วัน: 10 ตุลาคม 2025

“อนุทิน” บอกไม่เจ็บสะดุดล้มบันไดเฮลิคอปเตอร์

จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประสบอุบัติเหตุสะดุดล้มขณะลงจากเฮลิคอปเตอร์ระหว่างลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดพิจิตร ได้มีการเปิดเผยถึงอาการและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายกฯ ได้กล่าวติดตลกกับสื่อมวลชนว่า “เป็นห่วงหรือสมน้ำหน้า” สร้างเสียงหัวเราะและคลายความกังวลให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสาร

“อนุทิน” บอกไม่เจ็บสะดุดล้มบันไดเฮลิคอปเตอร์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.15 น. วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่จังหวัดชัยนาท ขณะที่นายอนุทินกำลังลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม หลังจากการลงจากเฮลิคอปเตอร์ ปรากฏว่าได้เกิดการสะดุดล้มขึ้น แต่โชคดีที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยสามารถคว้าตัวไว้ได้ทัน ทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง

รายละเอียดเหตุการณ์ “อนุทิน” บอกไม่เจ็บสะดุดล้มบันไดเฮลิคอปเตอร์

เมื่อถูกถามถึงอาการบาดเจ็บ นายอนุทินยืนยันว่า “ไม่เจ็บ” พร้อมทั้งอธิบายว่าสาเหตุที่ทำให้สะดุดล้มเป็นเพราะง่ามของเฮลิคอปเตอร์ “ขายังไม่อ่อน” นายกฯ กล่าวติดตลก พร้อมเสริมว่าการช่วยเหลือจากปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ไม่เกิดการบาดเจ็บที่รุนแรงกว่านี้

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ครั้งนี้กับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นที่วัดพระแก้ว ซึ่งในครั้งนั้นนิ้วหักจากการวิ่งตาม น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้เห็นถึงความแตกต่างของระดับความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่ประชาชนมีต่อนายกรัฐมนตรี รวมถึงความมีอารมณ์ขันและมองโลกในแง่ดีของนายอนุทินเอง ที่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ที่อาจดูตึงเครียดให้กลายเป็นเรื่องที่ผ่อนคลายได้

เหตุการณ์สะดุดล้มของนายอนุทินในครั้งนี้ กลายเป็นที่สนใจและถูกพูดถึงในวงกว้าง ทั้งในแง่ของความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจของผู้นำประเทศ และในแง่ของบุคลิกที่เป็นกันเองและเข้าถึงง่ายของนายอนุทินเอง

การลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ก็ตาม รัฐบาลยังคงเดินหน้าในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเต็มที่

สำหรับประชาชนที่กำลังประสบปัญหาอุทกภัย สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้จากหน่วยงานราชการในพื้นที่ หรือผ่านช่องทางต่างๆ ที่รัฐบาลได้จัดเตรียมไว้ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

บทสรุปเกี่ยวกับ “อนุทิน” บอกไม่เจ็บสะดุดล้มบันไดเฮลิคอปเตอร์

โดยสรุปแล้ว เหตุการณ์ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล **“อนุทิน” บอกไม่เจ็บสะดุดล้มบันไดเฮลิคอปเตอร์** เป็นเหตุการณ์เล็กน้อยที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่ประชาชนมีต่อผู้นำประเทศ และบุคลิกที่เข้าถึงง่ายของนายอนุทินเอง แม้จะเกิดอุบัติเหตุขึ้น แต่ด้วยความช่วยเหลือจากทีมงานและความไม่ประมาทในการปฏิบัติงาน ทำให้สามารถผ่านพ้นสถานการณ์ไปได้ด้วยดี และยังคงเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนต่อไป

เหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่า ความไม่ประมาทและความระมัดระวังเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวัน และการมีสติอยู่เสมอจะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้

ที่มา – “อนุทิน” บอกไม่เจ็บสะดุดล้มบันไดเฮลิคอปเตอร์ หยอกสื่อเป็นห่วงหรือสมน้ำหน้า

ทางด่วนฟรี 13 ตุลาคม 2568 วันนวมินทรมหาราช

เตรียมตัวให้พร้อม! ทางด่วนฟรี 13 ตุลาคม 2568 วันนวมินทรมหาราช การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ใจดีเปิดให้ขึ้นทางด่วนฟรีถึง 3 สายทาง รวม 63 ด่าน ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. งานนี้ใครมีแพลนเดินทางไกล หรือต้องใช้ทางด่วนในวันดังกล่าว เตรียมตัวรับสิทธิพิเศษกันได้เลย

ทางด่วนฟรี 13 ตุลาคม 2568 วันนวมินทรมหาราช

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม ประกาศยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษของทางพิเศษ จำนวน 3 สายทางด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในช่วงวันหยุด

สายทางที่เปิดให้ขึ้นฟรี มีดังนี้:

  • ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ดินแดง-บางนา-ดาวคะนอง) จำนวน 21 ด่าน
  • ทางพิเศษศรีรัช (แจ้งวัฒนะ-บางโคล่-ศรีนครินทร์) จำนวน 32 ด่าน
  • ทางพิเศษอุดรรัถยา (บางปะอิน-ปากเกร็ด) จำนวน 10 ด่าน

โดยสิทธิพิเศษนี้ จะมีผลในวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันนวมินทรมหาราช (วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร) ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. ถือเป็นวันหยุดราชการประจำปี ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

การยกเว้นค่าผ่านทางครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่ระบุไว้ในสัญญาสัมปทานฉบับแก้ไขใหม่ ระหว่าง กทพ. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และบริษัททางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดยาว ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน และที่สำคัญคือ ช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่ใช้บริการบัตร Easy Pass อย่าลืมลงทะเบียนปรับปรุงข้อมูลด้วยตนเอง ผ่านช่องทาง EXAT Portal Application หรือทางเว็บไซต์ www.thaieasypass.com เพื่อทำการยกระดับบัตร Easy Pass ให้เป็น Easy Pass Plus เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานมากยิ่งขึ้น หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ทางพิเศษ (EXAT Call Center) โทร 1543 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โอกาสดีๆ แบบนี้ อย่าลืมวางแผนการเดินทางให้ดี เพื่อให้คุณสามารถใช้ประโยชน์จาก ทางด่วนฟรี 13 ตุลาคม 2568 วันนวมินทรมหาราช ได้อย่างเต็มที่ เดินทางปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่ายไปพร้อมๆ กัน

สรุป: ใครที่มีแผนเดินทางในวันที่ 13 ตุลาคม 2568 อย่าลืมเช็คเส้นทางและช่วงเวลาที่เปิดให้ขึ้นทางด่วนฟรี เพื่อความสะดวกและประหยัดค่าเดินทางนะคะ

