วัน: 10 ตุลาคม 2025

แม่ทัพกุ้ง ร้องเพลงคู่ มนต์แคน ในงานเลี้ยงเกษียณ


แม่ทัพกุ้ง ร้องเพลงคู่ มนต์แคน แก่นคูณ ในงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการ HERO OF ISAN เกษียณเกริกเกียรติ แม่ทัพดินแดนแห่งอีสาน พร้อมเปิดประมูลสิ่งของและเครื่องรางนำเงินไปช่วยเหลือทหารชั้นผู้น้อย

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 19.00 น. ที่โรงแรมสีมาธานี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พลโทบุญสิน พาดกลาง หรือ แม่ทัพกุ้ง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการ HERO OF ISAN เกษียณเกริกเกียรติ แม่ทัพดินแดนแห่งอีสาน ซึ่งจัดขึ้นโดยชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพภาคที่ 2 (พสบ.ทภ.2) นำโดย นายปรีดา ขจรโกวิทย์ ประธานชมรมฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และสมาชิกชมรมฯ ร่วมกันจัดงานดังกล่าว เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแด่พลโทบุญสิน ที่ได้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเท และสร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ

บรรยากาศก่อนเข้างาน มีการจัดนิทรรศการประวัติ และรูปภาพของพลโทบุญสิน ตั้งแต่เกิดจนเกษียณอายุราชการ โดยมีแฟนคลับ FC ของพลโทบุญสินให้ความสนใจถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ขณะที่บรรยากาศภายในงานมีการแสดงมินิคอนเสิร์ตของศิลปินดัง มนต์แคน แก่นคูณ ที่หลายคนบอกว่ามีใบหน้าคล้ายกับพลโทบุญสินเป็นอย่างมาก โดยพลโทบุญสินได้ขึ้นเวทีร้องเพลงคู่กับมนต์แคน 2 เพลง เรียกเสียงกรี๊ดเกรียวกราวจากแฟนคลับดังสนั่น

โดยหลังคอนเสิร์ตจบ ได้มีการประมูลสิ่งของ และเครื่องรางของขลังของพลโทบุญสินหลายรายการ อาทิ เสื้อ, รูปภาพ, รูปถ่าย, พญาครุฑเหล็กไหล 7 สี และพระหลวงปู่ทวดเนื้อว่าน ซึ่งรายได้จากการประมูลทั้งหมดจะนำไปสมทบทุนเข้ามูลนิธิที่กำลังจัดตั้งขึ้นโดยใช้ชื่อว่า มูลนิธิพลโทบุญสิน พาดกลาง เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือทหารชั้นผู้น้อยที่ได้รับบาดเจ็บ และอื่นๆ

พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ตนรู้สึกดีมากที่พี่น้อง พสบ.ทภ.2 จัดงานเลี้ยงให้กับตน บรรยากาศงานดี ตนประทับใจมาก วันนี้ตนแต่งตัวเหมือน มนต์แคน แก่นคูณ ซึ่งหลายคนบอกว่าตนใบหน้าคล้ายกับมนต์แคน ตนเองก็ชื่นชอบมนต์แคนอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้ตนได้เจอมนต์แคน ดีใจมากที่ได้เจอตัวจริง

ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังเกษียณแล้วท่านทำอะไรบ้าง แม่ทัพกุ้ง ตอบว่า ตอนนี้ตนเป็นที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้อำนวยการหลักสูตรสถาบันพระปกเกล้า และก็มีงานพบปะพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ฝากความคิดถึงทุกท่าน ตนยังอยู่ไม่ได้ไปไหน ยังอยู่กับพี่น้องคนไทยเหมือนเดิม ยังทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศชาติบ้านเมืองในส่วนที่ตนทำได้ ฝากขอบคุณพี่น้องคนไทย และตนก็จะเดินทางไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนทุกภาคทุกพื้นที่ ตามหน้าที่ที่ผู้บัญชาการทหารบกได้ให้แนวทางไว้

นายปรีดา ขจรโกวิทย์ ประธานชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพภาคที่ 2 (พสบ.ทภ.2) กล่าวว่า พวกเราทุกคนรู้สึกยินดีกับท่านแม่ทัพกุ้งที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และเมื่อเกษียณแล้วท่านก็ยังคงทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป ซึ่งงานในวันนี้ท่านแม่ทัพกุ้งบอกว่าอยากจะพบเจอมนต์แคน แก่นคูณ ตัวจริง พวกเราชมรม พสบ.ทภ.2 จึงร่วมกันเชิญศิลปินมนต์แคน แก่นคูณ มาร่วมร้องเพลงกับท่านแม่ทัพกุ้งในครั้งนี้.

แม่ทัพกุ้ง ร้องเพลงคู่ มนต์แคน ในงานเลี้ยงเกษียณ

ไฮไลท์งานเลี้ยงเกษียณ: แม่ทัพกุ้งโชว์ลูกคอคู่ มนต์แคน

เรียกได้ว่าเป็นงานเลี้ยงเกษียณที่อบอวลไปด้วยความสุขและความประทับใจ เมื่อพลโทบุญสิน พาดกลาง หรือ แม่ทัพกุ้ง ได้สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับผู้ร่วมงานด้วยการขึ้นเวทีจับไมค์ร้องเพลงคู่กับศิลปินชื่อดัง มนต์แคน แก่นคูณ สร้างความสนุกสนานและเป็นกันเองให้กับบรรยากาศภายในงานอย่างมาก นอกจากนี้ การประมูลสิ่งของเพื่อนำเงินเข้ามูลนิธิยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือสังคมต่อไปแม้เกษียณอายุราชการแล้ว

งานเลี้ยงเกษียณครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความคารวะต่อการทำงานหนักของพลโทบุญสินเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสอันดีที่ได้เห็นความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลสำคัญในกองทัพและประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและความเคารพที่สังคมมีต่อผู้ที่ทำคุณประโยชน์เพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การที่แม่ทัพกุ้ง ร้องเพลงคู่ มนต์แคน ในงานเลี้ยงเกษียณ แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลาย และความเป็นกันเองของท่าน เป็นภาพที่น่าประทับใจและสร้างความสุขให้กับผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – แม่ทัพกุ้ง ร้องเพลงคู่ มนต์แคน ในงานเลี้ยงเกษียณ ก่อนเปิดประมูลของขลังเข้ามูลนิธิ

อนุทินควงจ๋าโชว์เสน่ห์ สวมบทเชฟร้องเพลงให้ทหาร

นายกฯ อนุทิน ควงภริยา เดินถนนคนเดินสิงห์บุรี โชว์ลูกคอร้องเพลง “บ้านเกิดเมืองนอน” ส่งกำลังใจให้ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมสวมบท “เชฟหนู” ผัดข้าวคลุกกะปิจานทอง – ไก่ผัดเม็ดมะม่วง

วันที่ 10 ต.ค. 2568 เมื่อเวลา 20:00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พาคณะพบปะประชาชน ที่ถนนคนเดินจังหวัดสิงห์บุรี ภายหลังลงพื้นที่ ตรวจราชการน้ำท่วม 3 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร ชัยนาท และสิงห์บุรี ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้มุ่งหน้ามาที่ร้านนมร้อน “อู๊ด นมสด” ที่อยู่ในตลาดคนเดินสิงห์บุรี พร้อมบอกว่า ตั้งใจจะมากินมากๆ ก่อนจะขอเหมาเมนูในร้านให้กับคณะผู้ติดตาม

นายกรัฐมนตรี ยังได้โชว์สกิล “เชฟหนู” ผัดข้าวคลุกกะปิ ซึ่งเป็นเมนูจานทอง ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศของจังหวัดสิงห์บุรี โดยมี น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยาคอยเป็นลูกมือในการจัดจาน และใส่เครื่องเคียง

จากนั้น นายอนุทิน ได้ร่วมร้องเพลงกับชมรมรักสุนทราภรณ์สิงห์บุรี ในเพลง “ทาสเทวี” พร้อมเต้นรำกับผู้สูงอายุ ก่อนที่จะขอร้องต่ออีกเพลง โดยนายกฯ ขอร้องเพลง “บ้านเกิดเมืองนอน” พร้อมระบุว่า “ขอร้องเพลงนี้ดังๆ ให้ไปถึงพี่น้องทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ชายแดน ไทย – กัมพูชา ซึ่งประชาชนร่วมร้องเพลง และเรียกเสียงตบมือ เพื่อปลุกความรักชาติ และสามัคคี

ภายหลังร้องเพลงเสร็จ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อ้ายมาช่วยแม่ค้าผัดไก่ผัดเม็ดมะม่วง ซึ่งในระหว่างนั้นมีประชาชนชาวสิงห์บุรี นำไก่จ้อ มาให้นายกรัฐมนตรีชิม ก่อนบอกว่าขอบคุณมากๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในการนำโครงการคนละครึ่งพลัส กลับมา และหลังจากนั้นก็เดินตลาดแวะถ่ายรูปกับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นกันเอง

อนุทินควงจ๋าโชว์เสน่ห์ สวมบทเชฟร้องเพลงให้ทหาร

กิจกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นกันเองของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ สร้างความประทับใจให้กับชาวสิงห์บุรีเป็นอย่างมาก การที่นายกฯ อนุทินควงจ๋าโชว์เสน่ห์ สวมบทเชฟร้องเพลงให้ทหาร ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นอีกด้วย

อนุทินควงจ๋าโชว์เสน่ห์ สวมบทเชฟร้องเพลงให้ทหารชายแดน

การที่นายกฯ อนุทินเลือกที่จะสวมบทบาทเป็นทั้งเชฟและนักร้อง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะสร้างความสุขและกำลังใจให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป หรือทหารหาญที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การที่ อนุทินควงจ๋าโชว์เสน่ห์ สวมบทเชฟร้องเพลงให้ทหาร ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผู้นำประเทศ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักการเมืองรุ่นใหม่

นอกจากนี้ การที่นายกฯ อนุทินให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่พบปะประชาชน ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่มีต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศ การที่นายกฯ รับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่นายกฯ อนุทินควงจ๋าโชว์เสน่ห์ สวมบทเชฟร้องเพลงให้ทหาร สามารถสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนได้ ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับทุกคน

ที่มา – “อนุทิน” ควง “จ๋า ธนนนท์” สวมบทเชฟ ก่อนร้องเพลงส่งกำลังใจให้ทหารชายแดน

จีนหนุนไทย-กัมพูชา! หยุดเสี้ยม! โฆษก กต.จีนย้ำ

โฆษก กต.จีน ซัดสื่อตะวันตกบางแห่งหยุดเสี้ยม ย้ำจุดยืนหนุนไทย-กัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง! โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ย้ำจุดยืน ยุติธรรม-เป็นกลาง หนุนไทย-กัมพูชา คลี่คลายความขัดแย้งด้วย “วิถีอาเซียน” ซัดสื่อตะวันตกบางแห่งพยายามสร้างความแตกแยก ย่อมไม่สำเร็จแน่นอน

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 มีรายงานว่า แฟนเพจ Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความว่า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีสื่อมวลชนตะวันตกรายงานว่า จีนได้ให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธจำนวนมากแก่กัมพูชา พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าจีนเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา อีกทั้งยังบิดเบือนความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างจีนกับประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งดึงดูดความสนใจ จีนมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้?

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ตอบว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรกับทั้งไทยและกัมพูชา ได้ยึดมั่นในจุดยืนแห่งความยุติธรรมและความเป็นกลาง ดำเนินการส่งเสริมให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันด้วยสันติวิธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ไทย และกัมพูชาได้บรรลุ “ฉันทามติอันหนิง” ทั้งสามประเทศได้จัดการประชุมไม่เป็นทางการ ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีนเดินทางไปกลับระหว่างไทยและกัมพูชาหลายครั้ง เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยภายใต้การผลักดันอย่างแข็งขันของจีน มาเลเซีย และฝ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงการหยุดยิง และกำลังสื่อสารกันผ่านกลไกทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างชื่นชมบทบาทที่ขาดไม่ได้ของจีนเป็นอย่างสูง

จีนสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายคลี่คลายความขัดแย้งด้วยการเจรจาและปรึกษาหารือ รวมทั้งสนับสนุนให้มาเลเซียแสดงบทบาทของประธานอาเซียนหมุนเวียน โดยผลักดันการแก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วย “วิถีอาเซียน” จีนพร้อมจะส่งเสริมการเจรจาและปรึกษาหารือต่อไปด้วยวิธีตนเองตามความประสงค์ของทั้งสองฝ่าย และแสดงบทบาทสร้างสรรค์เพื่อรักษาข้อตกลงการหยุดยิงให้มั่นคงและแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

จีนได้ดำเนินความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับประเทศสมาชิกอาเซียนตามปกติ รวมถึงไทยและกัมพูชา สื่อตะวันตกบางแห่งพยายามสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับมิตรประเทศที่เกี่ยวข้องนั้น ย่อมไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

โฆษก กต.จีน ซัดสื่อตะวันตกบางแห่งหยุดเสี้ยม ย้ำจุดยืนหนุนไทย-กัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง

ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่แข็งขันของจีนในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนย้ำจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ผ่านกลไกการเจรจาและความร่วมมือในกรอบอาเซียน

จีนสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง

จุดยืนของจีนในการสนับสนุนให้ ไทย-กัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง การที่จีนแสดงบทบาทเป็นกลางและมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการเจรจา เป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพในภูมิภาค การที่จีนออกมาตอบโต้สื่อตะวันตกที่พยายามสร้างความแตกแยก แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชานั้น มีความซับซ้อน การที่จีนเข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ย จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องอาศัยความเข้าใจในบริบทของทั้งสองประเทศ การที่จีนย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วย “วิถีอาเซียน” แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกลไกและหลักการของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาภายในภูมิภาค

นอกเหนือจากการสนับสนุนการเจรจาแล้ว จีนยังเน้นย้ำถึงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งรวมถึงไทยและกัมพูชา ความร่วมมือนี้เป็นไปตามปกติ และมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในภูมิภาค การที่สื่อตะวันตกพยายามบิดเบือนความร่วมมือนี้ เป็นการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ และมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและความหวาดระแวง

โฆษก กต.จีน ซัดสื่อตะวันตกบางแห่งหยุดเสี้ยม ย้ำจุดยืนหนุนไทย-กัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า จีนพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และเป็นธรรม การที่จีนมีบทบาทในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพ จะเป็นผลดีต่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคโดยรวม

การที่จีนออกมาปกป้องความสัมพันธ์กับประเทศในอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่จีนให้กับการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ความสัมพันธ์ที่ดีเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือในด้านต่างๆ และเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

จีนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจา การที่จีนออกมาสนับสนุนให้ ไทย-กัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง ด้วยวิถีอาเซียน เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

ที่มา – โฆษก กต.จีน ซัดสื่อตะวันตกบางแห่งหยุดเสี้ยม ย้ำจุดยืนหนุนไทย-กัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง

อนุทินบอก ตื๊อ “อนุชา” เท่านั้น ย้ำน้ำไม่ท่วม!

“อนุทิน” หยอดหวาน “อนุชา” ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก! หลังสื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่จะชวน “อนุชา” เข้าพรรคภูมิใจไทย อนุทินตอบอย่างอารมณ์ดี พร้อมยืนยันว่าดีใจที่ผลโพลออกมาดี แต่ยิ่งต้องทำงานให้หนักขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังเมินเสียงวิจารณ์จาก “พิธา” เรื่องการดูด สส.​ พร้อมให้ความมั่นใจว่าปีนี้น้ำจะไม่ท่วมหนักเหมือนปี 54 อย่างแน่นอน เพราะได้เตรียมการรับมือไว้แล้ว

เมื่อเวลา 17.00 น. ที่จ.ชัยนาท นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดชัยนาทโดยมีนายอนุชา นาคาศัย สส.ชัยนาท ให้การต้อนรับ จะถือโอกาสนี้ทาบทามนายอนุชามาอยู่พรรคภูมิใจไทยเลยหรือไม่ ว่า นอกจากภรรยาผมแล้ว ผมก็รักพี่แฮงค์ (นายอนุชา) เป็นคนที่สอง

เมื่อถามย้ำว่า สรุปว่านายอนุทินจะชวนนายอนุชามาอยู่ภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า นายอนุทิน กล่าวว่า “ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก”

เมื่อถามว่า ล่าสุดอีสานโพลได้เผยผลสำรวจ ถ้าเลือกตั้งวันนี้อยากให้ใครเป็นนายกมากที่สุด โดยชื่อนายอนุทินมาเป็นอันดับหนึ่ง รู้สึกอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า ตรงนั้นดีใจคืนเดียว แต่ต้องทำงาน ยิ่งมาแบบนี้ ต้องยิ่งทำให้ความคาดหวังของพี่น้องประชาชนไม่สูญเปล่า ยอมรับว่าจากบ๊วยมาเป็นที่หนึ่งครั้งแรก

เมื่อถามว่า 4 เดือนนี้ภูมิใจไทยจะทำโพลของตัวเองหรือไม่ นายอนุทิน ได้ชี้ไปที่ สส.พรรคภูมิใจไทยที่อยู่ด้านข้าง พร้อมกล่าวว่า โพลของเราคือการลงพื้นที่ และเข้าใจชาวบ้าน ไม่ต้องทำโพลหรอก เราต้องการให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในตัวเราว่าเราทุ่มเทให้เขาอย่างเต็มที่ จะอยู่ได้หรือไม่ได้ก็ตรงนี้แหละ

เมื่อถามว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุถึงกระแสพรรคภูมิใจไทยดูด สส. ว่าที่ผ่านมาแม้จะดูดแต่ก็แพ้นายพิธามาแล้ว นายอนุทิน ย้อนถามว่า เลือกตั้งครั้งที่แล้วไม่มีดูดใคร

ถามต่อว่า นายพิธากล่าวเช่นนี้จะมีผลกระทบกับพรรคประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่มี ไม่เคยมีปัญหา เราทำงานกับสส.พรรคประชาชนในสภาเป็นอย่างดี เป้าหมายเดียวกันเราก็ทำร่วมกันเป็นอย่างดี เช่น เรื่องรัฐธรรมนูญ กฎหมายอากาศสะอาด ก็ครบองค์ประชุม ซึ่งเป็นกฎหมายที่พรรคประชาชนเสนอก็ผ่านสภา และในเอ็มโอเอก็เขียนไว้ ตกลงกันไว้ กฎหมายอะไรที่เป็นประโยชน์ก็จะสนับสนุนกัน อย่าไปคิดว่าใครเป็นฝ่ายค้าน ใครเป็นฝ่ายรัฐบาล และเราก็แสดงท่าทีอย่างชัดเจน

อนุทินบอก ตื๊อ “อนุชา” เท่านั้นหลังยังไม่เข้าภูมิใจไทย-ยืนยันน้ำไม่ท่วมเหมือนปี 54

นอกจากนี้นายอนุทิน ยังได้ติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณประตูเขื่อนระบายน้ำก่อนจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะให้ความมั่นใจได้ว่า สถานการณ์จะไม่ซ้ำรอยปี 2554 ว่า ปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 54 เราจะเร่งบริหารจัดการสถานการณ์น้ำ ให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่ามั่นใจได้หรือไม่ว่าคนกรุงเทพฯ จะไม่เผชิญน้ำท่วม คล้ายปี 2554 นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าไม่มีฝนตกหนักมาเติมก็มั่นใจ อีก 2-3 อาทิตย์จะเข้าสู่ปลายฤดูฝน ปริมาณน้ำทั่วประเทศ น่าจะได้ระบายคล่องตัวทำให้การท่วมขังน้อยลง

ส่วนพื้นที่อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง ที่เป็นพื้นที่รับน้ำทุกปีสถานการณ์น่าจะคลี่คลายในกี่สัปดาห์ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าน่าจะประมาณ 2-3 สัปดาห์ ส่วนใหญ่สิ้นเดือนตุลาคมเข้าเดือนพฤศจิกายน สถานการณ์น่าจะดีขึ้น แต่ตอนนี้เราคิดไปไกลกว่านั้นต้องคิดถึงเรื่องของการบริหารจัดการในระยะยาวด้วย ทุกปีเราเน้นเรื่องของการเยียวยา ใช้เงินปีละประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท ถ้าเราใช้เงินก้อนนี้มาเป็นเรื่องของการลงทุน ระบบสาธารณูปโภค ระบบเขื่อน ระบบเส้นทางน้ำ ระบบฝาย เรื่องการบริหารจัดการน้ำ เราน่าจะทำให้เงินงบประมาณเหล่านี้เกิดประโยชน์มากขึ้น

ชี้เยียวยา 9,000 บาท เดือนเดียว 2 หมื่นล้านไม่ได้อะไร แต่เท่ากับโครงการใหญ่ที่เบิกจ่าย 3-4 ปี

เมื่อถามถึงแนวโน้มในการสร้างเขื่อนเพิ่ม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สทนช. ต้องไปศึกษาและหาวิธีที่จะทำให้สภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีคลี่คลาย ไม่เช่นนั้นทุกปีก็จะต้องเกิดปัญหา แบบนี้แล้วกลับไปก็ต้องหาตังค์มาจ่าย

“อนุมัติงบกลางชาวบ้านได้ 9,000 บาท ถามว่าวันนี้ต่อให้เขาแสนบาทเขาก็ไม่เอาหรอกเงิน ขอให้น้ำไม่ท่วมดีกว่า เราก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้น้ำไม่ท่วม ไม่ให้เขาเดือดร้อน เงินใช้พอๆ กันเลย อย่างคลองบางบาล บางไทร 20,000 กว่าล้าน เท่ากัน แต่ 5-6 ปีกว่าจะเสร็จเท่ากับปีหนึ่งงบประมาณ 4-5 พันล้าน แต่นี่ 20,000 ล้าน เยียวยาปีหนึ่งให้ชาวบ้านแล้ว และยังไม่มีโครงการอะไรที่จะไปทำในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคเลย” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าจากการลงพื้นที่ทุกแห่งในประเทศเกี่ยวข้องกับปัญหาใหญ่ที่ทำให้การบริหารจัดการน้ำเกิดปัญหาคืออะไร นายอนุทินกล่าวว่ามันก็มีหลายปัญหาที่ดินของชาวบ้านด้วย มาอยู่ต่างจังหวัดจะไปเวนคืนที่ของพี่น้องประชาชนเป็นเกษตรกรทำไร่ทำนา เป็นเรื่องที่อธิบายยาก ต้องหาวิธีในการหาเทคโนโลยีใหม่ๆ น้ำก็เช่นกัน เห็นแบบนี้ อีก 6 เดือนก็ต้องมาแก้ปัญหาภัยแล้ง เป็นไปได้อย่างไรเรื่องน้ำ ทำอย่างไร ตนให้นโยบาย สทนช. ไปว่าทำอย่างไรได้บ้างให้ช่วยกันคิด ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานแนวคิดพื้นฐานมาแล้วเรื่องแก้มลิง แต่ด้วยสภาพนิเวศที่เปลี่ยนไปแก้มลิงที่มีอยู่อาจไม่พอต้องทำเพิ่มได้หรือไม่ หลีกเลี่ยงการเวนคืนที่ของประชาชน ที่ของรัฐ ที่ของหลวง ที่ราชพัสดุ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ใช้เป็นที่เก็บกักน้ำได้หรือไม่ ต้องคิดต่อไป เอาไว้หลังเลือกตั้งก่อน ค่อยมาคิด

เมื่อถามว่า 4 เดือนที่จะวางรากฐานให้ได้จะทำได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รากฐานวางได้อยู่แล้ว คือการบอก สทนช. ให้ใช้สำนักทรัพยากรน้ำ เป็นเจ้าภาพหลัก และค่อยกระจายไปยังหน่วยงานต่างๆ

“เราก็ต้องบอกท่านเลขาธิการ บอกท่านอนุชาว่าพี่ไม่ไหวแล้วนะ ปีหนึ่ง 2-3 หมื่นล้าน และหมดไปครั้งเดียวเลย โดยปกติ 30,000 ล้านบาท งบประมาณผูกพันต้องใช้ 3-4 ปีถึงจะใช้หมด แต่นี่ 30,000 ล้านบาท เดือนเดียวใช้หมด ดังนั้นจะต้องเรียนท่านไปว่าเงินมีแล้วเอาไปสร้างอะไรที่เป็นการลงทุนระยะยาวได้หรือไม่ ท่านก็มาจากสภาพัฒน์ มีวิสัยทัศน์ เห็นลู่ทาง นี่คือการวางรากฐาน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

“อนุทิน” บอก ตื๊อ “อนุชา” เท่านั้น ยังยืนยันน้ำไม่ท่วมแน่

สรุปแล้วประเด็นสำคัญจากที่นายกฯ อนุทินให้สัมภาษณ์คือ 1) ยังคง “ตื๊อ” คุณอนุชาให้มาร่วมงานกับภูมิใจไทยต่อไป 2) มั่นใจว่าสถานการณ์น้ำจะไม่รุนแรงเหมือนปี 54 และ 3) เตรียมวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอย่างยั่งยืน

อนุทินให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวมากกว่าการเยียวยาเพียงอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและอาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนกว่าเดิม เราต้องติดตามกันต่อไปว่าแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลจะประสบความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “อนุทิน” บอก ตื๊อ “อนุชา” เท่านั้นหลังยังไม่เข้าภูมิใจไทย-ยืนยันน้ำไม่ท่วมเหมือนปี 54

ล้อมจับระทึก! **น้าเขยข่มขืนเด็ก 13** หนีไม่รอด

ชาวบ้านล้อมจับระทึก **น้าเขยข่มขืนเด็ก 13** ปี ในป่าข้างทาง! ทำทีเดินเข้าบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนโดนรวบตัวได้ในทุ่งนา หลังพยายามหลบหนีการจับกุม

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ตำรวจ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยกู้ภัย ได้ร่วมกันปิดล้อมทุ่งนาในพื้นที่ หมู่ 2 ตำบลท่าซัก อำเภอเมือง เพื่อตามล่านายกิตติศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี หรือ “ป้อม” ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุฉุดกระชากเด็กหญิงวัย 13 ปี ไปข่มขืนในป่าละเมาะ เด็กหญิงกลับบ้านในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมม เปื้อนดินโคลน และร้องไห้ บอกกับยายว่าถูกลากไปข่มขืนและขู่ฆ่าหากนำเรื่องไปบอกใคร

ยายจึงรีบแจ้งความที่ สภ.เมือง และพาเด็กหญิงไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ส่วนนายป้อม หลังก่อเหตุยังคงอยู่ที่บ้านตามปกติ กระทั่งตำรวจเข้าจับกุม ขณะที่ตำรวจกำลังนำตัวขึ้นรถ นายป้อมได้สะบัดมือและวิ่งหนีลงไปในป่ากลางทุ่งนา ตำรวจและชาวบ้านกว่าร้อยคนจึงระดมกำลังปิดล้อมนานกว่า 2 ชั่วโมง จนพบตัวนายป้อมซ่อนตัวอยู่ใต้ต้นกกกลางทุ่งนา เจ้าหน้าที่และชาวบ้านจึงสามารถจับกุมตัวได้สำเร็จ ขณะที่ชาวบ้านที่โกรธแค้นพยายามเข้าประชาทัณฑ์ แต่เจ้าหน้าที่ได้กันไว้

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนายป้อมไปที่รถ ชาวบ้านที่โกรธแค้นได้ฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่เข้าไปทำร้ายนายป้อม ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะกันตัวออกมาและนำขึ้นรถกู้ภัยไปยังโรงพักเพื่อสอบสวนต่อไป ชาวบ้านต่างสาปแช่งและด่าทอ เพราะเด็กหญิงที่ถูกกระทำนั้น พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว อาศัยอยู่กับยาย และเป็นญาติภรรยาของนายป้อม ทำให้เชื่อว่านายป้อมแอบมองเด็กมานานแล้ว จนกระทั่งวันนี้ (10 ตุลาคม 2568) ได้ฉุดเด็กไปข่มขืน จนนำไปสู่การจับกุมในที่สุด

จากการตรวจสอบประวัติ นายกิตติศักดิ์ หรือ “นายป้อม” เพิ่งพ้นโทษในคดีข่มขืนที่บ้านเดิมและคดียาเสพติด โดยมีศักดิ์เป็นน้าเขยของเด็กหญิงเหยื่อ ชาวบ้านยืนยันว่านายป้อมเสพยาเสพติดเป็นประจำ และมักยิงปืนขึ้นฟ้าในเวลากลางคืน สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน ก่อนเกิดเหตุ ยายให้เด็กหญิงไปซื้อข้าวสาร แต่หายไปนาน จึงตามหาและพบว่าเด็กหญิงอยู่ในสภาพเนื้อตัวมอมแมม ร้องไห้ และบอกว่าถูกนายกิตติศักดิ์ หรือ “นายป้อม” **ข่มขืน**

ล้อมจับระทึก น้าเขยข่มขืนเด็ก 13

ทำไมน้าเขยถึงกล้าข่มขืนเด็ก 13?

  • ผู้ต้องหาเพิ่งพ้นโทษคดีข่มขืนและยาเสพติด
  • ผู้ต้องหามีพฤติกรรมเสพยาและชอบยิงปืนขึ้นฟ้า
  • ผู้ต้องหาเป็นน้าเขยของเด็กหญิง

คดีสะเทือนขวัญนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงทางเพศที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและการให้ความช่วยเหลือเหยื่ออย่างเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืน

บทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิด

การกระทำของนายกิตติศักดิ์ถือเป็นความผิดร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีบทลงโทษดังนี้:

  • ข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี: มีโทษจำคุกตั้งแต่ 15 ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000 บาทถึง 400,000 บาท
  • กระทำอนาจารแก่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี: มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ทำร้ายร่างกายผู้อื่น: มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ นายกิตติศักดิ์อาจถูกดำเนินคดีในข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เสพยาเสพติด และมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จะปกป้องเด็กๆ จากภัยร้ายนี้ได้อย่างไร

เพื่อให้เด็กๆ ปลอดภัยจากภัยร้ายอย่างการถูก **น้าเขยข่มขืนเด็ก 13** หรือการถูกกระทำชำเราในรูปแบบอื่นๆ เราทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันดูแลและป้องกัน โดยสามารถทำได้ดังนี้:

  • ให้ความรู้แก่เด็ก: สอนให้เด็กรู้จักการดูแลตัวเอง รู้จักสิทธิของตนเอง และรู้จักวิธีการขอความช่วยเหลือเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก: สร้างความไว้วางใจและความใกล้ชิดกับเด็ก เพื่อให้เด็กรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดคุยและขอความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา
  • สังเกตพฤติกรรมของเด็ก: สังเกตการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของเด็ก เช่น การซึมเศร้า การเก็บตัว หรืออาการหวาดกลัว หากพบสิ่งผิดปกติ ให้สอบถามและให้ความช่วยเหลือ
  • ดูแลสภาพแวดล้อมของเด็ก: ตรวจสอบและดูแลสภาพแวดล้อมที่เด็กอาศัยอยู่ เช่น โรงเรียน บ้าน และชุมชน ให้ปลอดภัยและเป็นมิตรกับเด็ก

การที่ **น้าเขยข่มขืนเด็ก 13** เป็นเรื่องที่ร้ายแรงและไม่ควรเกิดขึ้น การป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เริ่มต้นจากครอบครัว ชุมชน โรงเรียน และหน่วยงานภาครัฐ หากพบเห็นการกระทำที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทันท่วงที

ที่มา – ล้อมจับระทึก “น้าเขย” ลวงเด็กหญิงวัย 13 ปีไปข่มขืน สุดท้ายหนีไม่รอด

นฤมล รับฟังปัญหาโรงเรียนชายขอบ จ.ตาก เร่งแก้ไข

“นฤมล” รับฟังปัญหาโรงเรียนชายขอบ จ.ตาก เร่ง ปรับปรุงบ้านพักครู-โครงสร้างพื้นฐาน เตรียมเยียวยาค่าอาหารนักเรียนพักนอน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาบนพื้นที่สูง และการศึกษาเพื่อการมีงานทำ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการท่านอื่นๆ เข้าร่วม

ดร.นฤมล ได้ให้ความสำคัญกับการรับฟังปัญหาโดยตรงจากพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาของโรงเรียนในพื้นที่ชายขอบ

นฤมล รับฟังปัญหาโรงเรียนชายขอบ จ.ตาก เร่ง ปรับปรุงบ้านพักครู-โครงสร้างพื้นฐาน

รับฟังปัญหาโรงเรียนชายขอบ

ดร.นฤมล ได้เดินทางไปยังโรงเรียนแม่กุวิทยาคม เพื่อพบปะพูดคุยกับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษาในจังหวัดตาก โดยได้กล่าวว่า เข้าใจถึงความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ ทั้งในด้านภูมิประเทศและตัวผู้เรียนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนในจังหวัดตากที่มีลักษณะเป็นทั้งที่ราบและภูเขาสูง มีความห่างไกล และมีนักเรียนหลากหลายชาติพันธุ์

โรงเรียนส่วนใหญ่มีความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอน เช่น โดมอเนกประสงค์ที่สามารถใช้จัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเรียนรู้ ดนตรี กีฬา รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการจัดงานวันครูและกิจกรรมของชุมชนได้ นอกจากนี้ ยังต้องการโรงอาหารที่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียน ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) รวมถึงถังเก็บน้ำ และหอนอนสำหรับนักเรียนที่บ้านอยู่ห่างไกล

สั่งสำรวจผลกระทบยกเลิกค่าอาหาร

ดร.นฤมล ยังได้มอบหมายให้เลขาธิการ สพฐ. ทำการสำรวจจำนวนโรงเรียนและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกค่าอาหาร 20 บาท สำหรับนักเรียนพักนอนในโรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่พิเศษ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจำนวนนักเรียนที่อาจต้องออกจากระบบการศึกษา โดยให้สำรวจโรงเรียนลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อของบกลางมาเยียวยาในเบื้องต้น และนำไปบรรจุในแผนงบประมาณปี 2570 นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปหลักสูตรแกนกลาง 2551 ให้มีความทันสมัย

ดูแลบ้านพักครู สร้างขวัญกำลังใจ อีกหนึ่งเรื่องที่ นฤมล รับฟังปัญหาโรงเรียนชายขอบ จ.ตาก

ดร.นฤมล ยังได้รับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับหลักเกณฑ์การประเมินครูในพื้นที่สูงและทุรกันดาร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครูที่ต้องดูแลนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งในเรื่องของบ้านพักครู ซึ่งเป็นนโยบายที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้ครูได้อยู่อาศัยอย่างปลอดภัย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการสอนนักเรียน

ในระยะแรก จะเร่งดำเนินการปรับปรุงบ้านพักครูที่ทรุดโทรมจำนวน 13,000 หลัง (จากทั้งหมด 14,000 หลัง) และบรรจุเป็นแผนพัฒนาปรับปรุงในปีงบประมาณ 2570 ให้ครบทั้งหมด 40,000 หลัง นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันให้ครูได้รับสิทธิ์ซื้อบ้านในโครงการของการเคหะแห่งชาติ ในราคาถูกและดอกเบี้ยต่ำด้วย

การแก้ไขปัญหาโรงเรียนชายขอบไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังรวมถึงขวัญกำลังใจของครู และการสนับสนุนด้านต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

ที่มา – “นฤมล” รับฟังปัญหาโรงเรียนชายขอบ จ.ตาก เร่ง ปรับปรุงบ้านพักครู-โครงสร้างพื้นฐาน

2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถ พุ่งชนท้ายรถบรรทุกเจ็บ

เกิดเหตุระทึก! 2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถต้องสงสัย แต่พลาดพุ่งชนท้ายรถบรรทุกน้ำอย่างจัง บริเวณจุดกลับรถ ทำให้ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ เหตุเกิดเลยด่านห้วยยะอุ อ.แม่สอด จ.ตาก

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 14.40 น. เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจด่านห้วยยะอุได้รับแจ้งเหตุ พบรถยนต์กระบะ 4 ประตู ตราโล่ตำรวจ ชนท้ายรถบรรทุกน้ำ 6 ล้อ บริเวณจุดกลับรถฝั่งขาเข้าอำเภอแม่สอด เลยด่านห้วยยะอุไปราว 1 กิโลเมตร บริเวณนั้นมีการทำถนนใหม่และใช้รถบรรทุกน้ำราดเพื่อลดฝุ่นละออง

เจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัย อบต.ด่านแม่ละเมา รุดไปยังที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุกน้ำ 6 ล้อจอดขวางเลนซ้ายสุด กำลังกลับรถ และพบรถกระบะ 4 ประตู ตราโล่ตำรวจ หมายเลข 09988 ชนอัดท้ายรถบรรทุกน้ำ สภาพด้านหน้ารถพังยับเยิน พบตำรวจในเครื่องแบบติดอยู่ในซากรถ กู้ภัยจึงตัดเข็มขัดนิรภัยเพื่อช่วยเหลือ

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่า คนขับชื่อ สิบตำรวจตรี อภิวัฒน์ ขาหักผิดรูปบริเวณโคนขาข้างซ้าย และจ่าสิบเอกศิวากร มีอาการปวด เดินไม่ไหว คาดว่าสะโพกหลุดเนื่องจากแรงกระแทกจากคอนโซลหน้ารถ

เบื้องต้นทราบว่า เจ้าหน้าที่2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถต้องสงสัยที่ขับฝ่าด่านตรวจบ้านห้วยยะอุ เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นจุดกลับรถที่ชาวบ้านระบุว่าไม่ได้มาตรฐาน รถตำรวจจึงชนท้ายรถบรรทุกน้ำที่กำลังกลับรถอย่างจัง

พันตำรวจโทหญิงชโลธร เล็กสุด สารวัตรสอบสวน สภ.พะวอ ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และให้กู้ภัยนำตำรวจที่บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลแม่สอด พร้อมควบคุมตัวคนขับรถบรรทุกน้ำเพื่อดำเนินคดี

2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถชนท้ายบรรทุกเจ็บ

สาเหตุที่ทำให้2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถเกิดอุบัติเหตุ?

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเรื่องน่าเศร้า และแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงความสำคัญของความปลอดภัยบนท้องถนน จุดกลับรถที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เราควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและตรวจสอบจุดกลับรถต่างๆ ให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

การขับรถไล่ตามผู้ต้องสงสัยเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก การประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงต่อตนเองและผู้อื่นบนท้องถนน

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด รวมถึงการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้รถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัย

ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองท่านหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนน

2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถต้องสงสัย ประสบอุบัติเหตุชนท้ายรถบรรทุกน้ำเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราต้องระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ

2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถ ประสบอุบัติเหตุครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการขับขี่บนท้องถนนมีความเสี่ยงเสมอ

ที่มา – 2 ตำรวจขับกระบะตราโล่ไล่ตามรถแหกด่าน พุ่งชนท้ายรถบรรทุกบาดเจ็บทั้งคู่

วิกฤต! หลวงตาวอนช่วยด้วย **หัดแมว** ระบาดวัด

วัดสมรโกฏิ นนทบุรี กำลังเผชิญวิกฤตหนัก! หลวงตาวอนขอความช่วยเหลือด่วน หลังเกิดการระบาดของโรคหัดแมว ทำให้แมวในวัดกว่า 60 ชีวิต ล้มป่วยและตายไปแล้วกว่า 20 ตัวภายในเวลาไม่ถึงเดือน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากคุณพลชัย วงศ์ยงศิลป์ อายุ 66 ปี ลูกศิษย์วัดสมรโกฏิ ผู้ดูแลแมวจรจัดกว่า 60 ชีวิตในวัด ปัจจุบันวัดกำลังเผชิญปัญหาใหญ่เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรค “หัดแมว” (Feline Distemper) อย่างรวดเร็ว ทำให้แมวจำนวนมากล้มป่วยพร้อมกัน และมีแมวตายไปแล้วกว่า 20 ตัวภายในเดือนเดียว

คุณพลชัยเปิดเผยว่า เขาเข้ามาช่วยดูแลแมวในวัดแห่งนี้นานกว่า 10 ปีแล้ว เดิมทีวัดมีแมวเพียง 1-2 ตัวที่หลวงตาเลี้ยงไว้ จากนั้นก็มีคนนำแมวมาทิ้งไว้เรื่อย ๆ ทั้งในกล่อง ลัง หรือกรงบริเวณศาลาวัด หลวงตาเห็นแล้วสงสารจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ทั้งหมด ก่อนหน้านี้มีมากถึง 120 ตัว ปัจจุบันเหลืออยู่ราว 60 กว่าตัว ส่วนอีกหลายสิบตัวตายจากโรคระบาดในช่วงเดือนที่ผ่านมา

แมวบางตัวมีอาการน้ำมูกไหล น้ำลายฟูมปาก ถ่ายเหลว พอถ่ายได้สองวันก็หมดแรงตาย ถ้าไม่รักษาทันก็ช่วยไม่ได้ ตอนนี้พยายามให้ยาปฏิชีวนะ ยาไทย ประคองอาการกันเอง เพราะพาไปหาหมอแต่ละครั้งหมดเงินหลายพัน หลวงตาเองก็ไม่มีงบ ต้องอาศัยญาติโยมช่วยสมทบทุน ปัจจุบันมีผู้ช่วยเพียง 2 คน คอยให้อาหาร ทำความสะอาดกรง และดูแลแมวที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ทุกคนต่างกังวล เพราะวัคซีนป้องกันโรคและค่ายารักษาเริ่มขาดแคลน จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานภาครัฐหรือกลุ่มอาสาเข้ามาช่วยเหลือโดยด่วน ก่อนจะสูญเสียเพิ่มอีก

สถานการณ์น่าเป็นห่วงจากโรคหัดแมว

ด้านหลวงตาสัมพันธ์ หรือ “หลวงตาค่อม” อายุ 65 ปี พระลูกวัดสมรโกฏิ ผู้ดูแลแมวทั้งหมด เปิดเผยว่า ท่านเลี้ยงแมววัดมานานกว่า 10 ปี เริ่มจากความสงสารแมวจรที่ไม่มีที่พึ่ง จากนั้นก็มีคนแอบนำมาปล่อยเพิ่มเรื่อย ๆ ตอนนี้แมวป่วยเป็นหัดแมว ตายไปเกือบ 20 ตัวแล้ว หมอที่เอาไปตรวจบอกว่าเป็นโรคระบาด ค่าใช้จ่ายรักษาแค่สองตัวก็หมื่นกว่าบาทแล้ว ตอนนี้เหลือแมวป่วยราว 10 ตัว ที่เหลือก็เฝ้าระวังทุกวัน เดือนหนึ่งต้องจ่ายค่าอาหาร 3–4 หมื่นบาท แต่ไม่เคยมีหน่วยงานไหนเข้ามาช่วยเลย ถ้าเราตายแทนแมวได้ก็อยากจะตายแทนเพราะสงสาร พวกเขาช่วยตัวเองไม่ได้ ถ้าเราไม่ช่วยแล้วใครจะช่วยเขา

แม้ว่าช่วงหลังจะมีผู้ใจบุญบางส่วนเห็นเรื่องราวผ่านโซเชียลแล้วเข้ามาช่วยบริจาคอาหารบ้าง แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับค่ารักษาและวัคซีนป้องกันโรคที่จำเป็น จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานรัฐ องค์กรอาสาสัตว์ หรือผู้มีจิตศรัทธา เข้ามาช่วยเหลือในการดูแลสุขภาพแมววัดสมรโกฏิ ทั้งในเรื่องการฉีดวัคซีน ยารักษาโรค และการควบคุมโรคระบาด เพื่อให้เหล่าแมววัดที่ยังมีชีวิตอยู่ได้มีโอกาสรอดพ้นจากโรคร้ายในครั้งนี้

ทางวัดยังขาดแคลนปัจจัยในการรักษาแมวป่วยจากโรคหัดแมวอย่างมาก หลวงตาและลูกศิษย์จึงขอความเมตตาจากผู้ใจบุญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โปรดช่วยเหลือน้องแมวเหล่านี้ให้พ้นวิกฤต

หลวงตาวอนช่วยด้วย หัดแมว ระบาด ไม่ถึงเดือน แมวในวัดตายเกลื่อน

ผู้ที่ต้องการให้ความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้โดยตรงที่ หลวงตาสัมพันธ์ (หลวงตาค่อม) วัดสมรโกฏิ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

วิกฤตการณ์ที่วัดสมรโกฏิแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลและป้องกันโรคในสัตว์เลี้ยง การระบาดของโรคหัดแมวเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและส่งผลกระทบต่อทั้งสัตว์และผู้ที่ดูแล การสนับสนุนและช่วยเหลือวัดและสถานสงเคราะห์สัตว์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – หลวงตาวอนช่วยด้วย “หัดแมว” ระบาด ไม่ถึงเดือน แมวในวัดตายเกลื่อน

3 หน่วยงานแก้รถติด ถ.เพชรบุรี-ราชปรารภ

บช.น.-สนข.-รฟม. ผนึกกำลังลงพื้นที่แก้ไขปัญหาจราจรบนถนนเพชรบุรี-ถนนราชปรารภอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหารถติดจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีงานก่อสร้างงานโยธาที่อยู่ระหว่างดำเนินการในแนวถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นถนนสายหลักในการเดินทางตามแนวทิศตะวันตก – ตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความหนาแน่นของสภาพการจราจรบนถนนเพชรบุรี รฟม. จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในการจัดระบบการจราจรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยแนะนำให้ผู้ใช้รถยนต์เลี่ยงไปใช้เส้นทางถนนพระราม 1 ทดแทน ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนจะติดตามประเมินสภาพการจราจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดมาตรการลดผลกระทบด้านจราจรอื่นๆ ที่เหมาะสมต่อไป

โดยในส่วนของถนนราชปรารภที่อยู่โดยรอบพื้นที่ก่อสร้างงานโยธาของโครงการฯ เช่นเดียวกันนั้น พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ รองผู้อำนวยการ สนข. รักษาราชการแทนผู้อำนวยการ สนข. และผู้แทน รฟม. ได้ลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบสภาพการจราจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางการลดผลกระทบด้านการจราจร โดยเตรียมวางแผนการทดลองปรับช่องการเดินรถบนถนนราชปรารภ เป็นเดินรถทางเดียว ตามรอบสัญญาณไฟจราจร (Reversible lane) ฝั่งขาออก ตั้งแต่รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีราชปรารภ ถึง แยกมักกะสัน (แยกหมอเหล็ง) เพื่อเร่งระบายรถขาออกเมืองในช่วงเวลาเร่งด่วนเย็น ระหว่างเวลา 17.00 – 21.00 น.

ซึ่งขณะนี้ผู้รับจ้างงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ อยู่ระหว่างจัดเตรียมพื้นที่และติดตั้งสัญญาณไฟเพิ่มเติม ควบคู่กับการดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรให้ดีขึ้น โดยทาสีลูกศร ทางตรง และทางเลี้ยว เพื่อแบ่งช่องจราจรให้ชัดเจน เพิ่มป้ายจำกัดความสูงใต้สะพาน และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลทำความสะอาดผิวจราจรและทางเท้า เพื่อให้ประชาชนสัญจรได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เมื่อผู้รับจ้างงานได้เตรียมความพร้อมของพื้นที่เรียบร้อยแล้ว จะได้มีการแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางได้รับทราบเพื่อวางแผนการเดินทางล่วงหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม รฟม. จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ใช้เส้นทางบริเวณดังกล่าวติดตามข่าวสาร และวางแผนการเดินทางล่วงหน้า โดยผู้ใช้เส้นทางสามารถติดตามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และ TikTok @orangeline.pr หรือติดตามข้อมูลข่าวสาร รฟม. เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ รฟม. www.mrta.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ Call Center รฟม. โทรศัพท์ 0 2716 4044

การแก้ไขรถติด ถนนเพชรบุรี-ราชปรารภ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายจริง ๆ และการแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบล่วงหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญมาก

3 หน่วยงาน ผนึกกำลังแก้รถติด ถ.เพชรบุรี-ราชปรารภ

การผนึกกำลังของ 3 หน่วยงานเพื่อแก้ไขรถติด ถนนเพชรบุรี-ราชปรารภ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องใช้เส้นทางนี้เป็นประจำ นอกจากนี้ การที่ รฟม. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงเส้นทางและการวางแผนการเดินทางล่วงหน้าก็เป็นประโยชน์อย่างมาก

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการแก้ไขรถติด ถนนเพชรบุรี-ราชปรารภ

สำหรับผู้ที่สัญจรบนถนนเพชรบุรีและราชปรารภเป็นประจำ การทราบถึงแนวทางการแก้ไขรถติด ถนนเพชรบุรี-ราชปรารภ จะช่วยให้สามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน

  • การปรับปรุงผิวจราจร: มีการปรับปรุงผิวจราจรให้ดีขึ้น ทาสีลูกศร เพื่อแบ่งช่องจราจรให้ชัดเจน
  • การเพิ่มป้ายจำกัดความสูง: มีการเพิ่มป้ายจำกัดความสูงใต้สะพาน เพื่อความปลอดภัย
  • การดูแลทำความสะอาด: มีเจ้าหน้าที่ดูแลทำความสะอาดผิวจราจรและทางเท้า

การแก้ไขรถติด ถนนเพชรบุรี-ราชปรารภ เป็นโครงการที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกฝ่าย การติดตามข่าวสารและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า จะช่วยลดผลกระทบจากการก่อสร้างได้มาก

ที่มา – 3 หน่วยงาน ผนึกกำลังแก้รถติด ถ.เพชรบุรี-ราชปรารภ จากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม