วัน: 29 กันยายน 2025

เก๋งเสียหลักพุ่งตกคลองชลประทาน จมมิดทั้งคัน หนุ่มเจ้าของร้านกาแฟดับ

เก๋งเสียหลักพุ่งตกคลองชลประทาน จมมิดทั้งคัน หนุ่มเจ้าของร้านกาแฟดับ

อุบัติเหตุรถยนต์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดพิษณุโลกกลายเป็นข่าวเศร้าที่ทำให้หลายคนใจสลาย เมื่อรถเก๋งเสียหลักพุ่งตกคลองชลประทาน จมมิดทั้งคัน ส่งผลให้หนุ่มเจ้าของร้านกาแฟวัย 42 ปีเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 14.30 น. บริเวณสะพานข้ามคลองชลประทาน ถนนเส้นเลี่ยงเมืองสี่แยกแสงดาว มุ่งหน้าสี่แยกบ้านกร่าง พื้นที่หมู่ 1 ต.พลายชุมพล อ.เมือง จ.พิษณุโลก

จากรายงานของเจ้าหน้าที่ ร.ต.อ.โพธิวงศ์ คงตา รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก ได้รับแจ้งเหตุรถเก๋งเสียหลักร่วงตกสะพานลงคลองชลประทาน คาดว่าอาจมีผู้ติดค้างภายในรถ เจ้าหน้าที่จึงรีบนำกำลังพลไปตรวจสอบพร้อมด้วยกู้ภัยพิษณุโลก มูลนิธิประสาทบุญสถาน นักประดาน้ำ และแพทย์เวรจากโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก

เก๋งเสียหลักพุ่งตกคลองชลประทาน จมมิดทั้งคัน

ชุดประดาน้ำใช้เวลางมค้นหาประมาณ 30 นาที ก่อนพบว่ารถเก๋งพลิกหงายท้องจมอยู่ใต้น้ำ ความลึกของคลองประมาณ 4 เมตร ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก เจ้าหน้าที่ต้องประสานรถเครนมาทำการยกซากรถขึ้นฝั่ง ซึ่งเป็นรถเก๋งโตโยต้า รุ่นวีออส สีดำ ทะเบียนจังหวัดพิษณุโลก ภายในห้องโดยสารด้านหลังพบศพผู้เสียชีวิต

ผู้เสียชีวิตคือ นายคมสัน โตทอง อายุ 42 ปี ชาวจังหวัดพะเยา ญาติยืนยันตัวบุคคลแล้ว คาดว่าระหว่างรถตกลงคลอง นายคมสันพยายามหาทางออกจากตัวรถแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายจมน้ำเสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำศพส่งชันสูตรที่โรงพยาบาล ก่อนมอบให้ญาติรับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

พยานเห็นเหตุการณ์เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น

จากการสอบสวนพยานบุคคล นายนกหวีด สืบสะอาด อายุ 59 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า เห็นรถเก๋งคันดังกล่าวขับมาด้วยความเร็วสูง ก่อนเสียหลักลอยข้ามสะพานตกลงคลองชลประทาน นายนกหวีดพยายามลงไปช่วยเหลือทันที แต่เนื่องจากน้ำลึกและรถจมมิดทั้งคัน จึงรีบขึ้นฝั่งโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยเพื่อประสานนักประดาน้ำมาช่วย

  • รถขับด้วยความเร็วสูง ทำให้เสียหลักได้ง่าย
  • น้ำคลองลึก 4 เมตร เพิ่มความเสี่ยงในการจมน้ำ
  • ผู้เห็นเหตุการณ์ช่วยเหลือทันที แต่ไม่ทันการ

ต่อมา ญาติโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า นายคมสันเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่ตลาดวังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก คาดว่าเขาขับรถออกจากบ้านเพื่อไปดูแลร้าน เนื่องจากขณะนั้นแม่น้ำวังทองกำลังเอ่อล้นท่วมตลาด อาจทำให้ขับรถไม่ชำนาญเส้นทาง ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงนี้

เหตุการณ์เก๋งเสียหลักพุ่งตกคลองชลประทาน จมมิดทั้งคัน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความอันตรายของการขับขี่บนถนนเลี่ยงเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศและน้ำท่วมกำลังเป็นปัญหา เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เพื่อป้องกันอุบัติเหตุแบบนี้ในอนาคต ผู้ขับขี่ควรลดความเร็ว ลดการใช้โทรศัพท์ขณะขับ และตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย หากพบเห็นเหตุการณ์คล้ายกัน ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อช่วยเหลือชีวิต

อุบัติเหตุนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราระมัดระวังมากขึ้นในการขับขี่ หากคุณมีประสบการณ์หรือเคล็ดลับป้องกันอุบัติเหตุ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – เก๋งเสียหลักพุ่งตกคลองชลประทาน จมมิดทั้งคัน หนุ่มเจ้าของร้านกาแฟดับ

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว.

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา เกิดเหตุการณ์ปะทะเดือดระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย กับ สว. ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างดุเดือด โดยยกประเด็นคดีฮั้วสว. ขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่ถูกกล่าวหาลำดับที่ 187 เขาถามว่าทำไมถึงไว้วางใจได้ว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในอีก 4 เดือนข้างหน้า

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ระหว่างการอภิปราย นายอดิศร ได้จวกหนักเรื่องอำนาจวุฒิสภาที่ถูกมองว่าปล้นมาจากประชาชน เขาพูดถึงนโยบายรัฐบาลที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่ตัวเขาไม่เชื่อ เพราะเห็นหลักฐานการสมคบคิดในคดีฮั้วสว. นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา พยายามวินิจฉัยให้สรุปเพราะเนื้อหาซ้ำ แต่ นายอดิศร ไม่ยอมง่ายๆ เขาสวนกลับว่าประธานไม่ควรนั่งในตำแหน่งนี้เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

เหตุการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ลุกขึ้นประท้วง โดยบอกว่านายอดิศรพูดเกินไปที่บอกว่าอำนาจวุฒิสภาถูกปล้นมา และขู่ว่าถ้าไม่ถอนคำพูด เจอกันข้างนอก ประธานพยายามไกล่เกลี่ย แต่ นายอดิศร ไม่กลัว เขาโต้ว่าตัวเองมีเพื่อนเป็นนักมวยชื่อดังอย่าง ผุดผาน้อย วรวุฒิ และยอมถอนคำว่า ‘ปล้นมา’ แต่เปลี่ยนเป็น ‘สมคบกันอย่างละเอียดละออ’

ผลกระทบจากการปะทะคารมในสภา

การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. ครั้งนี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งลึกๆ ในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้วสว. ที่ยังค้างคาและรอการพิจารณาจาก DSI กกต. อัยการ และศาลฎีกา นายอดิศร ยังวิจารณ์ว่านายอนุทิน ควรลุกขึ้นรับผิดชอบและรับประกันว่าจะไม่แทรกแซง โดยเฉพาะกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ จากบุรีรัมย์

เหตุการณ์นี้ทำให้บรรยากาศในสภาตึงเครียด สว.หลายคนออกลูกผู้ชาย แต่ สส.ฝ่ายค้านอย่าง นายอดิศร ก็ไม่ยอมถอย เขาย้ำว่าพฤติกรรมฮั้วสว. มีหลักฐานชัดเจน และอำนาจวุฒิสภากำลังงุบงิบอยู่เบื้องหลัง การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตำหนิรัฐบาล แต่ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้งสว. ซึ่งส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

  • ประเด็นหลัก: คดีฮั้วสว. และชื่อนายอนุทิน ลำดับ 187
  • การประท้วงจาก สว.บุญจันทร์ ที่ขู่อยากเจอข้างนอก
  • การโต้กลับของ นายอดิศร ที่อ้างเพื่อนนักมวย
  • ผลต่อนโยบายรัฐบาลและความไว้วางใจ

นอกจากนี้ การปะทะเดือดยังทำให้เกิดคำถามว่าประชาชนจะไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นคดีร้ายแรงค้างคา นายอดิศร ปิดท้ายด้วยการเสียดสีว่ารัฐบาลนี้ศรัทธาในประชาธิปไตยน้อยมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นนายกฯ สักสองสามวัน

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การอภิปรายครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในปี 2568 โดยเฉพาะประเด็นสว. ที่ถูกมองว่าไม่เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหานี้ อาจนำไปสู่ความไม่เสถียรในสภา

สุดท้ายนี้ การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และอย่าลืมแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ผู้ว่า รฟท. เดินหน้าฟ้องขับไล่ผู้ยึดที่ดินแยกเขากระโดง

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจข่าวสารด้านการคมนาคมและที่ดินของรัฐวันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามอง นั่นคือ ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง ซึ่งเป็นข่าวที่สะท้อนถึงความพยายามของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการปกป้องทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ลงนามในหนังสือสำคัญเลขที่ รฟ.อบ.1000/1792/2568 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อส่งไปยังสำนักงานอัยการ โดยขอความเห็นชอบในการฟ้องคดีเพิกถอนหรือขับไล่ผู้ที่ยึดถือครอบครองที่ดินของ รฟท. ในพื้นที่เลขที่ 3466 และ 8564 บริเวณแยกเขากระโดง ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เหตุผลหลักมาจากมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้ว่าการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่นี้ซึ่งเป็นที่สงวนของรัฐนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย
นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ รฟท. ได้พยายามขอความช่วยเหลือจากอัยการสูงสุดให้รับดำเนินคดีแทน โดยมีหนังสือ รฟ 1/605/2568 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2568 เพื่อฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ทับซ้อน ขับไล่ผู้ครอบครอง และเรียกค่าเสียหาย แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ทำให้ต้องเดินหน้าด้วยตัวเอง นอกจากนี้ สำนักงานรัฐมนตรียังมีคำสั่งจากกระทรวงคมนาคมให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน ตามหนังสือ คค 0100/สรค 1611 และ คค 0100/สรค 1853 ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2568

背景ของปัญหาที่ดินแยกเขากระโดง

ที่ดินบริเวณแยกเขากระโดงนี้เป็นทรัพย์สินของรัฐที่ใช้เพื่อกิจการรถไฟโดยเฉพาะ ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีรถไฟหรือเส้นทางเชื่อมโยงให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการบุกรุกและออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ซึ่งขัดกับคำพิพากษาของศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครองสูงสุด ทำให้ ป.ป.ช. ออกหนังสือ ปช 0040 (บร)/1542 ลงวันที่ 12 กันยายน 2568 สั่งให้ฟ้องร้องทันที

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทุจริตและการปกป้องทรัพย์สินแผ่นดิน รฟท. ยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อคืนที่ดินให้เป็นสมบัติของชาติ และนำไปใช้พัฒนาการคมนาคมในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ความสำคัญของการดำเนินคดีนี้

การที่ ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยกเขากระโดง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานรัฐในการต่อสู้กับการบุกรุกที่ดินสาธารณะ ซึ่งเป็นปัญหาค้างคาในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ หากสำเร็จ คดีนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับการจัดการที่ดินรัฐอื่นๆ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรของชาติ

  • ป้องกันการทุจริตในการออกเอกสารสิทธิ์
  • คืนที่ดินให้ประชาชนใช้ประโยชน์
  • เสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาเส้นทางรถไฟความเร็วสูงหรือโครงการเชื่อมโยงภูมิภาค ซึ่งจะสร้างงานและโอกาสให้ชาวบุรีรัมย์

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมให้ทรัพย์สินแผ่นดินถูกแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว มันจะช่วยเร่งรัดการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างบุรีรัมย์

สำหรับท่านที่สนใจ หากมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่ดินรัฐ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ผู้ว่า รฟท. ลงนาม เดินหน้าฟ้องขับไล่ ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณแยก “เขากระโดง”

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งแรกในสภาฯ ดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยเฉพาะคำตอบของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่แจกคะแนนให้กับการอภิปรายของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคประชาชาติ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ได้รับคะแนนเต็ม 0 เลยทีเดียว นายกฯ อนุทินยังเหน็บแนมอย่างแรงว่า ผู้ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว จะมีหน้ามาอภิปรายอะไรกับคนที่กำลังทำงานจริงจัง เหมือนตัวอะไรตายแล้วมีเห็บกระโดดรุม

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

หลังการอภิปรายเสร็จ นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา โดยบอกว่าการอภิปรายวันนี้ช่วยให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าข้อมูลไหนจริง ไหนปลอม ฝ่ายค้านบางคนเอาเรื่องปรุงแต่งมาพูดเพื่อหวังแอร์ไทม์เท่านั้น โดยเฉพาะการอภิปรายของนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่นายกฯ บอกว่ายิ่งมั่วใหญ่ คิดอะไรก็พูด แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นสไตล์เดิม

ส่วนกรณีที่นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ถามเรื่องนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ว่าเป็นของใคร นายอนุทินย้ำว่าตนตอบเพราะให้เกียรติในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และเคยหารือกันหลังเลือกตั้งปี 2566 เพื่อทำงานร่วมกัน ดังนั้นจึงต้องตอบให้สมเกียรติ

การวิจารณ์นโยบายยาเสพติดและภัยไซเบอร์

สำหรับประเด็นยาเสพติดและภัยไซเบอร์ที่ฝ่ายค้านบอกว่านโยบายรัฐบาลยังไม่ชัดเจน นายอนุทินชี้แจงว่าปัญหาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในคำแถลงนโยบาย เพราะเป็นเรื่องปฏิบัติ รัฐบาลจะเร่งรัดหน่วยงานอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กสทช. ป.ป.ส. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้เข้มข้นมากขึ้น ไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ

เมื่อถามถึงแผนรับมือฝ่ายค้านในวันถัดไป นายกฯ บอกว่าไม่กลัวดุเดือด แต่กลัวข้อมูลเท็จที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายซ้ำๆ เช่น เรื่อง สว. เขากระโดง กัญชา แม้จะแถลงข้อเท็จจริงไปแล้ว แต่พวกเขาก็ทำหูทวนลมเพราะหวังแอร์ไทม์ วาทกรรมจึงมากกว่าข้อเท็จจริง

  • การอภิปรายที่ได้คะแนนเต็ม: บางคนให้คะแนนเต็มเพราะมีสาระ
  • การอภิปรายที่ได้ 0 คะแนน: หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่นำเรื่องเท็จมาพูด
  • หลักการตอบของนายกฯ: ตอบเฉพาะคนที่มีเหตุผล จริยธรรม เพื่อประโยชน์ประชาชน

นายอนุทินย้ำชัดว่า ตนไม่ได้มารบกับใคร แต่มาฟังคำแนะนำที่ดี จดบันทึกทุกอย่าง และชี้แจงได้ทุกประเด็น สำหรับพวกที่สร้างวาทกรรมเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล ก็ไม่ตอบเพราะตอบไปหลายรอบแล้ว หน่วยงานราชการแสดงหลักฐานครบถ้วน

ที่เด็ดสุดคือคำเหน็บ พ.ต.อ.ทวี ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังมีหน้ามาอภิปรายคนทำงาน นายกฯ บอกว่าประชาชนแยกแยะได้ ตอนนี้เขาคงทำใจอยู่เพราะหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี สิ่งที่สั่งการไปผิดกฎหมาย ข้อมูลผิดหมด เหมือนตัวอะไรตายแล้วเห็บกระโดด

ในช่วงท้าย นายอนุทินร้องโอ๊ยเมื่อถูกถามแยกว่าใครเป็นฝ่ายค้าน ใครเป็นฝ่ายแค้น โดยบอกว่าประชาชนดูออกเอง ตนจะตอบเฉพาะเรื่องประโยชน์ประชาชน ไม่ตอบให้รกสมอง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดในสภาฯ หลังรัฐบาลใหม่เข้ามา การอภิปรายนโยบายไม่ใช่แค่การโต้เถียง แต่เป็นเวทีตรวจสอบที่ควรสร้างสรรค์ นายกฯ อนุทินแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและหลักการชัดเจน ซึ่งน่าจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้รัฐบาลในสายตาประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดจากเรา

ที่มา – “อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

โฮปเวลล์ ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังรื้อคดีใหม่

โฮปเวลล์ ร้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังกลุ่มการเมืองรื้อคดีใหม่ ทำชวดเงินชดเชย

ในแวดวงการลงทุนและการเมืองไทย คดีของบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนต่างชาติมาอย่างยาวนาน ล่าสุด นายสัญญา สถิรบุตร ที่ปรึกษาบริษัทโฮปเวลล์ ออกมาแถลงข่าวด้วยความคับข้องใจ โดยระบุว่า โฮปเวลล์ ร้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังกลุ่มการเมืองรื้อคดีใหม่ ทำชวดเงินชดเชย กว่า 11,888 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ศาลปกครองสูงสุดเคยสั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกระทรวงคมนาคมชดใช้ แต่กลับถูกอุทธรณ์และรื้อคดีใหม่จนคดีขาดอายุความ

โฮปเวลล์ ร้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังกลุ่มการเมืองรื้อคดีใหม่ ทำชวดเงินชดเชย

ย้อนกลับไปในปี 2562 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาสิ้นสุดให้ รฟท. และกระทรวงคมนาคมคืนเงินลงทุนและค่าตอบแทนตามสัญญาให้โฮปเวลล์ เนื่องจากสัญญาโครงการรถไฟฟ้า Hopewell ได้ยุติลงแล้ว เงินจำนวนนี้รวมดอกเบี้ยกว่า 11,888 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นชัยชนะของโฮปเวลล์ที่ลงทุนในไทยมานานนับสิบปี อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน กระทรวงคมนาคมและ รฟท. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อพิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าคดีขาดอายุความ และศาลปกครองกลางก็มีคำสั่งเมื่อ 18 กันยายน 2566 ว่าคดีดังกล่าวขาดอายุความ ทำให้รัฐไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย

นายสัญญา มองว่าการรื้อคดีครั้งนี้เกิดจากคณะทำงานของกลุ่มนักการเมืองในยุคนั้น ซึ่งอาจมีการปกปิดข้อมูลสำคัญ ส่งผลให้เกิดการยื่นฟ้องใหม่ แม้ศาลสูงสุดจะตัดสินแล้วก็ตาม การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้โฮปเวลล์สูญเสียเงินชดเชย แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อระบบยุติธรรมไทย นักลงทุนเอกชนที่เข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของไทยจะลังเล หากรู้สึกว่ารัฐสามารถรื้อคดีได้ตามอำเภอใจ

ผลกระทบต่อการลงทุนในประเทศไทย

โฮปเวลล์ซึ่งเป็นบริษัทจากฮ่องกง ได้ลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสและโครงการอื่นๆ ในไทยตั้งแต่ยุค 90s ด้วยความคาดหวังในระบบกฎหมายที่โปร่งใส แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่หลวงว่า ประเทศไทยพร้อมสำหรับการลงทุนจากต่างชาติหรือไม่? นายคอลลิน เวียร์ กรรมการผู้จัดการโฮปเวลล์ ยังได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึก ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าโฮปเวลล์เคยจ่ายสินบน 10,000 ล้านบาทเพื่อล้มคดี โดยยืนยันว่าบริษัทยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด ไม่เคยมีพฤติกรรมทุจริตใดๆ

  • ศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ชดเชยในปี 2562
  • กระทรวงคมนาคมยื่นรื้อคดีใหม่
  • ศาลปกครองกลางตัดสินขาดอายุความในปี 2566
  • โฮปเวลล์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด

เพื่อแก้ไขปัญหา โฮปเวลล์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในประเด็นอายุความ และวางแผนส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานศาลฎีกา เพื่อขอตรวจสอบคำสั่งนายกฯ ที่ 143/2562 ที่อาจถูกหลอกลวงด้วยข้อมูลไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ ยังขอให้ประธานศาลฎีกาเป็นเจ้าภาพประชุมศาลต่างๆ เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันการรื้อคดีที่ตัดสินสิ้นสุดแล้ว

ประเด็นนี้สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างในระบบยุติธรรมไทย ที่มีศาลหลายประเภทและอาจเกิดความขัดแย้งได้ หากไม่มีการประสานงานที่ดี นักลงทุนจะมองว่าประเทศไทยเสี่ยงเกินไปสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับรัฐ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การลงทุนจากต่างชาติเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย หากคดีอย่างโฮปเวลล์ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก ทำให้ยากต่อการดึงดูดเงินทุนจากเอกชน

สุดท้ายนี้ ผู้สนใจควรติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ เพราะอาจเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นในการลงทุนไทย หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้สนใจเรื่องการเมืองเศรษฐกิจ แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – โฮปเวลล์ ร้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังกลุ่มการเมืองรื้อคดีใหม่ ทำชวดเงินชดเชย

รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน. ฉุนหมอวาโย

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 บรรยากาศการอภิปรายนโยบายรัฐบาลของรัฐสภาไทยยังคงร้อนระอุ โดยเฉพาะเหตุการณ์รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน.ที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภา สส.จากพรรคประชาชน โดยเฉพาะ “หมอวาโย” หรือ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ได้ลากไส้ประเด็นฮั้วการเลือกตั้ง สว. อย่างละเอียดยิบ จนทำให้ สว. หลายคนไม่พอใจและเกิดการปะทะคารมดุเดือด

รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน. จากประเด็นฮั้วเลือกตั้ง

การอภิปรายครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงบ่ายแก่ๆ เวลา 15.35 น. เมื่อ นพ.วาโย ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายเรื่องกระบวนการฮั้วเลือก สว. โดยเขาได้ชี้ให้เห็นพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น การสวมเสื้อและเนคไทสีเหลืองที่ตรงกันอย่างน่าประหลาด รวมถึงโพยที่เหมือนกัน และความผิดปกติในการนับคะแนน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มาจากการตรวจสอบที่ละเอียด ทำให้ สว.บางคนอย่าง นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ และ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย รีบประท้วงทันที โดยอ้างว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายนโยบายรัฐบาล และเป็นประเด็นที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรนำมาอภิปรายเพื่อชี้นำ

ทางด้าน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้วินิจฉัยว่าห้าม นพ.วาโย อภิปรายลงรายละเอียดลึก เพราะเรื่องอยู่ในขั้นตอน司法 ทำให้ สส.พรรคประชาชนหลายคนลุกขึ้นประท้วงอย่างดุเดือด พวกเขายืนยันว่าการอภิปรายนี้เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องยึดหลักนิติธรรม และไม่ได้พาดพิงบุคคลใดโดยตรง สุดท้ายประธานก็ยอมให้อภิปรายต่อได้ แต่กำชับให้หลีกเลี่ยงรายละเอียดเฉพาะเจาะจง

บรรยากาศการอภิปรายในรัฐสภา

จุดเดือด: นายประเทืองขู่ “เดี๋ยวเจอกัน”

