วัน: 30 กันยายน 2025

ทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ประกาศชัด ไม่ล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์

ทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ประกาศชัด ไม่ล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ เป็นหัวข้อที่กำลังเป็นที่สนใจของนานาชาติในขณะนี้ โดยเฉพาะในบริบทของความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี ล่าสุด นายคิม ซอน กยอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือ ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UN) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 โดยย้ำยืนจุดยืนที่แข็งกร้าวของประเทศว่า จะไม่มีวันยอมสละอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด

ทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ประกาศชัด ไม่ล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์

ในการกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าว นายคิม ซอน กยอง ชี้แจงว่า โครงการพัฒนานิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสมดุลอำนาจบนคาบสมุทรเกาหลี ท่ามกลางแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจที่เรียกร้องให้เลิกโครงการนี้มานานหลายปี เขายังวิพากษ์วิจารณ์การซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ว่าเป็นการยั่วยุที่เพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะการซ้อมรบครั้งล่าสุดที่ขยายขนาด ความถี่ และขอบเขตให้ใหญ่โตกว่าทุกครั้ง

ทูตเกาหลีเหนือเน้นย้ำว่า ความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีกำลังเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดจากนโยบายของสหรัฐและพันธมิตรที่มุ่งขยายอิทธิพลทางทหาร นอกจากนี้ เขายังอ้างถึงรัฐธรรมนูญของเกาหลีเหนือที่บัญญัติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไว้อย่างชัดเจน ทำให้เป็นนโยบายที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ การประกาศนี้ไม่เพียงแต่ยืนยันจุดยืนของเปียงยาง แต่ยังส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการปกป้องตัวเองจากภัยคุกคามภายนอก

ผลกระทบจากการประกาศทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ประกาศชัด ไม่ล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์

การประกาศของทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ประกาศชัด ไม่ล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ สร้างความกังวลให้กับนานาชาติ โดยเฉพาะสหประชาชาติที่พยายามผลักดันมติคว่ำบาตรเพื่อหยุดยั้งโปรแกรมนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมานาน ในอดีต เกาหลีเหนือเคยทดสอบอาวุธนิวเคลียร์หลายครั้ง ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้จากชุมชนระหว่างประเทศ เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเจรจาหลายรอบ แต่เปียงยางยังคงยืนกรานในสิทธิ์ของตนในการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น เรามาดูประเด็นสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกัน:

  • ประวัติศาสตร์โครงการนิวเคลียร์: เกาหลีเหนือเริ่มพัฒนาโปรแกรมนิวเคลียร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 โดยได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น และประกาศตัวเองเป็นชาติมีอาวุธนิวเคลียร์ในปี 2006
  • การซ้อมรบของสหรัฐและพันธมิตร: การ演习 ร่วมเหล่านี้มักถูกมองจากมุมมองของเกาหลีเหนือว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการบุกรุก ซึ่งยิ่งทำให้พวกเขายึดมั่นในนิวเคลียร์มากขึ้น
  • บทบาทของ UN: สหประชาชาติมีมติหลายฉบับที่ห้ามเกาหลีเหนือพัฒนานิวเคลียร์ แต่การบังคับใช้ยังคงเป็นความท้าทายเนื่องจากจีนและรัสเซียที่สนับสนุนบางส่วน

นอกจากนี้ การประกาศครั้งนี้อาจส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะการเจรจากับเกาหลีใต้ที่เคยมีช่วงคลายความตึงเครียดภายใต้รัฐบาลก่อนหน้า แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนวิเคราะห์ว่า จุดยืนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การต่อรองของคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการผ่อนคลาย санкции จากสหรัฐ

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจไม่ล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์นี้อาจนำไปสู่การแข่งขันทางอาวุธที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความสงบสุขของประชาชนทั้งในเกาหลีเหนือและเพื่อนบ้าน หากนานาชาติต้องการแก้ปัญหานี้ ควรหันมาเน้นการเจรจาทางการทูตมากกว่าการกดดันทางทหาร เพื่อสร้างความไว้วางใจและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของเกาหลีเหนือ? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตเกี่ยวกับสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ประกาศชัด ไม่ล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์

ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ 9 แสนล้านบาท

ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้าน

พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก ได้ดุลสูงถึงกว่า 9 แสนล้านบาท หลังเร่งส่งออกหนีภาษีตอบโต้ ขณะที่ สคต.แอลเอ ระบุ “ทรัมป์” ยื่นศาลสูงพิจารณาคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ที่ชี้ ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจเก็บภาษีตอบโต้คู่ค้า ถ้าตัดสินให้แพ้ รัฐบาลเตรียมจ่ายเงินภาษีคืนคู่ค้า 7.5 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านเหรียญฯ แต่เตรียมแผน 2 ดิ้นเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้าต่อแล้ว

พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้าน

ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) ไทยยังคงรักษาสมดุลการค้า surplus กับสหรัฐอเมริกาได้อย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าดุลการค้าบวกสูงถึง 904,987 ล้านบาท หรือประมาณ 27,374 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตัวเลขการส่งออกรวม 1.321 ล้านล้านบาท หรือ 39,708 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 30.07% เมื่อเทียบกับปีก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีตอบโต้ ในขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 415,823 ล้านบาท หรือ 12,333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเพียง 8.30% เท่านั้น

