วัน: 30 กันยายน 2025

“สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายไม่ไว้วางใจ อนุทิน

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 บรรยากาศในรัฐสภาไทยร้อนระอุ เมื่อ “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว โดยมุ่งเป้าไปที่ปัญหากัญชาที่กำลังกลายเป็นวิกฤตใหญ่ของสังคมไทย การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การวิจารณ์ แต่เป็นการชี้ให้เห็นช่องโหว่ในนโยบายที่ปล่อยให้กัญชาเสรีลุกลามจนไทยถูกขนานนามว่าเป็น “ราชันแห่งกัญชา” จากสื่อต่างประเทศ

“สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยฝ่ายค้านอภิปรายอย่างกว้างขวาง และคณะรัฐมนตรีได้ชี้แจงหลายประเด็น แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือการปิดท้ายของนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา พรรคประชาชน ที่โยงตรงไปยังนโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย เขาแสดงความเสียใจที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหานี้ในคำแถลงนโยบาย ทั้งที่ 3 ปีที่ผ่านมา การปลดล็อกกัญชาออกจากยาเสพติดก่อให้เกิดสุญญากาศทางกฎหมายอย่างรุนแรง กฎเกณฑ์ที่ออกตามหลังไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง แม้แต่การออกใบอนุญาตก็ไร้ประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อสังคมไทย

สส.เต้ ทวิวงศ์ เน้นย้ำว่า หากมีคนสูบกัญชาจนรบกวนผู้อื่น เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงออกคำสั่งเป็นหนังสือเท่านั้น เพราะไม่มีอำนาจจับกุมโดยตรง ปัญหาหลักคือการขออนุญาตปลูกกัญชาที่ไม่มีในระบบปัจจุบัน มีเพียงใบอนุญาตขายหรือแปรรูป ส่งออก และวิจัยเท่านั้น ช่องว่างนี้เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติ ทุนสีเทา และอาชญากรข้ามชาติมายึดครองธุรกิจกัญชาในไทย จนกลายเป็นแหล่งลักลอบส่งออกยาเสพติดระดับโลก ไทยจึงถูกเรียกว่า “อาณาจักรราชันแห่งกัญชา” ชัดเจน

ข้อเสนอแก้ไขปัญหากัญชาจากสส.ทวิวงศ์

สส.ทวิวงศ์ตั้งคำถามตรงๆ กับนายกรัฐมนตรีว่า จะจัดการนโยบายสาธารณสุขที่สร้างปัญหานี้อย่างไร นโยบายกัญชาทางการแพทย์ที่พูดอย่างแต่ทำอีกอย่าง สุดท้ายกลายเป็นกัญชาเสรีที่ไม่มีขอบเขต เขาเสนอให้รัฐบาลใช้เวลา 4 เดือนข้างหน้าแก้ไขด่วน 2 ประการหลัก ได้แก่

  • ประกาศดึงกัญชากลับมาเป็นยาเสพติด เพื่อควบคุมการแพร่กระจายและปกป้องสังคม
  • เร่งดัน พ.ร.บ.กัญชา-กัญชง ร่วมกัน ในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งมีเพียง 40 กว่ามาตรา เพื่อสร้างกฎหมายที่สมบูรณ์แบบ ครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย แพทย์ ครอบครัว หรือเกษตรกร

เขาย้ำว่า “แม้จะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะผมไม่เคยไว้วางใจคุณอนุทินแม้สักวินาทีเดียว แต่ขอให้รีบแก้ปัญหาที่สร้างความเสียหายยับเยินนี้ มันไม่ใช่แค่ดึงกัญชากลับเป็นยาเสพติด แต่เป็นการดึงความปลอดภัยคืนสู่ผู้ที่ไม่ใช้กัญชา” การอภิปรายนี้สะท้อนมุมมองที่แข็งกร้าวต่อนโยบายที่ล้มเหลว

หลังจากนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา สั่งพักประชุมเวลา 2.07 น. และนัดประชุมใหม่เวลา 9.00 น. ของวันถัดไป การอภิปราย “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว นี้ ได้จุดประกายให้สังคมไทยตื่นตัวต่อปัญหากัญชาที่กำลังบานปลาย หากไม่แก้ไขทันที ผลกระทบอาจยาวนานและรุนแรงยิ่งขึ้น

ในฐานะนักติดตามข่าวการเมือง คุณคิดว่านโยบายกัญชาควรไปในทิศทางไหน? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางออกที่ดีสำหรับประเทศไทย

ที่มา – “สส.เต้ ทวิวงศ์” อภิปรายปิดจบแถลงนโยบายวันแรก ชี้ไม่เคยไว้วางใจ “อนุทิน” แม้แต่วินาทีเดียว

ทรัมป์เผยกำแพงภาษีหนังต่างชาติ 100%

ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100% เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการบันเทิงระดับโลก โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะปกป้องอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูดจากคู่แข่งต่างชาติ ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 100% สำหรับภาพยนตร์ที่ไม่ได้ผลิตในดินแดนอเมริกา

ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ของทรัมป์เอง เขาเปรียบเทียบว่าธุรกิจภาพยนตร์อเมริกันกำลังถูก ‘ขโมยไป’ โดยประเทศอื่นๆ เหมือนกับการแย่งของเล่นจากเด็กน้อย มาตรการนี้ถือเป็นการขยายนโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์ จากสินค้าอุตสาหกรรมไปสู่ภาควัฒนธรรม ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าอุตสาหกรรมบันเทิงไปโดยสิ้นเชิง

อุตสาหกรรมภาพยนตร์สหรัฐฯ โดยเฉพาะฮอลลีวูด มีรายได้มหาศาลจากตลาดต่างประเทศ โดยบ็อกซ์ออฟฟิศนอกสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของรายได้รวม หากกำแพงภาษี 100% นี้ถูกบังคับใช้ สตูดิโอใหญ่ๆ อย่าง Disney, Warner Bros., และ Paramount อาจต้องปรับกลยุทธ์การผลิตและการกระจายสินค้าอย่างเร่งด่วน การผลิตภาพยนตร์สมัยใหม่มักกระจายตัวไปทั่วโลก เช่น ถ่ายทำในแคนาดา จีน หรือยุโรป เพื่อลดต้นทุนและใช้ประโยชน์จากแรงจูงใจทางภาษีท้องถิ่น

ผลกระทบจากนโยบายทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

หลังจากประกาศ หุ้นของ Netflix ร่วงลง 1.5% ทันทีในตลาดหุ้น ขณะที่บริษัทอื่นๆ อย่าง Comcast และ Warner Bros. Discovery ยังนิ่งเงียบ แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ามาตรการนี้อาจทำให้ต้นทุนการนำเข้าภาพยนตร์เพิ่มพุ่ง ส่งผลให้ราคาตั๋วหนังแพงขึ้นสำหรับผู้บริโภค และลดโอกาสในการร่วมทุนข้ามชาติ นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายทางกฎหมาย เพราะภาพยนตร์นับเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและบริการดิจิทัล ซึ่งสหรัฐฯ มักได้เปรียบในการค้าโลก

ก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤษภาคม ทรัมป์เคยหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาครั้งแรก แต่ขาดรายละเอียดชัดเจน ทำให้ผู้บริหารสตูดิโองุนงงงวย ผู้บริหารหลายรายเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่าการบังคับใช้จะยากลำบาก เนื่องจากกระบวนการผลิตภาพยนตร์เชื่อมโยงกันทั่วโลก เช่น การตัดต่อในอินเดียหรือวิชวลเอฟเฟกต์จากออสเตรเลีย หากแยก ‘ผลิตนอกสหรัฐฯ’ ได้ชัดเจน อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางการค้ากับพันธมิตรอย่างสหภาพยุโรปหรือจีน

  • เพิ่มต้นทุนนำเข้า: ภาพยนตร์ต่างชาติจะแพงขึ้น 100% ส่งผลกระทบต่อแพลตฟอร์มสตรีมมิง
  • กระตุ้นการผลิตในสหรัฐฯ: สตูดิโออาจย้ายฐานกลับอเมริกา สร้างงานให้คนท้องถิ่น
  • ความเสี่ยงทางกฎหมาย: อาจขัดแย้งกับข้อตกลง WTO และการค้าบริการ
  • ผลต่อผู้บริโภค: ลดตัวเลือกภาพยนตร์ต่างชาติในตลาดอเมริกัน

นักวิเคราะห์จาก Wall Street Journal ชี้ว่ามาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ‘America First’ ที่ทรัมป์ผลักดันมาตลอด ซึ่งเคยใช้กับเหล็กและรถยนต์มาแล้ว แต่สำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างภาพยนตร์ อาจไม่เหมาะสมเพราะขาดการแข่งขันจะทำให้คุณภาพถดถอย ในทางกลับกัน ผู้สนับสนุนทรัมป์มองว่าเป็นการปกป้องงานสร้างภาพยนตร์อเมริกันจาก ‘การขโมยไอเดีย’ โดยเฉพาะจากบอลลีวูดหรือภาพยนตร์เกาหลีที่กำลังมาแรง

ทำเนียบขาวยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนเกี่ยวกับกลไกทางกฎหมายที่จะใช้บังคับ เช่น จะใช้พระราชบัญญัติการค้าหรือคำสั่งบริหารหรือไม่ หากผ่านสภาคองเกรส อาจล่าช้า แต่หากเป็นคำสั่งฝ่ายบริหาร สามารถเริ่มได้ทันที สร้างความปั่นป่วนในตลาด

จากมุมมองของผู้เขียน นโยบายนี้แม้จะปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ แต่เสี่ยงทำให้สหรัฐฯ โดดเดี่ยวในวงการบันเทิงโลก ซึ่งภาพยนตร์เป็นเครื่องมือ soft power ที่สำคัญ หากทรัมป์เดินหน้าจริง ควรมีข้อยกเว้นสำหรับการร่วมทุนที่เป็นประโยชน์ เพื่อไม่ให้กลายเป็นสงครามการค้าทางวัฒนธรรม คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – ทรัมป์เผย เตรียมตั้งกำแพงภาษี ภาพยนตร์ที่ผลิตนอกสหรัฐฯ อัตรา 100%

มูรินโญ่จะเป็นบลูเสมอ – รักเชลซี

โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตผู้จัดการทีมเชลซี ประกาศชัดว่า “มูรินโญ่จะเป็นบลูเสมอ” แต่ก็ยังหวังที่จะเอาชนะทีมเก่าของเขาหากเบนฟิก้าทีมปัจจุบันต้องพบกับเชลซีที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกคืนวันอังคารนี้

ในช่วงเวลาสองสมัยที่มูรินโญ่คุมทีมเชลซี เขาพาทีมคว้าแชมป์สำคัญถึง 7 รายการ ได้แก่ พรีเมียร์ลีก 3 สมัย เอฟเอ คัพ 1 สมัย และลีก คัพ 3 สมัย ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ชื่อของมูรินโญ่กลายเป็นตำนานของสโมสรสิงห์บลู

มูรินโญ่ วัย 62 ปี เคยคุมทีมในพรีเมียร์ลีกกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ด้วย ก่อนเริ่มฤดูกาลนี้เขาคุมเฟเนอร์บาฮ์เช่ ในลีกตุรกี แต่ถูกไล่ออกในเดือนสิงหาคม ก่อนจะกลับไปคุมเบนฟิก้า อดีตสโมสรที่เขาเริ่มต้นอาชีพโค้ชในปี 2000 เมื่อเดือนนี้

ในสามนัดแรกที่กลับมาคุมเบนฟิก้า มูรินโญ่ชนะ 2 เสมอ 1 ทำให้ทีมฟื้นตัวได้ดีพอสมควร

“มูรินโญ่จะเป็นบลูเสมอ” มูรินโญ่กล่าวเมื่อถูกถามถึงความสัมพันธ์กับเชลซี “ผมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์พวกเขา และพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ผม ผมช่วยให้เชลซีกลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ขึ้น และพวกเขาก็ช่วยให้ผมกลายเป็นโชเซ่ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น”

“ก่อนเกมและหลังเกม มันจะเป็นเชลซีของผม แต่ระหว่างเกม มันคือเบนฟิก้าของผม และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อผมบอกว่าผมไม่ใช่บลู ผมหมายถึงหน้าที่ที่ผมต้องทำในวันพรุ่งนี้เท่านั้น”

มูรินโญ่จะเป็นบลูเสมอ: ประวัติศาสตร์กับเชลซี

มูรินโญ่เคยคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2004 กับปอร์โต้ และในปี 2010 กับอินเตอร์ มิลาน ซึ่งเป็นเครื่องพิสูตว่าทำไมเขาถึงถูกยกย่องว่าเป็นโค้ชชั้นนำของโลก

สมัยที่เขาคุมเฟเนอร์บาฮ์เช่ พวกเขาแพ้เบนฟิก้า 0-1 ในรอบเพลย์ออฟแชมเปียนส์ลีกเดือนสิงหาคม ก่อนเขาถูกปลดสองวันต่อมา แต่เบนฟิก้าก็แพ้คาราบัค 2-3 ในบ้านในนัดแรกของลีกเฟส ก่อนมูรินโญ่จะเข้ามาแทนบรูโน่ ลาเก้ที่ถูกไล่ออก

อาชีพของมูรินโญ่ยังรวมถึงการคุมเรอัล มาดริด และโรม่า ด้วย เขาเคยกล่าวว่าไม่คาดหวังจะรับงานสโมสรอีก แต่การกลับมาที่เบนฟิก้าทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป

“หลังจากโค้ชมา 25 ปี ผมคาดว่าจะกลับโปรตุเกสผ่านทีมชาติ ไม่ใช่เบนฟิก้า แต่ผมกลับมาที่นี่แล้ว ดังนั้นผมไม่มีแผนอาชีพระยะยาว” มูรินโญ่กล่าว “ผมไม่คิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือทุ่มเททุกอย่าง ตอนนี้ผมอยู่ที่เบนฟิก้าและมีความสุขมาก มันเป็นความรับผิดชอบใหญ่ แม้แต่สำหรับคนอย่างผมที่มีประสบการณ์ในฟุตบอลมานาน เบนฟิก้าเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ด้วยเหตุผลหลายประการ”

เชลซีเพิ่งคว้าแชมป์คลับ เวิลด์ คัพในฤดูร้อน และคอนเฟอเรนซ์ ลีกในเดือนพฤษภาคม มูรินโญ่เรียกพวกเขาว่า “เครื่องจักรผู้ชนะ” และกล่าวว่า “พวกเขาคว้าแชมป์ก่อนยุคของผม แล้วเราก็เริ่มชนะและชนะต่อเนื่อง”

วิเคราะห์: การแถลงข่าวสุดยอดของมูรินโญ่

โดย นิซาร์ คินเซลล่า – นักข่าวฟุตบอล

มูรินโญ่ ผู้ประกาศตัวเองว่าเป็น ‘สเปเชียล วัน’ เดินเข้าห้องเดรค สวีทอย่างเงียบๆ ทักทายสื่อต่างชาติที่มาร่วมงานมากกว่าสามเท่าของกลุ่มที่ต้อนรับเอ็นโซ่ มาเรสก้า กุนซือเชลซี ด้วยคำว่า “Ciao” ง่ายๆ

ห้องนี้เป็นพื้นที่ต้อนรับที่ระลึกถึงกุนซือแชมป์ของเชลซี มีภาพถ่ายสามภาพของมูรินโญ่ที่ยกถ้วยพรีเมียร์ลีกสามสมัย อยู่ข้างภาพของคาร์โล อันเชล็อตติ และอันโตนิโอ คอนเต้ เขาดูผ่อนคลายและมีเสน่ห์ วางมุกกับนักเตะโดดี ลูเกบากิโอ ที่ตอบคำถามสั้นๆ ก่อนงานหลัก

เจ้าหน้าที่เชลซีหลายคนพยายามมาดูอดีตกุนซือที่กลับมา พวกเขาได้เห็นการแถลงข่าวที่เป็นเลิศ เมื่อถูกถามเป็นภาษาโปรตุเกสเกี่ยวกับภาพบนผนัง เขากล่าว “ผมไม่ใช่บลูอีกแล้ว ผมเป็นเรดและอยากชนะ” แต่เมื่อถามเป็นภาษาอังกฤษ เขาตอบว่า “มูรินโญ่จะเป็นบลูเสมอ ผมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์พวกเขา…”

คำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ามูรินโญ่พร้อมยอมรับสถานะตำนานและการชื่นชมจากแฟนเชลซี แม้จะเคยอยู่ท็อตแน่มและแมนยู เขาพยายามพูดคุยกับทุกคนที่รู้จักจากสมัยสุดท้ายในอังกฤษ ก่อนฝึกซ้อมหนึ่งชั่วโมงต่อหน้าสื่อที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์

จากประวัติศาสตร์และคำพูดล่าสุด มูรินโญ่จะเป็นบลูเสมอ แม้จะต้องสู้กับเชลซีในฐานะกุนซือเบนฟิก้า การแข่งขันนี้น่าจะเป็นโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความทรงจำเก่าๆ สำหรับแฟนบอลทุกคน

คุณคิดอย่างไรกับคำพูดของมูรินโญ่? คอมเมนต์ด้านล่างและแบ่งปันมุมมองของคุณเกี่ยวกับตำนานผู้นี้!

ที่มา – ‘Always a Blue’ – Mourinho’s affection for Chelsea

“โสภณ” ยันไร้มลทินนั่ง รมต. – วรภัคย้อนเพื่อไทย

“โสภณ” ยันนั่ง รมต. ไร้มลทิน- “วรภัค” ย้อนเพื่อไทย ตอนนั่งที่ปรึกษา “พิชัย” ก็ไม่เห็นติดใจ

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา บรรยากาศการอภิปรายนโยบายรัฐบาลร้อนระอุ เมื่อ ส.ส. จากพรรคเพื่อไทยออกมาแฉคุณสมบัติรัฐมนตรีคนใหม่ๆ โดยเฉพาะกรณี “โสภณ” ยันนั่ง รมต. ไร้มลทิน- “วรภัค” ย้อนเพื่อไทย ตอนนั่งที่ปรึกษา “พิชัย” ก็ไม่เห็นติดใจ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจ มาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในวันนั้น

นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย เปิดประเด็นจี้ถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถึงการแต่งตั้งนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่เคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย และมีประเด็นอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทกำมะลอ ส.ส.คนนี้ย้ำว่าตำแหน่งรัฐมนตรีคือเกียรติยศของชาติ ประชาชนสมควรได้รับคำอธิบายชัดเจน นอกจากนี้ยังตั้งคำถามหาก ป.ป.ช. ชี้มูลผิดในอนาคต นายกฯ จะมีมลทินหรือไม่

การอภิปรายในสภา

ด้านนายทรงยศ รามสูตร ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายหนักเรื่องคุณสมบัติรัฐมนตรี เปรียบเหมือน ‘ธรณีทัก’ หรือแผ่นดินทรุดที่เตือนภัย ว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้ที่นายอนุทินตั้งขึ้นอาจมีตำหนิซ่อนอยู่ โดยยกตัวอย่างนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ดูแลกฎหมาย ที่เคยร่างรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ทำไม่ได้ และคุม DSI ที่อาจได้คำตอบเดิม ‘ทำไม่ได้’ สำหรับคดีฮั้ว สว.

ส่วนกระทรวงยุติธรรม ส.ส.คนนี้ชี้ว่านายมนตรีที่เป็นตำรวจจะนำความยุติธรรมกลับมา แต่เป็นของฝ่ายไหน ประชาชนต้องรอดู ต่อมาถึงนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ ดูแลสังคมและสาธารณสุข พรรคภูมิใจไทยเคยผลักดันกัญชาเกลื่อนเมือง แต่รัฐบาลเพื่อไทยย้อนกลับมาใช้ทางการแพทย์ ส.ส.ทรงยศหวังว่ารัฐบาลอนุทินจะไม่เอากัญชากลับมาอีก

นอกจากนี้ยังเสนอนโยบายที่ดินที่ยังไม่มีรายละเอียดจริงจัง เพียงเขียนไว้ว่า ‘การบริหารจัดการที่ดินเพื่อให้ประชาชนมีที่ทำกินอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม’ แต่ขาดวิธีการ ขอให้รัฐบาลจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ประชาชนเดือดร้อนมานาน

รัฐมนตรีในที่ประชุม

“โสภณ” ยันนั่ง รมต. ไร้มลทิน

นายโสภณ ซารัมย์ ชี้แจงทันทีว่า ป.ป.ช. ในยุคนั้นที่น่าเชื่อถือได้ตรวจสอบตนแล้ว พบไร้มลทิน ไม่มีข้อกล่าวหา ยืนยันว่านายทรงยศพูดเท็จและไม่รู้ข้อเท็จจริง เรื่องโครงการถนนไร้ฝุ่นในชนบทก็ขอให้บอกสายเส้นที่ไม่เสร็จ หากกล่าวหาในสภาจะเสียหาย ตนทำคุณูปการให้ประเทศมากในการเป็นรัฐมนตรีคมนาคมเก่า ดังนั้น “โสภณ” ยันนั่ง รมต. ไร้มลทิน จริง

นายโสภณ ชี้แจง

วรภัคชี้แจงประเด็นที่ปรึกษาพิชัย

นายวรภัค ธันยาวงษ์ ดีใจได้ชี้แจง ถูกกล่าวหาว่าเคยอนุมัติสินเชื่อบริษัทกำมะลอตอนเป็น กจก.ธนาคารกรุงไทย แต่ตอนเป็นที่ปรึกษานายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ-รมว.คลัง พรรคเพื่อไทยเคยตรวจสอบแล้ว ไม่ติดใจอะไร เพราะทราบข้อเท็จจริง ตนได้ตำแหน่งปี 2555 บริษัทลูกค้าไม่มีปัญหาตกแต่งบัญชี ก.ล.ต. ไม่เคยร้องทุกข์ ยอดขายและทรัพย์สินจริงทั้งหมด ดังนั้น “โสภณ” ยันนั่ง รมต. ไร้มลทิน- “วรภัค” ย้อนเพื่อไทย ตอนนั่งที่ปรึกษา “พิชัย” ก็ไม่เห็นติดใจ เป็นการตอบโต้ที่ชัดเจน

นายวรภัค ชี้แจง

ประเด็นนี้สะท้อนถึงการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีที่เข้มข้นในสภา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตย การอภิปรายช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลโปร่งใส หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ร่วมติดตามและแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้ถกเถียงกันต่อไป

  • คุณสมบัติรัฐมนตรีต้องโปร่งใส
  • ป.ป.ช. มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ
  • นโยบายที่ดินรอคอยรายละเอียดจริง

ที่มา – “โสภณ” ยันนั่ง รมต. ไร้มลทิน- “วรภัค” ย้อนเพื่อไทย ตอนนั่งที่ปรึกษา “พิชัย” ก็ไม่เห็นติดใจ

ดู Sportscene: ไฮไลท์ SWPL วันอาทิตย์

ดู Sportscene: ไฮไลท์ SWPL วันอาทิตย์ ความตื่นเต้นของฟุตบอลหญิงสกอตแลนด์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวแฟนฟุตบอล! วันนี้เราจะมาพูดถึง ดู Sportscene: ไฮไลท์ SWPL วันอาทิตย์ กันนะครับ ถ้าคุณเป็นแฟนฟุตบอลหญิงสกอตแลนด์ โดยเฉพาะ Scottish Women’s Premier League (SWPL) แล้วล่ะก็ อย่าพลาดเด็ดขาด เพราะรายการนี้คัดสรรไฮไลท์เด็ดๆ จากแมตช์สุดมันส์ในวันอาทิตย์มาให้ดูแบบจุใจ ด้วยภาพชัดๆ การวิเคราะห์ที่เฉียบคม และบรรยากาศที่เร่าร้อนจากสนามหญ้า

ทำไมต้องดู Sportscene: ไฮไลท์ SWPL วันอาทิตย์

รายการ Sportscene เป็นหนึ่งในโปรแกรมกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ BBC Scotland โดยเฉพาะตอนไฮไลท์ SWPL ที่ออกอากาศในวันอาทิตย์ ซึ่งรวบรวมประเด็นสำคัญจากนัดแข่งขันลีกหญิงชั้นนำของสกอตแลนด์ ไม่ว่าจะเป็นการยิงประตูสุดสวย การป้องกันที่เหนียวแน่น หรือดราม่าบนสนามที่ทำให้หัวใจเต้นรัว ลีก SWPL กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีทีมอย่าง Rangers, Celtic, และ Glasgow City ที่แข่งขันกันดุเดือดเพื่อชิงแชมป์ฤดูกาล 2025/26

ในตอนล่าสุดของ ดู Sportscene: ไฮไลท์ SWPL วันอาทิตย์ เราจะได้เห็นการแข่งขัน Rangers vs Glasgow City ที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น ทีม Rangers แสดงฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการโหมบุกไม่ยั้ง ขณะที่ Glasgow City ใช้กลยุทธ์รับที่แน่นหนาเพื่อต้านโต้ นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์จากแมตช์อื่นๆ เช่น Celtic vs Hibernian ที่มีประตูชัยในช่วงท้ายเกม ทำให้แฟนๆ ติดงอมแงม

ไฮไลท์เด่นจาก SWPL ฤดูกาลนี้

  • ประตูสุดอสัย: ผู้เล่นดาวรุ่งอย่าง Emily Wilson จาก Rangers ยิงไกลกว่า 30 หลาเข้าไปตุงตาข่าย ส่งผลให้ทีมนำ 2-0 ในครึ่งแรก
  • การป้องกันที่เหนือชั้น: แบ็คขวาของ Glasgow City สกัดบอลได้ถึง 5 ครั้ง ป้องกันการบุกของคู่แข่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ
  • ดราม่าบนสนาม: การเปลี่ยนตัวในนาทีสุดท้ายของ Hibernian นำไปสู่ประตูตีเสมอ ทำให้แมตช์จบลงด้วยสกอร์ 1-1

นอกจากไฮไลท์การแข่งขันแล้ว รายการยังมีบทสัมภาษณ์นักเตะหญิงที่กำลังมาแรง พวกเธอเล่าถึงความท้าทายในการเล่นฟุตบอลอาชีพในสกอตแลนด์ และแรงบันดาลใจที่อยากให้เยาวชนหญิงหันมาสนใจกีฬานี้มากขึ้น SWPL ไม่ใช่แค่ลีกฟุตบอล แต่เป็นเวทีที่ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในวงการกีฬา

ถ้าคุณกำลังมองหาความบันเทิงที่ทั้งสนุกและได้ความรู้ ดู Sportscene: ไฮไลท์ SWPL วันอาทิตย์ คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ รายการออกอากาศทุกวันอาทิตย์เวลา 19:30 ทาง BBC Scotland และดูย้อนหลังได้ทาง BBC iPlayer อย่าลืมติดตามทีมโปรดของคุณ และเชียร์ให้ลีกหญิงสกอตแลนด์เติบโตต่อไป

สำหรับแฟนๆ ที่อยากอัปเดตข่าวสารเพิ่มเติม สามารถติดตามผ่านแอป BBC iPlayer หรือเว็บไซต์ BBC Sport ได้เลยครับ ความตื่นเต้นของ SWPL กำลังรอคุณอยู่!

ที่มา – Watch: Sportscene – Sunday’s SWPL highlights

ศาลจีนประหาร 11 สมาชิกมาเฟียตระกูลหมิง

(ภาพจาก: Xinhua)

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวต่างประเทศ โดยเป็นการลงโทษอย่างหนักต่อกลุ่มอาชญากรที่ก่อคดีฉ้อโกงมูลค่ามหาศาล ข่าวนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเด็ดขาดของทางการจีนในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนระวังภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แพร่ระบาดทั่วโลก

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 ศาลในประเทศจีนได้มีคำพิพากษาอันเด็ดขาด โดยสั่งประหารชีวิตสมาชิกจำนวน 11 คนจากแก๊งมาเฟียตระกูลหมิง ซึ่งเป็นหัวโจกสำคัญของศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์หรือที่รู้จักกันในชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกอีก 28 คนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกระทำกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยศาลได้พิจารณาถึงความรุนแรงของคดีที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง เจตนาฆ่า การค้ายาเสพติด และการค้าประเวณี

สำหรับผู้ต้องหา 28 คนนี้ มีรายละเอียดโทษดังนี้ 5 คนได้รับโทษประหารชีวิตแต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี 11 คนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และที่เหลืออีก 12 คนได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ถึง 24 ปี การตัดสินครั้งนี้มาหลังจากที่ทางการเมียนมาได้ดำเนินการปราบปรามศูนย์หลอกลวงในเมืองเล่าก์ก่ายเมื่อปี 2566 และส่งตัวผู้ต้องหาเหล่านี้ให้กับทางการจีน

ประวัติและกิจกรรมอาชญากรรมของตระกูลหมิง

ตระกูลหมิงเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลมาเฟียที่ครองอิทธิพลในเมืองเล่าก์ก่าย ซึ่งเป็นพื้นที่เงียบสงบใกล้ชายแดนจีน-เมียนมา เดิมทีเมืองนี้ถูกใช้เป็นฐานสำหรับการพนันผิดกฎหมายที่ดึงดูดนักพนันชาวจีน เนื่องจากกฎหมายจีนห้ามการพนันอย่างเข้มงวด ต่อมาพวกเขาขยายกิจกรรมไปสู่การค้ายาเสพติด การฟอกเงิน และที่ร้ายแรงที่สุดคือการดำเนินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยศาลจีนพบว่ากิจกรรมเหล่านี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 และสร้างรายได้กว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 50,000 ล้านบาท)

ศาลยังเปิดเผยว่าตระกูลหมิงมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพนักงานหลายรายในศูนย์หลอกลวง เช่น การยิงพนักงานเพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนีกลับจีน สถานที่สำคัญอย่าง “Crouching Tiger Villa” (คฤหาสน์เสือหมอบ) เป็นที่รู้จักในฐานะคุกที่พนักงานถูกทรมานและบังคับให้ทำงานหลอกลวงประชาชนทั่วโลก โดยมีพนักงานอย่างน้อย 10,000 คนส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ถูกหลอกล่อมาด้วยโฆษณางาน

  • การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม: ใช้เทคนิคหลอกลวงซับซ้อนผ่านโทรศัพท์และออนไลน์ สร้างความเสียหายให้เหยื่อนับล้านคน
  • บ่อนพนันผิดกฎหมาย: มีเงินหมุนเวียนหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ใช้เป็นฉากหน้าสำหรับอาชญากรรมอื่น
  • การค้ามนุษย์และค้าประเวณี: ล่อลวงและกักขังเหยื่อเพื่อบังคับให้ทำงาน
  • ค้ายาเสพติด: กระจายยาเสพติดข้ามพรมแดน สร้างเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่

สหประชาชาติเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “scamdemic” หรือการระบาดของการหลอกลวง ซึ่งทำให้มีชาวต่างชาติกว่า 100,000 คน โดยเฉพาะชาวจีน ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์เหล่านี้ จนกระทั่งปี 2565 กลุ่มกบฏในรัฐฉานได้โจมตีและยึดเมืองเล่าก์ก่าย โดยเชื่อว่ามีการสนับสนุนจากจีนเพื่อปราบปรามอาชญากรรม

หัวหน้าตระกูลอย่างหมิง เซวี่ยฉาง (Ming Xuechang) ถูกกล่าวหาว่าจบชีวิตตัวเอง ขณะที่สมาชิกอื่นๆ ถูกส่งตัวให้จีนและบางคนสารภาพผิด การตัดสินครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างเมียนมา จีน และกลุ่มกบฏในการกำจัดภัยคุกคามนี้

ข่าวศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นชัยชนะสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงแพร่หลาย ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการปราบปรามต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้นเพื่อปกป้องประชาชน

หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ และติดตามข่าวสารเพื่อป้องกันตัวเองจากภัยเหล่านี้

ที่มา – ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง

“สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ย้อนได้ตำแหน่งก็เพราะ พท.

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวและดราม่าอยู่เสมอ เรื่องราวล่าสุดระหว่างเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกับอดีต ส.ก.ลาดกระบัง กำลังเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ “สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ย้อนได้ตำแหน่งก็เพราะ พท. คือหัวใจของข่าวนี้ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรคและการเมืองท้องถิ่น

“สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย

นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาโต้กลับอย่างดุเดือดต่อนายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดร.จอห์น หลังจากที่ดร.จอห์นประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย สิ่งที่สรวงศ์ชี้ให้เห็นคือ การกระทำของดร.จอห์นนั้นเหมือนกับการเผาบ้านที่ตัวเองเคยอยู่อาศัย ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ชายที่แท้จริง พรรคเพื่อไทยคือผู้ที่มอบโอกาสให้ดร.จอห์นก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นประธานสภากรุงเทพมหานคร หรือประธานคณะกรรมการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 หากไม่มีพรรคสนับสนุน ดร.จอห์นคงไม่มีวันได้ตำแหน่งเหล่านี้

นอกจากนี้ สรวงศ์ยังย้อนถึงจุดเริ่มต้นของดร.จอห์นในสนามการเมือง โดยพรรคเพื่อไทยคือผู้ส่งเขาเข้าสู่ตำแหน่ง ส.ก.เขตลาดกระบัง และตลอดเวลาที่ผ่านมา ดร.จอห์นได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก ส.ส.อิ่ม ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ในพื้นที่ลาดกระบัง การที่ดร.จอห์นอ้างว่าพรรคไม่เอื้อต่อการทำงานนั้น สรวงศ์มองว่าเป็นเพียงคำพูดสวยหรูที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง มันคือการสร้างข้ออ้างเพื่อกลบเกลื่อนการหนีความรับผิดชอบ

ย้อนได้ตำแหน่งก็เพราะ พท. พรรคเพื่อไทยคือผู้ให้โอกาส

การเมืองในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในเขตย่านลาดกระบังและเขตลาดกระบัง มักมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของพรรคใหญ่ๆ อย่างเพื่อไทย “สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ย้อนได้ตำแหน่งก็เพราะ พท. ชี้ให้เห็นว่าพรรคคือรากฐานที่ทำให้ดร.จอห์นมีวันนี้ หากย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองท้องถิ่น พรรคเพื่อไทยมักเป็นผู้สนับสนุนสมาชิกให้เติบโตผ่านการเลือกตั้งและกิจกรรมต่างๆ

  • ตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร: ดร.จอห์นได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยโดยตรง ทำให้เขาเป็นผู้นำสำคัญในสภา
  • คณะกรรมการงบประมาณ: โอกาสนี้มาจากความไว้วางใจของพรรคเท่านั้น
  • การสนับสนุนจาก ส.ส.ท้องถิ่น: ส.ส.อิ่ม ธีรรัตน์ ให้ความช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอในการรณรงค์และกิจกรรม

การลาออกครั้งนี้ของดร.จอห์น ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า เขาจะสามารถพิสูจน์ตัวเองในเส้นทางใหม่ได้จริงหรือไม่ โดยไม่พึ่งพาพรรคเก่า สิ่งนี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและการทรยศหักหลัง ในมุมมองของสรวงศ์ การเดินออกไปแบบนี้คือการตัดสินใจส่วนตัว แต่สังคมจะจับตาดูว่ามันนำไปสู่ประโยชน์ของประชาชนจริงหรือแค่เกมการเมือง

ขณะที่พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยเน้นนโยบายที่ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณที่โปร่งใส ดราม่าครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนให้สมาชิกพรรคคนอื่นๆ คิดทบทวนถึงความภักดีและการรับผิดชอบต่อฐานะที่ได้รับมอบหมาย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ในแวดวงการเมืองท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การเลือกตั้ง ส.ก.ครั้งหน้า หรือการจัดการงบประมาณกรุงเทพฯ ที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

ในที่สุด “สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ย้อนได้ตำแหน่งก็เพราะ พท. คือคำเตือนที่ชัดเจนถึงทุกคนในวงการ การเมืองไม่ใช่แค่การปีนป่าย แต่คือการรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง หากคุณเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ลองคิดทบทวนดูว่าคุณกำลังสร้างบ้านหรือเผามันอยู่

คุณคิดเห็นอย่างไรกับดราม่าครั้งนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ย้อนได้ตำแหน่งก็เพราะ พท.