แม้จะได้รับคำเตือน แต่ นพ.วาโย ยังคงอภิปรายต่อในประเด็นฮั้วเลือก สว. จนเกิดการประท้วงต่อเนื่อง บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มตึงเครียดสุดขีด โดยเฉพาะเมื่อ นายประเทือง มนตรี สว. ลุกขึ้นอภิปรายด้วยน้ำเสียงดังก้องว่า “จะอภิปราย สว. หรือนโยบายรัฐบาล ตอบมา เดี๋ยวได้เจอกัน” คำขู่这句话ทำเอา สส.พรรคประชาชนประท้วงขอให้ถอนคำพูดทันที แต่นายประเทืองยืนยันไม่ถอน สุดท้ายประธานรัฐสภาได้ขอร้องให้ถอน หากไม่ถอนจะไม่อนุญาตให้อยู่ในห้องประชุม นายประเทืองจึงยอมถอนคำพูด และ นพ.วาโย ได้รับโอกาสอภิปรายต่อ โดยเป็นโอกาสสุดท้าย หากยังลงลึกจะถูกห้ามพูด

ในช่วงท้ายของการอภิปราย นพ.วาโย ได้ตัดบทเพื่อฝากถึงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สร้างความมั่นใจว่าการปฏิบัติหน้าที่จะยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม เพราะปัจจุบันยังไม่ได้รับคำมั่นสัญญาที่ชัดเจน จากพรรคประชาชนยังแจ้งด้วยว่า เวลา 17.00 น. นพ.วาโย จะให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมหลังจากไม่สามารถอภิปรายเรื่องฮั้วเลือก สว. ได้จนจบ

สว. และ สส. ปะทะคารม
ประธานรัฐสภาวินิจฉัย

เหตุการณ์รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน.ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้ง สว.ที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงมานาน นพ.วาโย ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น:

  • การสวมเสื้อผ้าสีเหลืองที่ประสานกันอย่างผิดปกติ
  • โพยคะแนนที่ตรงกันเป๊ะ
  • ความผิดปกติในการนับคะแนนที่อาจบ่งชี้ถึงการทุจริต

ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ สว.หลายคนโมโห แต่ยังจุดประกายให้สาธารณชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง หากรัฐบาลไม่เร่งสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง ปัญหาเหล่านี้อาจลุกลามและกระทบต่อความเชื่อมั่นในสถาบันประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การปะทะคารมในครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ สส.ฝ่ายค้านที่พยายามตรวจสอบอำนาจ โดยเฉพาะพรรคประชาชนที่เน้นประเด็นประชาธิปไตยและสิทธิพลเมือง ผู้สังเกตการณ์การเมืองหลายคนมองว่า เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการอภิปรายนโยบายไม่ควรจำกัดอยู่แค่ตัวนโยบาย แต่ต้องรวมถึงหลักธรรมาภิบาลด้วย

หมอวาโยอภิปราย
บรรยากาศตึงเครียด

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน. ครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบเลือกตั้ง สว. ให้โปร่งใสยิ่งขึ้น หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข อาจนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นจากประชาชนได้ ลองคิดดูสิว่าถ้าการเมืองไทยขาดความโปร่งใส เราจะก้าวหน้าอย่างไร? เราเชื่อว่ารัฐบาลควรรับฟังเสียงจาก สส.ฝ่ายค้านและเร่งดำเนินการตรวจสอบโดยทันที

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดสาระสำคัญ!

ที่มา – รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน. ฉุน “หมอวาโย” ลากไส้ฮั้ว สว. ถูกขู่เดี๋ยวเจอกัน

ไร้ทิศทางสำหรับดอนส์และมาร์ติน มุมมองแฟนๆ

ฮาร์ทส์นำจ่าฝูงพรีเมียร์ชิพสกอตติชด้วย 16 คะแนนจาก 18 คะแนนที่เป็นไปได้ หลังจากเอาชนะฟอลเคิร์ก 3-0 และเซลติกเสมอแบบไร้สกอร์กับฮิบส์

ฟอร์มอันน่าผิดหวังของเอเบอร์ดีนยังคงดำเนินต่อไป เมื่อพวกเขาถูกยิงสองประตูในช่วงทดเจ็บครึ่งหลังที่เฟิร์มพาร์ค ในขณะที่เรนเจอร์สคว้าชัยชนะนัดแรกในลีกภายใต้รัสเซลล์ มาร์ติน อย่างดราม่าที่ลิฟวิงสตัน

พร้อมกับชัยชนะเพิ่มเติมของเซนต์ มิเรนและคิลมาร์น็อก สุดสัปดาห์นี้เป็นอีกหนึ่งสุดสัปดาห์ที่น่าตื่นเต้นในลีกชั้นนำของสกอตแลนด์

นี่คือปฏิกิริยาบางส่วนจากแฟนบอลที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการแข่งขันสุดสัปดาห์

‘น่าผิดหวังสุดๆ’ – เอเบอร์ดีนแพ้อีกครั้ง

เอเบอร์ดีนของจิมมี เธลินล้มเหลวในการทำประตูอีกครั้ง และรั้งก้นตารางพรีเมียร์ชิพด้วยคะแนนเดียวจากหกนัด

แกร์รี่: เกิดอะไรขึ้นกับจิต mentality ร่วมกันของสโมสรนี้? การเปลี่ยนแปลงไลน์อัพอย่างต่อเนื่อง การขาดเอกลักษณ์ในสไตล์การเล่น และการตัดสินใจที่แย่จากบนลงล่าง มันรวมกันเป็นความยุ่งเหยิงที่น่ากลัวกับผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนในฐานะแฟนดอนส์ ไม่มีรอยยิ้มหรือช่วงเวลาที่มีความสุขจากผู้เล่นคนไหนเลย มันบอกอะไรได้เยอะ เธลินไม่สามารถถูกโทษสำหรับความผิดพลาดส่วนบุคคลได้ แต่กลยุทธ์และการขาดแรงบันดาลใจที่ชัดเจนของเขาทำให้ความสุขหายไปจากสโมสรนี้ เขาต้องไป ขอบคุณสำหรับถ้วย แต่ตอนนี้มันเป็นประวัติศาสตร์แล้ว

จัสติน: น่าผิดหวังสุดๆ เรายืนยันว่าเล่นดีกว่าและในวันอื่นๆ เราคงทำประตูได้สองลูก ดิมิทาร์ มิโตฟสามารถถูกให้อภัยได้เพราะเขาช่วยเราไว้หลายครั้ง ไม่ต้องพูดถึงชัยชนะในถ้วย มันยากแต่ฉันคิดว่ามันจะพลิกกลับมาเร็วๆ นี้ มันจำเป็นต้องเป็นแบบนั้นสำหรับสโมสรทั้งหมดและเมือง

มาร์ติน: ยังคงบอกว่าเป็นแผนสามปี เกือบครึ่งทางแล้วและเรารั้งก้นตารางโดยไม่มีประตู ถ้าแผนคือแชมเปี้ยนชิพเรากำลังไปได้สวย ผู้เล่นดีๆ แต่ไร้ทิศทาง

บรูซ: ในวันอื่นๆ เสมอที่เฟิร์มพาร์คจะเป็นผลลัพธ์ที่ดี แต่ผลลัพธ์และฟอร์มล่าสุดทำให้มันมืดมน เราลงแข่งได้ดีและอาจทำประตูได้สองหรือสาม สงสารมิโตฟที่เล่นดี ความมั่นใจจะเติบโตเมื่องานหนักให้ผลลัพธ์ นี่เป็นก้าวบวกแม้ผลจะไม่เป็นดังหวัง

คราเกอร์: น่าหงุดหงิดและเศร้า แต่เราดีกว่า วินัยมากขึ้น ฟอร์มเมชั่นทำงาน เราสร้างโอกาสดีๆ หลายครั้ง แต่เธลินจะจัดการกับการพลาดโอกาสทองของเควิน นิสบ็อต โทพิ เคสกินেন มาร์โก ลาเซติก ฯลฯ ได้ยังไง? เราจะมีโมเมนต์ร็อกกี้ บูชิรีและออกจากนี้

โดนัลด์: ถ้ามันไม่ชัดก่อน มันต้องชัดเจนตอนนี้ เธลินไม่ใช่ปัญหา! ผู้เล่นของเขาพลาดโอกาส เราควรจะถล่มมัมเวลล์ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เอเบอร์ดีนควรชนะสบายๆ ชะตากรรมตัดสินต่างออกไปจากมุมมองดอนส์ วงการฟุตบอลสกอตจะยังคงเยาะเย้ยดอนส์และหัวเราะเยาะสโมสรของฉัน แต่ชีวิตโหดร้ายกับดอนส์และเธลิน มัมเวลล์ได้ชัยชนะที่ไม่สมควร เอเบอร์ดีนยังต้องเฉียบขาดกว่านี้ สู้ต่อไป!

เรนเจอร์สจบการรอคอยชัยชนะ แต่แรงกดดันยังอยู่กับมาร์ติน

เรนเจอร์สหาชัยชนะในลีกนัดที่หก ด้วยประตูทดเจ็บจากแม็กซ์ อารอนส์ แม้แฟนๆ หลายคนยังวิจารณ์กุนซือรัสเซลล์ มาร์ติน

เจมส์: ไม่รู้ว่าทำไมมาร์ตินถึงชื่นชมฟอร์มนั้น และเรายืนยันว่าไม่สมควรชนะ ทีมแย่ที่สุดในทศวรรษ

พอล: เรนเจอร์สไม่ใช่ทีมที่ควรจะเป็น! พวกเขาต้องการผู้นำที่แข็งแกร่งและความปรารถนาที่จะชนะ ความหิวกระหายความสำเร็จ ซึ่งตอนนี้ไม่มี เราต้องการผู้นำใหม่ที่จะเรียกร้องมากกว่านี้จากผู้เล่น ไม่ใช่คนที่ยอมรับความธรรมดา

จอน: ฉันคิดว่ามันไร้สาระที่แฟนๆ เรียกร้องให้แยกทางกับรัสเซลล์ มาร์ติน แม้เขาจะชนะ เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณต้องการจากกุนซือ หวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของฟอร์มดี

เจแม็ค: โกรธไม่พออธิบายความรู้สึกของแฟนเรนเจอร์สส่วนใหญ่ รังเกียจต่างหาก มาร์ตินอยู่ในโลกที่หลอกตัวเอง เขาเห็นเฉพาะที่อยากเห็น พูดภาษาฟุตบอลที่ไกลจากความจริง การขาดความเข้าใจน่าตกใจ มี ‘หนี้สินลบ’ มากมายในความสัมพันธ์นี้ แม้เขาจะชนะยูโรปาลีก แฟนๆ ก็ยังอยากให้เขาออก! ดีกว่าที่จะไปตอนนี้มากกว่าเสียเวลาและเงินเพิ่ม

แกเร็ธ: ชัยชนะของเรนเจอร์สทำให้รัสเซลล์ มาร์ตินรอดงานอีกนัด เขายังไม่พ้นวิกฤต ผู้เล่นเล่นดี สาธนาพวกเขา ต้องใช้เวลามากที่จะดึงแฟนๆ กลับมา

วิลเลี่ยม: เมื่อไหร่กุนซือจะเข้าใจว่าเราไม่ยอมรับการสัมภาษณ์ไร้สาระที่เขาพูดถึงฟอร์มดีและควรทำประตูมากกว่า ฉันไม่แน่ใจว่าเขาดูแมตช์ไหน แต่ไม่ใช่ที่ฉันดู

พอล: ครึ่งแรกแสดงฟุตบอลดีๆ ครึ่งหลังไม่ดี ผู้เล่นต้องการความสม่ำเสมอ ซึ่งสอนไม่ได้ บางทีถึงเวลาที่แฟนๆ บางคนสนับสนุนทีมและกุนซือ แทนที่จะวิจารณ์ตลอด ซึ่งไม่ช่วยทีม ยูเนียนแบร์สไม่แทนทุกแฟน

จอร์จ: ฟอร์มแย่สุดๆ ได้ชัยชนะแต่ไม่มีใครคิดว่าเราดีกว่า ชัยชนะนี้แค่ยืดความทุกข์จนกว่าจะกำจัดมาร์ติน

แอนดรูว์: สะท้อนชีวิตภายใต้มาร์ตินที่น่าเศร้าว่าเรามองว่าชนะนาทีสุดท้ายกับลิฟวิงสตันเป็นผลดี ความธรรมดากลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ มาร์ตินออกไป!

ไร้ทิศทางสำหรับดอนส์และมาร์ติน: ชัยชนะของฮาร์ทส์ คิลมาร์น็อก มัมเวลล์ และเซนต์ มิเรน

ฮาร์ทส์ขึ้นนำพรีเมียร์ชิพสกอตติชด้วยชัยชนะสุดยอด 3-0 เหนือฟอลเคิร์ก

ไมกี้: ฟอร์มสุดเพลินจากฮาร์ทส์ แน่นแฟร์และดุดันในการบุก นำฮิบส์สุดสัปดาห์หน้า!

พอล: ฟอร์มแฟนตาซติกและประตูสวยๆ จากทีม สิ่งเดียวที่เราทำได้คือพัฒนาและชนะต่อ ด้วยความลึกของทีมหวังว่าอาการบาดเจ็บจะไม่กระทบ รอเดอร์บี้และให้ธรรมชาติกลับมา

สตีเว่น: ฟอร์มครบเครื่องจากฮาร์ทส์ กับฟอลเคิร์กที่โชคร้ายไม่ชนะฮิบส์กลางสัปดาห์ 3-0 มันถล่มฟอลเคิร์ก หวังว่าฮาร์ทส์จะทำได้ดีในนัดเหย้าถัดไป

ฟิโอน่า: ยอดเยี่ยม! เราจะรักษาได้ไหม? สองนัดหน้าจะแสดงว่ามีไฟหรือไม่! แต่แฟนจัมโบส์จะสนุกกับนี้นะ ระวังจัมโบส์มา!

คริส: ความคาดหวังตรงกับความจริง ฉันมั่นใจก่อนเกมและเราไม่สนฟอลเคิร์กทำอะไร เราลงเล่นของตัวเองและเพลินมาก ทักษะส่วนบุคคลรวมเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม ชนะสมควรและมีประตูแห่งฤดูกาล รอฮิบส์!

มัมเวลล์คว้าชัยแรกในพรีเมียร์ชิพฤดูกาลด้วยการแสดงดราม่ายามท้ายเหนือเอเบอร์ดีน

บรูซ: ในที่สุดได้ผลลัพธ์ การเล่นดี แฟนๆ สนุก ไม่แพ้ฤดูกาลนี้และเข้ารอบรอง ชีวิตดีอีกครั้งในฐานะแฟนเวลล์

มาร์ค: ผลสมควร แม้อยากเห็นประตูเร็วกว่านี้แต่ใครไม่รักผู้ชนะนาทีสุดท้าย? สามคะแนนและคลีนชีตที่บ้าน ดีใจที่อปอสโทลอส สตามาเทโลพูลอสได้ประตู เขาต้องการมันและตอนนี้เขาและเราทุกคนได้รางวัลสำหรับฟุตบอลดีๆ

อลัน: ด้วยเอลเลียต วัตต์และลูคัส เฟดิงเกอร์คุมมิดฟิลด์ นี่เป็นผลยอดเยี่ยมสำหรับมัมเวลล์ สตามาเทโลพูลอสทำงานหนักและยิงจุดโทษดี ด้วยการปรับแต่งจบสกอร์นี้อาจเป็นทีมมัมเวลล์ที่ดีที่สุดในพักใหญ่ ระบบใหม่ทำงานดี ทีมสปิริตชัดเจนหลังประตูสอง

เดวิด: ไม่ใช่ฟอร์มที่ดีที่สุดแต่สู้จนจบและได้ผลที่ควรได้จากนัดก่อน สู้ต่อไป

ซูซาน: ประทับใจการพลิกกลับสุดน่าทึ่งที่เฟิร์มพาร์ค เพลินมาก กลุ่มผู้เล่นใหม่ไม่ยอมแพ้และมีความเชื่อและความสามัคคี มันเป็นความสุขที่เป็นแฟนเวลล์ตอนนี้

แกรนท์: ผลดีกับเอเบอร์ดีนที่ขาดความเชื่อ ถ้าพวกเขาฟอร์มดีอาจทำประตูได้สอง จะคิดถึงสตีเฟ่น เวลช์สัปดาห์หน้าแต่หวังว่านักเตะบาดเจ็บจะกลับ

คิลมาร์น็อกยังคว้าชัยแรกฤดูกาลด้วยฟอร์มดีที่แทนนาดิซ

เดวิด: ฟอร์มบวกอีกครั้ง ภายใต้ผู้จัดการเก่าเราคงไม่ชนะ ความสม่ำเสมอคือกุญแจ สร้างโมเมนตัมสำหรับสัปดาห์หน้า

แฟรงค์: ฟอร์มขัดเกลาดีเยี่ยม อาจทำประตูมากกว่า เกมรับแน่น มิดฟิลด์สร้างสรรค์ โดยเฉพาะเดวิด วัตสันหนุ่ม บรูซ แอนเดอร์สันแหลมคม ควรใช้เป็นตัวหลักสไตรเกอร์กับอีกคน ยังมีผู้เล่นดีๆ กลับฟิตเต็มที่ ดูแน่นตอนนี้

แดนนี่: ผลแฟนตาซติก สิ่งที่เราต้องการ ยังต้นฤดูกาล ไม่เห็นทำไมจะจบท็อปซิกซ์ไม่ได้ เกินเคียงทุกทีมและควรชนะเซลติก ถ้าไม่ใช่การตัดสินผู้ตัดสินโกง

เดวิด: ดีใจที่สจ๊วร์ต เค็ตเทิ่ลเวลล์ได้ผลที่แทนนาดิซ และอาจมากกว่า! สาธนาทุกคนโดยเฉพาะวัตสัน เด็กคนนี้มีเครื่องยนต์แกร่ง!

ฟอร์มยอดเยี่ยมของเซนต์ มิเรนภายใต้สเตเฟ่น ร็อบินสันดำเนินต่อด้วยชัย 1-0 เหนือดันดี

เอียน: คิดว่าคุมเกมตลอดแต่ต้องการประตูอีกเพื่อลดความเครียด มีฟอร์มดีหลายคน คิลเลียน ฟิลลิปส์เป็นเอ็มวีพีด้วยประตู ดีที่เห็นคอนเนอร์ แม็คเมนามินได้ลง

อัลิสแตร์: เกมแสดงว่าสร้างทีมที่มีความลึก ขาดผู้เล่นหลักจากฤดูกาลก่อนแต่คนที่เข้ามาจะให้ร็อบินสันตัดสินใจ

วิลเลี่ยม: ชัยสมควรและสามคะแนน ซেইนต์ส์นำส่วนใหญ่ หวังว่าฟอร์มนี้จะต่อเนื่องกับแมตช์ใหญ่หน้า อย่าให้ผู้เล่นใส่ชุดเยือนที่แฮมป์เดน เสื้อขาวดำเท่านั้น เราเซนต์ มิเรน!

อลัน: เล่นดีในครึ่งแรก ควรนำมากกว่า ครึ่งหลังโอเคแต่ต้องฉวยโอกาสเพราะ 1-0 ไม่เคยสบาย

เซลติกหงุดหงิดกับ ‘สุดยอด’ ฮิบส์

แฟนเซลติกออกจากเสมอไร้สกอร์กับฮิบส์ด้วยอารมณ์ผสม

แกรนทอส: สร้างโอกาสดีๆ แต่โดยรวมเชื่องช้าและน่าเบื่อ อาร์เน่ เองเกลส์ต้องทำมากกว่านี้และควบคุมเกม น่าผิดหวัง

เมร์: โอเค ไม่แย่ และโชคร้ายกับโอกาสบางลูก บางครั้งเสมอ 0-0 นั่นคือฟุตบอล ปฏิกิริยาเกินจริงจากบางคนในสนาม เราจะโอเค

ไบรอัน: ทีมขาดจบสกอร์และบรรยากาศสนามหายไป มันไม่สามารถดำเนินต่อได้ ทีมต้องการการสนับสนุน ต้องการผู้ชมเต็มวันพฤหัส แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่

จอห์น: พูดตรงๆ มันผลแย่ เรากำลังไปสู่ฟอร์มดีที่สุดช้าๆ แต่ไม่เกิดเพราะไม่ทำประตู

เจมส์: ฟอร์มแย่ การครองบอลมากแต่สร้างโอกาสจริงยาก ฤดูกาลจะยาวไกลแบบนี้ ไดเซ่น ไมดะไม่สนใจ ไม่มีครีเอทีฟในมิดฟิลด์และเกมรับ ควรซื้อลอว์เรนซ์ แช็งค์แลนด์ฤดูกาลก่อน เขารู้วิธีทำประตูในพรีเมียร์ชิพซึ่งสไตรเกอร์เราลืม ฟาร์เพลย์ฮาร์ทส์ ไทน์แคสเซิลเดือนหน้าจะกำหนดฤดูกาลเรา

เดวี่: นี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดฤดูกาลนี้ เซบาสเตียน ทูเนคติดูดีมากและเคเลชี่ อิเฮนาโช่ทำในสิ่งที่อดัม ไอดะห์ทำไม่ได้ เขาถือบอลดี เราเริ่มได้บอลในกรอบมากขึ้นซึ่งดี แม้เองเกลส์ยังห่างไกล โดยเฉพาะลูกนิ่ง ไมดะทางขวาดีโดยรวม คิดว่าเรากำลังไปถึง

แฟนฮิบส์ดีใจกับความพยายามเกมรับที่พาร์คเฮด

สก็อตต์: หลังเกมรับแย่ๆ ล่าสุดนี่สุดยอดอีกนิดความเชื่อเราอาจขโมยสามคะแนนเพราะฝูงชนเซลติกหงุดหงิดและกดดันผู้เล่นตลอด

เคนนี่: เกมรับดีที่สุดฤดูกาล แกรนท์ แฮนลี่ย์คุมทุกอย่าง เซลติกมีโอกาสแต่เราไม่เคยเดือดร้อน บุกบางครั้งแต่โดยรวมคะแนนดีที่ได้

สจ๊วร์ต: ดูเหมือนตั้งใจเสมอและได้มัน เราปิดประตูไว้

จอร์จ: คะแนนดี ถึงเซลติกไม่ค่อยไฟแรง แต่บางทีเพราะเกมรับฮิบส์ พลาดไม่ได้ประตู แต่เอาแต้ม เรียนรู้และเดินหน้าดี สาธนาทีมและผู้จัดการทั้งหมด

แกรี่: แฮนลี่ย์ต่างหาก แสดงประสบการณ์และนำเกมรับดี เพิ่มความมั่นใจไม่เสียประตู ดีกับเดวิด เกรย์

ผู้แพ้ – ฟอลเคิร์ก ลิฟวิงสตัน ยูไนเต็ด และดันดี

ดันดีแพ้ 1-0 ที่เซนต์ มิเรน และแฟนๆ หงุดหงิดกับการขาดความทะเยอทะยานในการบุก

จอห์น: พยายามดีโดยไม่มีไซม่อน เมอร์เรย์ แต่กลัวว่าไม่พอและสตีเว่น เพรสซ์ลี่ย์อยู่บนเวลายืม เราต้องดุดันและบุกมากกว่า การบุกมักเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

แกรี่: น่าเสียดายที่เน้นงานที่เมอร์เรย์ทำทุกสัปดาห์ ไม่ใช่แค่ทีมตัวคนเดียว แต่คนอื่นๆ ไม่เข้ากับอัตรางานของเขา จนขาดเขาเราเหมือนขาดสองคน แทนที่คนอื่นๆ ควรยกระดับ มิฉะนั้นเราจะได้อะไร

อดัม: ไม่มีความบันเทิงกับดันดีทีมนี้ ถอนเกมลิฟวิงสตัน ทุกนัดอื่นเราลงเล่นเพื่อเสมอ 0-0 และไม่เก่งด้วยซ้ำ ฉันดูดันดีแย่กว่านี้ แต่ไม่น่าเบื่อเท่านี้

อลัน: แย่อีก ไม่มีวี่แววทำประตูและฟุตบอลน่าเบื่อจนแฟนๆ ทิ้งกันหมด การสรรหานักเตะแย่ ผู้จัดการดูเกินตัว และรับประกันว่าเอเบอร์ดีนจะได้ประตูแรกและชนะสัปดาห์หน้า!

ดันดี ยูไนเต็ดล้มเหลวในการยืนยันชัยชนะกลางสัปดาห์เหนือเอเบอร์ดีน เมื่อแพ้คิลมาร์น็อก

เจมี่: กลับสู่พื้นดินหลังฟอร์มสุดยอดวันอังคาร ประตูแรกของคิลลี่ดีมาก แต่สไตล์การเล่นของพวกเขาน่าเจ็บปวดด้วยลูกยาวซ้ำๆ ให้มาร์คัส ดักเกอร์ส เราไม่มีคำตอบและจิม กู๊ดวินไม่มีแผนบี เขาถูกกู๊ดวินเอาชนะโดยเค็ตเทิ่ลเวลล์อีก วันที่แย่

กอร์ดอน: ความฮือฮาจากถล่มเอเบอร์ดีนชนกับกำแพงคิลลี่ที่แน่น ทื่อ ฟิซิคอลและประตูแรกสุดยอด พวกเขาทำยูไนเต็ดพัง ยูไนเต็ดต้องการประกายไฟแต่ไม่ค่อยมา นี่คือความจริงของลีก ความพยายามและจุดประสงค์คือขั้นต่ำ

เคียรัน: เราพูดเสมอว่าถ้าไม่พังอย่าซ่อม แต่ควรเป็นข้อยกเว้น ยูไนเต็ดที่หลงใหล พลังงาน และสดใสวันอังคาร ถูกแทนที่ด้วย lethargic ไร้ชีวิตชีวา การพลาดจุดโทษสรุปได้ น่าจะได้เก้าคะแนนจากเก้านัดเหย้าแต่หากไม่ปรับอาจได้สามถ้าไม่พัฒนากับลิฟวิงสตันสัปดาห์หน้า

ลี: ยูไนเต็ดแย่สุด พลังต่ำ การส่งบอลลวกๆ แม้จากแพน คามาร่าที่น่าเชื่อถือ วีล เฟอร์รี่คนเดียวผ่าน กู๊ดวินไม่ผ่านและต้องเรียนรู้การเปลี่ยนเมื่อไม่เวิร์ค นี่แค่วันแย่เพราะยูไนเต็ดแสดงว่าทำฟุตบอลเพลินได้

แฟนฟอลเคิร์กคนหนึ่งยังมีกำลังใจแม้แพ้ 3-0 โดยฮาร์ทส์

เดวิด: ไทน์แคสเซิลยากเสมอ แม้สกอร์ แต่คิดว่าเรายืนยันตัวเองดีและไม่ไกล จอห์น แม็คกลินน์สรรหาดี เมื่อปรับตัวเข้ากับพรีเมียร์ชิพ เราจะชนะทีมท็อป บางทีเกมฮิบส์เอาพลังไป แต่ฮิบส์ไปพาร์คเฮดและได้แต้ม

และแฟนลิฟวิงสตันบ่นเรื่องผู้ตัดสินจอห์น บีตัน

แกร์รี่: เรนเจอร์สได้ทุกการตัดสินจากกรรมการอีก ซิลล่าถูกเตะหัวและผู้เล่นลิฟวิงสตันสองคนถูกดึงเสื้อพร้อมกันแต่ไม่ให้? มาตรฐานผู้ตัดสินกำลังฆ่าฟุตบอลสกอต

จากมุมมองแฟนบอลในสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นถึงความกดดันและความไม่แน่นอนในทีมต่างๆ โดยเฉพาะ ไร้ทิศทางสำหรับดอนส์และมาร์ติน ที่ยังคงเป็นประเด็นร้อน คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์เหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตฟุตบอลสกอตแลนด์ต่อไป!

ที่มา – ‘No direction’ for Dons & Martin’s ‘negative equity’ – fans’ views

การเสียชีวิตของวิการ์ ‘ป้องกันได้ทั้งหมด’

การเสียชีวิตของวิการ์ ‘ป้องกันได้ทั้งหมด’ อดีตนักเตะเยาวชนอาร์เซนอลชื่อบิลลี่ วิการ์ วัย 21 ปี เสียชีวิตเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากได้รับการเสียชีวิตของวิการ์ ‘ป้องกันได้ทั้งหมด’บาดเจ็บสมองรุนแรงขณะลงเล่นให้กับชิเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันเสาร์ก่อนหน้า

เชื่อว่าอาการบาดเจ็บเกิดจากการชนกับกำแพงคอนกรีต แต่สโมสรยังไม่ยืนยันรายละเอียดนี้

การเสียชีวิตของวิการ์ ‘ป้องกันได้ทั้งหมด’

อเล็กซ์ เฟลตเชอร์ อดีตดาวยิงของบาธ ซิตี้ กล่าวว่ากรณีนี้ป้องกันได้ทั้งหมด เขาเองเคยประสบอุบัติเหตุคล้ายกันเมื่ออายุ 25 ปี ระหว่างแข่งขันในลีกนาซันแนล ลีก ซัธ โดยพุ่งชนป้ายโฆษณาคอนกรีต จนต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉินและอยู่ในอาการโคม่า

เฟลตเชอร์ วัย 26 ปี ในปัจจุบัน ต้องพักฟื้นนาน 10 เดือนก่อนจะเลิกเล่นฟุตบอล และหันไปทำงานในแผนกสุขภาพสมองของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ เพื่อรณรงค์ให้เพิ่มความปลอดภัยในสนามฟุตบอล

“สถานการณ์นี้ป้องกันได้ทั้งหมด” เฟลตเชอร์ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี เบรกฟาสต์ “มันทำให้ความรู้สึกเก่าๆ กลับมา แต่ที่รู้สึกมากที่สุดคือความหงุดหงิดที่สหพันธ์ฟุตบอล (FA) ไม่ฟังคำเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ดำเนินการ ผมกลัวว่านี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย”

การเสียชีวิตของวิการ์ ‘ป้องกันได้ทั้งหมด’ และการตรวจสอบความปลอดภัย

สหพันธ์ฟุตบอลอังกฤษ (FA) ประกาศว่าจะทำการตรวจสอบความปลอดภัยรอบสนามฟุตบอลในระบบลีคนาซันแนลทันที หลังจากเหตุการณ์ของวิการ์ โดยจะช่วยเหลือสโมสรในการระบุและนำมาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม เฟลตเชอร์มองว่ามันช้าเกินไป “นี่คือการกระทำที่น้อยเกินไปและช้าเกินไป” เขากล่าว “ถ้าถามครอบครัวของบิลลี่ พวกเขาคงบอกว่ามันจะนำลูกชายกลับมาได้หรือ? มันจำเป็นต้องเร่งด่วนเพราะมีแมตช์ฟุตบอลนับร้อยทั่วประเทศที่ระดับต่างๆ ซึ่งอุบัติเหตุแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้อีก”

เฟลตเชอร์ย้ำว่าอุบัติเหตุนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นอุบัติเหตุที่รอวันเกิดขึ้น หากไม่ปรับปรุงโครงสร้างสนาม เช่น กำแพงและป้ายโฆษณาให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ในวงการฟุตบอล โดยเฉพาะระดับล่างๆ อย่างนาซันแนล ลีก มักมีงบประมาณจำกัด ทำให้การบำรุงรักษาสนามไม่เพียงพอ สิ่งนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อนักเตะเยาวชนและอาชีพ นักฟุตบอลหลายคนเคยได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากโครงสร้างที่ไม่เหมาะสม และกรณีของวิการ์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้สโมสรติดตั้งเบาะรองกระแทก บาร์RIER ที่ยืดหยุ่น และตรวจสอบสม่ำเสมอ นอกจากนี้ FA ควรออกกฎบังคับให้สนามทั้งหมดปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำ

  • เพิ่มการตรวจสอบโครงสร้างสนามก่อนแมตช์
  • รณรงค์ให้ผู้เล่นสวมอุปกรณ์ป้องกันเพิ่มเติม
  • สนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลสำหรับสโมสรเล็กๆ

กรณีการเสียชีวิตของวิการ์ ‘ป้องกันได้ทั้งหมด’ นี้ควรเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัยของนักเตะ หาก FA ดำเนินการจริงจัง จะช่วยปกป้องชีวิตนักฟุตบอลรุ่นใหม่ได้มากมาย

ในฐานะแฟนฟุตบอล เราควรสนับสนุนการรณรงค์เหล่านี้ โดยติดตามข่าวสารและเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมือทันที เพื่อให้ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – Vigar’s death ‘was entirely preventable’

เปิดศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์แห่งแรกของไทย

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับวงการความมั่นคงทางไซเบอร์ของไทย นั่นคือการเปิดตัว เปิดศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์แห่งแรกของไทย สร้างนวัตกรรมรับมือภัยคุกคาม อย่างเป็นทางการ! โครงการนี้เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างตำรวจไซเบอร์และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งจะช่วยยกระดับความรู้และทักษะในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้กับคนไทยทุกภาคส่วน

เปิดศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์แห่งแรกของไทย สร้างนวัตกรรมรับมือภัยคุกคาม

ศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์นี้ หรือที่เรียกเต็ม ๆ ว่า “Cybersecurity, Cyber Crime Prevention & Digital Forensics Hub of Knowledge” เป็นศูนย์แรกของไทยที่มุ่งเน้นการศึกษา พัฒนา และสร้างนวัตกรรมเพื่อรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยเริ่มเปิดตัวเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ (LX) ชั้น 10 ของ มจธ. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสถานีตำรวจไซเบอร์ และ ผศ.ดร.ประเสริฐ คันธมานนท์ รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหาร มจธ. ได้ร่วมแถลงข่าวให้ฟังกัน

ศูนย์นี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงนโยบาย การศึกษา งานวิจัย และการปฏิบัติจริงเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non-Degree หรือ Microcredentials และระบบสะสมหน่วยกิตผ่านแพลตฟอร์ม oneKMUTT/OBEM นอกจากนี้ ยังมี Cybersecurity & AI Forensics Innovation Center ซึ่งเป็นห้องทดลองและนวัตกรรมด้านไซเบอร์และ AI เพื่อแก้ปัญหาจากโจทย์จริงของประเทศ และต่อยอดไปสู่การรับรองวิชาชีพระดับสากล

ภาพเปิดศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เน้นย้ำว่าความร่วมมือนี้จะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้จากการสืบสวนและพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลของตำรวจไซเบอร์ จากแฟ้มคดีจริงสู่ห้องเรียน ทำให้เยาวชน บุคลากรภาครัฐ และเอกชน ได้เรียนรู้ทักษะสำคัญ เช่น Incident Response การรับมือเหตุการณ์โจมตีออนไลน์ Threat Intelligence การวิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคาม และ Digital Forensics การสืบสวนหลักฐานดิจิทัล ยังช่วยสร้างมาตรฐานกลางของข้อมูลและเครื่องมือที่หน่วยงานต่าง ๆ สามารถใช้ร่วมกันได้อีกด้วย

ภาพกิจกรรมเปิดศูนย์

โรดแมป 3 ปีของโครงการเปิดศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์แห่งแรกของไทย

โครงการนี้มีแผนงานชัดเจนในระยะ 3 ปี เพื่อให้เกิดผลกระทบสูงสุด

  • ปีที่ 1 (2568–2569): วางโครงสร้างคณะทำงานร่วมระหว่าง มจธ. และ บช.สอท. กำหนดเป้าหมาย พัฒนาหลักสูตรต้นแบบ และออกแบบศูนย์นวัตกรรม
  • ปีที่ 2 (2569–2570): เปิดใช้ศูนย์นวัตกรรมแบบทดลอง เปิดสอนหลักสูตรจริง เชื่อมผลงานจาก Cyber Warrior Hackathon 2025 และขยายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ
  • ปีที่ 3 (2570–2571): ประเมินผล ขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังนักเรียนอาชีวะ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ จัดทำข้อเสนอนโยบาย และวางระบบรับรองวิชาชีพ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์ระดับภูมิภาค

โครงการนี้ต่อยอดมาจาก Cyber Warrior Hackathon 2025 ที่จัดเมื่อ 5 มิถุนายน – 21 กรกฎาคม 2568 มีผู้เข้าร่วมกว่า 700 คน และสร้างนวัตกรรมโดดเด่นกว่า 30 ทีม ซึ่งเป็นก้าวแรกในการสร้างเครือข่ายบุคลากรดิจิทัลและโซลูชันด้านความปลอดภัยไซเบอร์

ภาพโรดแมปโครงการ

ในวันเปิดตัว ยังมีเวิร์กชอปน่าสนใจ 2 หัวข้อ คือ “จากแฟ้มคดีสู่ห้องเรียน” โดยตำรวจไซเบอร์ตัวจริง และ “Cyber Investigation: Incident Response ภาคปฏิบัติ” โดยผู้เชี่ยวชาญจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มจธ. นอกจากนี้ ศูนย์ยังวางแผนสร้างฐานข้อมูลกลางร่วมกับพันธมิตรต่างประเทศ เช่น ZHAW, ETE Paris, ETH Zurich และ NCSC Switzerland เพื่อยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล

การเปิดศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์แห่งแรกของไทย สร้างนวัตกรรมรับมือภัยคุกคาม นี้ จะช่วยให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง เชื่อมโยงโลกวิชาการกับโลกการทำงานจริง หากคุณสนใจด้านนี้ ลองติดตามข่าวสารและเข้าร่วมหลักสูตรที่กำลังจะเปิดนะครับ มันจะเป็นโอกาสดีในการอัปสกิลตัวเองท่ามกลางโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ที่มา – เปิดศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์แห่งแรกของไทย สร้างนวัตกรรมรับมือภัยคุกคาม