เฉพาะเดือนกรกฎาคม 2568 ไทยได้ดุลการค้า 146,985 ล้านบาท หรือ 4,547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกพุ่งสูงถึง 204,492 ล้านบาท หรือ 6,296 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.36% แต่การนำเข้าลดลงเหลือ 57,507 ล้านบาท หรือ 1,749 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 7.459% สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การส่งออกที่แข็งแกร่งของไทยท่ามกลางความท้าทายทางการค้า

สินค้าส่งออกหลักที่ขับเคลื่อนดุลการค้าไทย-สหรัฐ

สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรกในช่วง 7 เดือน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 10,295 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 81.33% ตามด้วยผลิตภัณฑ์ยาง 2,783 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 11.83% เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ และอุปกรณ์ส่วนประกอบ 2,724 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.06% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ 1,499 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 31.27% และอัญมณี เครื่องประดับ 1,498 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 35.87% สินค้าเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ช่วยให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง

  • เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ: เติบโตสูงสุดจากความต้องการเทคโนโลยี
  • ผลิตภัณฑ์ยาง: สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐ
  • อุปกรณ์โทรคมนาคม: การขยาย 5G และสมาร์ทโฟน
  • หม้อแปลงไฟฟ้า: เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
  • อัญมณีและเครื่องประดับ: ความนิยมในตลาดผู้บริโภคสหรัฐ

ด้านการนำเข้า สินค้าหลัก 5 อันดับ ได้แก่ น้ำมันดิบ 2,828 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 26.06% เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 1,184 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 2.66% ก๊าซธรรมชาติ 748 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 10.90% เคมีภัณฑ์ 712 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 7.18% และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 582 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 7.51% แสดงให้เห็นว่าการนำเข้าส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและเครื่องจักรที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมไทย

ผลกระทบจากภาษีตอบโต้และสถานการณ์ทางการเมืองสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม หลังจากสหรัฐประกาศอัตราภาษีตอบโต้ไทยที่ 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 คาดว่าการนำเข้าจากไทยอาจชะลอตัวลง แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสินค้าไทยยังคงแข่งขันได้ เนื่องจากคู่แข่งอย่างเวียดนาม (20%) มาเลเซีย (19%) และฟิลิปปินส์ (19%) ถูกเก็บภาษีใกล้เคียงกัน ทำให้ไทยไม่เสียเปรียบมากนัก

นอกจากนี้ กรณีศาลอุทธรณ์สหรัฐตัดสินเมื่อ 3 กันยายน 2568 ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในการเก็บภาษีตอบโต้ ล่าสุดทรัมป์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสหรัฐแล้ว หากศาลสูงตัดสินว่าสหรัฐแพ้ รัฐบาลอาจต้องคืนเงินภาษีนำเข้าถึง 750,000-1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นภาระหนัก แต่ทรัมป์เตรียมแผนสำรอง เช่น ให้รัฐสภาออกกฎหมายภาษี ใช้มาตรา 232 หรือ 301 เพื่อเดินหน้าภาษีต่อไป

สหรัฐเริ่มเก็บภาษีนำเข้า baseline 10% ตั้งแต่ 5 เมษายน 2568 และ reciprocal tariffs 7 สิงหาคม 2568 โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 เก็บได้ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 242% จากปีก่อน สถานการณ์นี้ทำให้การค้าทวิภาคีซับซ้อน แต่ไทยยังคงได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง

พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้านบาท แสดงถึงศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในการรับมือความท้าทาย ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพัฒนาการภาษีสหรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ส่งออกให้เหมาะสม หากคุณกำลังวางแผนธุรกิจส่งออก ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อคว้าโอกาสในตลาดสหรัฐที่ยังคงเติบโต

ที่มา – พาณิชย์ เผย ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ต่อเนื่อง ล่าสุด 7 เดือนแรก กว่า 9 แสนล้าน

ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ดับ 1 ศพ

ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ดับอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หวั่นเด็กติดใต้ซาก

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อตึกหอประชุมของโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งพังถล่มลงมาอย่างกะทันหัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บจำนวนมากกว่า 83 คน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างที่นักเรียนกำลังร่วมพิธีทางศาสนา ทำให้หลายคนหวั่นเกรงว่านักเรียนจำนวนมากยังติดค้างอยู่ใต้ซากอาคาร

จากรายงานของสื่อท้องถิ่นอินโดนีเซีย วันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งตรงกับปฏิทินไทยประมาณเดือนตุลาคมปีนี้ เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นที่โรงเรียน “อัล โคซีนี” ซึ่งเป็นโรงเรียนศาสนาอิสลามในเมืองซีโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก อาคารหอประชุมสูง 4 ชั้นนี้กำลังถูกใช้สำหรับพิธีละหมาด โดยมีนักเรียนชายกว่า 100 คนกำลังรวมตัวกันอยู่ ขณะนั้นเองที่โครงสร้างอาคารไม่ไหวทันใด พังทลายลงมาทั้งยวง

สาเหตุเบื้องต้นของตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยระบุว่า อาคารดังกล่าวเดิมทีสร้างไว้เพียง 2 ชั้นเท่านั้น แต่ต่อมาได้มีการต่อเติมเพิ่มเป็น 4 ชั้นเพื่อรองรับการเรียนการสอนและกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ได้ขออนุญาตก่อสร้างตามกฎหมาย ทำให้โครงสร้างไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักได้ ปัจจัยนี้น่าจะเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่หายนะครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องคุณภาพวัสดุก่อสร้างและการบำรุงรักษาอาคารที่อาจถูกละเลย

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจ และทหารรีบระดมกำลังทันที โดยใช้เครื่องจักรหนักอย่างรถแบ็คโฮและเครื่องตัดคอนกรีต รวมถึงแรงงานมนุษย์ในการขุดเจาะซากอาคารตลอดทั้งคืน การค้นหายังคงดำเนินต่อเนื่อง แม้จะเต็มไปด้วยความเสี่ยงเพราะโครงสร้างเหล็กเสริมคอนกรีตอาจถล่มลงมาอีกได้ทุกเมื่อ

ผลกระทบและสถานการณ์ล่าสุดจากตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม

จนถึงขณะนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชาย เนื่องจากนักเรียนหญิงทำพิธีละหมาดในพื้นที่แยกต่างหาก ผู้บาดเจ็บกว่า 83 ราย โดยหลายรายอาการสาหัส ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลใกล้เคียง นอกจากนี้ ยังคาดว่ามีเด็กนักเรียนอีกหลายสิบคนที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร เจ้าหน้าที่สามารถส่งออกซิเจนและน้ำไปช่วยเหลือเด็ก 3 คนที่ยังมีสัญญาณชีพอยู่ได้ แต่การนำตัวออกมาก็เป็นเรื่องท้าทาย

  • จำนวนผู้บาดเจ็บ: 83 ราย (หลายรายสาหัส)
  • ผู้เสียชีวิต: อย่างน้อย 1 ศพ
  • ผู้สูญหาย: นักเรียนอีกหลายสิบคน
  • จุดเกิดเหตุ: โรงเรียนอัล โคซีนี เมืองซีโดอาร์โจ

ครอบครัวของนักเรียนต่างเฝ้ารอด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตผู้ประสบภัย เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียทางชีวิต แต่ยังจุดประกายให้เกิดการตรวจสอบความปลอดภัยอาคารในโรงเรียนทั่วอินโดนีเซีย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม การก่อสร้างที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นปัญหาเรื้อรังในหลายประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงอินโดนีเซีย ซึ่งมีแผ่นดินไหวและภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้ง ทำให้ความแข็งแรงของอาคารเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายก่อสร้างอย่างเคร่งครัดจึงจำเป็นเพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย

นอกจากนี้ เหตุการณ์ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ยังสะท้อนถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในสถานศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โรงเรียนควรมีแผนอพยพฉุกเฉินและตรวจสอบโครงสร้างอาคารเป็นประจำ เพื่อปกป้องชีวิตเด็กนักเรียนที่เปราะบาง

สำหรับผู้อ่านที่สนใจเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียน ลองแบ่งปันประสบการณ์หรือข้อเสนอแนะของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยกันสร้างความตระหนักรู้และป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต

ที่มา – ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ดับอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หวั่นเด็กติดใต้ซาก

กองทัพภาคที่ 2 แจงปมอาหารไม่พอ ทหารไทยดูแลดี

กองทัพภาคที่ 2 แจงปมอาหารไม่พอ ยันทหารไทยได้รับการดูแลอย่างดี

ในช่วงเวลาที่ข่าวสารบนสื่อสังคมออนไลน์แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการดูแลกำลังพลของกองทัพไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนจำนวนมาก วันนี้เราจะมาพูดถึง กองทัพภาคที่ 2 แจงปมอาหารไม่พอ ยันทหารไทยได้รับการดูแลอย่างดี ตามสิทธิ์ที่ควรได้รับ ซึ่งเป็นการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากหน่วยงาน เพื่อคลายข้อสงสัยและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 แจงปมอาหารไม่พอ ยันทหารไทยได้รับการดูแลอย่างดี

วันที่ 30 กันยายน 2568 มีข่าวลือในโซเชียลมีเดียที่ระบุว่ากำลังพลตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาต้องรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง และขาดแคลนน้ำดื่ม ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสวัสดิการของทหารไทย กองทัพภาคที่ 2 จึงออกมาแจงอย่างชัดเจนว่า ในสถานการณ์ปกติ กำลังพลทุกนายจะได้รับอาหารสดตามเกณฑ์ที่กองทัพบกกำหนด แต่ละหน่วยมีอิสระในการเลือกเมนูและกำหนดวงรอบการประกอบเลี้ยงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยเน้นความสะดวกและคุณค่าทางโภชนาการ

นอกจากนี้ การสนับสนุนน้ำสะอาดยังเป็นเรื่องสำคัญ โดยมีชุดประปาสนามคอยจัดส่งน้ำไปยังหน่วยแนวหน้าอย่างทั่วถึง ช่วยให้ทหารสามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัยและเพียงพอต่อความต้องการประจำวัน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือสภาพอากาศที่ท้าทาย

การจัดการอาหารแห้งสำรองในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สำหรับอาหารแห้งสำรอง เช่น ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เนื้อกระป๋อง เนื้อแห้ง และน้ำดื่มบรรจุขวด กองทัพได้แจกจ่ายให้หน่วยเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น เช่น ฝนตกหนักที่ทำให้ไม่สามารถหุงอาหารได้ เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด หรือแม้กระทั่งกรณีการปะทะที่ต่อเนื่อง อาหารเหล่านี้ช่วยให้กำลังพลสามารถดำรงชีวิตได้ชั่วคราว จนกว่าจะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม หากหน่วยใดใช้ไปแล้ว ก็สามารถเบิกเพิ่มเพื่อคงระดับมาตรฐานเสมอ

  • อาหารสดประจำวัน: ตามเกณฑ์กองทัพบก เน้นความหลากหลายและโภชนาการ
  • น้ำสะอาด: จากชุดประปาสนาม ส่งถึงแนวหน้าทุกหน่วย
  • เสบียงสำรอง: สำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ช่วยรักษาความพร้อมรบ

การจัดการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียด เพื่อให้ทหารไทยปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นฐาน

กองทัพภาคที่ 2 ย้ำยืนยันว่า กำลังพลทุกนายได้รับการดูแลด้านเสบียงอาหารและน้ำดื่มอย่างเพียงพอ สามารถปกป้องอธิปไตยของชาติได้เต็มที่ พี่น้องประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่า ทหารไทยทุกนายได้รับสิทธิ์ที่สมควรได้รับอย่างแท้จริง

ในมุมมองของเรา การชี้แจงครั้งนี้ไม่เพียงช่วยคลายความเข้าใจผิด แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของกองทัพไทยให้เป็นที่เชื่อถือ หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ลองติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแพร่กระจาย

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 แจงปมอาหารไม่พอ ยันทหารไทยได้รับการดูแลอย่างดี ตามสิทธิ์ที่ควรได้รับ

ถ่ายทอดสด แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน วัน 2

วันนี้เราจะมาพูดถึงเหตุการณ์สำคัญในวงการการเมืองไทยที่กำลังเป็นที่จับตามอง นั่นคือถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” อภิปรายต่อวันที่ 2หลังจากที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกเพิ่งเสร็จสิ้นลง การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายในการผลักดันนโยบายเพื่อประชาชน

ถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” อภิปรายต่อวันที่ 2

การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ผ่านมา และวันนี้คือวันสุดท้ายที่กำหนดไว้ โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้สั่งพักการประชุมเมื่อดึกดื่นของคืนก่อนหน้า เวลา 02.07 น. โดยนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. พระนครศรีอยุธยา จากพรรคประชาชน เป็นผู้ปิดท้ายการอภิปรายวันแรก วันนี้การประชุมจะเริ่มใหม่เวลา 09.00 น. และคาดว่าจะจบลงในเวลา 18.00 น. เพื่อให้ ส.ส. แต่ละคนได้แสดงความเห็นต่อนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้

นโยบายหลักที่ถูกอภิปรายครอบคลุมหลายด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 และการฟื้นฟูประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ฟังที่ติดตามถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” จะได้เห็นมุมมองหลากหลายจาก ส.ส. ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าใจทิศทางของรัฐบาลชุดนี้มากขึ้น

กำหนดการประชุมครม. หลังจบการอภิปราย

หลังจากที่การอภิปรายสิ้นสุดลง นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำคณะ ครม. ทั้งหมดเข้าร่วมประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกทันที โดยมีวาระสำคัญหลายรายการที่ต้องพิจารณา เช่น การขอใช้งบประมาณปี 2568 ที่ค้างอยู่ เพื่อนำไปดำเนินโครงการใหม่ๆ และโครงการต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยอดนิยมที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้ในราคาที่ถูกลง แม้ว่าจะยังไม่บรรจุในวาระหลักของวันนี้ แต่ก็มีโอกาสเสนอเป็นวาระเร่งด่วนได้

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง เช่น ตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรองโฆษก ซึ่งนายอนุทิน ระบุว่าอาจไม่ทันในวันนี้ เนื่องจากต้องใช้เวลา 5 วันในการตรวจสอบคุณสมบัติจาก 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจในความโปร่งใสและคุณภาพของบุคลากร

  • วาระงบประมาณค้างปี 2568: สำหรับโครงการเยียวยาและพัฒนา
  • โครงการคนละครึ่ง: มาตรการช่วยเหลือประชาชน
  • การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ: ต้องตรวจสอบคุณสมบัติ
  • งบเยียวยาพื้นที่อุทกภัยและเหตุปะทะชายแดน: จากกระทรวงมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทยจะเสนอขออนุมัติงบประมาณสำหรับเยียวยาผู้ประสบภัยจากอุทกภัย และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเริ่มต้นงานของ ครม. ชุดใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนจำนวนมาก ในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ การผลักดันโครงการอย่างคนละครึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและหมุนเวียนเงินในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การอภิปรายนโยบายยังเปิดโอกาสให้ ส.ส. จากทุกพรรคได้ตั้งคำถามและเสนอแนะ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงนโยบายให้ตรงใจประชาชนมากขึ้น หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมือง อย่าพลาดถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลดีต่อชีวิตเราทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและการทำงานอย่างรวดเร็วของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคต หากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายได้ตามกำหนด ประชาชนคงได้รับประโยชน์เต็มที่ ลองติดตามและแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – ถ่ายทอดสด “แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน” อภิปรายต่อวันที่ 2 หลังจบ ครม. ประชุมต่อ

พายุบัวลอยอ่อนกำลัง เช็กจังหวัดฝนหนัก

กรมอุตุนิยมวิทยาเพิ่งออกประกาศล่าสุดเกี่ยวกับ “พายุบัวลอย” อ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เช็กจังหวัดรับมือฝนตกหนักได้ที่นี่! ในช่วงนี้สภาพอากาศแปรปรวนมาก โดยเฉพาะจากอิทธิพลของพายุที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้บริเวณประเทศไทย ทำให้หลายพื้นที่ต้องเตรียมรับมือกับฝนที่อาจตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน หากคุณอาศัยอยู่ในจังหวัดที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัย

“พายุบัวลอย” อ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เช็กจังหวัดรับมือฝนตกหนัก

วันที่ 30 กันยายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเรื่องพายุ “บัวลอย” และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 14 โดยระบุว่าพายุดีเปรสชัน “บัวลอย” (BUALOI) ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงแล้ว บริเวณแขวงหลวงน้ำทา ประเทศลาว เมื่อเวลา 01.00 น. และล่าสุดปกคลุมบริเวณประเทศเมียนมาตอนบนและลาวตอนบน เวลา 04.00 น. คาดว่าหย่อมนี้จะเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านเมียนมาตอนบนและภาคเหนือตอนบนของไทยในวันนี้

อิทธิพลจาก “พายุบัวลอย” อ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เช็กจังหวัดรับมือฝนตกหนักนั้น ส่งผลให้ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ทั่วประเทศมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ประชาชนควรระวังอันตรายจากฝนสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะบริเวณลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และที่ลุ่มน้ำขัง

ผลกระทบต่อคลื่นลมและทะเล

นอกจากฝนตกหนักแล้ว คลื่นลมในทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนยังมีกำลังค่อนข้างแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร ในที่ที่มีฝนฟ้าคะนองอาจสูงเกิน 3 เมตร สำหรับทะเลอันดามันตอนล่าง คลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และสูงกว่าในจุดที่มีพายุฝน ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพื้นที่ฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กในทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อความปลอดภัย

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจาก “พายุบัวลอย” อ่อนกำลัง

จากประกาศของกรมอุตุฯ จังหวัดที่ต้องเตรียมรับมือฝนตกหนักมีดังนี้:

  • ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, น่าน, แพร่, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, ตาก, กำแพงเพชร, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, ชัยภูมิ
  • ภาคกลาง: นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, ลพบุรี, กาญจนบุรี รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • ภาคตะวันออก: ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด
  • ภาคใต้: ระนอง, พังงา

หากคุณอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ควรตรวจสอบสภาพอากาศล่วงหน้า และเตรียมแผนรับมือภัยพิบัติ เช่น ย้ายสิ่งของไปยังที่สูง หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เคล็ดลับรับมือฝนตกหนักจากพายุ

เพื่อความปลอดภัยในช่วง “พายุบัวลอย” อ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เช็กจังหวัดรับมือฝนตกหนัก แนะนำให้ประชาชนเตรียมถุงทรายกันน้ำ ตรวจสอบระบบระบายน้ำรอบบ้าน และหลีกเลี่ยงการขับขี่ในที่ลื่นหรือน้ำท่วม หากเกิดน้ำท่วมฉับพลัน อย่าพยายามข้ามน้ำลึกเพราะอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ การมีวิทยุสื่อสารหรือแอปพลิเคชันเตือนภัยจะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลแบบเรียลไทม์

สภาพอากาศในประเทศไทยมักเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะในฤดูฝน ดังนั้นการติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญมาก คุณสามารถเช็คข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือโทรสอบถามที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง ประกาศนี้出ณวันที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 05.00 น. และฉบับต่อไปจะออกเวลา 11.00 น. ในวันเดียวกัน

ในฐานะที่ปรึกษาด้านสภาพอากาศ สรุปว่าช่วงนี้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ หากมีฝนตกหนัก อย่าลืมแบ่งปันข้อมูลนี้ให้ครอบครัวและเพื่อนๆ เพื่อช่วยกันรับมือภัยพิบัติได้ดีขึ้น ลองเช็คพยากรณ์อากาศประจำวันเพื่อวางแผนกิจกรรมให้เหมาะสม

ที่มา – “พายุบัวลอย” อ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เช็กจังหวัดรับมือฝนตกหนัก

อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

เหตุการณ์สะเทือนขวัญในอาร์เจนตินาได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงบัวโนสไอเรส เมื่อชาวเมืองนับพันออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับหญิงสาว 3 คนที่ถูกแก๊งค้ายาเสพติดลวงไปสังหารอย่างโหดร้าย และยังถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อข่มขู่สังคม สร้างความโกรธแค้นไปทั่วประเทศ

อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าผู้ประท้วงหลายพันคนได้รวมตัวเดินขบวนบนท้องถนนในกรุงบัวโนสไอเรส ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความอาฆาตและเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและความรุนแรงต่อผู้หญิง การประท้วงนี้มุ่งเน้นไปที่คดีอาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในการปกป้องพลเมือง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้หญิงและเยาวชน

ญาติของผู้เสียชีวิตทั้งสาม ได้แก่ ลารา กูเตียร์เรซ วัย 15 ปี, เบรนดา เอล กัสติลโญ่ และโมเรนา เวอร์ดี วัย 20 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ได้ออกมาเป็นผู้นำขบวน ชูป้ายที่มีชื่อและภาพถ่ายของพวกเธอ ขณะเดินไปยังอาคารรัฐสภา ป้ายข้อความที่โดดเด่น เช่น “มันคืออาชญากรรมฆ่าผู้หญิงและยาเสพติด!” และ “ชีวิตของเราไม่ใช่ของทิ้งขว้าง!” สะท้อนถึงความเดือดดาลของผู้คนที่มองว่านี่เป็นจุดแตกหักของสังคม

รายละเอียดชวนสยองของคดีอาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

ร่างของผู้เสียหายทั้งสามถูกพบฝังในสนามหญ้าของบ้านหลังหนึ่งในชานเมืองทางใต้ของบัวโนสไอเรส เมื่อวันที่ 24 กันยายน หรือห้าวันหลังจากที่พวกเธอหายตัวไป ตำรวจเชื่อว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาเสพติดที่ใช้ความรุนแรงเพื่อลงโทษผู้ที่ละเมิดกฎของกลุ่ม โดยหญิงสาวทั้งสามถูกล่อลวงให้ขึ้นรถตู้ที่อ้างว่าจะพาไปงานเลี้ยงเมื่อวันที่ 19 กันยายน แต่กลายเป็นกับดักสยอง

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ การสังหารนี้ถูกถ่ายทอดสดผ่านอินสตาแกรมในบัญชีส่วนตัวที่มียอดผู้ชมถึง 45 คน ในคลิปวิดีโอ หัวหน้าแก๊งพูดว่า “นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่ขโมยยาเสพติดของฉัน” ซึ่งถูกพบหลังจากผู้ต้องหาคนหนึ่งสารภาพระหว่างสอบสวน บริษัทเมตา (Meta) ยืนยันว่าไม่ได้เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มหลัก แต่ยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

เลโอเนล เดล กัสติลโญ่ พ่อของเบรนดา เล่าว่าลูกสาวของเขาถูกทำร้ายอย่างโหดร้ายจนเขาแทบจำศพไม่ได้ “ผู้หญิงจะต้องได้รับการปกป้องมากกว่าที่เคยเป็น” เขากล่าวท่ามกลางฝูงชน ในขณะที่ปู่ของเบรนดา อันโตนิโอ เดล กัสติลโญ่ หลั่งน้ำตาและเรียกฆาตกรว่า “พวกกระหายเลือด” โดยกล่าวว่า “สิ่งที่คุณทำกับพวกเธอ คุณไม่ควรทำกับสัตว์ด้วยซ้ำ” เขายังขอให้ประชาชนยืนหยัดเคียงข้างครอบครัว

การประท้วงนี้จัดโดยกลุ่มสตรีนิยมที่ใช้การตีกลองและร้องตะโกนเพื่อดึงดูดความสนใจ กลายเป็นกระแสที่แพร่กระจายทั่วโซเชียลมีเดีย ทำให้คดีอาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล กลายเป็นหัวข้อร้อนที่ถูกพูดถึงทั้งในและนอกประเทศ

การตอบสนองจากรัฐบาลและการจับกุมผู้ต้องหา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ แพทริเซีย บุลริช ประกาศจับกุมผู้ต้องสงสัยรายที่ 5 เมื่อวันที่ 26 กันยายน ทำให้ตอนนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วยชาย 3 คนและหญิง 2 คน นายฮาเวียร์ อลอนโซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงของจังหวัดบัวโนสไอเรส เปิดเผยว่าการสืบสวนยังดำเนินต่อไป โดยมุ่งเน้นไปที่เครือข่ายแก๊งค้ายาเสพติดที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือข่มขู่

  • ผู้เสียหายถูกล่อลวงด้วยข้ออ้างงานเลี้ยง
  • การถ่ายทอดสดเพื่อเป็นคำเตือนแก่สมาชิกแก๊งอื่น
  • ตำรวจพบคลิปวิดีโอจากผู้ต้องหาที่สารภาพ
  • Meta ให้ความร่วมมือแต่ปฏิเสธว่าไม่ได้เกิดบนแพลตฟอร์มหลัก

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงปัญหายาเสพติดที่รุนแรงในอาร์เจนตินา แต่ยังสะท้อนถึงช่องโหว่ของโซเชียลมีเดียในการป้องกันเนื้อหาที่รุนแรง ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้มีกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อปกป้องผู้ใช้ โดยเฉพาะเยาวชนหญิงที่ตกเป็นเป้าหมายของอาชญากร

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความปลอดภัยออนไลน์ต้องมาก่อน สังคมควรรวมพลังกันต่อสู้กับความรุนแรงแบบนี้ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ที่มา – อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

อัปเดตคนละครึ่งพลัส ลงทะเบียนวันไหน

อัปเดต “คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนวันไหน เป็นคำถามที่หลายคนกำลังรอคอย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังคงท้าทาย โครงการนี้กลับมาอีกครั้งเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยรัฐบาลนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “คนละครึ่ง” ที่แบ่งเบาภาระประชาชนแบบ 60:40 ซึ่งจะช่วยให้เงินไหลเวียนเร็วขึ้น พรรคภูมิใจไทยก็ย้ำถึงนโยบาย “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” ที่มุ่งคืนความมั่นใจและลดรายจ่าย โดยมีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นตัวหลัก

นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะใช้งบประมาณรวม 60,000 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 33 ล้านคน โดยดึงเงินจากงบกลางปี 2568 ที่เหลือและงบปี 2569 เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อัปเดต “คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนวันไหน

สำหรับ อัปเดต “คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนวันไหน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่าจะเสนอรายละเอียดเข้าครม. ในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม และเริ่มเปิดลงทะเบียนร้านค้าและประชาชนในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าเริ่มใช้จ่ายได้ปลายเดือนตุลาคม เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงปลายปี

ล่าสุด นายภราดร ระบุว่ารัฐบาลจะ อัปเดต “คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนวันไหน โดยเปิดลงทะเบียนใหม่ช่วงต้นเดือนตุลาคม ผู้ที่เคยเข้าร่วมเฟส 5 ไม่ต้องลงใหม่ แต่ผู้ที่เคยเข้าร่วมเฟสก่อนหรือไม่เคยเข้าร่วมต้องลงทะเบียนใหม่ สามารถเริ่มใช้เงินได้ปลายตุลาคม หากลงทะเบียนเรียบร้อย ผ่านแอป “เป๋าตัง” เช่นเดิม

“คนละครึ่งพลัส” แบ่งสิทธิผู้ร่วมโครงการเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1: ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

  • ได้รับเพิ่ม 1,700 บาทต่อเดือน รวมกับเงินเดิม 300 บาท เป็น 2,000 บาท
  • ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

ใช้งบ 22,000 ล้านบาท จากเงินเหลือปี 2568 โอนสู่กองทุนสวัสดิการ

กลุ่มที่ 2: ผู้อยู่ในระบบภาษี 11 ล้านคน

  • ปรับจาก 50:50 เป็น 60:40 รัฐสมทบ 2,400 บาท ประชาชนเติม 2,000 บาท
  • จับจ่ายวันละไม่เกิน 200 บาท

กลุ่มที่ 3: ผู้อยู่นอกระบบภาษี 9 ล้านคน

  • ได้รับเติมเงิน 2,000 บาท

งบสำหรับกลุ่ม 2 และ 3 รวม 40,000 ล้านบาท จากงบปี 2569

ขั้นตอนสมัครแอป “เป๋าตัง” เพื่อใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส”

เตรียมตัวให้พร้อมด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

  1. ดาวน์โหลดแอป “เป๋าตัง” จาก App Store (iOS 15.0+) หรือ Google Play (Android 9.0+)
  2. ค้นหา “เป๋าตัง” และติดตั้ง
  3. เปิดแอปและยอมรับการจัดการข้อมูล
  4. เตรียมบัตรประชาชน ถ่ายรูปหน้าบัตรเพื่อยืนยัน
  5. กรอกเลขบัตรและเบอร์โทร รับ OTP 6 หลัก
  6. ใส่ OTP และกรอกข้อมูลเพิ่ม
  7. เลือกยืนยันตัวตน: ด้วย Krungthai NEXT หรือสแกนใบหน้า

สำหรับ Krungthai NEXT: เข้าบัญชี ใส่ PIN รับ OTP และตั้ง PIN ใหม่

สำหรับสแกนใบหน้า: สแกนหน้า ตั้ง PIN และยอมรับเงื่อนไข

หลังลงทะเบียนสำเร็จ จะเห็น wallet พร้อมใช้งาน หากมีปัญหา สามารถติดต่อธนาคารกรุงไทยได้

โครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดภาระประชาชนในช่วงที่ค่าคืนชีพสูง รีบเช็คสิทธิและลงทะเบียนเพื่อไม่พลาดโอกาสดีๆ นี้ หากคุณมีคำถามเพิ่มเติม ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะ

ที่มา – อัปเดต “คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนวันไหน เตรียมเปิดให้ใช้สิทธิผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

การดึงแฟนบอลกลับมาสนับสนุนคือความสำคัญอันดับหนึ่ง – นูโน่

การดึงแฟนบอลกลับมาสนับสนุนคือความสำคัญอันดับหนึ่ง สำหรับเวสต์แฮม ตามที่ผู้จัดการทีมคนใหม่ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ กล่าวไว้ แต่เขายอมรับว่ายังมีงานอีกมากที่ต้องทำ

หลังจากที่มีการประท้วงล่าสุด ประท้วงจากแฟนบอล เสียงเชียร์ “ไล่บอร์ดออกไป” ดังก้องในเกมเสมอ 1-1 กับเอฟเวอร์ตัน เมื่อวันจันทร์ ซึ่งเป็นนัดแรกของนูโน่ในการคุมทีมแฮมเมอร์ส หลังจากแทนที่เกรแฮม พอตเตอร์

แต่หลังจากที่จาร์รอด โบเว่น ยิงประตูตีเสมอในครึ่งหลัง ช่วยให้ทีมได้คะแนนอย่างน่าประทับใจ อดีตผู้จัดการทีมท็อตแน่มและน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ก็พาผู้เล่นไปทักทายแฟนบอลที่เดินทางมาด้วยกัน เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียว

“สิ่งสำคัญคือการชื่นชมแฟนบอลที่เดินทางมาลิเวอร์พูลในคืนวันจันทร์ และให้การสนับสนุนอย่างที่พวกเขาให้มา” เขากล่าว “การดึงแฟนบอลกลับมาสนับสนุนคือความสำคัญอันดับหนึ่ง ของเรา เราต้องส่งมอบผลงานเพื่อให้พวกเขาชื่นชมความพยายามของนักเตะ สำหรับก้าวต่อไป มันสำคัญมาก”

หลังจากเริ่มต้นการคุมทีมด้วยคะแนนหนึ่งแต้มนอกบ้าน นูโน่กล่าวว่านักเตะจะ “ยอมรับความท้าทาย”

“ผมคิดว่าทีมแข่งขันได้ดี” ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกสกล่าว “ที่นี่เป็นที่ที่ยากมาก ทีมที่ยอดเยี่ยม”

“โดยรวมเป็นเกมที่ดี เข้มข้น ทั้งสองทีมมีโอกาส การส่งข้อความถึงนักเตะคือเราจะแข่งขันอย่างไรตอนนี้”

นูโน่กล่าวว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงแท็คติกของเวสต์แฮมมากนัก แต่เน้นการปรับปรุงทีละขั้น

“เรียบง่าย อย่าเปลี่ยนแปลงมากเกินไป” เขาตอบเมื่อถูกถามถึงแนวทาง “เมื่อมาถึงสโมสรใหม่ มันคือการก้าวหน้าช้าๆ และหาทางเลือกที่ถูกต้อง ตอนนี้คือเราจะปรับปรุงอย่างไร”

การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างสำหรับเวสต์แฮมจนถึงตอนนี้?

ไม่มีข้อแตกต่างที่ชัดเจนมากนักในสถิติของแฮมเมอร์สกับเอฟเวอร์ตัน เมื่อเทียบกับฤดูกาลที่เหลือ

ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดได้เพราะนูโน่เพิ่งคุมทีมได้สองวัน และเขากำลัง “เริ่มต้น” ในการนำ “ก้าวเล็กๆ” ที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลง

ยิง 14 ครั้งมากกว่าค่าเฉลี่ย 10.2 ครั้งในห้าเกมพรีเมียร์ลีกก่อนหน้า แม้ว่าจำนวนยิงเข้ากรอบจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ย

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือพวกเขามีการสัมผัสบอล 29 ครั้งในกรอบเขตโทษของเอฟเวอร์ตัน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยในเกมลีกอื่นๆ คือแค่ 19 ครั้ง

แม้ว่าพวกเขาจะเล่นแบบตรงไปตรงมามากขึ้นเล็กน้อย – ด้วย 13.8% ของการส่งบอลที่เป็นบอลยาว เทียบกับ 11.6% ก่อนหน้า – แต่การเล่นในช่วงเปลี่ยนเกมคือสิ่งที่อันตรายที่สุดกับเอฟเวอร์ตัน โดยคริสเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ มีส่วนร่วมในหลายจังหวะบุก

โบเว่นเสริมว่านูโน่ทำให้มัน “เรียบง่ายและพื้นฐาน” ในการเข้าหาเกม

“ไม่มีเปลี่ยนแปลงมากเพราะเขารู้ว่ามีแค่สองวัน และมันหนักสำหรับนักเตะ” นักเตะที่ทำประตูให้เวสต์แฮมบอกกับ BBC Radio 5 Live “เขาทำให้มันเรียบง่ายและพื้นฐาน”

“เรามีกลุ่มที่ดีมาก ที่อยากทำผลงานดีและพาเราออกจากสถานการณ์นี้ ไม่ว่านายใหญ่จะเปลี่ยนใคร เรามองตัวเอง รับผิดชอบเพราะเราคือคนที่เล่นทุกสัปดาห์”

“เราต้องลงสนามด้วยกันและต่อสู้ในพรีเมียร์ลีกทุกสัปดาห์”

การดึงแฟนบอลกลับมาสนับสนุนคือความสำคัญอันดับหนึ่ง: มุมมองอนาคต

ในฐานะแฟนฟุตบอล นูโน่กำลังวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับเวสต์แฮม โดยเน้นการดึงแฟนบอลกลับมาสนับสนุนคือความสำคัญอันดับหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้ทีมมีพลังจากอัฒจันทร์ การปรับปรุงทีละน้อยนี้ไม่เพียงช่วยผลงานในสนาม แต่ยังสร้างความสามัคคีในสโมสร นักเตะอย่างโบเว่นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จำเป็น หากเวสต์แฮมสามารถรักษาความเป็นหนึ่งเดียวนี้ได้ พวกเขาจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน

สำหรับแฟนเวสต์แฮม ลองติดตามการแข่งขันต่อไปและสนับสนุนทีมให้เต็มที่ เพราะนั่นคือกุญแจสู่ความสำเร็จ คุณคิดว่านูโน่จะทำได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – Getting fans back onside is ‘main priority’ – Nuno