ที่มา – ทางด่วนฟรี 13 ตุลาคม 2568 “วันนวมินทรมหาราช” ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายทาง

สท.แดง เตรียมจัดพิธีเบิกเนตร ไอ้ทอง ส่องเลขเด็ด

ครอบครัว สท.แดง พันปี เตรียมจัดพิธีเบิกเนตรร่างสต๊าฟ “ไอ้ทอง” จระเข้แสนรู้ พร้อมเลขเด็ดเสี่ยงโชค! หลังจากนำร่างของไอ้ทอง จระเข้แสนรู้ที่เสียชีวิตไป ไปสต๊าฟไว้ที่ศูนย์วิจัยประมงน้ำจืดจังหวัดนครสวรรค์ ตอนนี้ได้นำมาไว้ที่บ้านเพื่อเตรียมทำบุญใหญ่

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายคณาธิป นาทิพย์ หรือ สท.แดง พันปี และครอบครัว ได้เดินทางไปรับร่างของไอ้ทอง จระเข้แสนรู้ที่เลี้ยงไว้ในบ้านเหมือนสัตว์เลี้ยงมานานกว่า 15 ปี ไอ้ทองเสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 หลังจากนั้นจึงได้นำร่างไปสต๊าฟไว้ที่ศูนย์วิจัยประมงน้ำจืดจังหวัดนครสวรรค์ ตอนนี้ได้นำกลับมาไว้ที่บ้านบนห้องพระชั้น 2 ซึ่งเป็นที่ที่ไอ้ทองชอบขึ้นมาไหว้พระเป็นประจำ โดยในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 11 ตุลาคม) จะมีการจัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระและจัดพิธีเบิกเนตร ไอ้ทอง เพื่อความเป็นสิริมงคล

“ไอ้ทอง” เป็นจระเข้ที่เคยเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งเมื่อครั้งที่ยังมี “ไอ้เงิน” อยู่ด้วยกัน โดย สท.แดง พันปี ได้เลี้ยงจระเข้ไว้ 1 คู่ตั้งแต่ตัวยังเล็กๆ ให้ใช้ชีวิตแบบอิสระ บางครั้งก็จะเดินออกมาบริเวณหน้าบ้าน แต่ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในบ้านพัก ไม่เคยทำร้ายใคร เพียงแต่อาจจะส่งเสียงขู่บ้างเมื่อมีคนเดินเข้าไปใกล้ๆ ไอ้เงินได้เสียชีวิตไปเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เหลือเพียงไอ้ทองที่อยู่ด้วยกันมา

บางวัน โดยเฉพาะวันพระ ไอ้ทองมักจะเดินขึ้นไปบนชั้น 2 ของบ้าน และเข้าไปนอนอยู่ในห้องพระ ซึ่งในวันนี้ ไอ้เงินและไอ้ทองได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง โดย สท.แดง พันปี ได้จัดท่าให้ไอ้ทองอยู่ในสภาพเงยหน้าขึ้น เหมือนกำลังไหว้พระ ซึ่งเป็นท่าที่ไอ้ทองมักจะแสดงให้เห็นอยู่เสมอ ส่วนไอ้เงินนั้นมีเพียงหัวกะโหลกและกระดูกที่ตั้งอยู่ในห้องพระเช่นกัน

นายคณาธิป นาทิพย์ เปิดเผยว่า เขารู้สึกดีใจมากที่ได้นำร่างของไอ้ทอง จระเข้แสนรู้ ที่สต๊าฟไว้ กลับมาเก็บไว้ที่บ้าน เนื่องจากเขามีความผูกพันกับไอ้ทองมาก ทุกๆ วันพระ ไอ้ทองจะขึ้นมาที่ห้องพระเป็นประจำ ส่วนวันธรรมดาก็จะนอนอยู่ด้านล่าง เฝ้าบ้าน เมื่อไอ้ทองเสียชีวิตลง เขาจึงนำไปสต๊าฟที่นครสวรรค์ ซึ่งหลังจากสต๊าฟแล้วพบว่า ไอ้ทองมีความยาวลำตัว 2.55 เมตร และกว้าง 95 เซนติเมตร สท.แดงตั้งใจว่าจะทำตู้กระจกเพื่อเก็บรักษาร่างของไอ้ทองไว้ และหากใครต้องการมาชมก็สามารถเดินทางมาที่บ้านของเขาได้ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับวัดพันปี ในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก

สท.แดง เตรียมจัดพิธีเบิกเนตร ไอ้ทอง จระเข้แสนรู้

นอกจากพิธีเบิกเนตร ไอ้ทอง แล้ว สิ่งที่สร้างความฮือฮาคือเรื่องของตัวเลข ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเมื่อทราบข่าว ต่างก็พากันมาดูร่างของไอ้ทอง และหลายคนบอกว่าจะนำเลขขนาดลำตัวของไอ้ทอง คือ 255 และ 95 ไปเสี่ยงโชคในงวดวันที่ 16 ตุลาคมนี้ ตามความเชื่อของแต่ละคน

เลขเด็ดจากร่างสต๊าฟ “ไอ้ทอง” เตรียมเบิกเนตร ไอ้ทอง

การจัดพิธีเบิกเนตร ไอ้ทอง ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้ที่รักและผูกพันกับไอ้ทอง ได้ร่วมรำลึกถึงความทรงจำดีๆ ที่มีร่วมกันมาอีกด้วย

ที่มา – สท.แดง เตรียมจัดพิธีเบิกเนตร ร่างสต๊าฟ “ไอ้ทอง” จระเข้แสนรู้ ส่องขนาดได้เลขเด็ด

แบรนด์ดังของใช้เด็ก เตรียมยุติจำหน่ายในไทย

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจใจหาย เมื่อแบรนด์ดังของใช้และเสื้อผ้าเด็กชื่อดังจากฝรั่งเศส ประกาศเตรียมยุติการจำหน่ายในประเทศไทย พร้อมขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนด้วยดีตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา แฟนเพจ Absorba TH ซึ่งเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของใช้และเสื้อผ้าเด็กชั้นนำจากฝรั่งเศส ได้โพสต์ข้อความว่า “Thank you for 40 years of love” สร้างความตกใจและเสียดายให้กับแฟนๆ จำนวนมาก

“Absorba TH ขอขอบคุณคุณแม่ทุกท่านจากหัวใจ ที่ให้เราได้ร่วมเคียงข้าง และสร้างรอยยิ้มให้กับลูกน้อย ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา” ข้อความจากทางแบรนด์ระบุ

ทางแบรนด์ แบรนด์ดังของใช้เด็ก Absorba TH จะยุติการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

แบรนด์ดังของใช้เด็ก เตรียมยุติจำหน่ายในไทย

หลังจากมีการประกาศดังกล่าว ได้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่แสดงความเสียดายและใจหาย เนื่องจากเป็นลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ลูกยังเล็ก บางรายก็ใช้มาตั้งแต่รุ่นลูกสู่รุ่นหลานเลยทีเดียว

เหตุผลที่แบรนด์ดังของใช้เด็กตัดสินใจยุติการจำหน่าย

ถึงแม้ว่า Absorba TH จะไม่ได้ระบุถึงเหตุผลในการยุติการจำหน่ายในประเทศไทยอย่างชัดเจน แต่คาดการณ์ว่าอาจเป็นผลมาจากปัจจัยทางธุรกิจหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงของตลาด การแข่งขันที่สูงขึ้น หรือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของบริษัทแม่ในต่างประเทศ

การตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับตลาดสินค้าเด็กในประเทศไทย เนื่องจาก Absorba เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมและความไว้วางใจจากคุณพ่อคุณแม่มาอย่างยาวนาน สินค้าของ Absorba ขึ้นชื่อในเรื่องของคุณภาพที่ดีเยี่ยม วัสดุที่อ่อนโยนต่อผิวเด็ก และดีไซน์ที่น่ารัก ทันสมัย

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ยังคงชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของ Absorba อาจจะต้องรีบซื้อสินค้าตุนไว้ก่อนที่ แบรนด์ดังของใช้เด็ก จะยุติการจำหน่ายอย่างเป็นทางการ หรืออาจจะต้องมองหาแบรนด์อื่นทดแทน ซึ่งในปัจจุบันก็มีแบรนด์สินค้าเด็กคุณภาพดีให้เลือกมากมายเช่นกัน

ทางเลือกสำหรับคุณพ่อคุณแม่หลังจากแบรนด์ดังยุติการจำหน่าย

ถึงแม้ Absorba จะจากไป แต่ก็ยังมี แบรนด์ดังของใช้เด็ก อีกมากมายที่พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยมให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือกสรร:

  • สินค้าแบรนด์ไทย: ปัจจุบันมีแบรนด์สินค้าเด็กของไทยหลายแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐานและราคาที่เข้าถึงได้ง่าย
  • สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ: นอกจาก Absorba แล้ว ยังมีแบรนด์สินค้าเด็กจากต่างประเทศอีกมากมายที่วางจำหน่ายในประเทศไทย
  • สินค้ามือสองสภาพดี: เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังคงต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ

การเลือกซื้อสินค้าเด็ก ควรพิจารณาถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุที่ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก และได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็กด้วย

การจากไปของ Absorba ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ก็เป็นโอกาสให้แบรนด์อื่นๆ ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาดสินค้าเด็ก และเป็นโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่ได้ลองเปิดใจให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่อาจตอบโจทย์ความต้องการได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ใด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกน้อย เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตขึ้นอย่างมีความสุขและมีสุขภาพแข็งแรง

ที่มา – แบรนด์ดังของใช้เด็ก เตรียมยุติจำหน่ายในไทย ขอบคุณลูกค้าที่สนับสนุนกว่า 40 ปี

ไรซ์มั่นใจ! แกร่ง ฟิต พร้อม หลังคว้าชัย


ไรซ์มั่นใจ! แกร่ง ฟิต พร้อม หลังคว้าชัย

ดีแคลน ไรซ์ กองกลางทีมชาติอังกฤษและอาร์เซนอล ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีสปอร์ตถึงตำแหน่งการเล่นที่เขาชื่นชอบ หลังจากทีมชาติอังกฤษเอาชนะเวลส์ 3-0

ไรซ์กล่าวว่าเขารู้สึก “แกร่ง ฟิต และพร้อม” หลังจบเกมที่อังกฤษเอาชนะเวลส์ 3-0 ในศึกฟุตบอล เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความฟิตและความมั่นใจเพื่อรักษามาตรฐานการเล่นของเขาไว้

ไรซ์มั่นใจ! แกร่ง ฟิต พร้อม หลังคว้าชัย

ไรซ์กล่าวเสริมว่าเขากำลังสนุกกับการเล่นฟุตบอลของเขา และเขารู้สึกว่าเขากำลังพัฒนาขึ้นในฐานะผู้เล่น เขายังกล่าวขอบคุณผู้จัดการทีม เพื่อนร่วมทีม และแฟนบอลสำหรับการสนับสนุนของพวกเขา

การแสดงความคิดเห็นของไรซ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมั่นใจและความฟิตในโลกของกีฬาอาชีพ นักกีฬาต้องอยู่ในสภาพร่างกายและจิตใจที่ดีที่สุดเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในระดับสูงสุด ความคิดเห็น “แกร่ง ฟิต และพร้อม” ของไรซ์ เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาคนอื่น ๆ

ไรซ์เผยเคล็ดลับความสำเร็จ: แกร่ง ฟิต พร้อม!

การที่ไรซ์เน้นย้ำถึงความรู้สึก “แกร่ง ฟิต และพร้อม” หลังเกม แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวและความพร้อมทางร่างกายเป็นอย่างมาก นักฟุตบอลอาชีพต้องเผชิญกับความต้องการทางร่างกายที่สูงมาก การที่ไรซ์สามารถรักษาระดับความฟิตและความแข็งแกร่งของเขาได้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง

นอกจากความฟิตแล้ว ไรซ์ยังให้ความสำคัญกับความมั่นใจ การมีความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักกีฬา เพราะมันช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความกดดันและความท้าทายในสนามได้ ความมั่นใจยังช่วยให้พวกเขากล้าที่จะเสี่ยงและแสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่

ความสำเร็จของไรซ์ไม่ได้มาจากการฝึกซ้อมและความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการมีทัศนคติที่ดีและการให้ความสำคัญกับความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ นี่คือสิ่งที่นักกีฬาคนอื่น ๆ สามารถเรียนรู้จากเขาได้

การที่ไรซ์รู้สึก “แกร่ง ฟิต และพร้อม” หลังจบเกม เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับทั้งตัวเขาและทีมชาติอังกฤษ หากเขาสามารถรักษาสภาพร่างกายและจิตใจแบบนี้ไว้ได้ เขาก็จะสามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมต่อไปได้

อ่านเพิ่มเติม: ‘ไม่มีทางหวนคืนง่ายๆ สำหรับเบลลิงแฮม เมื่อโรเจอร์สพิสูจน์กลยุทธ์ของทูเคิล’

โดยรวมแล้ว ไรซ์ดูเหมือนจะอยู่ในจุดที่ดีทั้งในและนอกสนาม เขากำลังเล่นฟุตบอลที่ดีที่สุดในอาชีพการงานและเขามีความสุขกับชีวิตของเขา มันจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะได้เห็นว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างในอนาคต

สิ่งที่ไรซ์พูดแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานหนัก ความมุ่งมั่น และทัศนคติเชิงบวก เขาเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับนักกีฬาคนอื่น ๆ และเขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย

ที่มา – I feel strong, fit and confident – Rice positive after win

“พิธา” ย้ำ พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ จี้ “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญา

“พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญาตรงไปตรงมา ฟุ้งหากเป็น “ภูมิใจดูด”ระวังแพ้ คาด ป.ป.ช. ชี้มูลคดี 44 สส. ช่วงใกล้ยุบสภา

วันที่ 10 ต.ค. 2568 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนถูกวิจารณ์ว่าเป็นพรรคฝ่ายค้ำให้พรรคภูมิใจไทยได้บริหารบ้านเมืองว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ใช้กลไกสภาตรวจสอบรัฐบาลอย่างต่อเนื่องให้เห็นแล้วว่า ไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เพียงแต่ต้องเรียกร้องไปยังรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ให้ทำตามคำสัญญาอย่างตรงไปตรงมาว่าจะรักษาสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะสโลแกนของพรรคภูมิใจไทยคือ “พูดแล้วทำ” ถ้าพลิกไปมา ก็ห่วงว่า แบรนด์ของพรรคจะไม่ได้ใช้อีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

“เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทยเองว่าจะทำตามสโลแกนของพรรคเพื่อใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ หรือจะเสี่ยงในระยะสั้นเพื่อที่จะสูญเสียความเป็นตัวตนของพรรคในระยะยาว” นายพิธา กล่าวและว่า

“ภูมิใจดูด” ระวังแพ้

หากตอบแบบส่วนตัว ที่สื่อตั้งฉายาว่าพรรค “ภูมิใจดูด” แต่ตอนนั้นที่ดูดผมไป แพ้ผมหมดเลยนะ คนที่โดนดูดก็จะต้องรู้ว่า มีแผลทางการเมืองตลอดชีวิต ประชาชนก็จะลงโทษ ส่วนตัวแล้วในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่มีความกังวล เพราะเป็นคนละยุทธภูมิกัน ยุทธภูมิของเราทำงานแบบล่างขึ้นบน ในขณะที่ส่วนใหญ่ทำแบบบนลงล่าง คนที่ต้องกังวลคือ คนทำงานการเมืองแบบบ้านใหญ่ ใช้กลไกข้าราชการเดินเกมการเมืองมากกว่า

พิธายังแซวอนุทินด้วยว่า “ซักผ้าเสร็จแล้ว กลับมาตอบคำถามสื่อมวลชนด้วย”

แนะ ปชน. ตั้งสมาธิให้ดี

นายพิธา ระบุด้วยว่า ปัญหาของพรรคประชาชนขณะนี้อยู่ที่การตั้งสมาธิกับตนเอง ต้องแก้ปัญหาของตัวเอง หาแคนดิเดตให้ดี หายุทธศาสตร์ที่ดี และสื่อสารทางการเมืองมากขึ้น ไม่ต้องสนใจโพลหรือสถิติ ขอให้มีสมาธิ จะต้องกู้ภาพลักษณ์ด้วยการทำงานอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้การตัดสินใจของพรรคประชาชนอาจไม่สมบูรณ์ แต่ตอนนี้ผ่านไปแล้ว กลับไปแก้อะไรไม่ได้ ก็ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้ให้ได้มากที่สุด และคอยเตือนนายกรัฐมนตรีตลอดเวลาว่า เป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจ ที่มาจากอำนาจเฉพาะกิจ เพื่อภารกิจเฉพาะกิจ

แนะ ภท. เน้นบ้านเมืองมากกว่า

ส่วนฉากทัศน์การเมือง 4 เดือน ที่จะยุบสภา นายพิธา ประเมินว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คือน่าจะเน้นบ้านเมืองมากกว่าการเมือง และอย่าให้การเมืองนำบ้านเมือง เพราะฉากทัศน์ต่าง ๆ มาจากหลายเรื่องทั้งการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น อย่างวันนี้ตนเองมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มาสอน 2 เรื่องด้วยกัน คือ 1.การเลือกตั้งประเทศเมียนมาที่จะมาถึง และ 2.การประชุมอาเซียน เป็น 2 เรื่องร้อนสำหรับนายกฯ เฉพาะกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตอนนี้ที่ต้องดูแล รวมถึงเรื่องนิติรัฐนิติธรรม เป็นเรื่องสำคัญที่กดทับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ควรเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองหลายพรรคเริ่มตั้งเป้าตัวเลขเก้าอี้ สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้วนั้น นายพิธา ประเมินว่า การแข่งกันประกาศจำนวน สส. ที่อยากได้ 80, 200 หรือ 250 ที่นั่ง เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ และไม่สะท้อนความพร้อมทางการเมืองอย่างแท้จริง และหากมองย้อนกลับไปในช่วงที่ตนเองดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกล พรรคให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยตั้งเป้าสร้างพรรคในลักษณะพรรคมวลชนที่มี สส.เขตมากกว่าบัญชีรายชื่อ และมีตัวแทนกระจายครบทุกภูมิภาค ไม่ใช่เพียงพรรคที่มีฐานเสียงเฉพาะในบางภูมิภาคเท่านั้น

เร่งขยายฐานพื้นที่อ่อนแอ

นายพิธา กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากชวนพรรคประชาชนให้หันมาคิดในเชิงคุณภาพว่า จะเพิ่มศักยภาพและขยายฐานเสียงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างไร เช่น พื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีจังหวัดสำคัญอย่างนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมกันประมาณ 42 เขต รวมถึงภาคอีสานและภาคเหนือ ที่ในการเลือกตั้งครั้งก่อน ที่พรรคก้าวไกลยังทำผลงานได้ไม่ดี

คาด ป.ป.ช. ชี้มูลใกล้ยุบสภา

นายพิธายังกล่าวถึง คดี 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล เสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมชี้มูลปลายปีนี้ ด้วยว่า การเอาจริยธรรมมาประหัตประหารทางการเมืองตลอดชีวิตนั้นไม่ถูกต้อง หากไม่ได้สัดส่วน ส่วนตัวได้ตรวจสอบกับทีมกฎหมายของตนเอง คดีนี้อยู่ในชั้นอนุกรรมาธิการใน ป.ป.ช. น่าจะเสร็จสิ้นในชั้นนี้ภายในเดือนพฤศจิกายน มีความเป็นไปได้ที่จะมีการชี้มูลในช่วงการยุบสภา หากยุบสภาเร็ว และมีการเลือกตั้งในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชนจะถูกทำลายอีกครั้ง เหมือนพรรคก้าวไกลและอนาคตใหม่

“ผมเองไม่เป็นไรอยู่แล้ว แต่หลายคนยังเป็นแกนนำพรรค จึงอยากส่งเสียงถามประชาชนดังๆ เพราะอยู่ดีๆ ก็มีข่าวออกมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่ามีใครให้ข่าว ไม่รู้ว่าเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของพรรคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ หรือตั้งใจจะทำลายล้างกันจริงๆ โดยใช้จริยธรรมที่ไม่ได้สัดส่วน เพราะคนที่ตรวจสอบจริยธรรมไม่มีใครไปทำลายดาบเขาได้ เป็นสิ่งที่อันตรายมาก” พิธาระบุ

แนะ “เท้ง” อย่าเสียกำลังใจ

เมื่อถามว่าให้คำแนะนำนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับคดี 44 สส. และการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไรบ้าง นายพิธา กล่าวว่า เป็นตัวของตัวเอง มองไปข้างหน้าให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่งเสียกำลังใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญา

จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยนั้น ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ ในอนาคต การที่นายพิธายืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำและเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยทำตามสัญญา ถือเป็นการสะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชนต่อพรรคการเมืองต่างๆ ว่าจะต้องมีความซื่อสัตย์และทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

พิธาชี้ พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ แต่ต้องตรวจสอบรัฐบาล

นายพิธาได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำรัฐบาล แต่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา การที่พรรคการเมืองต่างๆ ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวม

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่ประชาชนมีความเข้าใจในสถานการณ์ทางการเมือง และติดตามการทำงานของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้สามารถตัดสินใจในการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ การที่พรรคการเมืองต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่พรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องยึดมั่นในหลักการของความซื่อสัตย์และความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่นายพิธาออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยทำตามสัญญา เป็นการสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นนักการเมืองทำตามสัญญาที่ให้ไว้ การที่นักการเมืองรักษาคำพูดและทำตามสัญญา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พรรคการเมืองทุกพรรคตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานเพื่อประชาชน และการรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน การที่พรรคการเมืองทุกพรรคสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และยึดมั่นในหลักการของความซื่อสัตย์และความโปร่งใส จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และตัดสินใจในการเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญาตรงไปตรงมา

กัมพูชาแอบส่อง! ทภ.1 ลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) ยืนยันพื้นที่ของไทย เดินหน้าลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว อย่างต่อเนื่อง เคลียร์พื้นที่ปลอดภัยไปแล้วเกือบ 40,000 ตารางเมตร เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านชายแดน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ทภ.1 และกองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้ดำเนินการปฏิบัติการสำคัญเพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน แม้จะมีการแสดงความเป็นห่วงจากฝ่ายกัมพูชา โดยได้จัดชุดตรวจค้นวัตถุระเบิดถึง 4 ชุด พร้อมอุปกรณ์และกำลังสนับสนุนด้วยรถถากถางหุ้มเกราะ D5 เข้าดำเนินการตรวจสอบและลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว ที่คาดว่าตกค้างอยู่ในพื้นที่ บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว

รายงานระบุว่า การตัดสินใจเดินหน้าภารกิจในครั้งนี้ เป็นการเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเคลียร์พื้นที่เสี่ยงภัยให้มีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับเข้าใช้พื้นที่ทำการเกษตรและดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างอุ่นใจ โดยยืนยันว่าพื้นที่ดำเนินการเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทยอย่างชัดเจน

ปฏิบัติการครั้งนี้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถถางพื้นที่ปลอดภัยจากวัตถุระเบิดที่ตกค้างได้เพิ่มเติมอีก 38,256 ตารางเมตร ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความมั่นใจในความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

การใช้รถถากถางหุ้มเกราะ D5 ในภารกิจนี้ช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง และจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหนักเข้าจัดการเพื่อป้องกันอันตรายจากวัตถุระเบิดที่ตกค้างมาเป็นเวลานาน การทำงานจึงเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว

การปฏิบัติการของ ทภ.1 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการรักษาอธิปไตยของชาติ พร้อมกับการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ เป็นการยืนยันว่ากองทัพพร้อมที่จะปกป้องและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่

ซึ่งในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ได้มีประชาชนและทหารกัมพูชาบางส่วนได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพการทำงานของทหารไทยด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจในภารกิจลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้วครั้งนี้

ลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว

ความคืบหน้าล่าสุดในการลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว

ปฏิบัติการลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้วครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของกองทัพไทยในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและเครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี การเคลียร์พื้นที่จากวัตถุระเบิดที่ตกค้างเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปลอดภัย

ที่มา – กัมพูชาแอบส่อง ทภ.1 ยืนยันพื้นที่ไทย ลุยเก็บกู้ระเบิด “หนองหญ้าแก้ว”

เอส บุกตลาด 2569 รุกน้ำอัดลมสี เปิดตัวน้ำเรืองแสง

เอส ชูกลยุทธ์บุกตลาด 2569 เดินหน้าเป็นน้ำอัดลมครองใจคนรุ่นใหม่ เปิดแคมเปญ “est Gen ซ่า จ้าเกินเบลอร์” ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ “est Glow Edition” น้ำอัดลมสีเรืองแสงจ้า เมื่อส่องไฟ 4 สี 4 รสชาติ

นางสาวสุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดน้ำอัดลมสี ได้รับความสนใจจากกลุ่ม Gen Z ทำให้มีการเปิดตัวรสชาติใหม่ ๆ  และกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันตลาดน้ำอัดลมสีมีมูลค่าทางการตลาด 17,391 ล้านบาท มีการเติบโตเชิงปริมาณชะลอตัวลดลงจากปีที่ผ่านมา -6% (ข้อมูลจากนีลเส็นไอคิว กันยายน 2567 – สิงหาคม 2568) 

ในขณะที่น้ำอัดลมสีเอสสามารถยืนหนึ่งได้ในตลาดด้วยการเติบโต 6% (ข้อมูลจากนีลเส็นไอคิว กันยายน 2567 – สิงหาคม 2568) เป็นการเติบโตเหนือกว่าตลาดน้ำอัดลมสี และเติบโตเหนือคู่แข่งอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่องทาง Modern Trade ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเติบโตสูงที่สุดถึง 24.6% (ข้อมูลจากนีลเส็นไอคิว เดือนมิถุนายน 2568)

“ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากความหลากหลายและรสชาติที่โดนใจ พร้อมการสื่อสารที่โดนใจ ปัจจุบันมีกว่า 10 รสชาติ โดยมี ‘เอส ลิ้นจี่’ ‘เอส เกรปเบอร์รี่’ และ ‘เอส กามิกาเซ่’ ขับเคลื่อนความสำเร็จ มาครั้งนี้เราต้องการมาสร้างสีสันให้กับตลาดน้ำอัดลมสี รวมทั้งระเบิดความสนุกและแปลกใหม่ขณะดื่ม ด้วยการสร้างสรรค์ est Glow Edition น้ำอัดลมสีเรืองแสงครั้งแรกของประเทศไทย 4 สี 4 รสชาติจากส่วนผสมที่ลงตัวของผลไม้หลากหลายชนิด ภายใต้แคมเปญ ‘est Gen ซ่า จ้าเกินเบลอร์’ ให้ Gen ซ่าได้สัมผัส” 

ทั้งนี้ เอส สร้างสรรค์แคมเปญ “est Gen ซ่า จ้าเกินเบลอร์” ที่สะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen ซ่า ที่มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก ผ่าน 4 กลยุทธ์การสื่อสาร ได้แก่

  1. รสชาติผลไม้ที่แตกต่างแต่เข้ากันอย่างลงตัว: est Glow Edition ทั้ง 4 รสชาติ เป็นการมิกซ์ผลไม้สุดฮิตหลากหลายชนิดอย่างลงตัว ออกมาเป็นสูตรเฉพาะของ “แลปซ่า” แถมยังมาพร้อมคาแรกเตอร์สุดคิวท์ และที่พิเศษก็คือแต่ละรสชาติวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟในแต่ละช่องทางจำหน่าย ได้แก่
    • est Electric Green แอปเปิ้ลผสมกีวี่ ความเปรี้ยวหวานเข้ากันอย่างลงตัว อร่อย ซ่า ซี๊ด ของคู่จี๊ดผลไม้สีเขียว คาแรกเตอร์ WIWI ช่องทางจำหน่ายทั่วประเทศ
    • est Sigma Blue มิกซ์เบอร์รี่ผสมพีชรสมิกซ์แปลกใหม่ที่มาพร้อมสีเขียวฟ้าที่ต้องลอง ของมิกซ์เบอร์รี่และพีช คาแรกเตอร์ Bubabuba ช่องทางจำหน่ายเฉพาะ Lotus’s และ Makro
    • est Pinky Winky พีชและกลิ่นดอกซากุระหอม อร่อย ซ่า ทำถึง กับคู่สีชมพูแดงที่ดึงดูด Gen ซ่าด้วยพีชและกลิ่นหอมละมุนของดอกซากุระ คาแรกเตอร์ Kuraloo ช่องทางจำหน่ายเฉพาะ 7-Eleven 
    • est Flashy Yellow แคนตาลูปผสมสาลี่หิมะ การจับคู่ผลไม้สีเหลืองที่มาพร้อมความหวาน ฉ่ำ ซ่า ของแคนตาลูปและสาลี่หิมะ หอมไม่เหมือนใคร คาแรกเตอร์ Canto ช่องทางจำหน่ายเฉพาะ 7-Eleven และ Big C
  2. สร้างประสบการณ์การดื่มผ่านคอนเซปต์ที่โดนใจ Gen Z: ด้วยนวัตกรรมการผลิตที่ให้สีและความใสของน้ำในเลเวลที่เหมาะสมทำให้เกิดการกระจายและการหักเหของแสงผ่านของเหลวได้ดีเมื่อส่องไฟ ทำให้เกิดการเรืองแสงในที่มืด 
  3. พรีเซนเตอร์โดนใจ Gen ซ่า: กับ 4 หนุ่ม GELBOYS “นิว-ชยภัค” “ไปป์-มนธภูมิ” “พีเจ-มหิดล” และ ”เลออน เซ็ค” ที่มาสะท้อนความซ่าซี้ด ของ est Glow Edition แต่ละรสชาติได้อย่างลงตัว
  4. สื่อสารแหวกแนวโดนใจกลุ่มวัยรุ่น: จัดเต็มการสื่อสาร 360 องศา ทั้งสื่อออนไลน์สุดครีเอทีฟ กิจกรรม TikTok Challenge ผ่านแผ่นเสียงเพลงจากภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ให้เหล่า Content Creator ออกมาโชว์ความซ่า ความจ้าของตัวเอง ตลอดจน OOH Media ที่สร้างสีสันให้กับวงการด้วยสื่อโฆษณานอกบ้านสุดล้ำ 

อีกทั้งจัดกิจกรรมเปิดตัวแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “เอส เปิดปฏิบัติการแลปซ่าจ้าเกินเบล๊อร์” อีเว้นท์เรืองแสงที่จัดขึ้นเพื่อเปิดตัวแคมเปญฯ โดยจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม  2568 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ด้วยการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ชุดใหม่ ที่นำแสดงโดย 4 หนุ่ม GELBOYS ที่มาชวน Gen ซ่า ร่วมทดลองมิกซ์รสชาติสุดซ่าของ est Glow Edition ทั้ง 4 รสชาติ พร้อมกิจกรรมสุดสนุกและเซอร์ไพรส์จากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์  

นอกจากนี้ ยังเป็น Passion Supporter สนับสนุนหลากหลายกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ Gen ซ่า ได้ปลดปล่อย Passion ของตัวเอง ทั้งการร่วมสนับสนุนงาน “Siam Halloween ปิดสยาม มันส์สยอง” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 ตุลาคม 2568 การสนับสนุนคอนเสิร์ต Monster Music Festival 2025 เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2568 ปิดท้ายด้วยการสนับสนุนรายการวาไรตี้ GELTY (GELBOYS Variety)

สำหรับปี 2569 เอส ยังคงเดินหน้าตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์เอสที่สนับสนุน Passion ของ Gen Z ผ่าน Culture Gen Z ลุยกิจกรรมทางการตลาดเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มวัยรุ่น และขยายการเติบโตในกลุ่มน้ำอัดลมสี 

โดยล่าสุดปล่อย est Glow Edition ที่เป็นมากกว่าน้ำอัดลม โดยเป็นสัญลักษณ์ของความกล้า ความสนุก มีสีสัน ที่สะท้อนความ Awesome ของ Gen Z และมั่นใจว่าแคมเปญ ‘est Gen ซ่า จ้าเกินเบลอร์’ จะช่วยให้คนรุ่นใหม่แสดงความเป็นตัวของตัวเองและสนุกกับชีวิต เอส มั่นใจว่าจะยังคงเดินหน้าครองใจ Gen Z อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนและการเติบโตต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่งในตลาดน้ำอัดลม หลังจากประสบความสำเร็จจากแคมเปญในปี 2566–2568 ซึ่งช่วยผลักดันการเติบโตและส่วนแบ่งการตลาดน้ำอัดลมรวม” นางสาวสุภรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

เอส บุกตลาด 2569 รุกน้ำอัดลมสี เปิดตัวน้ำเรืองแสง

การบุกตลาดของเอสในปี 2569 ด้วยกลยุทธ์น้ำอัดลมสี ถือเป็นความท้าทายที่น่าจับตามอง การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มาพร้อมลูกเล่นเรืองแสง ทำให้แบรนด์ดูน่าสนใจและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น

ทำไมเอสถึงบุกตลาด 2569 รุกน้ำอัดลมสี?

เพราะ เอส บุกตลาด 2569 รุกน้ำอัดลมสี เป็นโอกาสในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มเครื่องดื่มที่กำลังเติบโต การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ทำให้แบรนด์สามารถสร้างความผูกพันกับลูกค้าและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้

การที่ เอส บุกตลาด 2569 รุกน้ำอัดลมสี ถือเป็นการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีลูกเล่นใหม่ ๆ ทำให้แบรนด์ยังคงมีความสดใหม่อยู่เสมอ และสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุปแล้ว การที่ เอส บุกตลาด 2569 รุกน้ำอัดลมสี เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจและมีโอกาสประสบความสำเร็จ หากแบรนด์สามารถรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และทำการตลาดได้อย่างตรงจุด ก็จะสามารถสร้างการเติบโตและสร้างความแตกต่างในตลาดได้อย่างแน่นอน

การที่เอส เอส บุกตลาด 2569 รุกน้ำอัดลมสี นั้นเป็นการตัดสินใจที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความเข้าใจในตลาดเครื่องดื่มอย่างแท้จริง

ที่มา – “เอส” ชูกลยุทธ์บุกตลาด 2569 รุกตลาดน้ำอัดลมสี เปิดตัว “น้ำสีส่องไฟเรืองแสง”

“อนุทิน” ตรวจน้ำท่วมพิจิตร เพิ่มเยียวยา คนละครึ่งพลัส

นายกฯ ลงพื้นที่ จ.พิจิตร ติดตามช่วยเหลือประชาชน ประสบภัย น้ำท่วม ยันรัฐบาลไม่เพิกเฉย เล็งหาทางเพิ่มเงินเยียวยาน้ำท่วมเกิน 30 วัน ย้ำอย่าลืมลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” กลางเดือนนี้ ชี้เป็น สส. ต้องไม่ทิ้งประชาชน

วันที่ 10 ต.ค. 2568 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) เขตพญาไท นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เดินทางลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมภาคกลางตอนบน จ.พิจิตร จ.ชัยนาท และจ.สิงห์บุรี รวมถึงมอบถุงยังชีพ

โดยเวลา 13.20 น. นายกฯและคณะ ลงพื้นที่จุดแรกที่จ.พิจิตร ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน อ.ตะพานหิน เนื่องจากพื้นที่โรงพยาบาลได้รับผลกระทบน้ำเอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมแต่ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว จากนั้น เวลา 14.00 น. นายกฯและคณะเดินทางถึงโรงเรียนเทศบาลตะพานหินวิทยาคาร ต.ตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร โดยมีนายวรโชติ สุคนธ์ขจร รมช.สาธารณสุข น.ส.ธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร นายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และสส.จากพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร เขต 1 นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร เขต 2 นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สส.พิจิตร เขต 3 ร่วมให้การต้อนรับ

เล็งหาทางช่วยพื้นที่น้ำท่วมนานเกิน 30 วัน

โดยนายกฯ กล่าวพบปะประชาชนว่า ตนมาให้กำลังใจ และตั้งใจที่จะมาพบปะพวกท่าน รับทราบจากผู้ว่าราชการจังหวัดและสส.พิจิตร ว่าน้ำท่วมมาระยะหนึ่งแล้ว ขอให้พวกเราอดทนอีกนิดจะปลายฝนแล้ว สถานการณ์น่าจะดีขึ้นรัฐบาลจะไม่เพิกเฉยละเลย ภายในสัปดาห์หน้า เราจะอนุมัติเงินช่วยเหลือเยียวยาให้กับพ่อแม่พี่น้องที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งเท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม แต่รัฐบาลก็จะเร่งช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชนก่อน ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งดูสภาพน้ำแล้ว 50,000 ยังไม่คุ้มเลย แต่รัฐบาลจะพยายามหาวิธีช่วย สำหรับตนหากเลย 30 วันยังได้ 9,000 บาท ไม่เพียงพอจึงมอบให้รัฐมนตรีที่กำกับดูแลงบประมาณ หาวิธีช่วยเหลือประชาชนให้มากกว่านี้ได้อย่างไรบ้าง เพราะเป็นความผิดของรัฐบาลที่ไม่สามารถระบายน้ำให้ประชาชนได้ทัน ทำให้เดือดร้อน สำหรับกรณี อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร พี่น้องไม่ต้องไปพิสูจน์อะไร ไปลงทะเบียนเอาชื่อไปไว้ที่อำเภอ ถ้าใครไม่ได้เงิน ผู้ว่าฯ จะเดือดร้อน ทุกคนต้องลงทะเบียนให้เรียบร้อยแล้วเงินมาที่ ปภ. เงินจะเข้าบัญชีทุกคน

เตือนอย่าลืมลงทะเบียนคนละครึ่ง

นายกฯ กล่าวว่า อย่าลืมลงทะเบียนคนละครึ่งด้วย น่าจะกลางเดือนตุลาคมพี่น้องไปลงทะเบียนวันละ 200 บาท ประชาชนใส่ 200 บาท รัฐบาลใส่ 200 บาท เอาไปจับจ่ายใช้สอย ต้องขอร้องให้ประชาชนไปจับจ่ายใช้สอย แล้วรัฐบาลถึงจะเติมอีกครึ่งให้ ไม่ใช่เงินหยอดกระปุก ไม่ใช่เงินเยียวยา แต่เป็นเงินช่วยเหลือเป็นเวลา 2 เดือน จนถึงสิ้นปีนี้ ก็หวังว่าจะได้เอาไปใช้ เศรษฐกิจจะได้หมุนเวียน เราก็ไปอุดหนุนคนขายของ เขาก็ไปซื้อของต่อเศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ทั่วประเทศก็จะมีเงินหมุนเวียน 1 แสนล้านบาท ช่วยให้รายได้ดีขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในสิ้นเดือนนี้ แต่กลางเดือนนี้ พี่น้องไปลงทะเบียนได้แล้ว

