กล่าวว่ามัน “เพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บอย่างมาก” – และแน่นอนว่าเขามีอาการบาดเจ็บเอ็นร้อยหวายในเดือนตุลาคม ก่อนถูกแบนในเดือนพฤษภาคม

นักเตะที่มีการปรากฏตัวในทีมมากที่สุดคือเยาวชน – Archie Gray จากท็อตแน่ม และ Arda Guler จากเรอัล

Gray วัย 19 ปี เป็นตัวสำรองอย่างน้อย 80 ครั้งในฤดูกาล 2024-25 สำหรับท็อตแน่มและอังกฤษ U21 รวมกระชับมิตร เขาเล่น 63 นัด

Chris Wood กองหน้าท็อตแน่ม ฟอเรสต์และทีมชาตินิวซีแลนด์ พูดในวิดีโอคอล Fifpro เกี่ยวกับประเด็นนี้ กล่าวว่า หนึ่งหรือสองฤดูกาลของ 60 กว่านัดเป็นเรื่องหนึ่ง

“เมื่อเข้าสู่ปีที่สาม สี่ หรือห้าของ 60 นัด นั่นคือตอนที่ปัญหาอาจเกิดขึ้น” เขากล่าว

มันเป็นประเด็นที่โค้ชฟอเรสต์ Ange Postecoglou มีความรู้สึกเข้มข้นเช่นกัน

พูดกับนักข่าวก่อนเกมซันเดอร์แลนด์ เขากล่าว: “ไม่ใช่แค่ปริมาณเกม – ผู้เล่นไม่ได้รับการพักอีกต่อไป

“คุณรับมือกับภาระงาน 50-55 นัดต่อปีได้ ไม่รวมทีมชาติ แต่คุณต้องให้ผู้เล่นพักอย่างน้อยเดือนหนึ่งทุกปี และฉันไม่คิดว่าพวกเขาได้รับอย่างนั้น”

การเดินทางมากเกินไป

วิธีไม่ควรปฏิบัติต่อมนุษย์ Fifpro ชี้การเดินทางหนัก

ผู้รักษาประตูเก่าของไบรท์ตัน Ryan เดินทางมากที่สุดในโลก – ระยะทางกว่า 100,000 ไมล์ – ด้วยเวลาการเดินทางกว่า 217 ชั่วโมง (เท่ากับเก้าวันของปี)

ชาวออสเตรเลียเริ่มฤดูกาลที่แล้วในอิตาลีกับโรมา ก่อนย้ายไปฝรั่งเศสกับเลนส์ในเดือนมกราคม Ryan ย้ายไปสเปนเข้าร่วมเลแวนเต้ซัมเมอร์นี้

ตามหลังเขาคือ Marko Stamenic ชาวนิวซีแลนด์ที่ยืมตัวที่โอลิมเปียกอสจากฟอเรสต์ – และตอนนี้เล่นให้สวอนซี

และอันดับสามคือ Ben Waine ชาวนิวซีแลนด์อีกคนที่ยืมตัวที่แมนส์ฟิลด์ ทาวน์จากพลายมัธ อาร์ไกล์

วัย 24 ปี ซึ่งตอนนี้อยู่พอร์ต เวล เดินทาง 157,000 กม. (97,000 ไมล์)

ผู้รักษาประตูแคเมอรูน Andre Onana ซึ่งอยู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีการเดินทางข้ามพรมแดนทีมชาติ 33 ครั้ง ข้าม 69 โซนเวลา

เขาเดินทาง 67,000 กม. สำหรับแคเมอรูน และ 60,000 กม. กับยูไนเต็ดรวมยูโรปาลีกและทัวร์ preseason

รายงานยังเน้นกรณีของ Moises Caicedo มิดฟิลด์เชลซีและทีมชาติเอกวาดอร์

ในช่วง 14 วันของเดือนตุลาคม รายงานบันทึกว่า “เขาเล่นรวม 360 นาทีข้ามสองทวีปและสามประเทศ ด้วยเวลาฟื้นตัวเฉลี่ย 110.8 ชั่วโมง ขณะบินไกลกว่าครึ่งเส้นศูนย์สูตร”

“บางครั้งคุณอาจนั่งเครื่องบินสามชั่วโมงหลังจบเกมกับฟอเรสต์เพื่อเดินทาง 30 ชั่วโมง” Wood เพิ่ม

“มันไม่สมบูรณ์แบบที่นั่งบนเครื่องบิน มันไม่ให้เวลาร่างกายฟื้นตัวจากภาระงานหนักของเกม”

ช่วงระหว่างฤดูกาลไม่นานพอ

นักเตะชั้นนำของสโมสรยุโรปและทีมชาติมักมีเวลาระหว่างฤดูกาลประมาณสามสัปดาห์ รายงานกล่าว

มันเปรียบเทียบกับลีกกีฬาอื่นๆ

บาสเก็ตบอล NBA มีพัก 14 ถึง 23 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับว่าทีมเข้าถึงเพลย์ออฟหรือไม่

ออสซี่รูส์ ออสเตรเลียน ฟุตบอล ลีก และเบสบอล MLB มีขั้นต่ำ 14 สัปดาห์เช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพสูง Burgess ซึ่งเคยทำงานให้อาร์เซนอลและลิเวอร์พูล กล่าวว่ามันแสดง “ว่าฟุตบอลต้องพัฒนาเทียบกับกีฬาอื่นๆ มากแค่ไหน”

“ความสำคัญ [ในกีฬาอื่นๆ] วางไว้ที่ประสิทธิภาพและความเป็นอยู่ของผู้เล่น

“มันแสดงว่ามันเกิดขึ้นได้ถ้าคุณมีคนที่เหมาะสมที่โต๊ะ คุณสามารถไปถึงจุดที่ดีกว่า”

รายงาน Fifpro กล่าวว่านักเตะควรมี offseason 28 วัน และ preseason อีก 28 วัน

มันกล่าวว่าไม่มีทีมในคลับเวิลด์คัพที่ถึงเป้าหมายนั้น – รวมถึงผู้ชนะเชลซี ซึ่งเพิ่งจบฤดูกาลในประเทศ

สโมสรออสเตรียซัลซ์บวร์กเริ่มฝึกซ้อมแปดวันหลังตกรอบเพื่อเตรียมตัวสำหรับรอบคัดเลือกแชมเปียนส์ลีก

ทีมตูนิเซียเอสเพอรานซ์มีพัก 10 วัน และเบนฟิก้ามี 14 วันก่อนเริ่มฝึกสำหรับซูเปอร์คัพในประเทศ

ผู้ชนะ treble และรองแชมป์คลับเวิลด์คัพปารีส แซงต์-แชร์กแมงมีพัก 22 วันแต่ preseason เพียงเจ็ดวัน

ผู้ชนะเชลซีมีพัก 20 วันและ preseason 13 วัน

นักเตะเยาวชนลงเล่นมากกว่าเคย

Lamine Yamal เล่น 130 ครั้งให้บาร์เซโลนาและสเปนก่อนอายุ 18 ในเดือนกรกฎาคม

Fifpro เน้นว่านักเตะอื่นที่เล่นทั้งสองทีมมีจำนวนลงน้อยกว่าที่อายุนั้น – รวมถึงตำนาน Andres Iniesta (40), อันซู ฟาติ (45) และเพื่อนร่วมทีมปัจจุบัน Pedri (49) และ Gavi (60)

Lamine Yamal เป็นข้อยกเว้นเพราะเขาเป็นพรสวรรค์ที่โดดเด่น – จบอันดับสองบัลลงดอร์ 2025

แต่มีรูปแบบ

ไม่มีผู้ชนะโกลเด้นบอย (รางวัลนักเตะที่ดีที่สุดอายุต่ำกว่า 21) จาก 2010 ถึง 2016 ที่เล่น 2,000 นาทีก่อนอายุ 18

แต่เจ็ดในแปดคนถัดไปทำได้ และสี่ปีที่ผ่านมามีตัวเลขสูงสุดสี่อันดับ – นำโดย Lamine Yamal 8,158 นาที

Burgess เรียกประเด็นนี้ว่า “น่าตกใจ”

“นักเตะจนถึงอายุ 24-25 ยังคงเติบโตและสุกงอม” เขากล่าว

“การเปิดเผยพวกเขาต่อภาระงานมากเกินไปคือการเปิดเผยต่อความเสี่ยงบาดเจ็บที่มากกว่า

“เรากำลังเห็นนักเตะเหล่านั้นพังทลายในที่สุด มันเป็นดินแดนที่ไม่รู้จัก”

จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไหม

Wood กองหน้าฟอเรสต์กล่าวว่าความขู่ว่าจะนัดหยุดงานเป็น “สิ่งที่เป็นไปได้” แต่ “เราไม่เคยอยากถึงจุดนั้น”

Fifpro ได้รณรงค์เพื่อปฏิทินฟุตบอลที่ไม่หนักหน่วงมานานหลายปี ขณะที่ภาระงานผู้เล่นเพิ่มขึ้น

แต่หน่วยงานไม่รู้สึกว่าทุกอย่างมืดมน

กรรมการ Alexander Bielefeld กล่าวว่า: “เมื่อเราเริ่มเมื่อห้าปีก่อน มีการต่อต้านมากและคนพูดว่ามันไม่ใช่ประเด็น

“ถ้าเราดูสภาพสื่อและการสนทนาตอนนี้ ฉันไม่คิดว่ามีใครปฏิเสธว่านี่คือประเด็น ในระดับนั้นเราได้ก้าวหน้า

“เราไม่ได้ถึงจุดที่คนอยากยอมแพ้ส่วนของการแข่งขันหรือเห็นผู้เล่นพลาดการแข่งขัน เราไม่สามารถนำมาตรการป้องกันเหล่านี้มาใช้

“มีคดีกฎหมายกำลังดำเนินและการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการสนทนา เราต้องการการดำเนินการเร่งด่วน แต่เราอยู่ในพื้นที่ที่แตกต่างมากจากสองสามปีก่อน”

Postecoglou ยังกล่าวว่าการเพิ่มเกมมากขึ้นสามารถลดความสนุกของแฟนๆ

“ฉันแค่ไม่คิดว่ามีความตื่นเต้นเหมือนเดิมถ้าเราสร้างทัวร์นาเมนต์หรือเกมเพิ่ม” เขากล่าว

“เราเคยรอคอยเกม แต่ตอนนี้มีช่วงเวลา โดยเฉพาะ offseason ที่ทุกคนอยากไปพักผ่อน เมื่อมีเกมทุกคนไป ‘ฉันจะไปชายหาดแทน’ “

ปัญหาวิธีไม่ควรปฏิบัติต่อมนุษย์ ที่ Fifpro ชี้ให้เห็นนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงปฏิทินฟุตบอลอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องสุขภาพนักเตะและยั่งยืนของกีฬา คุณคิดว่าลีกควรทำอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ‘How not to treat a human’ – Fifpro on player workload

ยากลำบากเมื่อแฟนบอลหันหลัง – มาร์ตินลุ้นใหญ่

เควิน ทอมสัน ยอมรับว่าเขารู้สึก “สงสารมาก” สำหรับกุนซือเรนเจอร์ส รัสเซล มาร์ติน และ “ความเป็นมนุษย์” ในสถานการณ์ที่อดีตนักเตะมิดฟิลด์ไอบร็อกซ์เชื่อว่าจะ “ยากที่จะพลิกกลับ”

เพียงไม่กี่นาทีหลังจากแม็กซ์ อารอนส์ ยิงประตูในช่วงทดเจ็บที่ลิฟวิงสตัน เพื่อคว้าชัยชนะนัดแรกในลีกให้กับมาร์ติน แฟนบอลที่เดินทางไปจำนวนมากได้ส่งเสียงเตือนดังลั่นให้อดีตกุนซือเซาแธมป์ตันรู้ว่าพวกเขายังรู้สึกว่าช่วงเวลาสั้นๆ ของเขาควรจบลง

นี่คือประเภทของแรงกดดันที่ทอมสัน ซึ่งเล่นในทีมเรนเจอร์สที่เป็นรองแชมป์ยูฟ่าคัพปี 2008 ภายใต้วอลเตอร์ สมิธ รู้จักดี

“เมื่อคุณกลายเป็นผู้จัดการทีม คุณรู้ว่ามันมาพร้อมกับส่วนหนึ่งของอาชีพ” ทอมสันบอกกับบีบีซี สปอร์ต สกอตแลนด์

“ผมรู้สึกสงสารรัสเซลมาก ผมคิดว่าความเป็นมนุษย์จะปรากฏออกมาถ้าคุณมีมันในตัว ไม่เคยดีที่จะเห็น”

“พวกเขาอย่างชัดเจนเริ่มต้นได้แย่ ผมไม่คิดว่าคุณจะหลีกเลี่ยงได้ และ ยากลำบากเมื่อแฟนบอลหันหลัง

“เราเห็นการประท้วงสัปดาห์ที่แล้ว จากนั้นพวกเขายิงประตูช้าและได้ผลลัพธ์ แต่ยังมีเสียงโห่และเพลงดังก้อง”

“ผมรู้สึกสำหรับเขา แต่เขาสร้างตัวแทนของสโมสรใหญ่ที่มาพร้อมความคาดหวังมหาศาล และถ้าคุณไม่ส่งมอบหรือเข้าใกล้ความคาดหวัง คุณจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน”

ยากลำบากเมื่อแฟนบอลหันหลัง: มาร์ตินต้องลุ้นช่วงฟอร์มดี

มาร์ตินชนะห้า เสมอห้า และแพ้ห้าครั้งกับเรนเจอร์ส โดยมีนัดเยือนสตูร์ม กราซ ในยูโรปาลีก และฟอลเคิร์ก ในพรีเมียร์ชิพรออยู่

“ผมคิดว่าพวกเขาจะต้องไปต่อเนื่องด้วยฟอร์มดีใหญ่เพื่อพยายามเปลี่ยนเรื่องเล่า” ทอมสันกล่าว ซึ่งชนะถ้วยรางวัลห้าสมัยในช่วงเวลาที่ไอบร็อกซ์

“เมื่อเรื่องเล่านั้นมาถึง และแฟนบอลพอแล้ว มัน ยากลำบากเมื่อแฟนบอลหันหลัง จริงๆ”

“เขาบอกอยู่เสมอ: วิธีเดียวที่จะพลิกมันคือการชนะเกม พวกเขามีชัยชนะแล้ว ตอนนี้พวกเขาจะสร้างต่อไหม? คืนวันพฤหัสบดีจะเป็นนัดยากแน่นอน ฟอลเคิร์กอาจเป็นทีมที่คุณอยากเลือกอีกทีม คุณหวังว่าจะมีโอกาส ในขณะเดียวกัน ผมไม่คิดว่านัดไหนง่ายสำหรับเรนเจอร์สในตอนนี้”

แรงกดดันที่ยังไม่คลาย: ชัยชนะอาจไม่พอ

การต้อนรับเย็นชาจากสามคะแนนที่ลิฟวิงสตันบ่งชี้ว่าการชนะอย่างเดียวอาจไม่พอ

“คุณสามารถเล่นได้แย่จริงๆ (และชนะ) และเรื่องเล่าอาจยังเป็นความหงุดหงิด” ทอมสันเพิ่ม

“แฟนบอลคาดหวังมากกว่านั้น พวกเขาต้องการเห็นฟุตบอลพลังสูง สิ่งที่ผู้จัดการสัญญาเมื่อเข้ามา”

“เมื่อไม่ถึง และตกต่ำ โดยเฉพาะเพิ่มผลลัพธ์แย่ คุณจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันตามธรรมชาติ”

“ผมหวังว่ารัสเซลจะทำได้ดี ผมหวังว่าเขาจะหันมุมและมีช่วงฟอร์มดีที่แฟนบอลจะสนับสนุนเขา”

“มันน่าตื่นเต้นที่จะดูปฏิกิริยาของแฟนบอล ผมคิดว่ามันจะเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะพลิกกลับ”

สถานการณ์ของรัสเซล มาร์ตินที่เรนเจอร์สกำลังเผชิญกับความท้าทายที่หนักหน่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของสโมสรนี้ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจากแฟนบอลที่กระตือรือร้น สโมสรอย่างเรนเจอร์สไม่ได้สร้างมาจากการเริ่มต้นที่ช้าๆ แฟนบอลต้องการผลลัพธ์ทันทีและสไตล์การเล่นที่ดุดัน ซึ่งมาร์ตินเคยสัญญาไว้ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง การชนะนัดแรกที่ลิฟวิงสันควรเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่เสียงโห่จากแฟนบอลแสดงให้เห็นว่า ยากลำบากเมื่อแฟนบอลหันหลัง แล้ว และต้องใช้มากกว่าชัยชนะหนึ่งนัดเพื่อเปลี่ยนมุมมอง

เควิน ทอมสัน ในฐานะอดีตนักเตะที่เคยประสบความสำเร็จกับสโมสร วิเคราะห์สถานการณ์นี้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ เขาชี้ว่าผู้จัดการทีมต้องเผชิญกับแรงกดดันที่มาพร้อมกับบทบาท แต่ในกรณีของมาร์ติน มันรุนแรงเพราะการเริ่มต้นที่ไม่ดีและการประท้วงจากแฟนบอล นัดต่อไปกับสตูร์ม กราซ ในยูโรปาลีก จะเป็นบททดสอบใหญ่ หากมาร์ตินสามารถนำทีมคว้าชัยได้ มันอาจช่วยสร้างโมเมนตัมที่จำเป็น จากนั้นนัดกับฟอลเคิร์ก ในลีก ก็เป็นโอกาสที่จะเพิ่มความมั่นใจ

  • มาร์ตินต้องชนะต่อเนื่องเพื่อเปลี่ยน narrative
  • แฟนบอลต้องการฟุตบอลพลังสูง ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์
  • แรงกดดันจากสโมสรใหญ่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด

ในที่สุด ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามาร์ตินต้องมี ‘big run’ หรือช่วงฟอร์มดียาวๆ เพื่อให้แฟนบอลหันกลับมาเชียร์อีกครั้ง นี่คือบทเรียนสำหรับผู้จัดการทีมทุกคน: ความภักดีของแฟนบอลนั้นเปราะบาง และการฟื้นฟูต้องใช้เวลาและผลงานที่สม่ำเสมอ

คุณคิดว่ามาร์ตินจะพลิกสถานการณ์ได้ไหม? แบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวฟุตบอลเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดต!

ที่มา – ‘It’s hard when fans turn’ – Martin needs ‘big run’