บอกผู้ว่าฯ เอาใจประชาชน เท่ากับเอาใจนายกฯ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ต่อไปก็มีเงินช่วยเหลือให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ใช่บัตรคนจน ที่จะใส่เงินเดือนละ 300 บาท แถมไป 1,700 บาท เป็น 2 พันบาท ทั้งหมดอนุมัติงบประมาณหมดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ประชาชนเดือดร้อนในเรื่องน้ำท่วม แต่การจับจ่ายใช้สอยจะมีเม็ดเงิน ให้ประชาชนนำมาซื้อข้าวซื้อของในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ ฝากพี่น้องอสม. ซึ่งตนก็เป็นอสม.บุรีรัมย์ ตนมีความจำเป็นที่จะต้องขอความช่วยเหลือ อสม.ดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ตนมาอยู่นี้แล้ววิญญาณ อสม.เข้าสิง เราเชื่อว่าผู้ว่าฯ เอาใจใส่พี่น้องประชาชนได้ และเท่ากับเอาใจนายกฯ เอาใจมท.1 ด้วย คือต้องไม่ให้พ่อแม่พี่น้องลำบาก หามาตรการ กลไก หาวิธี ทำให้ชื่อพี่น้องทุกคนไปปรากฏที่ อธิบดี ปภ.ให้ได้ แล้วสัปดาห์หน้ากดปุ่ม เงินเข้า 9,000 บาททันที เราจะให้ไม่ต้องรอเงินเยียวยานาน

จากนั้น นายอนุทิน ได้แนะนำ 3 สส.พิจิตร พรรคภท.พร้อมกล่าวว่า ยังไงก็ผูกพันคนพิจิตร เรามีสส.3 คนใช่ไหม ให้พรรคภท.หมดใช่ไหม วันนี้หัวหน้าพรรคภท.มาเป็นนายกฯ แล้ว จะไม่มาตอบแทนพี่น้องพิจิตรได้ไหม ก็ไม่ได้ ถูกต้องแล้ว ซึ่งต้องขอขอบคุณ อันนี้ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง ตอนนี้ทุกคนต้องระดมมาช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องอยู่แล้วพอทราบว่าจะมีการลงพื้นที่ของ 2 รัฐมนตรีคือนายศักดาและนายวรโชติ ถ้าสัปดาห์หน้าพี่น้องประชาชน ไม่ได้รับการช่วยเหลือเอาให้เละ ตอนนี้ทั้ง 2 รัฐมนตรี ลงมาพื้นที่ก็สบายใจ ซึ่งเป็นสส.ด้วย ดังนั้น จิตวิญญาณที่มีความห่วงใยที่ต้องการช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องมีมากกว่าความเป็นรัฐมนตรี

“ผมจะบอกให้ว่าการเป็นรัฐมนตรีกับเป็นสส. และเป็นนายกฯ ซึ่งมันดีทั้งหมด แต่ถ้าคนที่ทำการเมือง คนที่ถูกเลือกให้เป็นสส.และวันหนึ่งคุณเลือกได้อย่างเดียว มีอยู่ 3 ตำแหน่ง แต่คุณเลือกได้อย่างเดียว ระหว่างรัฐมนตรี นายกฯ และสส. รับรองร้อยทั้งร้อย ขอเป็นสส. ขอให้เชื่อมั่น นี่คือความสำคัญ ที่พี่น้องเลือกพวกผมเข้ามา ผมถึงไม่ลาออกจากสส. เพราะเป็นสส.ช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้อง และผมดันเลือกสส.ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ต้องช่วยเหลือทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นพวกเราขอให้มีความมั่นใจว่าความเป็น สส. มันทิ้งพ่อแม่พี่น้องไม่ได้ ต้องลงพื้นที่ หลังวันพฤหัสบดีที่มีการประชุมสภา ต้องเร่งกลับบ้านไปเจอกับพี่น้องประชาชนที่เลือก พี่น้องไม่มีวันถูกทอดทิ้งแน่นอน” นายอนุทิน กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า เราจะมีแผนการฟื้นฟูปรับระบบระบายน้ำ ทำถนน สร้างคันกั้นน้ำ ทำโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแรงขึ้น ไม่ต้องเจอเหตุการณ์ซ้ำๆซากๆแบบนี้อีก น้ำต้องหาวิธีระบาย อย่างที่บึงสีไฟทำอย่างไรให้ผันน้ำลงสู่เจ้าพระยา ลงไปลงอ่าวไทยเร็วที่สุด โดยไม่ให้ท่วมจังหวัดที่ไหลผ่าน

ขอประชาชนให้อภัย เร่งเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด

นายกฯ กล่าวตอนท้ายว่า ตรงนี้ก็ขอให้พ่อแม่พี่น้องให้อภัยพวกผมด้วย ซึ่งเราไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่หาวิธีหาหนทางต่างๆ ที่จะมาเยียวยาความเดือดร้อนของท่านทั้งหลายให้ลดน้อยลงให้มากที่สุด ต้องขอให้กำลังใจ ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ข้าราชการทุกท่าน ฝ่ายข้าราชการ ทั้งฝ่ายปกครองตำรวจทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอาสาสมัครทั้งหลาย ขอบคุณที่ช่วยดูแลพี่น้องประชาชนของเรา ไม่ให้ประสบอันตรายเป็นอย่างดี วันนี้มาพบปะกับท่านก็จะไปเร่งดำเนินการช่วยเหลือต่างๆ ให้พี่น้องโดยเร็ว อย่าลืมเร่งลงทะเบียนให้เรียบร้อย พร้อมกับลงทะเบียนคนละครึ่งด้วย เพราะจะเกิดขึ้นใน 2-3 สัปดาห์ เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่าย ขอฝากผู้ว่าฯ ย้ำอีกครั้ง ประชาชนรอนานไม่ได้ ต้องเร่งดำเนินการให้ถึงมือประชาชนให้เร็วที่สุด และขอทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง พ้นทุกข์พ้นโศกโดยเร็ว และขอให้ทำมาค้าขึ้น เงินทองไหลมาเทมา มีจิตใจที่ดี พวกเรานำสิ่งเล็กน้อยมาให้เทียบไม่ได้กับความเสียหาย แต่เราจะทำให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

จากนั้น นายกฯ เดินพบปะประชาชน พร้อมถ่ายภาพเซลฟี่เป็นที่ระลึก โดยมีประชาชนเข้าสวมกอดด้วยความดีใจที่ได้เจอนายกฯด้วย ก่อนนายกฯ และเดินทางต่อมายังจ.ชัยนาทเป็นประธานการประชุมสรุปสถานการณ์น้ำ และแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

อนุทิน” ตรวจน้ำท่วมพิจิตรครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินเยียวยา หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ“อนุทิน” ตรวจน้ำท่วมพิจิตรและเน้นย้ำการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมาตรการที่หวังจะบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับมาดีขึ้นโดยเร็วที่สุด

ที่มา – “อนุทิน” ตรวจน้ำท่วมพิจิตร เล็งเพิ่มเงินเยียวยา เตือนอย่าลืมลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส